อภิปรัชญา

aris-1

อภิปรัชญา (Metaphysics) คือ คำถามที่อยู่เบื้องหลังความเป็นจริงต่างๆ นั่นคือ what is reality? ทั้งนี้มีคำตอบที่ได้รับการยอมรับอยู่ 3 กลุ่ม ที่เป็นรากฐานความคิดของมนุษย์ ได้แก่

อภิปรัชญากลุ่มจิตนิยม

จิตนิยม (spiritualism) เป็นลัทธิปรัชญาที่เชื่อว่าสรรพสิ่งมีแต่จิต ความเป็นจริงของสรรพสิ่งหรือสารัตถะของสิ่งต่าง ๆ ในจักรวาลคือจิตหรือสรรพสิ่งขึ้นอยู่กับจิตเท่านั้น จิตเป็นความแท้จริงเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น สสารหรือวัตถุเป็นเพียงปรากฏการณ์ของจิต เช่น ร่างกายของมนุษย์ เป็นปรากฏการณ์ชั่วคราวของจิต ลัทธิที่เชื่อเช่นนี้ได้แก่

  1. ลัทธิพราหมณ์ (Brahamanism) เชื่อในปรมาตมัน (Brahman) หมายถึง สิ่งที่ยิ่งใหญ่อันเป็นที่รวมของทุกสิ่งทุกอย่างในสากลโลก ได้แก่ “พรหม” ปรมาตมันกับพรหมจึงเป็นสิ่งเดียวกัน ซึ่งมีลักษณะสำคัญ คือ เกิดขึ้นเอง สถิตย์อยู่ในสิ่งทั้งหลาย ไม่อาจรับรู้ได้ด้วยผัสสะ เป็นต้นกำเนิดและปลายทางของจิตทั้งหลาย เป็นความเป็นจริงสิ่งเดียว เป็นผู้ให้และทดสอบ ญาณ/ฌาณ ปัญญา และศานติ มีสภาพเดิมแท้ตลอดกาล จิตวิญญาณทั้งหลายในโลกต่างๆ ล้วนแยกตัวออกมาจากปรมาตมัน เมื่อแยกออกมาแล้ว ก็เข้าจุติในชีวิตรูปแบบต่างๆ เช่น เทวดา มนุษย์ สัตว์ และพืช มีสภาพดีบ้าง เลวบ้าง ตามแต่พรหมจะลิขิต
  2. ลัทธิจิตของเฮเกล (Hegelian) เสนอไตรลักษณ์พื้นฐาน (basic triad) อันได้แก่ สิ่งเป็นอยู่ (being) ความเปล่า (nothingness) และการเปลี่ยนแปลง (becoming) เฮเกลเชื่อว่า ความเป็นจริงสูงสุดจะต้องมีลักษณะสมบูรณ์ทั่วด้าน นั่นคือ จิตสัมบูรณ์ (the Absolute) เป็นตัวตนสมบูรณ์ ครอบงำสรรพสิ่ง และเป็นสิ่งตรงข้ามกับโลกเชิงประจักษ์ที่มนุษย์เห็นอยู่โดยทั่วไปหรือสัมผัสได้ซึ่งเป็นเพียงการสะท้อนออกบางส่วนของความเป็นจริงที่สมบูรณ์
  3. ลัทธิศาสนาที่เชื่อเรื่องพระเจ้าและเทวทูต  ผู้ซึ่งอุบัติมาเป็นเทพ ไม่มีร่างกายมนุษย์มาก่อน (spiritualism)

