สอนคุณธรรมอย่างไรให้ธำรงสามัคคี

kirti

ศ.กีรติ บุญเจือ (2550, 2559) :

การหาเนื้อหาคุณธรรมจริยธรรมมาสอนกันตามอัธยาศัยนั้นไม่ยากขอให้มีอุดมการณ์อยู่ในใจ ก็หาเนื้อหาตอบสนองได้มากมาย มีผู้มุ่งมั่นทำการมากมายหลายรูปแบบแล้วทั้งที่ทำกันในแต่ละศาสนาและที่ทำร่วมกันระหว่างศาสนา ทั้งที่ทำกันในแต่ละอุดมการณ์และรวมหลายอุดมการณ์ แต่ทำอย่างไรจึงส่งเสริมสามัคคีและธรรมาภิบาลไปด้วยในตัวอย่างแท้จริง

หลังจากถกเถียงกันอย่างถึงพริกถึงขิง จึงได้ผลสรุปออกมาว่า เราต้องเริ่มจาก

คุณธรรมจริยธรรมแห่งความเป็นมนุษย์

โดยสร้างความสำนึกให้คนไทยทั้งชาติเสียก่อนว่า ทุกคนเป็นคนก่อนจะนับถือศาสนาและการเข้าสู่ฐานะใดในสังคม เราจึงต้องเริ่มจากการสอนให้คนไทยทุกคนตระหนักเสียก่อนว่าทุกคนเป็นคน มีคุณธรรมจริยธรรมกำกับเพื่อการเป็นพลเมืองไทยที่อยู่ร่มเย็น

เป็นสุขกับเพื่อนร่วมชาติ ให้ต่างก็มีความสุขด้วยกัน มิฉะนั้นเขาจะไม่ใช่คนที่พึงประสงค์และคนไทยที่พึงประสงค์ ศาสนิกที่พึงประสงค์และมืออาชีพที่พึงประสงค์

ข้อเท็จจริงยืนยันต่อไปว่า คนไทยส่วนมากมีศาสนาประจำใจ จึงเป็น คน+ศาสนา เป็น คนมีศาสนา มีศาสนาต่อยอดความเป็นคน ศาสนาเสริมความเป็นคน เพราะศาสนาแต่ละศาสนา ต่างก็มีหลักศีลธรรม ที่จูงใจให้ ผู้มีศรัทธานำไปปฎิบัติ จนเกิดความสุขกายสุขใจ ตามแนวทางที่มี ผู้ได้ปฎิบัติไว้เป็นตัวอย่างมากมายแล้วในอดีต ซึ่งต่างก็ได้บรรลุเป้าหมายของชีวิตอย่างน่าภูมิใจ และมี คุณค่า ศีลธรรมของแต่ละศาสนาจึงเป็นวาระต่อยอดของคุณธรรมจริยธรรมแห่งความเป็น มนุษย์ ที่พลเมืองไทยทุกคนมีร่วมกันไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดก็ตาม

แค่นี้ยังไม่พอ คนไทยทุกคนยังมีฐานะใดฐานะหนึ่งในสังคมไทย และสังคมโลก ด้วยฐานะดังกล่าว เขามีโอกาสทำตัวให้มีคุณค่า โดยให้บริการแก่เพื่อนร่วมชาติตามความรู้ความสามารถและพรสวรรค์ของตน แต่ละฐานะในสังคม+ศาสนาที่แต่ละคนมีศรัทธา+คุณธรรมจริยธรรมแห่งความเป็นคน ผลลัพธ์ก็ออกมาเป็นคุณธรรมจริยธรรมของคนไทยแต่ละคนที่ มีความเป็นคนเป็นฐาน เสริมด้วยศีลธรรมของศาสนาที่ตนมีศรัทธา ค้ำจุนด้วยจรรยาบรรณแห่งอาชีพ ด้วยวิธีนี้สมานฉันท์จะเกิดขึ้นในสังคมไทยโดยอัตโนมัติ และหากได้ผู้นำที่มีจรรยาบรรณครบถ้วนประจำตำแหน่ง ธรรมาภิบาลก็จะเป็นบรรยากาศห่อหุ้มผืนแผ่นดินไทย ภายใต้บารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ที่ได้ทรงประทานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไว้เป็นประการแรกแห่งคุณธรรม

