หากเปาโลมโนถึงศาสนายุคหิน

paolo

ซอกแซกหามาเล่า (276)

หากเปาโลมโนถึงศาสนายุคหิน

            ก่อนที่เปาโลอายุได้ 26 ปี  เปาโลย่อมคิดตามโมเสสในฐานะที่เป็นศาสนิกที่ดีของศาสนายูดาห์ว่าใครไม่นับถือพระเจ้าที่มีนามว่ายาห์เวห์ ก็ถือว่าเป็นศัตรูกับพระยาห์เวห์และเพราะฉะนั้นเป็นศัตรูกับผู้จงรักภักดีต่อพระยาห์เวห์ ไม่มีสิทธิ์ได้อะไรจากพระยาห์เวห์ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า มนุษย์ยุคหินทั้งหลายไม่มีใครรู้จักพระยาห์เวห์ จึงไม่มีสิทธิได้รับการดูแลจากพระยาห์เวห์ องค์ครรภะที่พวกเขานับถือนั้นก็คือสิ่งยอดเยี่ยมที่พระยาห์เวห์ทรงสร้างมา แต่แข็งข้อและแข่งบารมีกับพระยาห์เวห์ ผู้นับถือองค์ครรภะก็อาจจะได้ประโยชน์อยู่บ้างในวงจำกัด เมื่อ ตายไปแล้วก็ไม่มีอนาคต เพราะพระยาห์เวห์ไม่เคยรับรองว่าวิญญาณจะเป็นอมตะ อาจจะมีชีวิตในโลกของวิญญาณอยู่ต่อไปสักชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้วก็สูญหายไป เพราะองค์ครรภะพระยาห์เวห์สร้างให้เป็นจิตอมตะก็จริง แต่ไม่มีอำนาจให้ความเป็นอมตะแก่ผู้อื่น

ตั้งแต่อายุ 26ปีเป็นต้นมา ได้รับการแต่งตั้งจากพระเยซูให้เป็นผู้ประกาศข่าวดีของพระองค์ โดยได้รับการเปิดเผยตรงว่า พระเยซูมิได้แอบอ้างเป็นนคู่แข่งกับพระยาหเวห์ แต่ทรงเป็นผู้ร่วมธรรมชาติผู้สร้างสรรพสิ่งกับพระบิดา ทรงใช้เจตจำนงอิสระตอบสนองพระทัยดีของพระบิดาด้วยการถ่อมองค์ลงรับร่างกายมนุษย์เพื่อสร้างความชอบธรรมสากลกอบกู้ย้อนหลังทั้งมนุษยชาติที่เดินตามมโนธรรมณวาระสุดท้าย ทรงฟื้นคืนชีพเพื่อค้ำประกันการฟื้นคืนชีพของร่างกายของมนุษย์ทุกคนที่อยากมีสิทธิ์ฟื้นคืนชีพนิรันดร ส่วนผู้ตัดสินใจฝืนมโนธรรมตลอดเวลาโดยไม่ยอมเปลี่ยนแปลง(metanoia)ก็ย่อมไม่อยู่ในข่ายที่เปาโลรับรอง และไม่อยู่ในพันธกิจของเปาโลที่จะฟันธงลงไปว่าจะเป็นอย่างไร ก็คงคิดว่าตามยถากรรมก็แล้วกัน เรื่องของ  Limbo, Eternal Hell, Temporary Purgatory เป็นเรื่องที่กำหนดกันภายหลัง เปาโลใช้ความมั่นใจจาการได้รับการเปิดเผยอันประเสริฐสุดนี้เพื่อปลอบใจศิษยานุศิษย์ที่อยากรู้และอยากมั่นใจในโลกหน้าของตนเองและของบรรพบุรุษทุกคนที่สืบสาวไปจนถึงบรรพบุรุษคนแรกสุดซึ่งจะต้องมี มิฉะนั้นแต่ละคนจะเป็นคนอยู่ในขณะของตนไม่ได้

