Medieval Philosophy horizon

อ.ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต :

anek suwanbundit

ปรัชญาและจริยศาสตร์ยุคกลาง มักเข้าใจว่าเน้นการศึกษาปรัชญาศาสนา  ซึ่ง ศ.กีรติ บุญเจือ ได้เสนอไว้ในหนังสือ “ปรัชญาและจริยศาสตร์ยุคกลาง” ว่าจุดเน้นของยุคกลาง คือ “จะประนีประนอมระหว่างปรัชญากรีกกับศาสนาได้อย่างไร”

ยุคกลางเน้นการสอนเกี่ยวกับศาสนา โดยสอนเกี่ยวกับ Cosmogony จักรวาลวิทยา (กำเนิดโลกและชีวิต) ในมุมมองของแต่ละศาสนาและตำนานปรำปรา การศึกษาปรัชญายุคกลางจะต้องมององค์รวมอย่างสัมพันธ์กันไม่แยกส่วน  จะพบว่ามีเพียงจักวาลวิทยาของศาสนาพุทธที่จุดกำเนิด ไม่ระบุผู้สร้าง ไม่ระบุที่มาของโลก (world) จักรวาล ผืนน้ำ สัต เหมือนศาสนาอื่นๆ ที่มีผู้สร้าง (creator)

ในยุคกลางมีการสอนแยกเป็นวิชาต่างๆ ได้แก่ เทววิทยา มานุษยรูปนิยม รหัสยลัทธิ เทวปรัชญา ตามจุดมุ่งเน้นเพื่อทำความเข้าใจปรัชญาทั้งในด้านวิชาการและการปฏิบัติทางจิตตามหลักการของศาสนา มีนักปรัชญาที่นำเสนออภิปรัชญาเกี่ยวกับพระเจ้า พระผู้สร้าง โดยใช้ แนวคิดเพลโทว์ใหม่ หรือ แนวคิดของอริสโตเติล มาตลอด

อย่างไรก็ตาม หากมองไปตามวิชาเหล่านั้น ก็จะได้เป็นส่วนๆ ของความเป็นจริง ซึ่งจะทำให้ความเข้าใจปรัชญายุคกลางแยกออกต่างหากจากกระแสปรัชญาของโลก กระบวนทรรศน์ยุคกลางไม่ได้แยกต่างหากเช่นนั้น และยังสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน เพียงแต่ต้องทำความเข้าใจในระดับ comprehension ว่า ปรัชญายุคกลางสืบต่อแนวคิดในการจัดระเบียบจากความปั่นป่วน วุ่นวาย (chaos) ไปสู่ ความเป็นระเบียบ (cosmos) แต่ จักรวาลวิทยาเล่าผ่านตำนาน ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ จึงมีเนื้อหาส่วนมากที่ไม่ได้คำนึงถึงห้วงเวลาหรือระยะเวลา การศึกษาปรัชญายุคกลางจึงไม่ใช่การจดจำเนื้อหาจักรวาลวิทยาเพื่อออกเป็นกฎอย่างยุคโบราณ แต่เป็นการตีความตำนาน genesis ต่างๆ และทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อหลักการและคำสอนของศาสนาเพื่อเข้าถึงความเป็นจริงสูงสุด อันเป็นเป้าหมายของศาสนาด้วย

ทั้งนี้ การใช้ปัญญาเข้าใจปรัชญายุคกลางจะต้องพิจารณากรอบแนวคิดยุคกลาง 4 ส่วน ได้แก่
ส่วนที่ 1 emergence = การกำเนิด, การบังเกิดขึ้นของพระเจ้า สรรพสิ่ง หน้าที่ ฯลฯ
ส่วนที่ 2 order = กฎต่างๆ เช่น กฎธรรมชาติ กฎแห่งกรรม คำประกาศิตของศาสนาที่เรียกว่ากฎ
ส่วนที่ 3 control = การควบคุม การปกครอง การเป็นผู้นำ
ส่วนที่ 4 result = ผลที่เกิดขึ้น เพื่อนำสู่ดินแดนพระเจ้า นิพพาน โลกหน้า ปรมัตมันต์ ฯลฯ

สิ่งสำคัญในการเรียนปรัชญายุคกลาง คือ ต้องทำความเข้าใจการกำเนิดต่างๆ ตามที่กล่าวมาให้ได้ก่อน ไม่เช่นนั้นจะเข้าใจ ส่วนที่ 2, 3 และ 4 คือ กฎ (order) ต่างๆ การควบคุม (control) และ ผลที่ตามมา result ยากขึ้น