สมานฉันท์ (Reconciliation) คือความประสานกลมกลืน จะเกิดขึ้นได้ก็โดยทุกฝ่ายยอมรับปรัชญาแห่งการไม่ยึดมั่นถือมั่น คือแต่ละฝ่ายและแต่ละคนมีหลักยึดเหนี่ยวของตน แต่ไม่ยึดติดจนเป็นการยึดมั่นถือมั่น ยอมให้ผูอื่นมีหลักยึดเหนี่ยวต่างจากของเราได้ ในทางปฎิบัติจึงต้องเสวนากันเพื่อแสวงหาจุดร่วม สงวนจุดต่าง จุดร่วมคือจุดที่จะต้องร่วมมือกัน ส่วนจุดต่างถือว่าเป็นพรสรรค์ที่แต่ละคนพึงใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนคู่ส่วนรวม ปฏิบัติจนเคยชินคือ สามัคคี

คุณธรรมอาจจะมีชื่อเรียกได้ ต่างๆนานามากมาย และอาจจะเพิ่มชื่อให้มากยิ่งๆขึ้นได้อย่างไม่จำกัด ความผิดเพี้ยนอาจจะขึ้นกับลักษณะต่างๆของการกระทำ ใครเป็นผู้ทำ ทำต่อใครและทำอย่างไร ฯลฯ แม้ ผิดเพี้ยนกันนิดเดียวก็อาจจะตั้ชือให้โดยเฉพาะได้  แต่ นักจริยศาสตร์ได้วิเคราะห์เรืองนี้ไว้นานกว่า 2 พันปีแล้วและเห็นพ้องต้องกันว่าไม่ว่าคุณธรรมใด เรียกชื่อเป็นอย่างไร ต้องมีองค์ 4 เป็นองค์ประกอบเสมอ มีมากมีน้อยต่างกันไปตามชนิดของคุณธรรมว่าจะเน้นองค์ประกอบใด องค์ประกอบ 4 ดังกล่าวได้ชื่อว่า

องค์ประกอบคุณธรรม 4 ประการ

หากขาดประการใดแม้แต่ประการเดียวจะกลายเป็นความประพฤติเลว และถ้าทำจนเคยชินก็จะกลายเป็นกิเลสไปทันที คุณธรรมทุกชนิดจึงได้แก่ คุณธรรมนั้นๆ ที่มีองค์ประกอบคุณธรรม 4  ประการผสมผสานกันในอัตราส่วนต่างๆกันนั่นเอง เปรียบเหมือนสีที่อาจจะมีชื่อเรียกได้เป็นหมื่นเป็นแสนหรือเป็นล้านชนิด แต่จริงๆแล้วมีแม่สีอยู่เพียง 3 สีที่ผสมกันในอัตราส่วนต่างๆ ทำให้เกิดชนิดของสีที่แตกต่างกันได้ไม่รู้จบ

อย่างไรก็ตามแม่สี 3 สีกับองค์ประกอบคุณธรรม 4 ก็ยังมีความแตกต่างกันตรงที่ว่า แม่สีแต่ละชนิด แม้อยู่โดดเดี่ยวก็ยังเป็นสี คือ แดง น้ำเงิน เหลือง ต่างก็เป็นสีหนึ่งๆได้อย่างอิสระ หากเอาเพียง 2 สีใดก็ได้ผสมกันในอัตราส่วนต่างๆกัน ก็จะได้สีจริงมีชื่อเรียกต่างๆกันมากมาย ผิดกับองค์ประกอบคุณธรรม  เพราะแต่ละคุณธรรมหากอยู่โดดเดี่ยวก็จะได้ชื่อว่ากิเลส หรือมีคุณธรรมที่มีองค์ประกอบเพียง 2 หรือ 3 ประการ ก็คงเป็นกิเลสอยู่นั่นเอง เพราะไม่ครบองค์ 4 คุณธรรมไม่ครบองค์จึงอาจจะดูเหมือนว่าเป็นคุณธรรม แต่เสียศูนย์ และไม่อาจจะเป็นคุณธรรมได้

