ความชอบธรรม

อ.ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต :

Dr.Anek Suwabuddit, Ph.D

ความชอบธรรม (righteousness) มาจากคำกรีกว่า dikaios ที่แปลว่า ถูกต้อง ชอบธรรม ไม่เป็นบางส่วน ในภาษาอังกฤษเริ่มใช้ราวปี ค.ศ.900 มาจากคำว่า rightwisnes มีความหมายหลายนัย ได้แก่

  1. การปฏิบัติตามเทวบัญชาหรือกฎศีลธรรม โดยปราศจากความคิดและบาป
  2. ความถูกต้องทางศีลธรรมหรือการตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง (justifiable)
  3. การมีมากขึ้นของความรู้สึกว่าสิ่งนั้นมีความยุติธรรม
  4. คุณภาพหรือสถานะของความชอบธรรม
  5. ความประพฤติที่ถูกต้อง
  6. คุณภาพหรือสถานะของความยุติธรรมหรือความถูกต้อง (rightful)

ความชอบธรรมตามหลักการเบื้องต้น: ปรัชญาจริยะ

ปรัชญาจริยะเป็น ปรัชญาประยุกต์สาขาหนึ่ง ที่นำเอาปรัชญาบริสุทธิ์ไปตีความผลสรุปของความรู้ใด ๆ เกี่ยวกับความประพฤติ มีหน้าที่ตอบคำถามว่า “เราพึงปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะสอดคล้องกับความเป็นจริง” (How to act according to reality) เมื่อพิจารณาดูประเด็นคำถามแล้วก็เห็นได้ชัดว่าต้องสมมุติว่ามีคำตอบทางอภิปรัชญา (ความเป็นจริงคืออะไร) และทางญาณปรัชญา (เรารู้ความเป็นจริงด้วยมาตรการใด) อยู่ก่อนแล้ว จึงจะค้นคว้าหาคำตอบทางปรัชญาจริยะต่อไปได้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เป็นการเอาความคิดทางอภิปรัชญาและญาณปรัชญามาประเมินค่าความประพฤติของมนุษย์เรานั่นเอง คำตอบทางอภิปรัชญาและญาณปรัชญาเป็นมูลบทร่วมกัน ส่วนคำตอบทางปรัชญาจริยะเป็นผลอนุมานจากมูลบทดังกล่าว ในประเด็นที่เกี่ยวกับความประพฤติ แต่ที่เคยถือกันมาและบางคนยังถืออยู่ว่าเป็นแขนงหนึ่งของปรัชญาบริสุทธิ์นั้น ก็เพราะถือว่ายังไม่มีเนื้อหาเฉพาะวิชาที่แยกออกไปเป็นวิชาค้นคว้าหาข้อเท็จจริงเหมือนวิชาอื่น ๆ ในปรัชญาจริยะ  ความชอบธรรม ได้รับการตีความว่าเป็นบรรทัดฐานที่ผู้อยู่ใต้ปกครองได้ประทานให้แก่ผู้ปกครองและการกระทำต่าง ๆ ของผู้ปกครอง  โดยเชื่อว่า คณะผู้ปกครองที่ได้รับการจัดตั้งตามกฎหมายจะกระทำการทั้งหลายด้วยอำนาจที่ใช้อย่างเหมาะสม

คุณค่าทางจริยะ ได้แก่ ผลจากการประเมินความประพฤติว่าตรงกับมาตรการจริยะที่ตนเอง ถืออยู่มากน้อยเพียงใด การกระทำอย่างเดียวกันจึงมีคุณค่าทางจริยะต่างกันแล้วแต่บุคคลแล้วแต่กรณี บางคนก็ถือว่าคุณค่าทางจริยะของตนเป็นปรนัย บางคนก็ถือว่าเป็นอัตนัย หรือถือว่ามีทั้งแง่อัตนัยและปรนัยผสมผสานกัน

ส่วนเรื่องที่เป็นปรนัย ได้แก่ คุณค่าที่เพ่งเล็งถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความประพฤติใดที่รักษาหรือส่งเสริมศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ย่อมมีคุณค่าเป็นปรนัย เพราะน่าจะเป็นคุณค่าสำหรับมนุษย์ทุกคนในทุกยุคทุกสมัย

คุณค่าที่กำหนดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในรายละเอียดปลีกย่อยซึ่งมีทรรศนะได้ต่าง ๆ กันนั้น เป็นแง่ต่าง ๆ ของคุณค่าอัตนัย ซึ่งอาจจะเป็นอัตนัย สำหรับสังคม หรืออัตนัยเฉพาะตัวก็ได้ เช่น ในฐานะที่เป็นคนไทยในขณะนี้ เราเทิดทูนสถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาธิปไตย ความประพฤติที่มุ่งรักษาหรือส่งเสริมสถาบันทั้ง 4 นี้ เราก็ถือว่ามีคุณค่าอัตนัยสำหรับสังคมไทยของเรา ชาติอื่นเขาอาจจะถือคุณค่าในสังคมของเขาผิดเพี้ยนไปจากเราก็ได้ เพราะเป็นเรื่องของเสรีภาพประจำชาติที่เราถือว่าไม่เหมาะสมกับชาติของเรา

เราก็จะไม่ถือว่ามีคุณค่าในสังคมของเราส่วนคุณค่าอัตนัยเฉพาะตัว ได้แก่ การขยายรายละเอียดของคุณค่าสำหรับสังคมออกไปอีก เช่น มีอุดมคติในการส่งเสริมการเข้าใจกันและกันและการร่วมมือระหว่างศาสนาและลัทธิต่าง ๆ ในประเทศไทย ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การสอนการเรียนที่มุ่งไปสู่เป้าหมายนี้ ย่อมถือว่ามีคุณค่าอัตนัยเฉพาะตัว และต้องก็เคารพคุณค่าอัตนัยเฉพาะตัวของคนอื่น ๆ ที่มุ่งส่งเสริมศาสนาใดศาสนาหนึ่งโดยเฉพาะ โดยที่ไม่ก้าวก่ายสิทธิของศาสนาอื่น ๆ ดังนี้เป็นต้น รวมความว่าคุณค่าทางจริยะควรพิจารณาทั้งในด้านอัตนัยระดับต่าง ๆ ของแต่ละบุคคลจึงจะใช้ได้ผลดีในทางปฏิบัติ

