Category of Immanuel Kant

ศ.กีรติ บุญเจือ

Immanuel Kant เป็นชาวเยอรมัน และภาษาเยอรมันเป็นภาษาอารยันที่มีความใกล้เคียงดั้งเดิม Kant มีความคิดที่ไม่เหมือนกับ Aristotle ที่คิดว่ากระบวนการทำงานในสมองซึ่งมีความคิดและขั้นตอนต่างๆ ต้องตรงกับความเป็นจริงที่อยู่ภายนอกด้วย โดยใช้สูตรว่าธรรมชาติไม่ล้มเหลว (nature does not fail) ซึ่ง Kant จะคิดคัดค้านตรงนี้ ที่บอกว่าธรรมชาติไม่ล้มเหลว คือเราคิดอย่างไร ข้างนอกก็ต้องมีจริงอย่างนั้น Kant บอกว่าไม่จริง เพราะตัวคิดมันเป็นโรงงาน สมองของมนุษย์เป็นโรงงาน เรารู้ว่าสัตว์เดรัจฉานก็รู้อะไรต่างๆ เช่นสุนัข แต่เมื่อเราผ่าสมองของคนและสัตว์ประเภทต่างๆ พบว่ามันก็จะไม่เหมือนกัน ดังนั้น จึงมีความรู้ที่ไม่เหมือนกัน

Kantได้พูดมาโดยต้องอาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้าเกิดกระบวนทรรศน์ที่ 4 โดยเชื่อวิธีการทางวิทยาศาสตร์ และทำให้ต้องไปปรับความคิดเก่าๆ เมื่อ Aristotle คิดว่า เมื่อธรรมชาติไม่ล้มเหลว เมื่อสมองเราคิดอะไรได้ มันก็ต้องจริงตามที่เราคิด ถ้าถาม Aristotle ว่าลิงจะคิดเหมือนคนไหม จะได้คำตอบว่าลิงมันเป็นธรรมชาติที่สามารถจะคิดอะไรเหมือนคนได้ แต่มันอาจจะคิดได้น้อยกว่าคนเท่านั้นเอง แต่ที่ลิงมันคิดได้เท่าไรนั้นมันต้องจริงอย่างนั้น มิฉะนั้นธรรมชาติก็ล้มเหลว สุนัขอาจจะคิดได้น้อยกว่าลิง แมวอาจจะคิดได้น้อยกว่าสุนัข ไล่ไปจนถึงแมลงซึ่งคิดได้นิดเดียว สัตว์เดรัจฉานสามารถคิดได้ เพราะว่ามีสัญชาติญาณอะไรต่างๆมากมาย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสัตว์อาจรู้อะไรบางอย่าง และเป็นที่แน่นอนว่าบางอย่างนั้นย่อมรู้ดีกว่ามนุษย์ด้วย และการที่รู้ดีกว่ามนุษย์นั้นก็ต้องไม่ล้มเหลว

มนุษย์จะรู้ดีกว่าสัตว์หลายๆอย่างแต่บางอย่างสู้สัตว์ไม่ได้ บางอย่างเราจึงต้องไปเรียนรู้จากสัตว์ เช่นจะเกิดสึนามิ ก็บอกว่าสัตว์เดรัจฉานมันจะรู้ก่อนมนุษย์ ก็แสดงว่าสมองมนุษย์สู้ไม่ได้ในบางส่วน ก็จำเป็นที่จะต้องเลี้ยงสัตว์ไว้เพื่อประโยชน์ในบางเรื่องเช่น เรื่องการบอกถึงภัยธรรมชาติ

Aristotle บอกว่าสมองหรือระบบประสาทที่รับรู้นั้นย่อมไม่ล้มเหลว ดังนั้น ระบบประสาทก็จะต้องรู้สิ่งเดียวกันขึ้นอยู่กับว่ารู้มากหรือรู้น้อยเพราะเราเป็นสิ่งที่มีขอบเขต ดังนั้น จะต้องมีผู้หนึ่งซึ่งไม่มีขอบเขตก็คือ Unmoved  Mover หรือ The Most Perfect จะรู้ทุกอย่างเลย แต่ว่าทุกส่วนที่รู้ ก็ย่อมจะไม่ล้มเหลว

Kant อยู่ในช่วงยุควิทยาศาสตร์มีความก้าวหน้า จนกระทั่งมีความเชื่อว่าวิทยาศาสตร์เป็นตัวตัดสินความจริงทุกอย่าง เมื่อใช้วิธีวิทยาศาสตร์มาตัดสิน โดยมนุษย์เป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ทุกอย่าง แม้แต่ในสมัยของ Kant วิธีการทางวิทยาศาสตร์ตัดสินความจริงได้แล้ว

