ปรัชญาคือ วิชาว่าด้วยปัญญา

P-E

ปรัชญาคือ วิชาว่าด้วยปัญญา

ปรัชญาคือ ความพยายามของปัญญาที่จะเข้าใจตัวเองอย่างมีความสุข ในระดับนี้เรียกว่าปรัชญาบริสุทธิ์ มี 2 ขั้นตอน ขั้นตอนแรกสนใจอยากรู้ว่าในบรรดาความรู้ภายนอกตัวเองนั้น อะไรมีอยู่จริงและตัวเองมั่นใจได้อย่างไรว่ามีอยู่จริง เมื่อมั่นใจได้ก็มีความสุข ขั้นตอนนี้คือ อภิปรัชญา (metaphysics) ขั้นตอนหลังสนใจอยากรู้ว่า มั่นใจได้เพราะเกณฑ์ใด ขั้นตอนนี้เรียกว่า ญาณปรัชญา (epistemology) เมื่อเชื่อเกณฑ์ใดก็มีความสุข

ศ.กีรติ บุญเจือ บรรยายสรุปว่า “การเรียนปรัชญาของสำนักเรา จะต้องสร้างเนื้อหาปรัชญาใหม่ และมีการเรียนที่ไม่ใช่เรียนเป็นเรื่องๆ แต่ต้องใช้ปัญญา คิดปัญหาและหาคำตอบปรัชญาใหม่” และท่านได้ตีความตามแนวทางของแพสมอร์ โดยมองผ่านการแยกตัวออกไปของวิชาต่างๆ และเห็นว่าอภิปรัชญาและญาณปรัชญาแยกตัวออกไปไม่ได้ ส่วนอื่นๆ แยกตัวออกไปได้ ปรัชญาบริสุทธิ์จึงเหลือเพียงเท่านี้

ปรัชญาคืออะไร เราจะตอบได้ไหม ถ้า metaphysics แยกออกไปจะแยกไปได้ไหม ถ้าเราลองตีความอย่างนี้ ปรัชญาจะไม่เหลืออะไรเลย ถ้าเราจะลองตีความปรัชญาคืออะไร ผ่านการตีความอย่างหลังนวยุค และสิ่งที่สนใจอาจตั้งชื่อใหม่ได้ แต่ไม่ใช่แยกออกไป ท่านจึงลองตีความได้ว่า

“ปรัชญาคือ วิชาว่าด้วยปัญญา”
– Philosophy is the knowledge about mind: its nature and activities for internal outcome and external outcome-

  • ไม่มีวิชาไหนที่อ้างว่าตนเองเป็นวิชาว่าด้วยปัญญา
  • การแยกของวอลฟ์ก็ล้วนเป็นวิชาอันเป็นผลของปัญญา (product) การแยกของพาสมอร์ก็เอาผลของปัญญามาทำการแยกเฉพาะวิชาที่แยกตัวออกจากวิชาปรัชญาออกไปกับยังไม่แยกออกไปเท่านั้น

ปัญหาของพาสมอร์ (๋John Passmore, 1914-2004) ผู้เสนอให้แบ่งปรัชญาเป็นปรัชญาบริสุทธิ์และปรัชญาประยุกต์ ก็คือปรัชญาจิต (philosophy of mind) มันศึกษาผลของจิตใจได้ แต่ศึกษาตัวเองไม่ได้ จึงเป็นส่วนที่ยังไม่มีใครศึกษา คือ การศึกษาตนเองเป็นวิธีพิเศษ ตามองตาตัวเองไม่เห็น ทีเห็นเป็นเพียงภาพในกระจก เช่นเดียวกัน ปัญญามองปัญญาตัวเองไม่ได้ การศึกษาปัญญาจึงศึกษาได้เฉพาะผลงานของปัญญา

เราน่าจะมองได้ว่าปรัชญาจริงๆ ก็คือ ปัญญาที่สนใจจะศึกษาปัญญาตัวมันเอง และเราไม่ต้องกังวลว่ามันจะแยกไปเป็นวิชาอิสระ มันแยกไปตั้งชื่อได้ แต่มันก็ยังเป็นวิชาว่าด้วยปัญญาอยู่นั่นเอง

ทำไมปัญญาจึงพยายามจะรู้เรื่องของมันเอง เพื่อ

  1. เพื่อประโยชน์ภายนอกตน
  2. เพื่อประโยชน์ภายในตน = มาตรการความจริง, ความดี, ความงาม เป็นการรู้คุณภาพ เป็นการรู้เรื่องคุณค่า

บทบาทของปรัชญาคือ มาศึกษาความเป็นมนุษย์ เรารู้ว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่มีปัญญา แต่ในความเป็นสัตว์นั้นก็มีความเป็นพืชอยู่ และในความเป็นพืชก็มีความเป็นสสารอยู่

ดังนั้น จริงๆแล้ว มนุษย์เป็นอีกนิยามหนึ่งที่ว่า  Microcosmos

Cosmos คือ เอกภพที่มีกฎเกณฑ์ ถ้ารวมทั้งหมดแล้วไม่มีกฎเกณฑ์เรียก Chaos  มนุษย์เป็น Microcosmos  หมายความว่า ในตัวมนุษย์มีทุกอย่างเหมือนเอกภพที่มีกฎเกณฑ์ เพียงแต่ว่ามันย่อส่วนลงมา

Microcosmos  หมายความว่าในตัวของมนุษย์ มีสสาร มีชีวิต มีความเป็นสัตว์แล้วก็มีส่วนที่เป็นเทพ มีปัญญารวมกัน อะไรคือองค์ประกอบของ cosmos ที่รวมกันแล้วได้เป็นมนุษย์ออกมา สิ่งเหล่านั้นคืออะไร ?

ดังนั้น สิ่งที่เป็นตัวประสาน เหมือนกับเป็นน้ำตาลในกระยาสารท ในตัวของมนุษย์นี้ก็คือ “เป้าหมายของชีวิต” ที่มันทำให้องค์ประกอบต่างๆ มาประสานกันก็คือ เป้าหมาย

ดังนั้น เป้าหมายจึงเป็นตัวประสานตั้งแต่ สสาร ชีวิต สัตว์และปัญญา ถ้าหากเอาปรัชญาเข้ามาเป็นตัวประสาน เราจะได้ความชัดเจนว่า วิชาทุกอย่างที่จะมาเรียนเท่าไรนั้น มันต้องมีเป้าหมาย ถ้าเป็นเป้าหมายเฉพาะบางวิชาก็ว่าไป แต่ว่าถ้าเป็นเป้าหมายของทุกวิชานั้น ปรัชญาสามารถบอกได้เลยว่าคือ “ความสุข” เป็นเป้าหมายโดย องค์รวม ของ ทั้งหมดทุกวิชา

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s