คุณภาพชีวิตตามสัญชาตญาณ

titfortat

อ.ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

ปัจจุบันสังคมในทุกภาคส่วนต่างเพรียกหาการพัฒนาสังคมให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น คุณภาพที่ต้องการ (require) นั้นเป็นคุณภาพในแง่ความสงบสุข (calmness) สันติภาพ (peace) มีน้ำใจ (kindness) เป็นพันธมิตร (alliance) คุณภาพเช่นนี้เป็นสิ่งที่ได้รบการยอมรับว่าดีกว่า การพัฒนาคุณภาพเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ก็เมื่อผู้คนในสังคมพร้อมใจที่จะทำความดี มนุษย์ทำดีเพราะทำดีแล้วมีความสุข 

มนุษย์มีเสรีที่จะเลือกแสดงพฤติกรรมใดๆ ก็ได้ตามแต่ใจตนเอง การประพฤติดีให้ปรากฎนั้นก็เป็นการเลือกอย่างหนึ่ง ผู้ที่ตัดสินใจเลือกประพฤติดีก็เพราะเขามีจิตใจที่ฝักใฝ่ในความดี รู้สึกว่าเมื่อทำความดีแล้วมีความสุข เมื่อใช้มาตรการเช่นนี้ สังคมจึงไม่นับผู้ที่ทำดีเพื่อผลรางวัลหรือชื่อเสียงว่าเป็นผู้ประพฤติดี การทำความดีแล้วผู้ที่ทำมีความสุขอย่างไร ความปิติยินดีที่ได้ทำความดีได้รับการอธิบายไว้ในศาสนาต่างๆ หากแต่ผู้เขียนขอแสดงข้อคิดเห็นส่วนตัวว่าการที่มนุษย์จะเลือกทำความดี การตัดสินใจที่มีเสรีย่อมต้องไม่ตาบอดที่จะเลือกสุ่มว่าจะทำอะไร ดีก็ได้ ไม่ดีก็ได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นมนุษย์คงทำลายล้างกันหมดสิ้นสูญพันธุ์กันไปนานแล้ว ไม่อาจสืบทอดอารยธรรมมาได้จนถึงทุกวันนี้

ปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนได้เรียนรู้จากศาสตราจารย์กีรติ บุญเจือและยอมรับในเหตุผลอย่างนั้นโดยไม่มีข้อกังขา ปัจจัยนั้นก็คือมนุษย์เลือกทำสิ่งต่างๆ ตามสัญชาตญาณ สัญชาตญาณที่มนุษย์พยายามที่จะแสวงหาความสุขให้แก่ตนเอง คำถามสำคัญที่เกิดตามมาในทันทีคือ สัญชาตญาณมนุษย์มีหรือไม่ มโนทรรศน์อันหนึ่งที่มนุษย์เราได้เชื่อกันมาอย่างเป็นจริงเป็นจังก็คือเรามีสัญชาตญาณ (instinct) ที่จะเอาชีวิตรอด นั่นคือสามารถที่จะทำอะไรก็ได้หากมีภัยมาถึงตน คนที่บ้านไฟไหม้แล้วตกใจมาก สามารถยกตู้เย็นหรือตุ่มน้ำหนีออกมา แต่ลืมเงิน ของมีค่าไว้ในกองไฟได้ ในทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ชี้ว่าเป็นผลจากการที่ร่างกายผลิตสารเคมีกลุ่มฮอร์โมนที่ชื่ออดรีนาลีน (Adrenaline) ทำให้เรามีพลัง (power) แต่ก็ทำให้การตัดสินใจผิดพลาด (rational error) ที่นี้นักปรัชญามองกว้างออกไป แล้วคิดว่ามนุษย์มีสัญชาตญาณไม่เพียงแค่เท่านี้ มนุษย์พ้นจากสภาวะแห่งการหนีเอาชีวิตรอด มาเป็นต่อสู้ดิ้นรนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ดีขึ้นอย่างไรก็ขึ้นกับยุคสมัยนั้นๆ อาจเรียกได้ว่าเป็นสัญชาตญาณมนุษย์ (ผู้เขียนได้ดูภาพยนตร์ทางโทรทัศน์เรื่อง Star Trek : the next generation ตอนหนึ่ง ยานสำรวจอวกาศได้พบปรากฏการณ์กลุ่มพลังงานที่เชื่อว่ามีรูปแบบคิด สั่งการ แต่ตัวละครในเรื่องได้กล่าวว่า ด้วยสัญชาญาณมนุษย์ (human instinct) ไม่มีสิ่งยืนยันว่าสิ่งที่พบเป็นสิ่งมีชีวิต) จุดคิดนี้ทำให้ผู้เขียนมองย้อนไปยังแนวคิดวิทยาศาสตร์ที่จะต้องวัดสิ่งต่างๆ ออกมาให้ได้ใน 2 มิติ และ 3 มิติ แต่ในด้านระบบคิดของมนุษย์นั้นไม่อาจแสดงออกเป็น 2 หรือ 3 มิติได้ ทุกสิ่งที่มนุษย์เข้าใจเป็นการแปลความหมายของสิ่งที่ผ่านกระบวนการคิดของสมองและสั่งการออกมา ในแง่จิตใจนั้นมนุษย์มีความซับซ้อนอย่างยิ่ง วิชาจิตวิทยาจึงได้พัฒนาและแยกตัวไปจากปรัชญาเพราะว่ามีหลักการพื้นฐานที่แน่ชัดของตน นักปรัชญาเพียงมองตามและพินิจพิเคราะห์สิ่งที่มีประโยชน์นำมาช่วยเสริมปรัชญาของตน