แต่สิ่งหนึ่งที่ Kant สังเกตได้ก็คือ เมื่อใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ดำเนินตามวิธี แต่ไม่ใช้เครื่องมือ เราก็จะได้ความรู้อย่างหนึ่ง แต่พอใช้เครื่องมือ มันก็จะรู้ไปอีกอย่างหนึ่งหรือรู้มากขึ้นไปกว่านี้อีก ยกตัวอย่างเช่น ดวงตาของเรามีประสิทธิภาพในการมองเห็นได้เท่านี้ แต่พอสร้างกล้องขึ้นมา ก็จะพบว่าเห็นอะไรได้มากกว่าตาเปล่าอีกมากมาย ถ้าขยายร้อยเท่าก็เห็นอีกแบบหนึ่ง เมื่อขยายพันเท่าก็จะเห็นอีกแบบหนึ่ง ขยายหมื่นเท่าก็เห็นอีกอย่างหนึ่ง

สมมุติว่าถ้าตกลงเชื่อวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ก็ต้องบอกว่าที่เราเข้าใจสิ่งต่างๆนั้น วิธีการทางวิทยาศาสตร์ยังไม่ Perfect ดังนั้นจึงต้องพิจารณาอย่างเป็นขั้นตอนต่อไป และที่จะเชื่อจริงๆก็คือ เมื่อเราพัฒนาวิธีการวิทยาศาสตร์จนถึงขั้น Perfect เมื่อใด ตรงนั้นเป็นความจริงสมบูรณ์แบบ ตราบใดยังไม่ถึงตรงนั้น มันก็ไม่สมบูรณ์แบบ แต่ถามว่าเมื่อใด วิธีการทางวิทยาศาสตร์จะสมบูรณ์แบบ ก็เหมือนกับว่ายังไม่มีทาง และเมื่อบอกว่าเครื่องมือต่างๆมีส่วนช่วย จึงทำให้ Kant กลับไปคิดว่าทำไมไม่คิดว่าสมองของเราเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง

เครื่องมือแว่นขยายเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับดวงตาเรา เราแค่ใช้ตาเปล่าได้ดีเท่านั้น เราเพิ่มประสิทธิภาพของตา เมื่อลองค่อยๆเพิ่มไปก็สามารถเพิ่มไปได้เรื่อยๆไม่รู้จักจบสิ้น แล้วตรงไหนที่เป็นขั้นสุดท้าย เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ทำไมไม่คิดว่าตั้งแต่ในตาของเรา การที่เราเห็นได้ก็ต้องมีองค์ประกอบต่างๆ เช่น แก้วตา แต่แว่นตาก็เป็นเพียงการเสริมประสิทธิภาพให้กับแก้วตาของเราเท่านั้นเอง

ดังนั้น เมื่อข้างนอกเป็นเครื่องมือ แล้วทำไมไม่คิดว่าแก้วตาข้างในจะเป็นเครื่องมือบ้าง สิ่งต่างๆเหล่านี้ ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ในสมัยของ Kant คิดได้แล้วว่า สมองของเราที่ Aristotle บอกว่ามันเป็นธรรมชาติ แต่เมื่อค้นคว้าจริงๆแล้ว ก็คือ ธรรมชาติที่มาจากธรรมชาติซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้อง มันเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติที่เราสามารถเสริมได้ วิทยาศาสตร์ช่วงของ Kant ทำให้คิดได้ว่าสมองของเราทำงานก็คือเป็นโรงงาน เป็นเครื่องจักรชนิดหนึ่ง ก็เลยมองเห็นว่าที่เรารู้อะไรต่างๆเหล่านี้ก็เป็นไปตามกลไกของสมองซึ่งธรรมชาติให้มา และเราก็สร้างอะไรเพิ่มเติมขึ้นมามันก็เป็นการต่อยอดเครื่องมือเครื่องใช้ของสมองเรา ที่พระเจ้าให้มาตั้งแต่เกิดนั้นเอง มันก็เป็นสิ่งเดียวกัน เมื่อเป็นอย่างนี้ที่บอกว่า เราเห็นอะไร ข้างนอกต้องมีอย่างนั้น เรารู้อะไรก็ต้องจริงอย่างนั้น เลยมีความไม่แน่นอน  เราไม่รู้ว่าตรงไหนกันแน่ เพราะมันมีหลายขั้นตอน และทุกขั้นตอนจะเห็นว่ามันเป็นการเปลี่ยนข้อมูลจากข้างนอก โดยเข้าไปแล้วทำการเปลี่ยนข้อมูล

ประสบการณ์เรื่องการเห็นอะไรนั้นก็ยังดีอยู่ แต่พอเข้าไปถึงลึกกว่านั้น โดยได้รับจากประสบการณ์ภายนอก Aristotle นั้นบอกว่ามีกระบวนการถอดสิ่งสากล ซึ่งเราไม่ทราบได้ว่าตรงไหน แต่ถ้าการมองเห็นภาพ  ยังสามารถอธิบายได้จากการที่ศึกษาดวงตาของเราจากแก้วตานำไปสู่การเห็นภาพ ใน Particular ก็พอจะอธิบายได้ว่ามันเป็นไปตามกลไกของวิทยาศาสตร์อย่างไร