เพลโต เชื่อว่า คนมีความคิดและไม่เห็นแก่ตัวมีนิดเดียว คนส่วนใหญ่ล้วนทำมาหากิน ถ้าได้ประโยชน์กับตนเอง ก็จะเห็นด้วย หากไม่ได้ประโยชน์ ก็ไม่ดี ไม่เห็นด้วย คนพวกนี้มีประมาณ 70-80 % นอกจากนั้น ระบอบประชาธิปไตยจึงมีจุดอ่อนคือการให้อำนาจคนไม่ควรมีอำนาจ

มาร์ก  อธิบายว่า การเมืองจะมั่นคง ไม่ได้อยู่ที่การเลือกตั้ง หัวใจของการเมืองอยู่ที่ความยุติธรรมในการกระจายความมั่นคงสู่ประชาชน

สิทธิน่าจะเป็นผลสืบเนื่องมาจากคุณค่าทางจริยะเราได้พิจารณากันมาแล้วว่ามีคุณค่าทาง
จริยะส่วนหนึ่งเป็นปรนัย ดังนั้น สิทธิส่วนหนึ่งของมนุษย์ก็ย่อมต้องเป็นปรนัยด้วย นั่นคือ สิทธิอันพึงมีทึกสิ่งที่ประกันศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ นอกจากนั้น แต่ละสังคมมีคุณค่าจริยะอัตนัยของสังคม สมาชิกของสังคมใดก็ตามต้องมีสิทธิที่จะมีทุกสิ่งที่ประกันคุณค่าจริยะอัตนัยของคนในสังคมนั้น เช่น คนไทยย่อมจะต้องมีสิทธิทุกอย่างที่จะอยู่ได้อย่างคนมีชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย

อริสโตเติล( ก.ค.ศ. 389-322 ) รับทฤษฎีคุณธรรมแม่บท 4 ของเพลโตแต่เปลี่ยนชื่อข้อแรกเป็นความรอบคอบ ( Prudence ) ซึ่งก็คือปรีชาญาณที่สามารถประยุกต์ลงสู่การปฏิบัตินั่นเอง อธิบายเพิ่มความว่า คุณธรรมได้แก่การเดินสายกลางระหว่างกิเลสที่ตรงข้ามกัน เปรียบได้กับมัชฌิมาปฏิปทาในพระไตรปิฎก เช่น ความกล้าหาญเป็นทางสายกลางระหว่างความขี้ขลาดกับความบ้าบิ่น การรู้จักประมาณเป็นทางสายกลางระหว่างความตระหนี่กับความฟุ่มเฟือย ความยุติธรรมได้แก่การให้ทุกคนตามอัตราส่วนที่เหมาะสมให้สังเกตอยู่อย่างหนึ่งว่าทางสายกลางมิได้หมายความว่าบวกกันหารสองหรือตัวกลางทางเลขคณิต แต่หมายถือการเก็บแง่ดีจาก 2 ข้างที่เลยเถิด เพื่อดำเนินชีวิตให้สูงขึ้น ๆ เรื่อยไป ดังนั้น ทางสายกลางจึงอยู่กลางระหว่างกิเลสที่ตางข้ามกันแต่อยู่คนละระดับกับกิเลสเหล่านั้น

