ลัทธิฟาเจีย (นิตินิยม)

อ.ดร.สิริกร อมฤตวาริน:

 

ยุคราชวงศ์แห่งโจว (Zhou dynasty, ก.ค.ศ.1046-771) การปกครองมีลักษณะของความเป็นรัฐชัดขึ้น มีการสร้างเมืองหลวงใหม่ การก่อสร้างบ้านเรือนเพิ่มมากขึ้น มีการกำหนดตำแหน่งขุนนาง ยังริเริ่มการปูนบำเหน็จความชอบด้วยที่ดินและทรัพย์สินแก่ขุนนาง และมีการตราระบบสืบสายราชวงศ์ขึ้นใช้อย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก กำหนดตำแหน่งกษัตริย์หรือเจ้านครรัฐต่างๆต้องสืบทอดเฉพาะบุตรคนโตของภรรยาเอกเท่านั้น บุตรที่เหลือจะรับการแต่งตั้งในตำแหน่งต่ำลงไปตามลำดับ

ในด้านการปกครอง ใช้หลักการปกครองด้วย 2 หลัก คือ

หลี คือ จรรยามารยาท หลักนี้ใช้กับชนชั้นสูง เป็นระบบกฏหมายที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ใช้วิธีชมเชยและประณามมาควบคุมความประพฤติของพวกชนชั้นผู้ดี หรือวิญญูชน

สิง คือ โทษทัณฑ์ หลักนี้ใช้กับสามัณชนที่กระทำผิด ใช้ควบคุมความประพฤติของสามัญชนที่เรียกว่าคนเลว ซึ่งตั้งโทษทัณฑ์ไว้ 5 ลำดับวิธีตามโทษเบาไปจนโทษหนัก

  1. การสักหมึก
  2. การตัดจมูก
  3. การตัดขา
  4. การทำลายอวัยะเพศ
  5. การประหารชีวิต

หลักการปกครองทั้ง 2 ข้อนี้ ได้ผลดีเพราะสังคมไม่ซับซ้อน ชนชั้นสูงสัมพันธ์ใกล้ชิดกันในระดับตระกูล หากมีปัญหาก็ใช้สัญญาสุภาพชนที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งสามารถสรุปด้วยสำนวนจีนที่ว่า ” หลักจรรยามารยาท ไม่เคยลงสู่เบื้องล่าง หลักโทษทัณฑ์ ไม่เคยขึ้นสู่เบื้องบน” หลายศตวรรษต่อมา ด้วยประชากรที่เพิ่มมากขึ้น ความแตกต่างระหว่างชนชั้นเริ่มมีเพิ่มมากขึ้น จนเส้นแบ่งระหว่างชนชั้นสูงกับชนชั้นสามัญชนก็ได้สลายไป ด้วยเกิดปัญหามากมาย

นักปรัชญาจีนในยุคนั้น เช่น ขงจื่อ เล่าจื่อ ต่างมีมุมมองว่ายุคทองของมนุษย์ชาตินั้นได้ล่วงเลยมาแล้ว ดังนั้นทางรอดของมนุษย์คือ การหวนย้อนกลับไปสู่ยุคทองเหล่านั้น นั่นคือ เน้นการอบรมจรรยามารยาท ธรรมเนียมการ และคุณธรรม เป็นสำคัญ

ฝ่ายที่คิดตรงกันข้ามคือ ลัทธิฟาเจีย โดย  ”หานเฟนจื่อ”  (Han Fei Tzu ก.ค.ศ. 280-233)  เป็นผู้ริเริ่มสำนักฝ่าเจียหรือสำนักนิตินิยม  หานเฟยจื่อไม่เห็นด้วยกับแนวคิดเกี่ยวกับ ”เมตตาธรรม” ของลัทธิขงจื้อโดยให้ความเห็นว่า ธรรมชาติของ มนุษย์ไม่ได้ดีงามอย่างที่คิด หากแต่เห็นแก่ตัวจึงเป็นการเปล่าประโยชน์ที่จะมาพร่ำสอนแต่อุดมคติในเมื่อตามความเป็นจริงแล้ว มันไม่อาจแก้ไขหรือปฏิรูปสังคมได้เลย  อีกทั้งยังยกตัวอย่างว่า แม้ว่าโบราณมนุษย์ซื่อบริสุทธิ์ มีคุณธรรมและเรียบง่าย ทั้วหมดนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขทางวัตถุ มิใช่มีคุณธรรมสูงส่ง  คนครั้งอดีตโบราณกาล ไม่ค่อยให้ค่าแก่เครื่องใช้ข้าวของ หาใช่เพราะความมีมนุษยธรรมที่พวกเขามี แต่เป็นเพราะข้าวของที่เหลือใช้เหลือกิน ในเดียวกันเมื่อผู้คนต่างเบาะแว้งกัน ฉกฉวยแย่งชิงข้าวของในทุกวันนี้ ก็ไม่ใช่เพราะความชั่วร้าย แต่เป็นเพราะข้าวของเริ่มขาดแคลน

ลัทธิฟาเจียนี้เชื่อว่า กฎหมายเป็นสิ่งจำเป็น กฎหมายควรเป็นกฎหมายที่เที่ยงธรรมและควรใช้ปฏิบัติกับทุกคนไม่ว่าเจ้าหรือไพร่ กฎหมายควรเขียนให้ชัดเจน เพื่อให้คนเข้าใจว่าควรทำสิ่งใดหรือหลีกเลี่ยงสิ่งใด ผู้ฝ่าฝืนกฎหมายก็ควรได้รับการลงโทษอย่างรุนแรง อิทธิพลของระบบฟาเจียที่มีต่อสังคมจีน ระบบฟาเจียกำหนดและควบคุมสังคมให้เป็นระเบียบเรียบร้อย โดยมีครอบครัวเป็นศูนย์กลาง ฝึกให้สมาชิกในครอบครัวรู้จักรับผิดชอบต่อกันก่อนสิ่งอื่น ประชาชนทุกคนควรเป็นประชาชนที่ดีในยามสงบ และเป็นทหารที่ดีในยามมีศึกสงคราม

