Alain Badiou and religious

badiou

ท่าทีของบาดียูต่อศาสนา

ศ.กีรติ บุญเจือ

Alain Badiou (1937- ปัจจุบัน) ชอบ St. Paolo เพราะว่ามีคำสอนที่ตรงกับหลังนวยุค (postmodern philosophy) ซึ่งตรงกับสิ่งที่ได้นำมาใช้ คือ การแก้ปัญหาของคนในยุคปัจจุบันได้เป็นอย่างดี แต่ก็ไม่เชื่อที่ Paolo เล่าว่าได้พบกับพระเยซู และทำให้มาเสียสละทุ่มเท เผยแผ่คำสอน แล้วก็มีอีกสองคน เป็นชาวคริสต์โดยคนหนึ่งเป็นคาทอลิกกับอีกคนหนึ่งเป็นโปรแตสแตนท์ที่เชื่อว่า Paoloได้พบกับพระเยซูจริงๆ แต่ความสำคัญอยู่ที่ว่า สามคนนี้มีความคิดเห็นตรงกันว่า ต้องช่วยกันสอนให้คนยุคปัจจุบัน เป็นคนหลังนวยุค

Badiou เกิดมาในครอบครัวที่ไม่นับถือศาสนาใดๆโดยเกิดในประเทศ Morocco เมื่อยังเป็นเมืองขึ้นฝรั่งเศส โดยเป็นประเทศมุสลิม เป็นลูกข้าราชการ เรียนหนังสือโดยที่ไม่ได้เรียนศาสนาใดๆ ต่อมาได้เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยประเทศฝรั่งเศส ในตอนนั้น คนฝรั่งเศสนิยมอ่านหนังสือของ Jean-Paul Sartre

ช่วงที่เป็นนักศึกษา กระแสของ Marxism   กำลังมาแรง ปัญญาชนของฝรั่งเศสเมื่อคิดว่าความคิดของ Sartre  วู่วาม มีข้อดีสำหรับตอนที่มีความเดือดร้อน ในฐานะที่ถูกครอบงำโดยลัทธินาซี ก็พยายามเติบโตขึ้นมาเพื่อปลดแอกตรงนี้ให้ได้ แต่เมื่อประเทศเรียบร้อยแล้ว ก็มีปัญหาที่จะต้องพัฒนาประเทศชาติขึ้นมา ลัทธิ Marxism จึงมาแรงในฐานะที่ว่ามีคำสอนที่ช่วยให้เข้าใจถึงความเดือดร้อนของผู้ด้อยโอกาส จึงต้องพยายามที่จะสร้างความทัดเทียมให้เกิดขึ้นในสังคม

ประเทศฝรั่งเศสเป็นผู้นำในการเรียกร้องสิทธิมนุษยชน โดยการปฏิวัติฝรั่งเศส (ค.ศ.1789) ทำลายความไม่เสมอภาค โดยใช้  slogan 3 อย่างคือ

1) เสรีภาพ 2) ความเสมอภาค และ 3) ภราดรภาพ

เมื่อฝรั่งเศสปฏิวัติขึ้นมาแล้ว ก็เห็นว่ามีผู้ที่ยึดอำนาจในภายหลังต่อมา ไม่ได้ให้ความเสมอภาค แล้วยังมีการคอร์รัปชั่น ข่มเหงประชาชน ต่อมาเมื่อสลัดแอกออกจากนาซีสำเร็จแล้ว พวกปัญญาชน มองเห็นว่า ศาสนาคริสต์ ไม่สามารถที่จะมาแก้ปัญหาได้ เพราะมาเล่นการเมืองบ้าง และในท้ายที่สุดก็ไปเข้ากับกลุ่มพวกนายทุน ทำให้พวกฝรั่งเศสต้องสลัดแอกออกจากศาสนาคริสต์ด้วย