องค์ประกอบคุณธรรม 4

คุณธรรมแม่บท 4 คือ ลักษณะจำเป็น 4 ประการที่ทำให้การกระทำได้ชื่อว่าดี หากไม่ครบก็ถือว่าเป็นความประพฤติไม่ดี ดังนี้

  1.  ความรู้รอบ(Prudence) ความรู้รอบ ที่เป็นลักษณะจำเป็นของความประพฤติดีนั้นมิได้หมายถึงการมีความรู้มาก ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด มีถมไป ความรู้ รอบ จึงหมายถึงการเล็งเห็น หรือการหยั่งรู้ได้ง่ายและชัดเจนว่าอะไรควรประพฤติ อะไรไม่ควรประพฤติ การแสวงหาความรู้มีส่วนช่วยให้เกิดความรู้รอบ แต่ทว่าความรู้รอบอันลึกซึงส่วนมากเกิดจากการคิดคำนึงและประสบการณ์
  2.  ความเข้มแข็ง(Fortitude, Courage) ความเข้มแข็งทางกายภาพ ได้แก่ กล้าเสี่ยงความยากลำบาก อันตราย และความตาย เพื่ออุดมการณ์ ความเข้มแข็งทางจิตใจ ได้แก่ กล้าเสี่ยง การถูกเข้าใจผิด กล้าเผชิญการใส่ร้ายและการเยาะเย้ย โดยมั่นใจว่าตนทำดี
  3.  ความพอเพียง (Sufficiency, Temperance) สัตว์มีสัญชาตญาณกระตุ้นให้กระทำกิจการบางอย่างเพื่อการอยู่รอดของมันและเผ่าพันธุ์ เมื่อหมดความจำเป็นสัญชาตญาณนั้นก็ หยุดทำงานโดยอัตโนมัติ มนุษย์มีสัญชาตญาณเช่นเดียวกันแต่มนุษย์ยังมีความสำนึก สามารถสำนึกและปลุกสัญชาตญาณได้ ตามใจ มนุษย์จึงมักจะใช้ สัญชาตญาณเลยเถิดเกินความจำเป็นตามธรรมชาติ จนบางครั้งปลุกสัญชาตญาณเพื่อความพึงพอใจเท่านั้น การไม่รู้จักควบคุมพลังในตัวให้อยู่ในขอบเขตของจุดมุ่งหมายของชีวิต มักจะก่อให้เกิดปัญหายุ่งยากมากมายแก่ ตัวเองและสังคม เมื่อคนหนึ่งใช้พลังเกินขอบเขตอย่างไม่ ถูกต้อง ก็มักจะก้าวก่ายสิทธิอันชอบธรรมของผู้อื่น เช่น อยากสร้างความมั่นคงให้แก่อนาคตของตนและทายาท ก็จะหาวิธีสั่งสมสมบัติไว้ ไว้มากๆโดยวิธีไม่สุจริต เป็นต้น คุณธรรมความพอเพียงช่วยให้รู้ ว่าอะไรควรอยู่ในขอบเขตแค่ไหน การไม่ใช้สัญชาตญาณเลยจะทำให้เป็นคนไร้พลังและไร้ประโยชน์ การใช้สัญชาตญาณเกินขอบเขตก็มักจะก่อความเดือดร้อน