เมื่อถอดสิ่งสากลแล้วมาแยกออกจากสิ่งสากลเป็น substance เป็น Accident เป็นอะไรต่างๆ  มันเป็นการทำงานของสมองซึ่งมันไม่มีข้อมูลจากวิทยาศาสตร์ เป็นเรื่องของสมองที่ต้องทำงานเท่านั้น ดังนั้นเมื่อเป็นขั้นตอนต่างๆเหล่านี้ Kant จึงคิดว่าทำไมเราไม่คิด ว่ามันเป็นขั้นตอนหรือกลไกของสมองเรา ที่ทำให้เราได้ข้อสรุปว่าได้ความรู้อย่างนี้ขึ้นมาและจริงๆแล้วเห็นว่าบางคนพิการประสาทตรงส่วนไหน ก็ทำให้ไม่สามารถทำงานตรงส่วนนั้นได้ จึงหมายความว่า ประสาทตรงส่วนที่พิการ เป็นตัวสร้างสิ่งที่เรารู้ถ้าไม่มีส่วนนั้นก็ไม่เกิดผลขึ้นมาในสมองของเรา

สมัยของ Kant ทำให้มีเหตุผลว่าการดำเนินงานของสมองเราก็เหมือนเครื่องจักรกลอย่างหนึ่งที่แปรสภาพ เราพบว่าคนที่พิการบางส่วน ตรงที่พิการนั้นก็จะขาดความรู้ส่วนนั้นไป เมื่อคนเรามีอวัยวะครบปกติทำงานปกติได้ดีก็จะแสดงว่ามีกลไกที่ดีเหมือนกัน Kant จึงมาดูว่า สิ่งที่มีข้างนอกคือความเป็นจริงซึ่งมันเป็นความรู้ของเรา

Kant เดินตามความคิดของ Aristotle คือขั้นตอนที่เรารับรู้เป็น Particular เป็นเฉพาะหน่วย  Aristotle บอกว่าเรารู้ขึ้นมาเป็นเฉพาะหน่วยก่อนและก็ถอดคือทิ้งในส่วนที่ต่างกัน ถอดเอาส่วนที่เหมือนกันออกมาเป็นสิ่งสากล  Kant ไม่ได้คิดผิดจาก Aristotle ตรงจุดนี้ โดยยังคิดแบบเดียวกันว่าความรู้ของเรามี 2 ขั้นตอน โดยมาคิดดูว่าแต่ละขั้นตอนจะมีกลไกของมัน ซึ่งแปรสภาพสิ่งภายนอกให้เป็นผลผลิต

ในสมัยของ Kant เริ่มมีโรงงานย่อยๆ ซึ่งคิดเปรียบเทียบว่า สมองของเราเป็นกลไกผลิตความรู้ โดยพิจารณาจากโรงงาน เมื่อเราได้ผลผลิตอะไรสักอย่างหนึ่ง ต้องมีการป้อนข้อมูลหรือวัตถุดิบเข้าไป วัตถุดิบก็ต้องไปถูกเครื่องเปลี่ยนปรับสภาพไปเป็นขั้นตอนเรื่อยๆไป จนสุดท้ายออกมาเป็นผลผลิต Kant จึงคิดตาม Aristotleแต่มองแบบสมัยใหม่ที่มีโรงงานผลิตแล้ว จึงมองดูว่ามันมีวัตถุข้างนอก โดยความรู้เป็นผลผลิตของเรา

ยกตัวอย่างเปรียบเทียบว่าวัตถุดิบก็คือ ความเป็นจริงข้างนอกซึ่ง Kant เรียกว่า Neumena (นูมิน่า) ถูกป้อนเข้าไป ในนี้มีโรงงาน มีเครื่องยนต์กลไกอะไรต่างๆ แปรสภาพเป็นขั้นๆ   จนในที่สุดออกมาเป็นผลผลิตคือความรู้ (Knowledge) โดยต้องผ่านกลไกหลายขั้นตอน

โดยกลไกของ Kant เดินตาม Aristotle โดยขั้นตอนแรกเป็นกลไกซึ่ง Kant เรียกว่า Pure Form of Sensation (กลไกสร้างความรู้เฉพาะหน่วย) โดยผ่านทางประสาทสัมผัสทั้ง 5 และเครื่องยนต์ของเรามีสองตอน คือให้ความรู้แบบเป็นหน่วยๆ และความรู้เป็นหน่วยๆ ต้องเข้าอีกตอนหนึ่งสำหรับเป็นความรู้สากล

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s