ดังนั้นเมื่อมีลูกศิษย์คนใดที่คิดมากคิดไกลเป็นห่วงบรรพบุรุษของตนที่ตายไปในช่วงที่ยังเป็นมนุษย์ยุคหินว่าจะมีชะตากรรมโลกหน้าอย่างไรบ้าง เปาโลก็น่าจะปลอบใจได้อย่างฉะฉานมั่นใจว่า องค์ครรภะที่มนุษย์ยุคหินนับถือนั้นหาใช่พระเจ้าอีกองค์หนึ่งที่เป็นศัตรูกับพระยาห์เวห์อย่างที่อ้างว่าเป็นคำสอนของโมเสสไม่ ทั้งนี้เพราะพระเจ้าทั่วทั้งจักรวาลและผู้สร้างสรรพสิ่งมีได้แต่องค์เดียวเท่านั้น จะเรียกว่าอย่างไรนั้นไม่สำคัญ จะเข้าใจถูกบ้างผิดบ้างเพี้ยนไปอย่างไรนั้นไม่สำคัญ ขอให้นับถือในฐานะสิ่งสูงสุดตามที่สติปัญญาของตนเองเข้าใจก็เป็นพอ และขอให้มีมโนธรรมอย่างกว้างๆว่าเกรงใจท่านผู้นั้น สำนึกได้ว่าทำดีคือถูกใจท่านผู้นั้น ทำผิดใจท่านผู้นั้นแล้วไม่สบายใจ อยากจะขอโทษยกผิดและแก้ความผิด แค่นี้เปาโลก็ถือว่านับถือพระเจ้าแล้ว ไม่ว่าจะเรียกเป็นชื่อใดก็ตาม ขนาดเปาโลเองซึ่งถือว่าได้รับการเปิดเผยจากพระเจ้าในนามของพระเยซูโดยตรง ก็ยังรู้สึกว่ายังรู้เรื่องพระเจ้าอย่างรางๆเหมือนในกระจกเงาที่มัวๆ เพราะฉะนั้นรู้แค่ไหนและรู้สึกว่าพึงปฏิบัติอย่างไรก็ทำไปตามนั้นเถิด ถือว่าได้ทำตามมโนธรรมในขณะที่ทำ ถือว่าใช้ได้แล้ว เพราะพระเจ้าสร้างมนุษย์มามีดีวิเศษสุดก็ตรงนี้แหละ คือ มีมโนธรรมเป็นตัวชี้บอกที่พระผู้สร้างทรงรับรอง ใครที่เดินตามมโนธรรมจนถึงขั้นสุดท้าย ก็อยู่ในข่ายของแผนการกอบกู้สากล มีสิทธิ์เสมอหน้ากันที่จะได้ฟื้นคืนชีพและมีความสุขตลอดนิรันดร แม้ขณะที่ตายจะไม่รู้ว่ามีการฟื้นคืนชีพก็ไม่เป็นอุปสรรคแต่ประการใด ส่วนผู้ที่ไม่ยอมฝืนมโนธรรมมาตลอดเล่า จะมีชะตากรรมอะไรตามมาหรือไม่ เรื่องนี้เป็นรหัสธรรมลึกลับระหว่างเขากับพระเจ้า เชื่อว่าพระองค์มีวิธีการที่เหมาะสมที่จะจัดการอย่างนุ่มนวลไม่มีอะไรจะตำหนิติเตียนได้จากแง่มุมของพระเมตตา เปาโลจึงแนะนำและปลอบใจให้ความสบายใจแก่ทุกฝ่าย

 