จึงต้องฝึกให้รู้จักใช้พลังและสัญชาตญาณในขอบเขตอันควรในแต่ละสภาพและฐานะของบุคคล ความพอเพียงได้แก่ก ารเดินสายกลางระหว่างกิเลสที่ตรงกันข้าม เช่น ความเข้มแข็ง เป็นทางสายกลางระหว่างความขี้ขลาดกับความบ้าบิ่น ความพอเพียงเป็นทางสายกลางระหว่างการขาดกับการเกินให้สังเกตอยู่อย่างหนึ่งว่าทางสายกลางมิได้หมายถึงบวกกันหารสองหรือตัวกลางทางเลขคณิต แต่หมายถึงการเก็บแง่ดีจาก 2 ข้างที่เลยเถิด เพื่อดำเนินชีวิตให้สูงขึ้นๆเรื่อยไป ดังนั้นทางสายกลางจึงอยู่ระหว่างกิเลสที่ตรงข้ามกัน แต่อยู่คนละระดับกับกิเลส
  4.  การดูแล (Just) ได้แก่ การให้แก่ทุกคนและแต่ละคนตามความเหมาะสม (giving each his due) ดังอริสโทเทิลได้นิยามไว้ นั่นคือ  ต้องรู้ว่าเรามีกำลังให้เท่าไร ควรให้แก่ใครเท่าไรและอย่างไร เช่น แก่ตัวเราเอง แก่บุคคลในครอบครัว   แก่บุคคลในวงญาติ เพื่อนฝูง มิตรสหาย แก่บุคคลร่วมงาน แก่ผู้บังคับบัญชา แก่ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ฯลฯ ซึ่งทั้งนี้ย่อมต้องมีคุณธรรมความรู้ รอบ ความเข้มแข็ ง และความพอเพียงเข้ามากำกับด้วยโดยจำเป็น  ในยุคกลางและยุคใหม่ มองการดูแลนี้เป็นความยุติธรรม อันเป็นพื้นฐานของคุณธรรมทุกอย่างดังที่เพลโทได้ให้ข้อสังเกตไว้ อาจจะกล่าวได้ว่า คุณธรรมอื่นอาจเป็นเพียงแง่ต่างๆ ของความยุติธรรมนั่นเอง ความยุติธรรมจึงเป็นแก่นหรือสารัตถะของคุณธรรมทุกชนิด ผู้ใดมีความยุติธรรมสูงย่อมเพียบพร้อมด้วยคุณธรรมทุกอย่าง คุณธรรมบางอย่างอาจไม่ปรากฎออกมาให้เห็น เพราะไม่มีโอกาสจะแสดงออกมา แต่ถ้ามีโอกาสเมื่อใดก็พร้อมที่จะแสดงออกได้ทันทีอย่างถูกต้องเพียบพร้อม ผู้มีความยุติธรรมสูงจึงเป็นผู้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยในตัว สังคมที่มีความยุติธรรมย่อมเป็นสังคมที่สงบสุข เพราะทุกคนมั่นใจว่าตนเองจะได้รับสิทธิอันชอบธรรม หากมีผู้ใดละเมิดก็จะได้รับการลงโทษอันควรแก่โทษ จึงมั่นใจได้ว่าไม่มีใครอยากละเมิดโดยง่าย