  1. ความรอบคอบ ( Prudence ) หรือความรู้รอบ มิได้หมายถึงการมีความรู้มาก “ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด” มีถมไป ความรอบคอบจึงหมายถึงความเล็งเห็นหรือหยั่งรู้ได้ง่ายและชัดเจนว่าอะไรควรประพฤติและอะไรไม่ควรประพฤติ การแสวงหาความรู้มีส่วนช่วยให้เกิดความรอบคอบ แต่ทว่าความรอบคอบอันลึกซึ้งส่วนมากเกิดจากการคิดคำนึงและประสบการณ์
  2. ความกล้าหาญ ( Fortitude, Courage ) กล้าหาญทางกายภาพ ได้แก่ กล้าเสี่ยงความยากลำบาก อันตรายและความตาย เพื่ออุดมการณ์ กล้าหาญทางจิตใจ ได้แก่ กล้าเสี่ยงการถูกเข้าใจผิด กล้าเผชิญการใส่ร้ายและการเยาะเย้ย เมื่อมั่นใจว่าตนกระทำความดี
  3. การรู้จักประมาณ หรือความพอเพียง ( Temperance, Sufficiency ) สัตว์มีสัญชาตญาณกระตุ้นให้กระทำกิจการบางอย่างเพื่อการอยู่รอดของมันเองและของเผ่าพันธุ์ เมื่อหมดความจำเป็นสัญชาตญาณนั้นก็หยุดทำงานโดยอัตโนมัติ มนุษย์มีสัญชาตญาณเช่นกัน แต่มนุษย์ยังมีความสำนึก สามารถสำนึกและปลุกสัญชาตญาณได้ตามใจ มนุษย์จึงมักจะใช้สัญชาตญาณเลยเถิดตามความจำเป็นตามธรรมชาติ จนบางครั้งปลุกสัญชาตญาณเพื่อความพึงพอใจเท่านั้น การไม่รู้จักควบคุมพลังในตัวให้อยู่ในขอบเขตของจุดหมายในชีวิต มักจะเกิดปัญหายุ่งยากมากมายแก่ตัวเองและแก่สังคม เพราะเมื่อคนหนึ่งใช้พลังเลยขอบเขตอย่างไม่ถูกต้อง ก็มักจะก้าวก่ายสิทธิอันชอบธรรมของผู้อ่านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น อยากจะสร้างความมั่นคงให้แก่อนาคตของตนเองและของทายาท ก็จะหาวิธีสะสมสมบัติไว้มาก ๆ โดยวิธีไม่สุจริต เป็นต้น คุณธรรมการรู้จักประมาณช่วยให้รู้ว่าอะไรควรอยู่ในขอบเขตแค่ไหน การไม่ใช้สัญชาตญาณเลยจะทำให้เป็นคนไร้พลังและไร้ประโยชน์ การใช้สัญชาตญาณเกินขอบเขต ก็มักจะก่อความเดือดร้อน จึงต้องฝึกให้รู้จักอยู่ในขอบเขตอันควรในแต่ละสภาพและฐานะของบุคคล
  4. ความยุติธรรม ( Justice ) ได้แก่ การให้แก่ทุกคนและแต่ละคนตามความเหมาะสม (giving each his due) ดังที่แอร์เริสทาทเทิลได้นิยามไว้ นั่นคือเราต้องรู้ว่าเรามีกำลังให้เท่าไร ควรให้แก่ใครและอย่างไร เช่น แก่ตัวเราเอง แก่บุคคลในครอบครัว แก่บุคคลในวงศ์ญาติ แก่เพื่อฝูงมิตรสหาย แก่บุคคลร่วมงานแก่ผู้บังคับบัญชาแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา ฯลฯ ความยุติธรรมเป็นพื้นฐานของคุณธรรมทุกอย่างดังที่เพลโทว์ได้ให้ข้อสังเกตไว้อาจจะกล่าวได้ว่า คุณธรรมอื่น ๆ เป็นเพียงแง่ต่างๆ ของความยุติธรรมนั่นเอง ความยุติธรรมจึงเป็นแก่น หรือสารัตถะของคุณธรรมทุกชนิด ผู้ใดมีความยุติสูงย่อมเพียบพร้อมด้วยคุณธรรมทุกอย่าง คุณธรรมบางอย่างอาจจะไม่ปรากฏออกมาให้เห็น เพราะไม่มีโอกาสจะแสดงออก แต่ถ้ามีโอกาสเมื่อใดก็พร้อมที่จะแสดงออกได้ทันทีอย่างถูกต้องเพียบพร้อม ผู้มีความยุติธรรมสูงจึงเป็นผู้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยในตัว สังคมที่มีความยุติธรรมย่อมเป็นสังคมที่สงบสุขเพราะทุกคนมั่นใจได้ว่าตนเองจะได้รับสิทธิอันชอบธรรม หากมีผู้ใดละเมิดก็จะได้รับการลงโทษอันควรแก่โทษานุโทษ จึงมั่นใจได้ว่าไม่มีใครอยากจะละเมิดโดยง่าย

 

ความชอบธรรมตามกฎ: รัฐศาสตร์

ในรัฐศาสตร์ ความชอบธรรม คือ ความชอบธรรมตามแหล่งที่มาของอำนาจในการกระทำ (legitimacy) การที่อำนาจโดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายซึ่งใช้บังคับหรือระบอบการปกครองนั้นได้รับการยอมรับจากสาธารณชน ความชอบธรรมทางการเมืองจึงถือเป็นเงื่อนไขพื้นฐานในการปกครอง ในปรัชญารัฐศาสตร์ ผู้ปกครองจะมีความชอบธรรมต่อเมื่อได้รับอาณัติแห่งสวรรค์ (Mandate of Heaven) เมื่อใดที่ผู้ปกครองขาดอาณัติแห่งสวรรค์ เมื่อนั้นก็จะขาดความชอบธรรมและสิทธิที่จะปกบ้านครองเมือง ถ้าไร้ซึ่งความชอบธรรมแล้ว รัฐจะไม่สามารถบัญญัติกฎหมาย (legislative deadlock) และบังคับใช้ได้ จนถึงอาจล่มสลายได้ในที่สุด

                   ความชอบธรรม (Legitimacy) ถือได้ว่าเป็นหัวใจของปรัชญาการเมือง ปัญหาหลักของปรัชญาการเมืองก็คือว่า เหตุใดประชาชนถึงจะต้องเชื่อฟังผู้มีอำนาจทางการเมืองด้วย คำตอบคือ ประชาชนควรจะเชื่อฟังผู้มีอำนาจ ก็เฉพาะในกรณีที่ผู้มีอำนาจมีความชอบธรรมในการได้มาและในการใช้อำนาจนั้นเท่านั้น ปรัชญาการเมืองจึงเน้นการตรวจสอบพิจารณา ว่าเมื่อใดผู้มีอำนาจมีความชอบธรรมในการมีอำนาจนั้น บ้านเมืองที่ผู้ใช้อำนาจทางการเมืองมีความชอบธรรม บ้านเมืองนั้นก็จะอยู่กันอย่างสงบสุข ไม่มีการลุกขึ้นมาท้าทายต่อต้านอำนาจนั้น ในกรณีที่มีการท้าทายต่อต้านอำนาจโดยคนส่วนใหญ่ ก็หมายความว่าผู้ปกครองนั้นขาดความชอบธรรมในการปกครองไปแล้ว การปฏิวัติจึงเป็นแนวทางในการธำรงรักษาความชอบธรรมเอาไว้ ในขณะที่ผู้ที่ถูกประชาชนขับไล่ปฏิวัติออกไป ก็เพราะว่าเขาขาดความชอบธรรมในการปกครอง

ความชอบธรรมไม่เหมือนกับความถูกต้องตามกฎหมาย (Legality) เพราะการใช้อำนาจอาจถูกต้องตามกฎหมายก็ได้ เช่น รัฐบาลออกกฎหมายปราบปรามชนกลุ่มน้อย ลิดรอนสิทธิมนุษยชน อย่างไม่เป็นธรรม ในหลักการแล้วต้องถือว่ารัฐบาลไม่มีความชอบธรรมที่จะทำเช่นนั้น แม้ว่าการกระทำนี้อาจถูกกฎหมาย เพราะรัฐบาลเป็นฝ่ายออกกฎหมายนั้นเอง ความถูกกฎหมายอ้างอิงได้จากกฎหมายที่บัญญัติ แต่ความชอบธรรมเป็นเรื่องที่ต้องอ้างอิงหลักการที่เป็นนามธรรม แต่เป็นรากฐานของความถูกต้องเป็นธรรมของการใช้อำนาจทางการเมืองทั้งหมด