โลกหน้าของชาวอียิปต์โบราณเปาโลว่าไง

ชาวอียิปต์โบราณสืบเชื้อสายจากมนุษย์ยุคหินสายฮามีติ (ไบเบิลระบุว่าสืบเชื้อสายจากฮามบุตรชายคนหนึ่งของโนอาห์) มีหลักฐานทางโบราณคดีว่ามีมนุษย์ยุคหินจากที่ราบสูงทางใต้เข้ามาตั้งหลักแหล่งทำกินตามลุ่มแม่นำไนล์ตั้งแต่ในราว ก.ค.ศ. 10,000 พบเครื่องใช้ทองแดงในราวก.ค.ศ.4200 เริ่มจับกลุ่มกันเป็นนครรัฐ 3 ประเภท คือ 1.นครรัฐแบบพ่อเมืองของเกษตรกรปกครองแทนเทพฮอร์เริส (Horus) ซึ่งได้สอนชาวบ้านให้รู้จักใช้คันไถและเครื่องมือเกษตรตลอดจนเทคนิคการเกษตร ทั้งยังแนะนำให้รู้เงื่อนไขที่ทำให้เป็นอมตะทั้งกายและวิญญาณในโลกหน้า 2.นครรัฐแบบพ่อเมืองของนักล่าสัตว์แทนเทพเซธ (Seth) ซึ่งได้สอนชาวบ้านให้รู้จักเลี้ยงสัตว์ การตายคือวิญญาณออกจากร่างกลายเป็นสัมพเวสีดีและร้ายจนกว่าจะได้เกิดใหม่หรือมีเทพรับไว้เป็นบริวาร 3.นครรัฐของชาวเซมีติคที่เป็นนักรบซึ่งปกครองโดยสุริยเทพอวตาร พวกนี้นำการเขียนหนังสือและระบบกฎหมายจากเมโสโพเทเมียมาให้รู้จักใช้และพัฒนา สุริยเทพไม่สนพระทัยใช้มนุษย์เป็นบริวารอย่างอื่นนอกจากเป็นนักรบ รางวัลจากเทพคือการได้ความสุขในโลกหน้า

 

ศาสนภาวะของชาวอียิปต์

            Herodotus นักประวัติศาสตร์ศาสนาชาวกรีกโบราณที่ได้ศึกษาศาสนาของชาวอียิปต์โบราณอย่างดีได้สรุปคุณสมบัติทางศาสนาของชาวอียิปต์โบราณไว้ว่า ชาวอียิปต์เอาจริงกับโลกหน้ายิ่งกว่าชนชาติใดในโลก ดังปรากฏหลักฐานว่าพวกเขาตั้งชื่อสถานที่ต่างๆให้เเกี่ยวข้องกับเทพไว้มากมายเป็นพิเศษ ทิ้งอนุสรณ์ความเสียสละทุ่มเทเพื่อแสดงศรัทธาต่อศาสนาไว้อย่างมากมายมโหฬาร และ3. มีคัมภีร์แสดงความมั่นใจว่าเทพจะดูแลและช่วยให้พวกเขามีชีวิตอมตะและมีความสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

 

ความเชื่อเรื่องโลกหน้า

  1. สวรรค์ของสุริยเทพ อยู่บนท้องฟ้า วิญญาณของฟาโรห์เมื่อออกจากร่างจะลอยขึ้นท้องฟ้ามุ่งหน้าสู่สุริยนาวาเพื่อรวมตัวกับสุริยเทพเร (Re) ส่วนวิญญาณของประชาชนผู้จงรักภักดีต่อฟาโรห์ก็จะมุ่งขึ้นไปสู่ดาวดวงใดดวงหนึ่งเพื่อทำหน้าที่เป็นบริวารของสุริยเทพต่อไปโดยการรวมตัวกับแสงของดาวดวงนั้น จะเป็นดาวดวงไหนแล้วแต่องค์สุริยเทพจะทรงกำหนด
  2. สวรรค์ของเทพอซายเริส (Osiris) อยู่ใต้ดินหรือเมืองบาดาลซึ่งเทพอซายเริสดูแลให้ความสุขตอบแทนผู้จงรักภักดีและปฏิบัติตามข้อกำหนดของพระองค์อย่างครบถ้วนตามที่พระองค์ได้ทรงแสดงไว้ในคัมภีร์คู่มือผู้ตาย (The Book of the Dead) ซึ่งผู้ประสงค์จะเข้าสวรรรค์ของพระองค์จะต้องท่องให้จำได้ทุกตัวอักษร เพราะไม่แน่ใจได้ว่าแม้จะใส่ในหีบศพให้ วิญญาณจะสามารถเอาติดตัวไปได้หรือไม่