Genesis ชี้ว่าสรรพสิ่งกำเนิดขึ้นอย่างไร มนุษย์เป็นเพียงสิ่งสร้าง จึงไม่ควรมีตัวตน อีโก้ และ อหังการ์

Emergent

การสร้างสรรค์ปัญญาของมนุษย์เริ่มจากตนเอง มันมีผลเหมือนการบังคับจิตให้คิดว่าทุกสรรสิ่ง / จักรวาล / มิติเกี่ยวกันเหมือนสิ่งมีชีวิต แต่เป็นในระดับของสิ่งมีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ มีรูปแบบของกิจกรรมที่ผ่านความซับซ้อนและความรุนแรงก่อให้เกิดการเชื่อมโยงของพลังระหว่างกัน

ปัญหาจึงเป็นปัญญาของมนุษย์ ที่จะเข้าใจว่า จักรวาลสะสมและส่งพลังงานสำหรับสิ่งต่างๆ ภายในจักรวาลของมันเอง และมันก็พยายามหลีกเลี่ยงว่าสิ่งใหม่หรือความรู้ใหม่ที่มันสร้างขึ้นจะหายไป ดังนั้น มันจึงรวมตัวกัน จัดสรรพลังและความรู้ ช่วยเหลือกัน และมุ่งมั่นที่จะสร้าง “เอกปัญญา”

แต่การแลกเปลี่ยนนั้นมีราคาที่กำหนดไว้ แต่ไม่มีผู้ใดรู้อัตราแลกเปลี่ยนนี้ ทั้งนี้ ทุกสิ่งล้วนมีเพื่อการได้เปรียบกว่าของอีกฝ่าย ในลักษณะของสิ่งมีชีวิตในระดับจักรวาล ซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงในระดับหน่วยของสิ่งต่างๆ

ความสามารถล้วนแตกขยายออกไปได้ต่างกัน เช่น พระเจ้า เทพ ปัญญาความคิดในระบบอื่น และความสามารถในการประมวลความรู้ แต่สิ่งเหล่านี้จะดำเนินไปอย่างสิ่งคู่ขนานพร้อมๆ กับการพัฒนาและขยายพลังแห่งชีวิตของเรา ความสามารถในการแก้ไขความซับซ้อนของความต้องการใช้พลังและการมีแหล่งพลังที่พร้อมให้อย่างไม่สิ้นสุด (พระเจ้า/จักรวาล)

ระบบการบังเกิดขึ้นนี้มีกรอบสำหรับทุกๆ เรื่อง นั่นคือ ต้องเข้าใจว่ามันขึ้นอยู่กับโครงการอะไรและการเป็นสิ่งมีชีวิตอย่างไร ซึ่งมีการเชื่อมต่อระหว่างกัน พร้อมทั้งจะผลิตความเชื่อมโยงซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ ดังนั้น เราจึงมีผลต่อจักรวาลและจักรวาลของเราก็มีผลกับเราเสมอ

Order

กฎต่างๆ เช่น กฎธรรมชาติ กฎแห่งกรรม คำประกาศิตของศาสนาที่เรียกว่ากฎ เป็นสิ่งที่อิงอ้างกลับไปยังสิทธิของการสร้างตาม emergence

 

การฝึกอบรมและพิธีกรรมเป็นสัญลักษณ์ในเวลาเดียวกันและจบลงเป็นวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่องในความกลมกลืนกับธรรมชาติและจักรวาล ผู้ฝึกฝนต้องเปิดกว้างต่อมุมมองของการใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

เวลาเป็นเรื่องยากที่อึดอัดและบางครั้งอันตราย สิ่งที่คิดว่าปลอดภัยหรือทำให้มีการรักษาความปลอดภัยได้ สิ่งเหล่านั้นก็กลายเป็นความไม่แน่นอนหรือกลายเป็นการแลกเปลี่ยนสมดุลได้เช่นกัน เพราะในมืออีกข้างหนึ่งล้วนมีข้อจำกัดของเสรีภาพ มืออีกข้างหนึ่งกลับมีความสับสนไม่สิ้นสุด

มนุษย์กำลังมองหาระดับที่สูงขึ้น ระดับใหม่ที่มนุษย์จะใจกว้างขึ้น ภูมิปัญญาความกล้าหาญ ความคิดสร้างสรรค์และความรักของธรรมชาติ เป็นจุดหมายของการกระทำของเราเสมอ

