ปรัชญากรีกยุครุ่งเรือง

อ.ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต:

sophist

ปรัชญากรีกยุครุ่งเรือง เป็นช่วงเร่งหากฎความจริง  (ก.ค.ศ.450-322) ยุคสั้นๆ ตั้งแต่ Socrates จนถึง Aristotle และเหล่า Sophists แห่งกรุงเอเธนส์ สนใจมาตรการความจริง จึงเกิดคำถามสำคัญคือ ความจริงที่แน่นอนตายตัวมีหรือไม่ มีมาตรการสากลหรือไม่ ถ้าไม่มีทำไมจึงไม่มี ถ้ามีอยู่ที่ไหน

  1. Sophists ต่างตอบว่า ไม่มี เพราะโครงสร้างสมองของมนุษย์แต่ละคนไม่เหมือนกัน
  2. Socrates ตอบว่า มี อยู่ในสมองของมนุษย์ เพราะโครงสร้างสมองของมนุษย์เหมือนกัน
  3. Plato ตอบว่ามี อยู่ใน world of Idea เพราะสมองของเราไม่สามารถค้ำประกันความสากลได้
  4. Aristotle ตอบว่ามี อยู่ในโลกนี้ เพราะโลกแห่งมโนคติเป็นสิ่งสมมติ

Sophists คือ เหล่านักปราชญ์ใหญ่จากที่ต่างๆ ที่มารวมตัวอยู่ในกรุงเอเธนส์ มักมีความสามารถด้านการปราศรัย ถกเถียงความคิดเห็นต่างๆ ปรัชญารู้ว่ามี sophist จากงานเขียนของ Plato ที่สร้างเป็นบทสนทนาของเหล่า sophists กับ Socrates นักปรัชญาคนสำคัญแห่งยุคได้แก่

  1. Protagoras of Abdera (ก.ค.ศ.481- 411) รู้ปรัชญาเรื่อง atom ของ Democritus และความคิดเห็นของสำนักต่างๆ อย่างดี มีวาทศิลป์ เป็นคนแรกที่สงสัยถึงมาตรการสำหรับตัดสินความจริงและความดี เห็นว่ามีคำสอนหลายสำนักถึงปฐมธาตุแตกต่างกัน แล้วก็ทะเลาะกัน เพราะต่างก็เชื่อว่าความคิดสำนักตนนั้นจริงฝ่ายเดียว ไม่น่าจะมีมาตรการความจริงสากล เพราะโครงสร้างสมองของแต่ละคนต่างกัน จึงเสนอว่า Man is the measure of all things
  2. Socrates (ก.ค.ศ.470- 399) กรุงเอเธนส์ปกครองแบบประชาธิปไตย มีพรรคการเมือง มีการแข่งขันชิงตำแหน่งหน้าที่ คนเอเธนส์ติดใจเหล่า sophist และพากันตั้งข้อสงสัยกับทุกสิ่ง พอใจกับเสรีภาพที่จะคิด Socrates เห็นว่าเสรีภาพที่จะคิดอย่างเลยเถิดนี้เป็นจุดอ่อนของประชาธิปไตย เพราะเปิดโอกาสให้เอาเปรียบกันทางความคิดได้อย่างเสรี เล่ห์เหลี่ยมหลอกลวงต่างๆ แพร่หลายเพื่อให้ได้เปรียบในการแข่งขัน ช่วงชิงตำแหน่ง จนกระทั่งทำให้สังคมสั่นคลอนได้ ศัตรูย่อมใช้ความคลางแคลงใจมาเป็นประโยชน์และเอเธนส์จะล่มสลายได้ Socrates เสนอแนวคิดที่จะทำให้สังคมอยู่อย่างสงบสุข นั่นคือมีความยุติธรรม ยุติธรรมจะเกิดได้ต้องมีมาตรการเดียวสำหรับตัดสินความจริงและความดี มาตรการสากลคือ ความรู้ที่ตรงกับวัตถุแห่งความรู้ มนุษย์มีปัญญาคิดได้เอง (Know thyself) แต่มีกิเลสจึงทำให้เห็นผิดได้ จึงควรฝึกเพ่งพินิจ (contemplation)  Socrates เสนอ
  • god arranges everything for the best
  • Socratic method of dialectics
  • I know that I know nothing
  • Virtue (all virtue) is knowledge
  • Virtue is sufficient for happiness
  • ideals belong in a world only the wise man can understand (มีแต่ปราชญ์จึงเข้าใจโลกและเหมาะที่จะเป็นนักการเมือง)
  1. Plato (ก.ค.ศ.427- 347) เกิดในตระกูลนักการเมือง เรียนเพื่อจะเป็นนักการเมือง แต่เห็นผลร้ายจึงหมดกำลังใจ ต้องการหาวิธีแก้ความบกพร่องทางการเมือง ค้นคว้าหาความรู้ให้ได้หลักการจริงๆ แล้วถกเถียงให้ความรู้นั้นแน่นแฟ้นเป็นแก่นสาร จากนั้นรอเวลาให้ความรู้นั้นกระจายไปในหมู่ชน ผลของการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ จะทำให้การเปลี่ยนแปลงเป็นไปโดยอัตโนมัติ ไม่หักโหม เปิดสำนัก Academic ที่ซุ้มอคาเดมิคของสวนสาธารณะกลางกรุงเอเธนส์
  • มนุษย์มีโครงสร้างสมองเหมือนกัน คิดได้เหมือนกัน แต่มีกิเลสต่างกันทำให้คิดเห็นต่างกันไป
  • ความรู้ที่ได้จากการเพ่งพินิจจนเกิดภาวะไร้กิเลส คือ มาตรการความจริงสากล
  • World of Ideas ประกอบด้วยตัวแบบ (form) เป็นอัตวิสัยที่มนุษย์เข้าใจได้ผ่านมโนทรรศน์ (concept) และมีวัตถุวิสัยที่เป็นอิสระจากความคิดของมนุษย์ทุกคน เป็นสิ่งนิรันดร์
  • มนุษย์รู้ world of ideas เมื่อยังเป็นวิญญาณอมตะก่อนที่จะเกิดมาเป็นมนุษย์ แล้วมาระลึกรู้ทีหลัง