คู่มือกำชับว่า พอวิญญาณ (ka) ออกจากร่างและตั้งตัวติด ให้หันหน้าไปทางทิศตะวันตกให้ได้เสียก่อน แล้วจึงมุ่งหน้าเดินทางตรงไปทางนั้นจนกว่าจะพบทางลงสู่โลกใต้บาดาล พอผ่านพ้นประตูเมืองบาดาลก็จะพบเทพอซายเริสประทับปฏิบัติหน้าที่อยู่ตรงนั้น เพื่อคัดวิญญาณที่มีคุณภาพให้เข้าเสวยสุขเป็นรางวัลในสวรรค์ใต้บาดาลของพระองค์ วิญญาณที่ไม่ผ่านเกณฑ์จะหายวับเป็นความเปล่าหรือถูกอสูรกินไปซึ่งชาวอียิปต์กลัวกันมาก ส่วนวิญญาณที่ผ่านเกณฑ์ได้ชื่อว่า ma-a kheru (justified soul = วิญญาณผ่านการตัดสินว่าชอบธรรม, วิญญาณชอบธรรรม) วิญญาณชอบธรรมจะมีชีวิตอยู่ตราบเท่าที่ศพยังไม่สลายตัวจนวิญญาณจำไม่ได้ ดังนั้นในช่วงกลางวันวิญญาณจะกลับมาเฝ้าดูแลศพและทำอะไรแทนศพได้ ชาวอียิปต์จึงเป็นชาติที่กลัวผีมาก พอตะวันตกดินจะรีบเดินทางลงสู่โลกใต้บาดาลเพื่อต้อนรับสุริยเทพเรซึ่งเสร็จธุระบริการประชาชนทั้งวันก็ชอบที่จะพักผ่อนกับวิญญาณของผู้ชอบธรรมในสวรรค์ใต้บาดาลตลอดคืน วิญญาณชอบธรรมทั้งหลายจึงรีบไปขอพรและร่วมความสุขกับพระองค์และผู้ชอบธรรมทั้งหลาย ในคู่มือผู้ตายมีคาถาแก้ไขอุปสรรคการเดินทางไปและกลับระหว่างโลกบนดินกับโลกใต้บาดาลเผื่อไว้แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าดังกล่าวซึ่งต้องท่องจำไว้เสมอ เชื่อกันว่าศพสลายตัวเมื่อใดวิญญาณจะสลายตัวเช่นเดียวกัน เพื่อค้ำประกันความไม่รู้ตายนิรันดร เทพอซายเริสได้ประทานคาถาไว้ให้ในคู่มือผู้ตายเพื่อใช้แก้ลำได้เช่นกัน จึงต้องพยายามจำไว้ใช้เมื่อถึงคราววิกฤต มีบางตำราว่าวิญญาณที่ไม่มีศพเทพอซายเรินช่วยได้ก็แค่วิญญาณไม่ต้องตาย แต่ไม่มีสิทธิ์เข้าสู่สวรรค์ใต้บาดาล มีสิทธิ์ไปอยู่ในสวรรค์ต้นอ้อ ซึ่งให้ความสุขน้อยกว่าสวรรค์ใต้บาดาล ทั้งนี้ก็คงเพราะต้องการเน้นความสำคัญของการทำมัมมี่

 

