ญาณปรัชญา

ญาณปรัชญา

ระเบียบญาณปรัชญา

ศ.กีรติ บุญเจือ

on the opinion of professor Kirti Bunchua

กระบวนความคิดนั้นสามารถวิเคราะห์แยกออกเป็นระเบียบความคิด ระเบียบตรรกะ และระเบียบไวยากรณ์

อริสโตเติลคิดได้ไปไกลกว่านี้โดยเมื่อรวมทั้ง 3 ระเบียบนี้เข้าไป เรียกว่าเป็นระเบียบ Epistemology

ระเบียบความคิดมี 3 ขั้นตอน Aristotleได้ให้เนื้อหาหรือความคิดต่างๆ อย่างหลังนวยุค (postmodern) แต่ตัวท่านเองเป็นนวยุค (modern)

Aristotle มีความเชื่อว่าในสมองเราคิดอย่างไร ข้างนอกก็มีจริงอย่างนั้น เพราะธรรมชาติย่อมไม่ล้มเหลว เมื่อ Aristotleได้วิเคราะห์ระเบียบความคิด ระเบียบตรรกะ ระเบียบไวยากรณ์ต่างๆ ออกมาเป็นอย่างนี้ และมองว่าทั้ง 3 ระเบียบนี้ยังไม่ไปสู่ความเป็นจริง เพราะเมื่อรวมกันแล้วเป็นเพียง Epistemology เรื่องของความรู้ แต่ยังไม่ใช่เรื่องของความเป็นจริง

ในความเป็นจริง เมื่อ Epistemology มี Concept หรือ Image ซึ่งรวมกันเรียกว่า Apprehension อยู่ในกระบวนความคิดเป็นอย่างนี้ และถ้าสมมุติเราแสดงออกเป็น Term คือแสดงออกตรงๆ ยังไม่ถึงความเป็นจริง และถ้าปรับปรุงตามกฎไวยากรณ์ก็เป็นคำพูด

ยกตัวอย่างเช่น นกแก้วพูดคำว่า ขโมย  ขโมยนั้นเป็นคำหรือไม่ ?  เป็นTerm หรือไม่

  • เป็น Term อยู่ที่ว่าแสดงความคิดหรือไม่แสดงความคิด
  • ถ้านกแก้วพูดด้วยความตกใจว่า ขโมย นกแก้วไม่ได้แสดงความคิดอะไรเลย ก็จะเป็นคำพูด แต่ไม่ใช่เป็น Term

ทั้งหมดในการวิเคราะห์ต่างๆ เหล่านี้ Aristotle บอกว่ามันอยู่ในระดับ Epistemology เท่านั้นเอง Epistemology ตามคำภาษากรีก ตรงๆ มันคือความรู้

ในสมองของเราหรือในระดับ Epistemology มีในความคิด มีในระดับตรรกะ ระดับไวยากรณ์ เป็น Apprehension ซึ่งแยกออกเป็น 2 ชนิด คือเป็น Concept กับ Image และพอเป็นระดับตรรกะเป็น Term ระดับไวยากรณ์เป็น Word

ระดับความเป็นจริง มีอะไรที่เป็นจริงอยู่ข้างนอกรองรับหรือไม่ ? เมื่อเรามาพิจารณาในระดับของ Metaphysics หรือตามหลักความเป็นจริง คือเวลาที่เป็น Image แสดงออกเป็น Term หรือเป็น Word ก็ต้องมีของที่เป็น Reality ความเป็นจริง และ Reality ต้องเป็น Particular เฉพาะหน่วย

ในความเป็นจริงมี Particular แล้วก็มี Universal ที่เราเห็นหรือเรามีประสบการณ์จริงๆนั้นไม่ได้มีมาจากที่ Particular และ Universal แต่ว่าสมองเราสามารถที่จะถอดมันออกมา โดยเห็นสิ่งที่เหมือนกันแล้วถอดมันออกมา เพราะดังนั้นสิ่งที่มีจริงคือ Particular

สมมุติ เวลาที่เราเห็นสุนัขตัวหนึ่งชื่อด่าง ชื่อดำ ชื่อขาว สมองของเรามีความสามารถที่จะถอดสิ่งสากล (abstraction) ออกมาได้คือ สุนัขเฉยๆ  ในความเป็นจริง สุนัขชื่อด่าง เอาสิ่งสากลลงมารองรับ Accidents ต่างๆ เราอยากรู้สุนัขสากล เราถอดความเหมือนออกจากสุนัขทุกตัว เราถอดสิ่งสากล ในความเป็นจริงมันตรงกันข้าม มันถอดสิ่งเฉพาะหน่วย มันถอด Particular เพื่อจะมีสุนัขที่ชื่อว่าด่างนี้ ไม่ใช่สมองเราทำ ในความเป็นจริง มันทำของมันเอง ต้องสามารถถอด Particularity ออกจากสุนัขสากลเพื่อจะได้มารองรับ  Accidents จึงจะเกิดสุนัขชื่อว่าด่างนี้ขึ้นมาได้ ถ้าในธรรมชาติไม่ทำอย่างนี้ ก็จะไม่เกิดเจ้าด่างซึ่งเป็นสุนัข ไม่เกิดเจ้าดำ ไม่เกิดเจ้าขาว

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s