ความชอบธรรมย่อมมาจากความยินยอมพร้อมใจกันของสมาชิกของรัฐทั้งหมด เช่น ในสมัยโบราณ หัวหน้าเผ่าก็จะมาจากผู้ที่เป็นผู้นำได้รับการยอมรับนับถือจากสมาชิกในเผ่าส่วนใหญ่ เมื่อพัฒนามาเป็นระบอบกษัตริย์ แนวคิดเรื่องฉันทานุมัติจากประชาชนก็คงอยู่คือ ได้รับความเห็นชอบและยินยอมจากประชาชน จึงถือเป็นที่มาของความชอบธรรมในการปกครองของกษัตริย์มาโดยตลอด สำหรับความชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตย ก็ต้องพิจารณาพื้นฐานคือ แทนที่จะคิดว่าจะมอบอำนาจอธิปไตยทั้งหมดให้แก่กษัตริย์ ก็เปลี่ยนมามอบอำนาจนั้นแต่เพียงชั่วคราวให้ผู้ปกครองที่มาตามวิถีทางของประชาธิปไตย ซึ่งวางอยู่บนพื้นฐานความคิดว่าพลเมืองทุกคนมีความเท่าเทียมกันในฐานะผู้ใช้อำนาจอธิปไตย มีกระบวนการที่เป็นที่รับรู้ร่วมกันของทุกฝ่ายในการหลอดรวมและแสดงออกซึ่งอำนาจนั้นให้เป็นรูปธรรม

ความชอบธรรมที่นักรัฐศาสตร์ให้ความสำคัญมีองค์ประกอบอยู่ 3 ส่วนหลักๆ ก็คือ (1) การเข้าสู่อำนาจ (2) ความสามารถ หรือ performance และ(3) พฤติกรรมที่สอดคล้องกับจริยธรรมและคุณธรรมที่อยู่นอกเหนือจากกฎหมายที่มีอยู่

ฮับส์ (Thomas Hobbes 1588-1670) ได้เรียนปรัชญาอัสสมาจารย์และปรัชญาอริสโตเติลจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด รู้สึกไม่ชอบ เห็นว่าล้าสมัย ไปปารีสได้รู้จักกับเดการ์ต, กัสเซนดิ ได้วิธีคิดแบบเหตุผลนิยม แต่ไม่ชอบเนื้อหา เคยเป็นเลขานุการของเบเคิน ได้คติเรื่องความรู้คือพลัง และการพยายามทำให้ปรัชญามีประโยชน์แก่ชีวิต ได้ศึกษาวิทยาศาสตร์ของคอบเปอร์นิคัส (Copernicus) กาลิเลโอ (Galileo) และฮาร์เวย์ (Harvey) จึงเห็นว่าความรู้วิทยาศาสตร์นี่แหละจะเป็นพลังของมนุษย์จริง ๆ จึงคิดจะพยายามค้นคว้าสนับสนุนวิทยาศาสตร์ โดยพยายามประนีประนอมกำเนิดของความรู้จากประสบการณ์ของเบเคินกับวิธีคิดแบบเหตุผลนิยมของคณิตศาสตร์ ฮับส์ได้สมญาว่าเป็นบิดาแห่งปรัชญาวิเคราะห์ (analytic philosophy) ปรัชญาธรรมชาตินิยม (naturalism) ปรัชญาปฏิบัตินิยม(pragmatism) ปรัชญากลศาสตร์นิยม (mechanicism) ปรัชญาการเมืองลัทธิสัมบูรณ์นิยม (absolutism) ปรัชญาศาสนาแบบอไญญนิยม (agnosticism) หลักการต่อสู้เพื่อการอยู่รอด (struggle for life) เขียนหนังสือหลักชื่อ ลิเวียเทิน (Leviathan= จ้าวสมุทร) ที่เน้นว่าธาตุแท้ของมนุษย์นั้น อยากมีอำนาจเหนือกันและกันอย่างไม่หยุดหย่อน ทำให้มนุษย์วางตัวเป็นศัตรูของกันและกัน คนจึงเป็นหมาป่าต่อกัน (Homo homini lupus = A man is a wolf to another man) สงครามจึงเป็นสภาพปกติของมนุษย์ ความกลัวตลอดเวลาทำให้คนยอมจำกัดเขตของความอยากและสร้างสังคมขึ้น โดยสละความอยากกันคนละนิดและมอบให้ผู้ยิ่งใหญ่ใช้อำนาจได้เต็มที่เพื่อค้ำประกันความอยากที่เหลืออยู่ของทุกคนและแต่ละคน เรียกว่า สัญญาประชาคม (social contract) เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเหตุผล ไม่ใช่ในประวัติศาสตร์ คือ สมมุติกันอยู่ในตัวว่าทุกคนต้องการสังคมที่ตนสังกัด เหมือนมูลบทในวิทยาศาสตร์และเรขาคณิต สัญญาประชาคม (social contract) นี้เป็นสิ่งละเมิดมิได้ (inviolable) แม้รัฐบาลที่เลวที่สุดก็ยังดีกว่าการกบฏ (The worst sort of government is preferable to rebellion) ผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งฮับส์เรียกว่าเจ้าสมุทร (Leviathan) คือ เจ้าเหนือหัวซึ่งพลเมืองพร้อมใจกันมอบหมายให้มีอำนาจ เมื่อให้แล้วก็เป็นอันแล้วไป จะคิดเอาคืนไม่ได้ กบฏผิดเสมอ แม้คิดทรยศก็ไม่ได้ เพราะจะเป็นสาเหตุของความวุ่นวายในสังคม