Plato เสนอให้มีการรื้อฟื้นความทรงจำ (reminiscence) ผ่าน 3 ขั้นตอน มีประสบการณ์ (experience) การเรียนรู้ (learning) การเพ่งพินิจ (contemplation)

โลกนี้เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ จึงไม่อาจบรรจุความจริงสากลได้ ความจริงสากลจึงต้องอยู่ในอีกโลกหนึ่ง และแต่ง Republic เพื่อแสดงถึงนครรัฐในอุดมคติ โดยมีคน 3 ระดับคือ

  • Productive คือคนที่ทำอาชีพต่างๆ เป็น appetite part of soul
  • protective คือ ทหาร นักรบ เป็น spirit part of soul
  • Governing คือผู้ปกครอง เป็น reason part of soul

การสอนเน้นบทสนทนาระหว่าง Socrates กับเหล่า sophists (มักจะเป็น Zeno)

  1. Aristotle (ก.ค.ศ.384- 322) เกิดในตระกูลแพทย์ เรียนที่สำนัก Academic จนอายุ 37 ปี จัดระเบียบความคิดและเขียนงานไว้มาก หลากหลายด้าน แต่ไม่ได้เป็นเจ้าสำนักต่อจาก Plato

เมื่อได้ไปสอน Alexander of Macedon จึงได้ตั้งสำนัก Lyseum และเขียนงานเพิ่มจำนวนมากโดยมีความเป็นตัวของตัวเองที่ต่างไปจากแนวคิดของ Plato โดยเสนอว่ามาตรการความจริง คือ ประสบการณ์

จากประสบการณ์ต้องถอดความจริงสากล (abstractation) ด้วย

  • วิเคราะห์ (analysis)
  • คัดออก (elimination)
  • สังเคราะห์ (synthesis)

ผลงานสำคัญคือ เสนอเรื่อง mathematical logic เพื่อพิสูจน์ความจริง แบบ deductive inference (นิรนัย) เขียนหนังสือชุด Organon เพื่อนำเสนอวิธีการใช้ logic ในเชิง dialectic

Aristotle เสนอ fifth element คือ สรรพสิ่งเกิดจากดิน น้ำ ลม ไฟ และ ไอเธอร์

ผลงานเขียนมีเนื้อหาเน้น

  • cause and effect
  • universal กับ particular
  • สอนเรื่อง kinesis
  • Growth and diminution เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณ
  • locomotion เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่
  • alteration เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ
  • สอนจิตวิทยา จากหนังสือ De Anima
    • the vegetative soul เพื่อเติบโตและแข็งแรง
    • the sensitive soul เพื่อมีประสบการณ์และการเคลื่อนไหว
    • the rational soul เพื่อการรับรู้ตัวแบบและการเปรียบเทียบต่างๆ

Aristotle เสนอใน Nicomachean Ethics ว่า  virtue has to do with proper function of a thing โดยเสนอว่า Eudaimonia การมุ่งความสุขของ soul อย่างมีเหตุผล (reason) มนุษย์ต้องฝึกฝนจนมี arete ทางปัญญา และปฏิบัติจนเกิด phronesis และมีปัญญา (nous) ที่จะพัฒนาแต่ละด้านให้ดีขึ้นไปสู่ระดับที่สูงที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ทั้งนี้ การเมืองสำคัญกว่าครอบครัว ครอบครัวสำคัญกว่าปัจเจกบุคคล การเมืองมีลักษณะ organism ที่จะหลีกเลี่ยง injustice และ มุ่งหา economic stability

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s