Control

เมื่อสรรพสิ่งมีพลังและเชื่อมโยงผ่านกฎ ระเบียบ คำสั่ง สิ่งนั้นจะมุ่งไปโดยรอบเพื่อแสวงหาสิ่งที่เสริมเติมพลังต่อกันและกัน การกำกับจึงต้องพิจารณาสมดุลแห่งจักรวาล การควบคุม การปกครอง การเป็นผู้นำ มุ่งเน้นการสร้างสมดุล และ การปรับสมดุลให้คงตัว ทั้งนี้ต้องอาศัยปัญญาในการพิจารณา พลังก็จะหมุนรอบจนเข้าสู่ภาวะเสถียร และมีการแลกเปลี่ยนกับพลังในระบบจักรวาลอื่น ภาวะสมดุลไม่ใช่ภาวะหยุดนิ่ง แต่เป็นเหมือนชีวิตที่ต้องมีการเติบโต อ่อนล้า โรยลา การแลกเปลี่ยนที่สมดุลจึงต้องกำกับเป็นระยะ

การเสริมเติมพลังอยู่ตลอดเวลาก็เป็นเพียงการเติมเชื้อไฟแก่กองไฟ สว่างมากไปก็ไร้ประโยชน์ สว่างน้อยไปก็ไร้ประโยชน์ ประโยชน์จะเกิดก็ต่อเมื่อมันมีสมดุลเท่าที่เราจะใช้หรือไม่ใช้เท่านั้น

Result 

เมื่อเข้าใจการเกิด การสั่งการ และการกำกับควบคุมแล้ว สิ่งที่ต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้งคือ ผลที่จะเกิด ผลย่อมเกิดตามเจตนาที่สั่งการ และดำเนินไปตามการกำกับ ผลเหล่านั้นก็คือเป้าหมายสูงสุด เป็นความจริงแท้ของแต่ละศาสนา เช่น การไปสู่ดินแดนพระเจ้า นิพพาน โลกหน้า ปรมัตมันต์

ทั้งนี้ เวลาและพื้นที่ (time and space) เป็นองค์ประกอบสำคัญในการกำหนดความเนิ่นนานหรือสั้นเร็วของผล แต่ผลที่เกิดย่อมมีผลต่อจักรวาลอื่น และผลนั้นย่อมขยายไปสู่ทุกๆ จักรวาลและย่อมมีผลกลับมายังจักรวาลของเรา

การกำกับจึงต้องรักษาดุลยภาพแห่งผลที่เกิดขึ้นนี้ ทั้งนี้ผลยังคงมีอยู่เสมอ มีความคงตัวในระบบเวลาและพื้นที่หนึ่งๆ เสมอ

การเกิดของผลมีลำดับไปได้เรื่อยๆ และสร้างแนวโน้มใหม่ของสิ่งที่จะเกิดได้ แต่ไม่ส่งผลต่อสิ่งที่เกิดนั้นโดยตรง

ผลเป็นสิ่งที่ผู้ฝึกฝนต้องเข้าใจในระดับเหตุการณ์ต่อเหตุการณ์ การเรียงร้อยผลในทุกระบบเวลาและสถานที่จะทำให้จิตฟุ้งซ่าน ไม่อาจสร้างการเกิดและสั่งการได้ เพราะใจไม่กำกับสมดุลนั่นเอง

ผลจะเกิดขึ้น เมื่อวิถีถูกต้อง ความชอบธรรมก็จะประชุมปัจจัยต่างๆ ให้มาสอดคล้องต่อเนื่องเนื่องกันด้วยความพอดี อันเป็นวิถีเฉพาะของแต่ละบุคคล การรักษาสมดุลในใจ (balance of mind) ในโลกนี้ เราจะต้องไม่ยึดมั่นถือมั่น (detachment) กับสิ่งต่างๆ ที่เข้ามาจากภายนอก แต่ก็ไม่ใช่ให้แยกตัวออกจากสิ่งภายนอก แต่ให้อยู่ด้วยใจที่เต็มไปด้วยความรัก ความเมตตา และ ความใจเย็น (equanimity) เพื่อดำเนินไปบนวิถีของตนเองอย่างเหมาะสม

การเข้าใจปรัชญายุคกลางนี้ จะทำให้เห็นภาพของการเกิดวิชาการต่างๆ ของยุคสมัยใหม่ ที่แยกตัวออกมาจากปรัชญา เช่น ดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ต่างก็ใช้จุดเน้นด้านใดด้านหนึ่งในกรอบคิดยุคกลางมาเป็นตัวนำหน้าเสมอ

ลัทธิปรัชญาและสาขาวิชาการต่างๆ เกิดขึ้นเพื่อให้คำตอบต่อกรอบแนวคิดยุคกลาง 4 ด้านนี้มาโดยตลอด

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s