Righteousness of Postmodern Philosophy

Kirti Bunchua
Kirti Bunchua

ความชอบธรรมของปรัชญาหลังนวยุค

ศ.กีรติ บุญเจือ

กระบวนทรรศน์ กับ ความสุขและความชอบธรรม เมื่อมีกระบวนทรรศน์ก็รู้สึกว่า ถ้าได้ทำตามกระบวนทรรศน์แล้วมีความสุข ถ้ายังไม่ได้ทำตามนั้น มันก็ยังไม่มีความสุข จะมีความกังวล จึงต้องพยายามทำให้ได้ เพื่อความสุข มันจึงต้องมีอะไรค้ำประกันว่าทำอย่างนี้แล้วมีความสุขแน่ ดังนั้นสำหรับมนุษย์ยุคดึกดำบรรพ์ ก็คิดว่าสิ่งที่ค้ำประกันทำให้เขามั่นใจว่า เชื่ออย่างนี้แล้วมีความสุข ก็คือโลกนั้นไม่มีกฏเกณฑ์ เบื้องบนถึงจะมีความสำคัญ ทำอย่างไรถึงจะมั่นใจได้ว่าทุกอย่างแล้วแต่เบื้องบน ก็คือต้องมีอีกความเชื่อเข้ามาช่วย คือ เชื่อว่าโลกนี้ไม่มีกฏเกณฑ์ ตรงนี้คือสิ่งค้ำประกัน

เมื่อมีหลักฐานชัดเจนและสงสัยว่าโลกนี้น่าจะมีกฏเกณฑ์ขึ้นมา  และคิดว่าโลกที่ไม่มีกฏเกณ์นี้ผิด และมาสมมุติใหม่ว่าโลกมีกฏเกณฑ์ กระบวนทรรศน์เก่าก็ได้ถูกล้มลง เพราะตัวค้ำประกันมันได้ถูกโค่นล้มลงแล้ว ตัวค้ำประกันมันหายไปแล้วจึงทำให้ต้องเปลี่ยนกระบวนทรรศน์ดังนันตัวค้ำประกันนี้มันขึ้นอยู่กับกระบวนทรรศน์

กระบวนทรรศน์ ที่ 2 เรารู้ว่าคนที่เริ่มนั้น รู้ว่าเปลี่ยนกระบวนทรรศน์โดยเปลี่ยนความเชื่อเดิม ที่เชื่อว่าโลกไม่มีกฏเกณฑ์ให้มีความเชื่อใหม่ที่เชื่อว่า โลกมีกฏเกณฑ์ คนที่เริ่มกระบวนทรรศน์ที่ 2 ได้ทำลายตัวค้ำประกันกระบวนทรรศน์ที่ 1ลง ความเชื่อเดิมที่เชื่อว่าโลกไม่มีกฏเกณฑ์สิ่งนี้เองที่เป็นตัวค้ำประกันกระบวนทรรศน์ที่ 1  เมื่ออยากจะยืนยันความเชื่อใหม่ว่าโลกมีกฏเกณฑ์ ก็จึงต้องเล่นงานตัวค้ำประกันกระบวนทรรศน์ที่ 1ก็ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าต้องถูกป้องกันจากความเชื่อเดิมอย่างเหนียวแน่น ดังนั้น คนที่กล้าเสนอความคิดใหม่ก็ต้องคิดด้วยว่าจะหาอะไรมาค้ำประกัน ถ้าเสนอไปเฉยๆ ก็อาจจะไม่มีใครยอมรับ แต้ถ้ามีสิ่งค้ำประกันและคนที่ฉลาดต้องพยายามที่จะเสนอตัวค้ำประกันก่อน  ถ้าพูดไปที่ตัวกระบวนทรรศน์แต่แรกเลยมักจะไม่ได้ผล ดังนั้นจึงต้องทำอย่างไรให้คนสงสัยในตัวค้ำประกันก่อนเป็นอันดับแรก