แม้ศาสนาก็ต้องอยู่ใต้อำนาจของผู้ยิ่งใหญ่ อย่างไรก็ตาม ผู้ยิ่งใหญ่ก็อยู่ภายใต้จุดหมายของการมอบหมายอำนาจ คือ กฎแห่งการคงอยู่ของสังคม หากผู้ยิ่งใหญ่ไร้สมรรถภาพสำหรับจุดมุ่งหมายนี้ พลเมืองก็หมดข้อผูกมัดและตั้งขึ้นใหม่ได้ แต่จะเปลี่ยนผู้มีอำนาจสูงสุดด้วยวิธีใด ทฤษฎีของฮับส์ตั้งอยู่บนความเชื่อว่า กษัตริย์ที่ได้รับมอบหมายภารกิจให้ความปลอดภัยแก่ปวงชนนั้น ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจตามหน้าที่จริง ๆ กฎหมายคือคำสั่งของกษัตริย์ และข้อสรุปอันเนื่องมาจากคำสั่งดังกล่าว แต่ฮับส์ก็เตือนให้ระวังต่อไปว่า แม้กฎหมายเป็นคำสั่งของกษัตริย์นั้น หาได้คลุมไปถึงปัญหาว่ากฎหมายยุติธรรมหรือไม่ แต่ฮับส์ต้องการกำหนดว่า คำสั่งของกษัตริย์ต้องถือว่าเป็นกฎหมาย ต้องปฏิบัติตามกติกามอบอำนาจ ส่วนเรื่องยุติธรรมหรือไม่นั้นเป็นอีกปัญหาหนึ่ง หลายกรณีก็ตัดสินยาก และไม่ทราบว่าใครจะมีอำนาจตัดสินได้เด็ดขาดในทางปฏิบัติแล้ว ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของกษัตริย์ไปก่อน เพื่อความปลอดภัยและสงบสุขของสังคม จำเป็นต้องถือเป็นกฎหมายถูกต้อง

ในทางรัฐศาสตร์จึงสนใจว่าอำนาจมาจากแหล่งความชอบธรรมใด   ได้แก่ 1) หลักความศักด์สิทธิ์ 2)  หลักปัจเจกนิยม 3) สหนิยม 4) จารีตประเพณี 5) กฏหมาย และ 6) ผู้นำที่เปี่ยมบารมี

 

ความชอบธรรมตามกฎหมาย: นิติศาสตร์

ในนิติศาสตร์ ความชอบธรรม (legitimacy) ต่างจากความชอบด้วยกฎหมาย (legality) เพราะการกระทำของผู้ปกครองอาจชอบด้วยกฎหมาย แต่ไม่ชอบธรรมก็ได้ เช่น การลงมติก่อสงคราม   ในทางตรงกันข้าม การกระทำของผู้ปกครองอาจชอบธรรม แต่ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ได้ เช่น การออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม เป็นต้น

จอห์น ล็อค (1632-1704) ให้ความสำคัญกับกฎ ได้แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ตามประเภทของการลงโทษ ที่ต้องลงโทษกันก็เพราะความจำเป็นในการรักษาผลประโยชน์ตามความมุ่งหมายของแต่ละประเภท

1) กฎของพระเจ้า (The Divine Law) ล็อคถือว่าเป็นพื้นฐานของกฎหมายอื่น ๆ ทั้งหลาย กฎหมายอื่น ๆ มีหน้าที่เพียงขยายความหรือตีความกฎนี้ จะขัดแย้งหรือยกเลิกเสียไม่ได้

2) กฎหมายบ้านเมือง (The Civil Law) นำเอากฎของพระเจ้ามากำหนดเจาะจงลงไปให้แน่นอนว่าในแต่ละกรณีจะต้องทำอย่างไร เพื่อทุกคนจะได้มีความสุขและเพื่อประกันประสิทธิภาพ ก็จะต้องมีการจับกุม ลงโทษ ผู้ละเมิดตามความจำเป็น

3) กฎหมายตามความเห็น (The Law of Opinion or Reputation) เป็นกฎหมายตามความเห็นของกลุ่มชนที่เห็นว่าแต่ละคนควรปฏิบัติอย่างไร เพื่อความสุขส่วนรวมของกลุ่มชนนั้น ๆ ผู้ไม่ปฏิบัติตามก็ถูกประณามว่าเห็นแก่ตัว ทำให้เสียเกียรติ เสียชื่อ ทนอยู่ในกลุ่มชนนั้นต่อไปไม่ได้ ผู้ใดสมัครใจจะเป็นสมาชิกในกลุ่มชนใดก็ต้องยอมรับกฎหมายประเภทนี้ของกลุ่มชนนั้น ๆ โดยปริยาย

ทฤษฎีของความชอบธรรมของกฎหมาย ว่ามีหลักๆสองทฤษฎี คือทฤษฎีกฎธรรมชาติ (natural law theory) กับทฤษฎีปฏิฐานนิยม (legal positivism theory)  ความชอบธรรมของกฎหมายหรือความชอบธรรมโดยรวม  ความชอบธรรมของกฎหมายจะต้องเริ่มมาจากการยอมรับของมหาชนก่อนเสมอ แต่การยอมรับของมหาชนก็ไม่ใช่เพียงสิ่งเดียวที่จะนำไปสู่ความชอบธรรมได้  บทบาทของความชอบธรรม คือทำให้สังคมเกิดเป็นสังคมที่ทำงานด้วยดี (well functioning society)  เป็นสังคมที่อยู่กันอย่างปกติสุข กลไกต่างๆ ของสังคมทำงานไปได้ตามที่แต่ละอย่างได้รับการออกแบบมา ผู้คนไม่เดือดร้อน ในสังคมแบบนี้ เรื่องการเมืองจะหายไปจากความสนใจของประชาชน  แต่ละคนก็ต้องมีภาระหน้าที่การงาน มีความสนใจของตัวเองอยู่แล้ว แต่ละคนก็สนใจเรื่องของตัวเองไป ในลักษณะนี้การเมืองจะเป็นเหมือนน้ำมันหล่อลื่นที่ทำให้กิจการต่างๆ ของแต่ละคนดำเนินไปได้ตามที่แต่ละคนสนใจ  สังคมที่มีความชอบธรรมสูง ผู้คนจะมองการเมืองเหมือนกับน้ำมันหล่อลื่นของระบบความชอบธรรมนำไปสู่สังคมที่ทำงานด้วยดีก็ได้ หรือสังคมที่ทำงานด้วยดีเป็นปัจจัยให้กฎต่างๆของสังคมมีความชอบธรรมก็ได้  เมื่อใดที่สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ย่อมทำให้สถาบันต่างๆเริ่มสั่นคลอนและเกิดปัญหาเรื่องความชอบธรรมขึ้น การเกิดปัญหาความชอบธรรมเป็นลักษณะที่ต้องเกิดขึ้นในสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง สถาบันเก่าย่อมจะสูญเสียความชอบธรรม จะถูกมองว่าไม่สามารถตอบสนองต่อสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปได้ การสูญเสียความชอบธรรมนี้จะเกิดขึ้นควบคู่กับความไม่มั่นคง ไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง ช่วงเวลานี้จะเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนหันมาสนใจการเมืองกันมากกว่าปกติ  และสุดท้ายสถาบันต่างๆ จะเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนแปลงไปสู่สถาบันใหม่