 

มนุษย์เรามีส่วนเหมือนสัตว์เดียรัจฉานทั้งหลายตรงที่ว่า ทำอะไรมีเป้าหมายที่มาจาก สัญชาตญาณ คือไม่ได้คิดเอง แต่ธรรมชาติผลักดันให้ทำเพราะมีเป้าหมายตามสัญชาตญาณ เพื่อเอาตัวรอดและการดำรงอยู่ของมนุษยชาติ เช่น การกิน อยู่ หลับนอน สืบพันธุ์ เป็นต้น นอกเหนือไปจากนั้นมนุษย์ยังมีเป้าหมายจากใจของตนเองซึ่งจะแตกต่างกันไปตามบุคคล เมื่อมนุษย์รู้เป้าหมายแล้วไม่ว่าจะมาจากสัญชาตญาณหรือจากใจของตนเอง มนุษย์เรามีเสรีภาพตัดสินใจเลือกว่าจะเดินตามหรือไม่ก็ได้ ซึ่งสัตว์เดียรัจฉานไม่สามารถกระทำได้ ความสำนึกอย่างนี้เรียกว่า มีมโนธรรม

มนุษย์ทำงานเพราะสัญชาตญาณผลักดัน เพราะสนุกและให้ความพอใจมากที่สุดจึงทำงานใช่ไหม ถ้าไม่ใช่ก็ขอให้คิดดูว่าทำงานเพื่ออะไร เพื่อให้ได้เงินเดือนค่าจ้างใช่ไหม ถ้าเช่นนั้นเงินเดือนค่าจ้างก็เป็นเป้าหมาย (end) ของการทำงานและการทำงานก็คือวิถี (means) ไปสู่เป้าหมายของมัน ถามต่อไปว่าจะได้เงินเดือนไปทำไม ยังตอบได้ว่าเพื่อได้ซื้อหาของอำนวยความสะดวก ดังนั้นการทำงานจึงเป็นเพียงเป้าหมายเฉพาะกิจ นั่นคือ เป็นเป้าหมายของวิถีที่ต่ำกว่า และในขณะเดียวกันก็เป็นวิถีสู่เป้าหมายที่สูงกว่า  ครั้นถามว่าอยากได้ความสะดวกสบายในชีวิตไปทำไม บางคนตอบต่อไปไม่ได้แล้ว เพราะนั่นเป็นเป้าหมายสุดท้ายของเขา (final, end) แต่บางคนยังตอบต่อไปได้ เช่น เพื่อมีโอกาสปฎิบัติศาสนกิจ เพื่อบรรลุสวรรค์หรือนิพพาน (ตามความเชื่อของแต่ละศาสนา) ถ้าจะถามต่อไปว่า อยากไปสวรรค์หรือนิพพานเพื่ออะไร ก็จะตอบต่อไปไม่ได้แล้ว มันเป็นเป้าหมายสุดท้ายของผู้มีศาสนาในใจ จึงเห็นได้ว่า เป้าหมายสุดท้ายของคนเราไม่เหมือนกัน บางคนก็จบลงแค่ความสะดวกสบายในโลกนี้ อยากกินอะไรได้กิน อยากทำอะไรได้ทำ อยากเที่ยวที่ไหนได้เที่ยว นอกจากนั้นไม่สนใจ เรากำหนดคนประเภทนี้ว่าในใจห้องขวาของเขามีอภิปรัชญาแบบสสารนิยม (Materialism) หรือธรรมชาตินิยม (Naturalism) นั่นคือ ไม่เชื่อว่ามีชีวิตเหนือธรรมชาติหรือชีวิตหลังความตาย ธรรมชาตินิยมต่างกับสสารนิยมตรงที่เชื่อว่ามีจิตซึ่งเป็นองค์ประกอบของมนุษย์ สัตว์และพืช แต่จิตไม่ใช่วิญญาณอมตะ จิตแบบนี้จะสลายตัวไปพร้อมกับความตาย ส่วนสสารนิยมเชื่อว่าจิตไม่มี ที่เรียกว่าจิตนั้น คือพลังของสสารซึ่งผู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์ทึกทักเอาว่าเป็นจิตหรือวิญญาณ

การสอนคุณธรรมจึงควรที่จะสอนให้เขาเข้าใจมโนธรรมและให้ต่อยอดว่า มนุษย์มีคุณธรรมไปทำไม ตัวอย่างเช่น

1. เป้าหมายสูงสุดของแต่ละคนมาจากไหน (ปรัชญาชาวบ้าน+ปรัชญาของนักปราชญ์)

2. อิทธิพลต่อการตัดสินใจของมนุษย์มีอะไรบ้าง (อิทธิพลภายใน+อิทธิพลภายนอก)