สำหรับทางตะวันตกนั้น คนที่พยายามเสนอกระบวนทรรศน์ที่ 2  ไม่ประกาศทันทีเลยว่าโลกมีกฏเกณฑ์ แต่พยายามบอกว่าสิ่งทั้งหลายในโลกนี้มันมาจากธาตุ เมื่อเสนออะไรแล้ว ต้องพยายามหาอะไรค้ำประกัน โดยไม่ให้กระทบกระเทือนความเชื่อเก่า

การค้ำประกันทำอย่างไรจะทำให้คนกระบวนทรรศน์ที่ 1 เชื่อ ก็ต้องแสดงว่าประโยชน์การที่เรารู้กฎ เราเชื่อว่าโลกมีกฎนี้ มีประโยชน์มากกว่าการที่เชื่อว่าโลกไม่มีกฎ แล้วก็กระบวนทรรศน์ที่ 2 ก็ต้องทำอย่างนี้ ต้องสร้างความชอบธรรม คือเห็นว่าเชื่อว่าโลกมีกฏเกณฑ์ มันดีกว่าและไม่ได้เสียของเก่า สรุปคือมันมีประโยชน์มากกว่า  และผลเสียแทบไม่มีอะไรเลยเพราะว่าเราไม่ต้องเลิกเชื่อเบื้องบน เรายังเชื่อเบื้องบนตามเดิม แต่ดีกว่าที่ว่ามีหลายอย่างที่เราช่วยตัวเองได้ และถ้าเชื่อว่าโลกมีกฏเกณฑ์ และเบื้องบนทำไปตามกฏเกณฑ์ เบื้องบนก็คงจะชอบให้เราทำตามกฏเกณฑ์ มันก็ต้องพยายามที่จะสร้างให้เห็นว่าเบื้องบนมาสอนกฏเกณฑ์ให้เรา ตรงนี้เป็น “ความชอบธรรม” นี้เป็นเทคนิคของ “การสร้างความชอบธรรม” วิธีที่ดีที่สุดก็คือ เมื่อเราเชื่อว่าโลกมีกฏ  เราไม่ต้องเลิกเชื่อเบื้องบน และทำอย่างไรให้เบื้องบนร่วมมือกับเรา ก็คือเบื้องบนมาให้กฎกับเรา เราจึงเชื่อว่าโลกมีกฎได้ตามสบายใจ และความชอบธรรมก็คือตรงนี้ การเชื่อว่าโลกมีกฏเกณฑ์ เราก็สามารถที่จะช่วยเบื้องบน เราไม่ได้คัดค้านหรือต่อต้านเบื้องบน แต่เราช่วยเบื้องบนโดยพยายามหากฎเพื่อที่จะได้ช่วยตนเองและรบกวนเบื้องบนเพียงที่จำเป็นเท่านั้น

เมื่อบอกว่าโลกมีกฏเกณฑ์ ความชอบธรรมจริงๆมันอยู่ที่ว่า เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าอันไหนเป็นกฎ อันไหนไม่เป็นกฎ ซึ่งตรงนี้จะต้องหาให้ได้ ไม่อย่างนั้นคนก็จะไม่เชื่อในกระบวนทรรศน์ที่ 2 ดังนั้นการสร้างความชอบธรรมก็คือ ตรงไหนที่เป็นกฎ และสำหรับพวกเขาที่ยังไม่รู้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ถ้าถึงกระบวนทรรศน์ที่ 4 ก็จะเจอปัญหาเดียวกัน แต่กระบวนทรรศน์ที่ 4 จะบอกว่าความชอบธรรมอยู่ที่วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นวิธีที่ใครก็สามารถนำไปทดลองได้ แต่กระบวนทรรศน์ที่ 2 ยังไม่รู้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ เพราะดังนั้นความชอบธรรมก็คือเจ้าสำนัก ต้องมีเจ้าสำนักบอกและกลายเป็นที่นิยมของในสมัยนั้นคือต้องหาเจ้าสำนัก