ปรัชญาสายคานท์กลับเห็นว่าการนิยามความชอบธรรมว่าเป็นอะไรก็ได้ที่ทำให้เกิดความสงบสุขยังไม่เพียงพอ เพราะสิ่งที่ทำเกิดความสงบสุขอาจไม่ถูกต้องก็ได้  ความชอบธรรมต้องมาจากอะไรที่จับต้องไม่ได้ เช่น ความสามารถในการใช้เหตุผลของคนแต่ละคน และโอกาสในการได้ใช้เหตุผลดังกล่าว  หาฉันทามติร่วมจนเกิดความชอบธรรม และมีการยอมรับในสถาบันหลักต่างๆของสังคม  ความยอมรับนี้บังคับกันไม่ได้ สถาบันที่จะได้รับการยอมรับต้องพิสูจน์ตัวเอง แม้สถาบันเก่าสูญเสียความชอบธรรมและถูกลดคุณค่าลงแล้ว แต่ สถาบันใหม่ก็ล้วนต้องใช้เวลาในการทำให้ตนได้รับความชอบธรรม โดยมีช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านอยู่ด้วยเสมอ  ในช่วงเวลานี้ ผู้คนต้องอยู่กันไปแบบต่อรองกันไปวันๆ แต่สถานการณ์เช่นนี้เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นอยู่แบบนี้ไปอย่างยาวนาน ไม่ช้าไม่นานสถาบันใหม่ก็จะปรับตัวพัฒนาขึ้น ตกผลึกให้เป็นที่พึ่งของประชาชนได้จริง เมื่อนั้นความชอบธรรมก็จะเกิดขึ้น และสังคมก็จะก้าวข้ามจากยุคเปลี่ยนผ่านไปได้

ความชอบธรรมของกฎหมายในปัจจุบันพิจารณาจากเจตนารมณ์ของกฎหมายว่ามีเพื่อจุดประสงฆ์อะไร เพราะเมื่อรู้เจตนาแล้วย่อมทำให้รู้ถึงแนวความคิดอันนำสู่ตัวบทกฎหมาย โดยแนวความคิดนี้ก็ย่อมเกิดจากสภาพแวดล้อมทางสังคมที่ผู้บัญญัติกฎหมายนั้นอาศัยอยู่ เป็นผู้ออกฎหมาย เพื่อจะคุ้มครองส่งเสริมและลงโทษผู้กระทำความผิดให้เกิดความย่ำเกรงตามวิธีการทางกฎหมายซึ่งได้มีขั้นตอนต่างๆ ที่ชัดเจน

กฎหมายนั้นเกิดมาการนำเอากฎศีลธรรมนำมาเป็นความผิดและบทลงโทษ ทางกฎหมาย เช่นใน ทางพระพุทธศาสนา ก็ได้มีการนำเอาหลักพื้นฐานของการอยู่ร่วมในสังคมอยู่ด้วยกัน 5 ประการ คือ  ศีล 5 ได้แก่ 1) เว้นจากการฆ่าสัตว์ 2) เว้นจากลักทรัพย์  3) เว้นจากประพฤติผิดในกรรม  4) เว้นจากการพูดปลด  5) เว้นจากการดื่มสุราเมรัย อันเป็นความชอบธรรมที่สังคมได้รับไว้และเห็นพ้องต้องกันว่า เป็นพื้นฐานที่สังคมต้องมีเพื่อความสงบสุขการอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะ แต่ถ้าเมื่อนำมาบัญญัติเป็นกฎหมายแล้วย่อมมีโทษแก่ผู้ล่วงละเมิดเพื่อดำรงความชอบธรรมให้มีอยู่  ถ้าไม่มีโทษแล้ว กฎหมายย่อมไม่ศักดิ์สิทธิ   ด้วยเหตุนี้เอง ความชอบธรรมตามกฎหมาย จึงจำต้องมีโทษแก่ผู้ฝ่าผืนและมีบทลงโทษตายตัว ความชอบธรรมตามกฎหมาย ตามขั้นตอนกระบวนการนำไปสู่วิธีความเป็นธรรม

ปัญหาความแตกต่างที่เกิดขึ้นระหว่างความเป็นธรรมในทางสังคม (รัฐศาสตร์) กับความเป็นธรรมทางกฎหมาย (นิติศาสตร์)  คือ ความแตกต่างของความคิดที่มองความเป็นธรรมโดยไม่ก้าวไปถึงปรัชญา ในขณะที่แนวทางนิติศาสตร์เองก็ปัญหาความชัดเจนในด้านความเป็นธรรมภายใต้ระบบกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้กระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย หากแต่การกำหนดสถานะให้กฎหมายคือความยุติธรรม ดังนั้นจะต้องทำตามกฎหมายที่กฎหมายบัญญัติจึงจะได้รับความเป็นธรรมตามที่กฎหมายบัญญัติและจะต้องเคารพและ รักษากฎหมายเอาไว้เพราะมันเป็นสิ่งที่ผ่านกระบวนการตรากฎหมายที่ตัวแทนของประชาชนเป็นผู้ตรา ความไม่เป็นธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้น ไม่ได้เป็นเพราะกฎหมายแต่เป็นเคราะห์กรรม ทั้งนี้ ความเป็นธรรมในทางสังคมที่มุ่งจะส่งเสริมผ่านการทำให้ระบบกฎหมายเป็นไปในทิศทางเดียวกับความเป็นธรรมทางสังคมจึงเป็นกระแสหลักของหลายๆ ประเทศ