จิตนิยมนี้ ไม่ใช่ idealism เนื่องจาก idealism (ที่มักถูกแปลว่าจิตนิยมเช่นกัน) นั้นเป็นเพียงลัทธิปรัชญาที่เชื่อว่ามีสิ่งเบื้องหลังโลกแห่งวัตถุ เป็นสิ่งที่มนุษย์เข้าใจได้ด้วยปัญญา เป็นมโนทรรศน์ (idea) จึงเป็นลัทธิที่พยายามอธิบายสิ่งต่างๆ ว่ามีที่มาอย่างไร (origin of being) ในทางปรัชญาหลังนวยุคอาจเรียกลัทธินี้ว่า *อุดมคตินิยม* โดยหลักการสำคัญคือ สรรพสิ่งมีจิตเป็นใหญ่ (ไม่ใช่จิตนิยมที่สรรพสิ่งมีแต่จิต) ทั้งนี้ อุดมคตินิยมถือเป็นปรัชญาในฝ่ายทวินิยม (dualism) คือ สรรพสิ่งประกอบด้วยสสารและจิต (พลัง)

อภิปรัชญากลุ่มทวินิยม

ทวินิยม (dualism) หมายถึง ลัทธิปรัชญากลุ่ม idealism ซึ่งมักแปลกันว่าจิตนิยม หากแต่ idealism มาจาก ideal คือ อุดมการณ์ที่เชื่อว่าจิตและสสารเป็นความเป็นจริง แต่จิตสำคัญกว่าสสาร และจิตนี้รับรู้ได้ด้วยปัญญา  ไม่ได้ปฏิเสธความมีอยู่ของสสารหรือวัตถุ หากแต่ ความมีอยู่ของสสารหรือวัตถุต้องขึ้นอยู่กับจิต  มีหลายชื่อย่อย เช่น Idealism, spiritism, monism, psychism, animatisms ซึ่งต่างก็เน้นจิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว ในที่นี้กำหนดความหมายให้ชัดเจนว่าหมายถึง mind, mental ตามคติภาษาละตินว่า Mens sana incorpore sano ซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า sound mind in sound body) จิตมีสมรรถนะที่สามารถบังคับให้ร่างกายเคลื่อนไหวไปมาได้ตามความต้องการ วิถีชีวิตของมนุษย์แต่ละคนนั้นย่อมเป็นไปตามการบังคับบัญชาของจิตแต่ละคน ร่างกายเป็นเพียงการสนองตอบเจตจำนงของจิตเท่านั้น หากไม่มีจิต สสารก็จะเป็นสิ่งที่ไร้ความหมาย เพราะจิตเป็นสิ่งที่ให้ความหมายและให้คุณค่าของระบบหรือกลไกของสสารเหล่านั้น

แนวคิดอภิปรัชญาที่เกี่ยวกับจิตที่สำคัญคือ อภิปรัชญาของฟรอยด์ (Sigmund Freud, 1856 – 1939) บิดาของจิตวิเคราะห์ เขาสนใจจิตแต่ก็สนใจกระแสปฏิฐานนิยมใหม่ (neopositivism) จึงประยุกต์เจตนารมณ์ของปฏิฐานนิยมใหม่มาสร้างเป็นระบบเครือข่ายของความเป็นจริงและความรู้ พยายามอธิบายโรคทางจิตให้เป็นระบบ โดยมีจุดเริ่มต้นจากจิตวิทยาทางเพศ ถือเอาความต้องการพอใจทางเพศเป็นพื้นฐานของความยุ่งยากทางจิตวิทยา ความต้องการนี้มีวิวัฒนาการตามวัย แต่ละวัยก็ต้องการระบายความพอใจตามสบาย จิตใจจึงจะปลอดโปร่ง แต่ตามปกติแล้ว ประเพณีและสังคมไม่ยอมให้ทำตามความพอใจ จึงเกิดเป็นอุปสรรค เรียกว่า การทดแทน (compensation) ถ้าหลีกเลี่ยงได้อย่างสวยงามคือ แสดงออกชนิดที่สังคมยกย่องก็เรียกว่า การปรับให้สูงส่ง (sublimation)  มนุษย์มีภาวะจิตไร้สำนึกเป็นต้นตอของปัญหาต่างๆ ซึ่งทำให้วงการจิตวิทยาสาขาต่างๆ ก้าวหน้าอย่างยิ่งในยุคต่อมา