กระบวนทรรศน์ที่ 3 ก็ไม่ได้เปลี่ยนอะไรมากเพียงกำหนดกระบวนทรรศน์ที่ 2 ให้มันแคบลงมาแต่ว่ามันมีผลมาก การที่มีเจ้าสำนักมากจนเกินไป จนไม่รู้ว่าเจ้าสำนักไหนนั้นถูกต้องที่สุด ในที่สุดก็เลยต้องเลือกเชื่อเจ้าสำนักที่มี Justificationที่มีความน่าเชื่อถือมากที่สุด ก็คือ เจ้าสำนักไหนที่อ้างว่าฉันยืนยันว่าสิ่งที่ฉันรู้มานี้มันถูกต้องแน่นอนไม่ได้ใช้การคาดคะเนหรือการเดาใดๆทั้งสิ้น แต่เจ้าสำนักทั้งหลายไม่สามารถทำได้เพราะไม่สามารถอ้างอะไรที่เชื่อถือได้เลยว่าเป็นความจริงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่พอมาถึงกระบวนทรรศน์ที่ 3 ก็ได้มีผู้รู้ที่ประกาศตนในระดับของศาสดาที่มีความชอบธรรม สามารถประกาศได้ว่าสิ่งที่ฉันรู้นี้ ไม่มีข้อผิดพลาด

ต่อมา เพื่อจะเปลี่ยนมาเป็นกระบวนทรรศน์ที่ 4 ก็ได้มีการอ้างความชอบธรรมโดยจะทำให้คนเหินห่างจากศาสนา นี้เป็นความชอบธรรมอย่างหนึ่งที่จะทำให้คนมาช่วยกันค้นคว้าวิธีการทางวิทยาศาสตร์เพื่อแก้ปัญหาในโลกนี้ และจะได้ไม่ไปทุ่มเทให้กับศาสนามากจนเกินไปและเรื่องการแก้ปัญหาสงครามในศาสนานั้นเป็นเรื่องความชอบธรรมของกระบวนทรรศน์ที่ 4

พอมาถึงกระบวนทรรศน์ที่ 5  ทำไมถึงต้องเปลี่ยนกระบวนทรรศน์ ก็เพราะกระบวนทรรศน์ที่ 4 นั้น ไม่สามารถที่จะให้ความพอใจกับสัญชาตญาณของปัญญาได้อย่างเพียงพอ มันมีปัญหาหลายอย่างที่ยังไม่สามารถแก้ได้  ดังนั้น สัญชาตของปัญญาก็ต้องการที่จะหาอะไรที่ดีกว่านั้น จนมาเจอ การพัฒนาคุณภาพชีวิต เพราะจับประเด็นได้ว่าถ้ามัวแต่ไปแก้ปัญหาที่  Metaphysics, Epistemology อะไรคือความเป็นจริง อะไรคือความจริงกันอยู่อย่างนั้น ไม่ชอบใจทฤษฎีนี้ ก็สร้างทฤษฎีใหม่ แต่อยู่ในกรอบของปรัชญาบริสุทธิ์ ถ้าอยู่อย่างนั้น มันก็ยังมีปัญหาอยู่เรื่อยไป

ที่สุดก็มาพบว่าตัวปัญหาแท้ๆ คือ ไม่ใช่ตัวว่าความเป็นจริงคืออะไร หรือเกณฑ์ความเป็นจริงคืออะไร แต่อยู่ที่ “การยึดมั่นถือมั่น” จนในที่สุดมาเจอตรงนี้ เพราะที่เจอจริงๆ คือตรงนี้ ที่ต้องการจะแก้กระบวนทรรศน์ คือต้องการที่จะไม่ยึดมั่น ถือมั่น และเมื่อการไม่ยึดมั่นถือมั่น เสนอออกไป เป็นกระบวนทรรศน์ใหม่ มันก็ต้องการ Justification ความชอบธรรม ทำอย่างไรถึงจะให้คนมาเชื่อตรงนี้ คือ ให้เห็นโทษของการยึดมั่นถือมั่น ระยะแรกๆของกระบวนทรรศน์ที่ 5 ได้เน้นและชี้ให้เห็นถึงความเลวร้ายของการยึดมั่นถือมั่น ว่ามันทำให้เกิดการทะเลาะวิวาท ตลอดจนทำให้เกิดความแตกแยกได้ในที่สุด

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s