อุเบกขากับการปฏิบัติ

img_1408
อ.ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

นานมากแล้วที่ผมเคยคิดเกี่ยวกับคำว่า อุเบกขาในพรหมวิหาร4 ประกอบด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา และ อุเบกขา

ตอนนั้นก็คิดว่า อุเบกขานั้นจะทำได้อย่างไร ตัวเราก็เป็นคนธรรมดา หากมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้น เราจะอุเบกขาได้อย่างไร พระท่านก็บอกว่า ให้ทำอุเบกขาในสิ่งที่เราไม่อาจเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้ เพราะว่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม

แต่ผมก็สงสัย (ความสงสัยอย่างนี้เคยมีคนบอกว่า มันวิจิกิจฉา) ว่ากรรมและวาระมันก็เดินไปด้วยกัน แล้วอุเบกขานั้นจะอยู่ตรงไหน คำว่าเฉยๆ นี่มันทำยากนะ ในบางเรื่องคิดว่าถ้าเป็นเรา หรือเราช่วยได้ก็มักเข้าไปยุ่งด้วยเสมอ แล้วมันก็ยุ่งจริงๆ

ผมจะทำอุเบกขาอย่างไรดี เพราะว่าจริงๆ แล้วก็อยากมีชีวิตที่สงบสุข แต่ถ้าตัดขาดโลก ก็อยู่บนโลกไม่ได้ จำไม่ได้ว่า เคยได้ยินที่ไหน ท่านว่า

เดินเข้าวัดเท่ากับเดินออกจากวัด ถ้าเราไม่ได้ใช้ใจเดินเข้าไปด้วย

ใจ เป็นพื้นฐาน แต่การบ่มเพาะใจให้ละเอียด สะอาด ในโลกแห่งโลกียะ มันก็ยากนะ ผมชอบเดินทางไปไกลๆ ไปที่เงียบๆ อย่างไปต่างประเทศ มันก็จะทำให้ลืมหรือลดการคิดเรื่องที่มันยุ่งๆ ไปได้บ้าง แต่พอกลับมาเมืองไทย เฮ้อ!!.. มันก็ยุ่งเหมือนเดิม แต่จะให้ใจจะสงบอีกทีก็ตอนที่ได้ไปวัด จริงๆ แล้วไม่ได้ไปนั่งสมาธินานๆ หรอก แค่ชอบไปนั่งหลับตา แล้วฟังเสียงรอบข้าง ปล่อยเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ฟังแต่ไม่คิดตาม มันก็แปลกกลับทำให้รู้สึกสบายใจดี แล้วเวลาอยู่ที่วัด จะรู้สึกเย็นๆ สบายดีจัง ไม่รู้เป็นเพราะอะไร

มนุษย์เป็นผู้อยู่ในโลก ไฮเดกเกอร์ นักปรัชญาชาวเยอรมัน บอกว่า เราเป็น being in the world เราอยู่ในโลก โลกอยู่แวดล้อมเราและมีอิทธิพลต่อเรา นั่นคือ เรามีความสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ เพราะเราต้องอยู่ในโลก แต่ถ้าเราจะอยู่ในโลกให้ดี เราต้องเป็น being with the other และ being for the other คือ “เราต้องอยู่ร่วมกับสิ่งอื่นและเราต้องอยู่เพื่อสิ่งอื่นด้วย นั่นคือ การทำดีต่อผู้อื่น

การถืออุเบกขาจะจัดว่าเป็นการทำดีเพื่อผู้อื่นด้วยหรือไม่  “ตามแนวคิดของคานท์ว่าด้วย category imperative  เราควรทำดีเป็นหน้าที่ เป็นความดีสูงสุดและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แล้วถ้าใจรู้ว่าดีแต่ไม่ทำ ใจก็จะรู้สึกผิด

การอุเบกขาเป็นการรู้ว่า เราไม่มีความสามารถพอที่จะทำได้ ก็จำต้องปล่อยไป ตรงนี้เราจำเป็นต้องรู้สึกผิดไหม ถ้ามองตามแนวคิดของคานท์ เราย่อมมีเหตุผลบริสุทธิ์ เหตุผลปฏิบัติและเหตุผลตัดสินใจ มาเป็นหลักเพื่อที่เราจะยอมเสียสละที่จะทำดีไปอย่างทุ่มเท

แต่ถ้าเรามองตามหลักการของพรหมวิหาร 3 ข้อแรก คือ เมตตา กรุณา มุทิตา แล้ว ก็แปลว่า เราได้มุ่งมั่นหรือมีเจตนาทำดีแล้ว ได้ทำแล้ว ถ้าเราไม่ทำในระดับต้นนี้ คือ เราไม่มีใจเมตตา ใจกรุณา และใจมุทิตา เราย่อมเป็นผู้เห็นแก่ตน

แต่เมื่อถึงจุดสุดท้าย เราก็ต้องปล่อยวาง ว่างจากเจตนา เพราะว่าเราเข้าไปแทรกแซงไม่ได้ ถ้าเราเข้าไปแทรกแซง สิ่งนั้นก็จะไม่ได้รับกรรมที่เขาทำ แม้ว่าเราจะมีความชอบธรรม เราก็แค่ถือสิทธิในการเข้าไปทำ แต่สิ่งที่เราทำนั้นได้บิด ตัด ทอน กรรมของใคร เราก็ต้องรับผลในส่วนนั้นด้วยในมิติอื่น อุเบกขาจึงสำคัญเพราะเป็นหลักที่เราจะต้องคิดในระดับนี้ เหตุผลตัดสินใจจึงจะเหมาะสมและลงมือปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s