ประมวลเทพของอียิปต์

.           1. ชุดอซายเริส มีเทพอซายเริสเป็นผู้รับผิดชอบให้มีการนับถือเทพทั้งหลายอย่างถูกต้องด้วยการร่วมพิธีกรรมและการดำเนินชีวิตประจำวันชองชาวบ้านทั่วไป รายละเอียดได้จากหนังสือของพลูทาร์ค (Plutarch) เรื่อง De Iside ซึ่งได้ไปศึกษาหาข้อมูลโดยตรงจากอียิปต์สมัยนั้น อซายเริสเป็นโอรสของเจ้าพ่อฟ้าเกบ (Geb) กับเจ้าแม่ธรณี ได้น้องสาวอายเสิส (Isis) เป็นชายา มีโอรสนามว่าฮอร์เริส (Horus) เสด็จจากสวรรค์ลงมาปกครองอียิปต์เป็นแบบอย่าง ทรงสอนให้รู้จักชีวิตสังคมอยู่กันเป็นเมือง ทรงสอนอาชีพเกษตรกรรม ทรงสอนให้รู้จักนับถือศาสนา พิธีกรรมศาสนาและการปฏิบัติในชีวิตเพื่อได้ชีวิตอมตะในโลกหน้า สอนเรื่องโลกหน้าและการเดินทางของวิญญาณไปสู่สวรรค์ เมื่อได้ปกครองอย่างร่มเย็นเป็นสุขได้ 28 พรรษาก็เกิดเรื่องใหญ่ในวันเฉลิมฉลองนั้นเอง เทพเซธ (Seth พลูทาร์คเรียก Typhon) ซึ่งในความรู้สึกของชาวกรีกทั่วไปเป็นอสูรที่น่าเกลียดน่ากลัวและร้ายกาจที่ปรากฏตัวในหลายรูปแบบ แต่คัมภีร์ไบเบิลกลับยกให้เป็นบุตรชายคนที่ 3 ของอาดัมกับเอวาและได้รับพระพรจากพระยาห์เวห์อย่างเต็มที่) เซธเป็นพระอนุชานำสมุนมาด้วย 72 นายโดยอ้างว่านำของขวัญมาร่วมงานแสดงความยินดี ครั้นได้ฤกษ์ก็ประกาศหาผู้อาสาทดลองเข้าไปนอนในหีบสลักสวยงามที่แบกมาเป็นของขวัญในงาน ใครเข้าไปนอนได้พอดีที่สุดจะยกให้เป็นของขวัญ พอดีเทพกษัตริย์อซายเริสดำเนินผ่านมาชมการแสดงด้วย เซธจึงเชิญให้พระองค์ลองเข้าไปนอนวัดดวงเป็นเชิงร่วมสนุก เผื่อพอดีตัวจะได้มอบเป็นของขวัญพิเศษประจำงานเสียเลย พออซายเริสเสด็จเข้าไปลองนอนดูเพื่อความสนุกของงาน บรรดาสมุน 72 คนที่รู้งานเตรียมพร้อมอยู่แล้ว ก็รีบปิดฝาหีบและช่วยกันรีบแบกหีบออกไปจากวังมุ่งไปยังฝั่งแม่น้ำไนล์ เพื่อโยนลงแม่น้ำให้ไหลออกสู่ทะเลแดง จะได้หายสาปสูญไปเลย เมืองหลวงแทนเนิส (Tanis) ตั้งอยู่บนเดลต้าของแม่น้ำไนล์ไม่ไกลจากปากอ่าวเท่าไรนัก  จึงไหลไปไม่นานก็ออกปากอ่าวเข้าสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนโดยไม่มีใครได้พบเห็น ลอยเท้งเต้งออกกลางทะเลลึกได้ลมพัดเข้าเกยตื้นที่ชายหาดของเมืองบีโบลส (Byblos ปัจจจุบันคือเมือง Jubayl ของเลบานอน อยู่เหนือเมืองหลวงไบรุตขึ้นไปประมาณ 32 กิโลเมตร ปาปิรุสของเมืองนี้ใช้ทำกระดาษและหนังสื่อได้ดีมาก นับเป็นสินค้าออกที่สำคุญที่สุด ทำให้ชื่อเมืองนี้แปลว่าหนังสือในภาษากรีก กลายมาเป็นคำ bible และ Bible) พระมเหสีอายเสิสตามหาจนเอาพระศพของอซายเริสคืนมาได้ เอาไปซ่อนไว้ในป่าละเมาะ เซธก็พบและสับเป็นชิ้นๆโยนลงแม่น้ำไนล์ให้ปลากิน พระนางอายเสิสก็เพียรเก็บรวบรวมมาได้ทั้งหมดและทำพิธีปลุกเสกจนฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ อซายเริสจึงเป็นบุคคลแรกที่มีร่างกายฟื้นคืนชีพเป็นอมตะร่วมกับวิญญาณ  ได้มอบราชสมบัติให้ฮอร์เริสโอรสเป็นกษัตริย์ปกครองอียิปต์ ให้พระมเหสีอยู่สอนมนุษยืให้มีสิทธิ์เป็นอมตะทั้งวิญญาณและกาย พระองค์ทรงนิพนธ์คู่มือผู้ตายเพื่อแนะนำเคล็ดต่างๆเพื่อให้ผู้มีสิทธิ์ในโลกหน้าจะได้ไม่พลาดโอกาส แล้วพระองค์ก็เสด็จไปบริหารสวรรค์ใต้บาดาลให้เป็นไปตามกำหนด