ความชอบธรรมทางศาสนา

ความชอบธรรมมีที่มาจากแนวคิดศาสนา ความชอบธรรมคือ การทำตามคำสั่งของพระเจ้า เรียกว่า ธรรมบัญญัติ และมีความชอบธรรมซึ่งได้มาโดยปราศจากธรรมบัญญัติ หรือการเชื่อฟังธรรมบัญญัติ แต่ผ่านทางความเชื่อ เปาโลได้ยกตัวอย่างบุคคลในสมัยพระคัมภีร์เดิม 2 ท่าน คือ อับราฮัมและดาวิดซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในพวกยิว และชาวยิวทุกคนก็ยอมรับและยกย่องอย่างสูง เปาโลได้แสดงมุมมองว่า แท้จริงแล้ว ท่านทั้งสองก็ทราบดีว่า พระเจ้าทรงยอมรับท่านทั้งสอง มิใช่เพราะว่าท่านทั้งสองเป็นคนดีพร้อม แต่เป็นเพราะท่านทั้งสองมีสิ่งหนึ่งร่วมกัน คือ ความเชื่อ และเพราะความเชื่อที่เอง ที่ทำให้ท่านทั้งสองได้รับการยอมรับจากพระเจ้า ชาวยิวส่วนใหญ่แล้วจะเข้าใจว่าท่านอับราฮัมได้รับพระสัญญา เพราะว่าท่านเชื่อฟังพระเจ้าจนถึงที่สุด  เป็นผู้ชอบธรรมโดยผ่านทางการเชื่อฟังหรือทางการประพฤติ ซึ่งชาวยิวมักจะยึดพระคัมภีร์ที่กล่าวว่า

“เราจะทวีเชื้อสายของเจ้าให้มากขึ้นดังดาวบนฟ้า และจะให้ดินแดนเหล่านี้ทั้งหมดแก่เชื้อสายของเจ้า ประชาชาติทั้งหลายในโลกจะได้รับพรก็เพราะเชื้อสายของเจ้า เพราะว่าอับราฮัมได้ฟังเสียงเรา และได้รักษาคำกำชับของเรา บัญญัติของเรา กฎเกณฑ์ของเรา และพระธรรมของเรา” (ปฐมกาล 26:4-5)

“ถ้าเช่นนั้น เราจะว่าอะไรเรื่องอับราฮัม บรรพบุรุษของเราตามสายโลหิต ถ้าอับราฮัมเป็นผู้ชอบธรรมโดยการประพฤติ ท่านก็มีทางที่จะอวดได้ แต่ในสายพระเนตรของพระเจ้าท่านไม่มีทางอย่างนั้น พระคัมภีร์ว่าอย่างไร ก็ว่า อับราฮัมเชื่อในพระเจ้าและเพราะความเชื่อนั้นเอง พระเจ้าทรงถือว่าท่านเป็นคนชอบธรรมฝ่ายคนที่ทำงานก็ไม่ถือว่าค่าจ้างที่ได้นั้นเป็นบำเหน็จ แต่ถือว่าเป็นค่าแรงของงานที่ได้ทำ ส่วนคนที่มิได้อาศัยการประพฤติ แต่ได้เชื่อในพระองค์ผู้ทรงโปรดให้คนผิดเป็นคนชอบธรรมได้ เพราะความเชื่อของคนนั้น พระเจ้าทรงถือว่าเป็นความชอบธรรม” (โรม 4:1-5)

“ถ้าเช่นนั้น เราจะว่าอะไรเรื่องอับราฮัม บรรพบุรุษของเราตามสายโลหิต ถ้าอับราฮัมเป็นผู้ชอบธรรมโดยการประพฤติ ท่านก็มีทางที่จะอวดได้ แต่ในสายพระเนตรของพระเจ้าท่านไม่มีทางอย่างนั้น พระคัมภีร์ว่าอย่างไร ก็ว่า อับราฮัมเชื่อในพระเจ้าและเพราะความเชื่อนั้นเอง พระเจ้าทรงถือว่าท่านเป็นคนชอบธรรม ฝ่ายคนที่ทำงานก็ไม่ถือว่าค่าจ้างที่ได้นั้นเป็นบำเหน็จ แต่ถือว่าเป็นค่าแรงของงานที่ได้ทำ ส่วนคนที่มิได้อาศัยการประพฤติ แต่ได้เชื่อในพระองค์ผู้ทรงโปรดให้คนผิดเป็นคนชอบธรรมได้ เพราะความเชื่อของคนนั้น พระเจ้าทรงถือว่าเป็นความชอบธรรม ดังที่ดาวิดได้กล่าวถึงความสุขของคนที่พระเจ้าได้ทรงโปรดให้เป็นคนชอบธรรม โดยมิได้อาศัยการประพฤติว่า ‘คนทั้งหลายซึ่งพระเจ้าทรงโปรดยกการอธรรมของเขาแล้ว และพระเจ้าทรงกลบเกลื่อนบาปของเขาแล้ว ก็เป็นสุข บุคคลที่องค์พระผู้เป็นเจ้ามิได้ทรงถือโทษก็เป็นสุข’ ” (โรม 4:1-8)