นิตินิยมของหานเฟยนั้น ได้รวบรวมแนวคิดของ 1) เซิ่นเตาที่เน้นอำนาจและสิทธิตามกฎหมาย 2) ซินปู๋ไฮ่ ที่เน้นศิลปะการใช้คน 3) ซังเอียง ชางยาง ที่เน้นกฎหมายและวิธีการใช้กฎหมาย มาประมวลใหม่ในบทความปกครองของตนในชื่อ “หานเฟยจื่อ” ซึ่งประกอบด้วยหลักการปกครองที่เจ้าผู้ปกครองจะต้องมีในการปกครองบ้านเมือง ได้แก่

  1. ฝ่า  กฎหมายและระบบกฎหมาย เจ้าแห่งรัฐปฏิบัติกรณียกิจไปตามกฎหมาย ก็จะเหมือนสวรรค์ คือ ปฏิบัติต่อทุกคนเท่ากันหมด  การปกครองบ้านเมืองไม่ได้ต้องการให้ประชาชนประพฤติชอบเพราะการอบรมกล่อมเกลา แต่ด้วยการใช้กฎหมายบังคับไม่ให้ประชาชนประพฤติมิชอบ ซึ่งประชาชนทั่วทั้งเมืองสามารถปฏิบัติตามได้ การปกครองนั้นต้องใช้วิธีที่เหมาะกับประชาชนส่วนใหญ่ ต้องละทิ้งวิธีที่เหมาะกับประชาชนส่วนน้อย ดังนั้น จึงไม่สามารถให้ความสำคัญกับการกล่อมเกลาอบรมคุณธรรม แต่ให้ความสำคัญกับการใช้กฎหมายปกครอง หากใช้กฎหมายได้อย่างถูกต้อง ประชาชนจะรู้หน้าที่ว่าอะไรต้องทำ และอะไรทำไม่ได้ กฎหมายจะเป็นตัวปกป้องประชาชนและกษัตริย์จากความผิดพลาด กฎหมายจะเที่ยงธรรมเหมือนสวรรค์ คือ เจ้าผู้ปกครองก็ไม่อยู่เหนือกฎหมาย ผู้ปกครองก็ไม่ผิดต่อเครือญาติ ผู้ใต้ปกครองก็ไม่ลำบากใจเวลาปฏิบัติตามคำสั่งหรือกฎหมาย
  2. ซื่อ   อำนาจบารมีช่วยเพิ่มอานุภาพของพระบัญชาให้น่าเกรงขาม เจ้าผู้ปกครองต้องใช้อำนาจในการตรวจสอบความประพฤติของประชาชน ลงโทษผู้ฝ่าฝืนกฎหมาย ปูนบำเหน็จความดีความชอบแก่ผู้ปฏิบัติตามกฎหมาย ทำอย่างนี้ก็สามารถปกครองประชาชนให้เรียบร้อยได้ไม่ว่าจะมีจำนวนประชากรมากน้อยเพียงไร ดังนั้น ด้วยกฎหมายและอำนาจผู้ปกครองสามารถปกครองประชาชนได้โดยไม่จำเป็นต้องมีความสามารถหรือคุณธรรมที่สูงส่ง เพราะกฎหมายนั้นไม่เท่ากับคุณธรรม สองสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกัน เพราะกฎหมายนั้นมีความแน่นอน แต่คุณธรรมนั้นไม่แน่นอน ความสงสารเป็นตัวทำลายกฎเกณฑ์ ความเมตตากับความเด็ดขาดนั้นเป็นสิ่งที่อยู่ร่วมกันไม่ได้
  3. ซู่  การใช้คน ใช้คนแล้วยังไม่รู้ว่าทรงใช้อย่างไร ก็จะลึกลับเหมือนภูตผี ไม่มีใครหยั่งได้ เจ้าผู้ปกครองนั้นต้องใช้อำนาจเพื่อตรวจสอบความประพฤติของประชาชน แต่จะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้กระทำมากจนเกินไป วิธีแก้คือ เจ้าผู้ปกครองต้องห้ามทำสิ่งเหล่านี้ด้วยตัวเอง ขอแค่เพียงมีศิลปะการปกครอง ก็จะได้คนที่ถูกต้องมาปฏิบัติทุกอย่างแทนพระองค์ โดยเริ่มจากให้ปฏิบัติหน้าที่ให้สอดคล้องกับชื่อของตำแหน่ง นั่นคือ เอาตำแหน่งแน่นอนมอบให้กับคนแน่นอนคนหนึ่ง ซึ่งหน้าที่ของตำแหน่งนี้ต้องถูกกฎหมายกำหนดไว้หมดแล้ว เจ้าผู้ปกครองต้องไม่สนว่าเขาจะใช้วิธีใดปฏิบัติ ขอเพียงแค่ปฏิบัติหน้าที่สำเร็จด้วยดี ก็ใช้ได้ หากสำเร็จก็ปูนบำเหน็จ หากไม่สำเร็จก็ลงทัณฑ์ เท่านี้ทุกอย่างก็บริบูรณ์

ปรัชญาการปกครองของพวกนักนิตินิยมได้ทิ้งร่องรอยแห่งความเจริญไว้ให้แก่จีนในราชวงศ์ต่อไป จีนภายใต้ระบบคอมมิวนิสต์ยังคงมีปรัชญานิตินิยมแฝงอยู่

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s