ยุคต่อมาในสังคมรู้สึกว่า Karl Heinrich Marx   เป็น  Hero เพราะว่า เข้าใจผู้ที่ด้อยโอกาส พวกที่ถูกรังแก จึงต้องให้ผู้คนเหล่านี้ได้มีสิทธิเสรีภาพเหมือนกับคนอื่น แต่ในขณะเดียวกันก็มีลัทธิคอมมิวนิสต์ของประเทศทางยุโรปตะวันออก เช่น รัสเซีย โปแลนด์ ที่อ้าง Karl  Marx  ในลักษณะของลัทธิคอมมิวนิสต์ขึ้นมา แต่พวกฝรั่งเศสมองว่าพวกนี้อ้างขึ้นมาสำหรับหาเสียงเท่านั้น แต่เมื่อเสร็จแล้วก็กลับเป็นนายทุนรังแก ข่มเหงและเอาเปรียบผู้อื่นในที่สุด จึงไม่ได้เป็นไปตามหลักของมาร์กจริงๆ

พวกนี้จึงอยากจะเอาความคิดของมาร์กที่แท้จริง ต้องการที่จะรื้อฟื้นลัทธิมาร์กขึ้นมา โดยฝรั่งเศสเป็นตัวอย่างมีกระบวนการที่จะรื้อฟื้น ลัทธิมาร์กขึ้นมา จนกระทั่งมีวัน ดี เดย์ (D Day)

ในยุคต่อมาเมื่อสงครามได้สงบลง เป็นเวลาทั้งหมด 23 ปี โดยในระหว่างเวลานั้น เป็นเวลาที่เพาะบ่มลัทธิมาร์กที่บริสุทธิ์จริงๆ ตามเจตนาของมาร์กโดยไม่ใช่ที่เป็นเครื่องมือของการเมืองการปกครอง แล้วก็เป็นแบบคอมมิวนิสต์ซึ่งไม่เอา จึงต้องสร้างลัทธิมาร์กขึ้นมาให้เป็นมาร์กซิสม์ใหม่

ถ้าเป็นคอมมิวนิสต์ก็ต้องเป็นคอมมิวนิสต์แบบฝรั่งเศส ไม่ใช่ไปเอาแบบอย่างมาจากประเทศอื่นๆ แล้วก็มีการดีเดย์ เดินขบวนกันทั่วประเทศ ทั้งกรรมกร นักศึกษา แต่เสร็จแล้ว ก็ต้องผิดหวัง เพราะพวกที่มีอำนาจต่างๆ ที่ต้องมาช่วยกันเพื่อสนับสนุนล้มรัฐบาลในขณะนั้น เพื่อให้ยอมเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นสังคมนิยมหรือมาร์กซิสต์แบบฝรั่งเศส ได้ปรากฏว่าผู้ที่มีอำนาจซึ่งปกติอ้างว่าเป็นฝ่ายซ้าย เพื่อจะได้แรงสนับสนุนจากกรรมกร และพวกกลุ่มต่างๆ ที่มีการประชาสัมพันธ์กัน กลุ่มพวกนี้กลับมีการลงมติให้มีการใช้กำลังทางทหารมาปราบปรามการเดินขบวน

ประเทศฝรั่งเศสก็ไม่เป็นคอมมิวนิสต์และไม่เป็นมาร์กซิสต์ โดยช่วงนั้นเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทำให้พวกปัญญาชนที่เข้าใจว่า ลักธิมาร์กที่บริสุทธิ์จะมาแก้ปัญหาได้ ก็มีความรู้สึกว่าจริงๆ จะแก้ไม่ได้ เพราะ ว่าคำสอนของมาร์กยังมีจุดอ่อนหลายๆ อย่างที่ทำให้คำสอนนั้นดีแต่เพียงกลายเป็นเครื่องมือ ของผู้ที่ต้องการจะมีอำนาจทางการเมือง

เมื่อมีอำนาจทางการเมืองแล้ว ก็ลืมอุดมการณ์ ไม่มีอะไรที่จะมีมนต์ขลังพอที่จะทำให้คนเมื่อมีอำนาจแล้ว เปลี่ยนใจที่จะใช้อำนาจการเมืองมาดูแลคนด้อยโอกาส จึงมาเปรียบกันว่า ถึงแม้คำสอนลัทธิมาร์กจริงๆ จะบริสุทธิ์อย่างไร ก็ไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาของโลก

จึงทำให้นักคิด ซึ่งตอนนั้น ในมหาวิทยาลัย ทั้งอาจารย์และนักศึกษา ที่เป็นฝ่ายซ้ายคิดที่จะสร้างลัทธิ มาร์กซิสต์ในฝรั่งเศสแบบจริงๆ ขึ้นมา จนในที่สุดเลยมาคิดและได้ข้อสรุปใหม่ว่า เลิกที่จะให้ฝรั่งเศสเป็นมาร์กซิสต์

มีการนำคำสอนของ Karl Marx ผสมผสานกับคำสั่งสอนของ Sartre ในเรื่องเสรีภาพส่วนบุคคล เอาของมาร์กในเรื่องการดูแลคนยากจน แล้วก็กลับมาสร้างบรรยากาศความคิดใหม่ ซึ่งฝรั่งเศสเรียกว่าเป็น Post structuralist  เพราะมองว่าลัทธิมาร์ก ยังเป็นแบบกระบวนทรรศน์ที่ 4 คือเป็น structuralist  ซึ่งมีโครงสร้างที่แน่นแฟ้น ในที่สุดเมื่อทำตามระบบโครงสร้างนี้ คนไหนได้อำนาจ ก็ลืมตัว โดยอดไม่ได้ที่จะใช้อำนาจ โดยลืมไปว่าการที่ตัวเองได้อำนาจมานั้น ก็เพราะมาจากการสนับสนุนของคนเบื้องล่าง เมื่อวิธีแบบนี้ใช้ไม่สำเร็จ ก็ต้องเอาแบบ Post structuralist

การวิเคราะห์สังคมนั้น เอาของมาร์กที่จะสามารถวิเคราะห์ความเดือดร้อน ความต้องการของคนชั้นล่างได้อย่างดี  ส่วนของ Jean-Paul Sartre  ก็ได้วิเคราะห์การพัฒนาคุณภาพชีวิตของ Individual ในแต่ละบุคคลเป็นอย่างดี  และมีการเอาแนวความคิดของหลังนวยุค คือ การพัฒนาคุณภาพชีวิตเป็นเป้าหมาย

กลุ่มพวกนี้บอกว่าเป็นของใหม่ เพราะว่ามาร์กเองไม่ได้คิดถึงตรงนี้ มาร์กคิดที่จะแก้ปัญหา เรื่องการเอาเปรียบในสังคมเท่านั้น แต่ไม่ได้คิดถึงการสร้างพัฒนาคุณภาพชีวิต

Jean-Paul Sartre  ก็เพียงแต่ชักชวน ให้คนรู้จักเป็นตัวของตัวเอง ใช้เสรีภาพเพื่อให้ตัวเองมีเสรีภาพ ความสุขอยู่ที่การมีเสรีภาพ แต่ก็ไม่ได้เน้นเรื่องคุณภาพชีวิต

ซึ่งคนรุ่นใหม่อย่าง Badiou ก็เป็นหนึ่งในนั้นซึ่งได้มาดูและคิดว่า แทนที่จะวางตัวเป็นศัตรูกับพวกศาสนาคริสต์หรือผู้ที่นับถือศาสนาต่างๆ เพื่อจะสร้างบรรยากาศที่ไม่มีศาสนา ซึ่งในสมัยก่อนเคยคิดว่าศาสนานั้นเป็นตัวขัดขวางความเจริญก้าวหน้าของมนุษยชาติ ในฐานะที่ใช้งบประมาณมากและไม่พัฒนาสังคม ไม่พัฒนาคุณภาพชีวิต ไม่ควรไปงมงายหรือยึดติดกับหลักการต่างๆ คนรุ่นใหม่จึงบอกว่าเลิกเป็นศัตรูกันเสียที

Badiou  ก็เป็นตัวอย่าง โดยคบกับผู้ที่นับถือศาสนาคาทอลิกและโปรแตสแตนท์เพื่อมาช่วยกันสร้างบรรยากาศใหม่หลังนวยุค โดยไม่ต้องสนใจว่า ใครจะนับถือศาสนาไหนหรือไม่นับถือศาสนาใดๆ แต่ขอให้มา มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิต

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s