ถ้าหากว่าความชอบธรรมได้มาโดยการประพฤติแล้ว ก็เท่ากับว่าพระเจ้าให้ความชอบธรรมแก่เราเป็นค่าจ้างให้แก่เรา แต่แท้จริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย เพราะการที่เราได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ชอบธรรมนั้น เป็นผลจากพระคุณของพระเจ้า เป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานให้โดยไม่คิดมูลค่า ดังเช่น อับราฮัมก็ถูกนับว่าเป็นผู้ชอบธรรมได้ก็โดยพระคุณของพระเจ้า เพราะความเชื่อของท่าน ซึ่งเป็นสิ่งที่ท่านเองก็ไม่สมควรจะได้รับ การถูกนับว่าเป็นผู้ชอบธรรมของอับราฮัมเกิดจากความเชื่อของท่านเท่านั้น

กษัตริย์ดาวิดเป็นกษัตริย์ที่ชาวยิวยกย่องเป็นอย่างมาก และเป็นคนที่ได้รับการนับถือว่าเป็นกษัตริย์ที่ชอบธรรม เป็นกษัตริย์ที่พระเจ้าทรงพอพระทัย เป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกและแต่งตั้งให้เป็นกษัตริย์ตามชอบพระทัยของพระองค์ และกษัตริย์ดาวิดเอง ก็เป็นผู้ที่เขียนพระคัมภีร์

“บุคคลผู้ซึ่งได้รับอภัยการละเมิดแล้วก็เป็นสุข คือผู้ทรงกลบเกลื่อนบาปให้นั้น บุคคลซึ่งพระเจ้ามิได้ทรงถือโทษก็เป็นสุข คือผู้ที่ไม่มีการหลอกลวงในใจของเขา” (สดุดี 32:1-2)

ตามบริบทแล้ว สดุดี 32 นี้ เป็นตอนที่กษัตริย์ดาวิดเขียนหลังจากที่ท่านได้ทำบาปผิดครั้งใหญ่ เกี่ยวกับเรื่องนางบัทเชบา และท่านก็ตระหนักดีว่า ท่านไม่สามารถที่จะทำสิ่งใดเพื่อชดใช้สิ่งที่ท่านทำได้เลย สิ่งเดียวที่ท่านสามารถทำได้ คือ “ร้องขอต่อพระเจ้า” เพื่อที่พระองค์จะทรงอภัยบาปผิดให้แก่เขา และ พระเจ้าทรงทรงเปี่ยมด้วยพระคุณ พระองค์ทรงพร้อมที่จะอภัยเสมอ   เพราะกษัตริย์ดาวิดเองก็ตระหนักดีว่าท่านไม่สมควรที่จะได้รับการยอมรับจากพระเจ้าได้เลย แต่ท่านก็เชื่อวางใจในพระเจ้า ว่าพระองค์จะทรงอภัยการละเมิด จะทรงกลบเกลื่อนบาปของท่านและจะมิได้ทรงถือโทษ

ความชอบธรรมทางศาสนานั้นถือว่า ไม่มีผู้ใดที่สามารถได้รับความชอบธรรมผ่านทางการประพฤติได้ แต่โดยทางพระคุณของพระเจ้า ผ่านทางความเชื่อในองค์พระเยซูคริสต์เจ้าเท่านั้น ไม่มีใครที่จะสามารถอวดเกี่ยวกับการงานของเขาต่อพระพักตร์พระเจ้าได้เลย แม้แต่บุคคลในพระคัมภีร์เดิมเอง บรรดาคนที่ได้รับยกย่องว่าเป็นผู้ชอบธรรม ต่างก็ได้รับความชอบธรรมผ่านทางความเชื่อของเขา ถ้าหากว่าความชอบธรรมได้โดยการประพฤติแล้ว ความชอบธรรมที่เขาได้รับก็จะไม่สามารถเรียกว่าเป็น “พระคุณของพระเจ้า” ได้อีก

ลัทธิเทวสิทธิ์ (Theory of the Divine Right) คือ สิทธิในการปกครองมาจากพระเจ้า คือ พระเจ้าให้สัมปทานกษัตริย์ในการปกครองในฐานะตัวแทน ซึ่งในยุโรปหากจะล้มล้างกษัตริย์ จะเป็นบาปในทางศาสนา และผิดในทางกฎหมายด้วย เพราะเป็นการล้มล้างบัญชาของพระเจ้า

ตามทัศนะฮินดู ในคัมภีร์ฤคเวท บอกว่าโลกที่เราอาศัยนั้น มนุษย์ไม่ได้สร้าง พระผู้เป็นเจ้าเป็นคนสร้างโลกใบนี้ ทรงดำริให้มีคนและสัตว์/ พืช (ในที่นี้จะตัดมาพิจารณาเฉพาะคน) ในบรรดาสิ่งมีชีวิตนั้น ทรงสร้างคนให้มีสติปัญญามากที่สุด โดยสร้างคน 2 ประเภท 1.คนธรรมดา หากินทั่วไป คือ ประชาชน 2. คนที่ดูแลมนุษย์ด้วยกัน นั้นคือ ผู้ปกครอง โดยพระผู้เป็นเจ้า จำแนกคน จึงเกิดวรรณะ โดยสร้างให้มีวรรณะแตกต่างกัน 4 วรรณะ พระเจ้าสร้างโลก พระเจ้าเป็นเจ้าของแผ่นดิน ท่านมอบหน้าที่ให้ใครเป็นผู้ปกครอง จึงเป็นความชอบธรรมของผู้ปกครองนั้น ในทัศนะของฮินดู รัฐนั้น พระเจ้าสร้างมนุษย์ และสร้างคนให้มีสิทธิในการปกครองคนอื่น

ความชอบธรรมตามศาสนา (เทวสิทธิ์) เป็นหลักการที่อาศัยกระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์ โบราณและยุคกลางเป็นเครื่องมือสนับสนุน รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ ได้กำหนดนิยามตามหลักปรัชญาปกครองและนิติปรัชญาก็เป็นไปตามกระบวนทรรศน์นวยุค ทั้งนี้ ความชอบธรรมมีการเข้าใจแตกต่างกันและถกเถียงกันอย่างเป็นปกติ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s