อภิปรัชญากลุ่มสสารนิยม

ฝ่ายสสารนิยม (Materialism) เชื่อว่า ความเป็นจริงมีอยู่เท่าที่เรารับรู้ได้ทางประสาทสัมผัส เช่น ลัทธิ materialism, atomism, mechanicism, energetism, scienticism เป็นต้น สสารเท่านั้นเป็นสิ่งที่แท้จริง จิตเป็นเพียงผลพลอยได้ของสสารเท่านั้น ความเป็นจริงมีอยู่ในโลกแห่งผัสสะ สิ่งเป็นอยู่ในโลกนี้มีความเป็นจริงอยู่แล้วในตัวของมันเอง หากแต่ว่าสิ่งใดยิ่งมีส่วนประกอบซับซ้อนเท่าไร ความเป็นจริงของมันก็หละหลวมมากเท่านั้น เพราะอาจแตกสลายออกไปเป็นส่วนย่อยลงไปเมื่อไรก็ได้  สิ่งใดยิ่งมีส่วนประกอบน้อย ก็ยิ่งยากที่จะสลายตัวแตกแยกออก ความเป็นจริงจึงมั่นคงกว่า ยิ่งถ้าสิ่งใดไม่มีส่วนประกอบเลย คือ เป็นหน่วยเดียวแท้ ๆ ไม่สามารถจะแยกออกเป็นชิ้นเป็นส่วนอะไรได้อีกอย่างเด็ดขาด สิ่งนั้นจะมีความเป็นจริงมั่นคงถาวรที่สุด ไม่มีอะไรจะมาทำลายความเป็นจริงของมันลงได้ ปรัชญาโบราณจึงนำเสนอในฐานะปฐมธาตุ เริ่มตั้งแต่ยุคของเธลิส (Thales, 625-547 ก.ค.ศ.) ต่อมา ดิโมคลายตัส (Democritus, 460-370 ก.ค.ศ. ) เสนอว่าสรรพสิ่งประกอบจากส่วนย่อยที่สุดที่ไม่สามารถจะแยกออกเป็นสิ่งอื่นที่ย่อยกว่านั้นได้อีกแล้ว เรียกว่าอะตอม (Atom ภาษากรีก atomos แปลว่า ตัดแบ่งออกไม่ได้แล้ว) ในยุคกลางวิชาอัลเคมีได้เผยแพร่มาจากเปอร์เซีย และกลายเป็นวิชาเคมีทำให้มีการค้นพบธาตุและเมื่อศึกษาองค์ประกอบของธาตุจึงเรียกว่าส่วนย่อยที่สุดของธาตุนั้นๆ ว่า อะตอม เมื่อฟิสิกส์ก้าวหน้าในยุควิทยาศาสตร์ก็สามารถแยกย่อยออกไปเรื่อยๆ จนถึงควาร์ก (quark) และความเป็นพลังงาน โดยถือว่าควาร์กเป็นอนุภาคมูลฐานของอะตอม ปัจจุบันค้นพบว่ามีอยู่ 6 ชนิด ได้แก่  up,  down, charm, strange, topและ bottom ควาร์กที่พบมากที่สุดในเอกภพ คือ up และ down ทั้งนี้ neopositivism ได้พยายามค้นหาความเป็นจริงด้วยฟิสิกส์ขั้นสูงอย่างเต็มกำลัง และประจักษ์นิยมและปฏิบัตินิยมต่างก็ใช้แนวทางสสารนิยมนี้เพื่อพิสูจน์ตนเองในทุกวิถี การอธิบายสสารนั้นต้องอธิบายผ่านระบบเวลาและสถานที่ (time and space) สิ่งใดบอกไม่ได้ว่าอยู่ที่ไหน ไม่ใช่สสาร ไม่มีความเป็นจริง ดังนั้น จิตไม่ได้มีตัวตนอยู่จริง ๆ เลย โลกทั้งโลกเมื่อวิเคราะห์ออกไปจนถึงที่สุดก็จะมีแต่สสารที่กระทำการภายใต้กฎฟิสิกส์ จิตของมนุษย์เป็นแต่เพียงกระบวนการของสัญญาณประสาทที่ทำงานในสมองของมนุษย์เท่านั้น

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s