3. ขุมพลังปฎิบัติคุณธรรมมีอะไรบ้าง (พลังสร้างสรรค์ พลังปรับตัว พลังแสวงหา พลังร่วมมือ)

4. คุณธรรมทำให้ชีวิตมีคุณค่าอย่างไร (To-be-a-man-for-himself)

5. คุณธรรมจูงใจให้มนุษย์อยากมีสามัคคีธรรมอย่างไร (To-be-a-man-with-others)

6. คุณธรรมจูงใจให้มนุษย์อยากอุทิศตนอย่างไร (To-be-a-man-for-others)

7. คุณธรรมจูงใจให้มนุษย์รักรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างไร (To-be-a-man-for-the-world)

ความสมานฉันท์และความสามัคคีจึงเริ่มต้นที่ความเข้าใจและยอมรับร่วมกันว่า มนุษย์ทุกคนเป็นคนและในฐานะที่เป็นคนจึงมีความสามารถคิดในระดับปัญญา ส่วนหนึ่งของปัญญาคือให้ความสำนึกดี/ชั่ว คือ เมื่อจะต้องตัดสินใจทำอะไร ปัญญาจะบอกทันทีว่าควรทำหรือควรละเว้น เสียงบอกเช่นนี้นักปราชญ์เขาเรียกว่าเสียงมโนธรรม (Conscience) ซึ่งแต่ละศาสนามีชื่อเรียกต่างๆกัน โดยมีความหมายเพิ่มเติม ตามรายละเอียดคำสอนของแต่ละศาสนา แต่พื้นฐานรวมคงไม่พ้นความสำนึกดี/ชั่ว อันเป็นนิยามทางปรัชญาของมโนธรรม

เมื่อมโนธรรมสั่งก็ย่อมจะต้องตัดสินใจว่าจะทำตามมโนธรรมหรือฝ่าฝืนมโนธรรม ผลก็คือ ทำดีหรือทำชั่วเป็นครั้งๆ หากทำจนเคยชินก็เรียกว่าคุณธรรม คุณธรรมชุดหนึ่งๆ ที่ทำให้คนใดคนหนึ่งนับได้ว่าเป็นคนดี เรียกว่าจริยธรรม จริยธรรมจึงใช้เรียกคุณธรรมทั้งชุด แต่ละศาสนาจะมีชุดจริยธรรมไม่เหมือนกันในรายละเอียด นักปรัชญาทำการวิเคราะห์เชิงปรัชญาว่าทุกระบบจริยธรรมจะต้องมีคุณสมบัติ 4 ประการ เรียกว่า องค์ประกอบคุณธรรม  คือ ความรู้รอบ (Prudence) ความพอเพียง (Sufficiency or Temperance) ความเข้มแข็ง (Fortitude) และการดูแล (Just)

คุณธรรมจริยธรรมแห่งความเป็นมนุษย์นี้ ซึ่งแต่ละศาสนาอาจจะอธิบายด้วยศัพท์ สำนวน และโวหาร อันที่เป็นที่ยอมรับในศาสนา โดยอ้างหลักฐานตามคัมภีร์และคำสอนของนักปราชญ์ในศาสนาของตนต่อไปอีกเท่าใดก็ได้ ส่วนนักปราชญ์ก็อาจจะอธิบายขยายความต่อไปได้มากมายหลายแบบตามแนวคิดของแต่ละสำนัก แต่เท่าที่เสนอขึ้นมาเป็นโครงสร้างความคิดนี้ก็เป็นผลจากการสังเกตกระบวนการคิดของตนเองและสังเกตการแสดงออกของมนุษย์โดยทั่วไป ก็ย่อมถือได้ว่าเป็นมรดกร่วมของความเป็นมนุษย์ที่คนทุกคนพึงสำนึกและใช้ให้เป็นประโยชน์ร่วมกันในการศึกษาเรื่องคุณธรรมจริยธรรมเพื่อให้เกิดสามัคคีธรรม

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s