คุณภาพชีวิตที่ดีของมนุษย์นั้นจะเป็น สิ่งดี ถ้ามนุษย์นั้นมีความพึงพอใจ ถ้าพอใจอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไร ไม่ต้องการความก้าวหน้าหรือการเปลี่ยนแปลง ขอแค่เท่านี้ ไม่แย่ไปกว่านี้ก็พอ ถ้าพอใจเท่านี้ก็มีนิยามที่พ้องต้องกันกับลักษณะเฉพาะของสสาร ยกตัวอย่างง่ายๆ ก็คือ ก้อนหิน ด้วยชีวิตอันแสนสั้นของมนุษย์ ก้อนหินคือตัวอย่างของการหยุดเฉย ไม่เปลี่ยนแปลง มนุษย์ที่ชอบให้ตนมีคุณภาพชีวิตเช่นนี้ จึงเชื่อว่าน่าจะมีสัญชาตญาณสสารอย่างแรงกล้า ถ้ามนุษย์มีความพึงพอใจในการได้มาเพื่อให้ตนเองอยู่ดีกินดี เติบโต มั่งคั่ง แสวงหาจากสิ่งรอบตัวเพื่อให้ตนมีระดับการดำรงชีวิตที่ดีกว่าผู้อื่น สิ่งที่เทียบเปรียบได้และเห็นชัดก็คือพืช พืชที่ว่านี้คงเป็นพวกวัชพืช กาฝาก มนุษย์ที่ชอบคุณภาพชีวิตเช่นนี้ คงต้องถือว่ามีสัญชาตญาณพืช ความต้องการอีกอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่ต่างจากสัตว์และเข้ากันได้กับทฤษฎีการคัดสรรทางธรรมชาติของดาร์วิน (Darwin 1809-82) นั่นคือมนุษย์มีความต้องการทางเพศ ที่ไม่จำกัดฤดูกาล เป็นความต้องการสืบสายพันธุกรรม สืบทอดตระกูล เพื่อให้เกิดตัวเลือกที่แข็งแรงที่จะอยู่รอดในธรรมชาติ ความต้องการชนิดนี้ขยายมาเป็นความต้องการการมีสัมพันธภาพที่ดี มีเพื่อนฝูง การรวมกลุ่มกัน นั่นก็มีรูปแบบเช่นเดียวกับการรวมฝูงของสัตว์ มนุษย์ที่ชอบคุณภาพชีวิตเช่นนี้ย่อมถือได้ว่ามีสัญชาตญาณสืบทอดยีนส์ (ผู้เขียนไม่ถือว่าเป็นสัญชาตญาณสัตว์ ไม่อย่างนั้นคงต้องแบ่งระดับกันอีกว่าเป็นระดับใด)

คุณภาพชีวิตของมนุษย์ที่เราถือได้ว่าเป็นมนุษย์ (homo) ก็คือการแสดงสัญชาตญาณปัญญา ซึ่งแอร์เริสทาทเทิล (Aristotle ก.ค.ศ. 384-322) ได้แสดงไว้ว่ามนุษย์เป็นสัตว์ปัญญา (man is a rational animal) การใช้ปัญญาเป็นคุณภาพชีวิตที่มนุษย์ชื่นชอบและพัฒนาอย่างต่อเนื่องนับแต่ได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์ แต่กระนั้นมนุษย์ชอบมองธรรมชาติ ชื่นชม และเกิดมโนทรรศน์ในการเลียนแบบว่ามีคุณภาพชีวิตอย่างนั้นเป็นคุณภาพชีวิตที่ดี จึงแสดงสัญชาตญาณปัญญาเพื่อหนุนสัญชาตญาณในระดับอื่นที่ต่ำกว่าโดยถือว่าเป็นเป้าหมายในชีวิต (life goal) อย่างหนึ่งเช่นกัน สัญชาตญาณปัญญาของมนุษย์นั้นเป็นสิ่งที่นักปรัชญาสนใจ ที่ผ่านมานักปรัชญามองว่าเป็นพัฒนาการทางปรัชญา ความเจริญทางปัญญาได้ถูกแบ่งเป็นสมัยใหญ่ๆ ซึ่งมนุษย์ผู้มีปัญญาในสมัยนั้นๆ มีมโนทรรศน์ที่ใกล้เคียงกัน ศาสตราจารย์กีรติ บุญเจือได้แสดงมโนคติเช่นนี้ไว้โดยแบ่งปรัชญาออกเป็นกระบวนทรรศน์ 5 สมัย ได้แก่ ดึกดำบรรพ์ โบราณ ยุคกลาง นวยุคและหลังนวยุค ซึ่งต่อมาท่านก็ได้บูรณาการแนวคิดเหล่านี้ออกมาเป็นมโนคติสำคัญคือ 

มนุษย์แสวงหาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตามสัญชาตญาณ

คุณภาพชีวิตมี 4 กลุ่ม 8 ระดับ ผู้เขียนขอสรุปออกเป็นลำดับดังนี้

  1. คุณภาพชีวิตตามสัญชาตญาณสสาร
  2. คุณภาพชีวิตตามสัญชาตญาณพืช
  3. คุณภาพชีวิตตามสัญชาตญาณสืบทอดยืนส์
  4. คุณภาพชีวิตตามสัญชาตญาณปัญญายุคดึกดำบรรพ์
  5. คุณภาพชีวิตตามสัญชาตญาณปัญญายุคโบราณ
  6. คุณภาพชีวิตตามสัญชาตญาณปัญญายุคกลาง
  7. คุณภาพชีวิตตามสัญชาตญาณปัญญานวยุค
  8. คุณภาพชีวิตตามสัญชาตญาณปัญญาหลังนวยุค

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s