2.ชุดสุริยเทพ มีสุริยเทพเป็นผู้รับผิดชอบที่จะให้ผู้บริหารการเมืองและการศาสนาได้รู้ถึงปรัชญา กฎหมายและการเมือง เพื่อยังความสุขแก่ชาวอียิปต์ทุกคน นครรัฐต่างๆถวายพระนามและเล่าประวัติต่างๆกันตามที่คณะปุโรหิตของแต่ละนครรัฐสอน

 

ปรัชญาศาสนาของชาวอียิปต์โบราณ

            อาจจะแบ่งออกได้เป็น 6 กระแส คือ

            1.กระแสชาวบ้าน ผู้ถือกระบวนทรรศน์ที่ 1 จะนับถือเทพหลายองค์ตามกรณีต่างๆตามที่เชื่อว่าเป็นผู้มีอำนาจฟันธง เรียกว่าถือลัทธิพหุเทวนิยมอย่างเต็มตัว ส่วนผู้เริ่มจะถือกระบวนทรรศน์ที่ 2 จะมีแนวโน้มเชื่อตามลัทธิพหุเทวนิยมแบบอติเทวนิยมว่ามีเทพพื้นดินเป็นใหญ่ มีเทวีนุท (Nut) แห่งท้องฟ้าเป็นชายา ให้กำเนิดแก่โอรสธิดkมากมายแสดงบทบาทเป็นพลังต่างๆทั้งดีและร้ายในเอกภพ เพราะเกิดมาตามยถากรรมและใช้พลังตามที่มีอย่างมีเป้าหมายเฉพาะตัว จึงมีกฎเกณฑ์ที่อาจจะสังเกตได้

2.ระบบสุริยเทพอาตุม-เร สอนว่าเดิมมีแต่ห้วงมหรรณพเต็มด้วยน้ำนุน (Nun) จากน้ำมหรรณพเกิดสุริยเทพอาตุม-เร ซึ่งพยายามว่ายน้ำขึ้นฝั่งและปีนเขาเฮลเลออาพเผอลิส (Heliopolis) ทรงสร้างเทพชู (Shu เทพแห่งอากาศ) และเทวีเทฟนุท (Tefnut เทวีแห่งหมอก) ทั้งคู่ให้กำเนิดแก่เกบ และนุท ซึ่งให้กำเนิดแก่อซายเริส อายเสิส เซธ

  1. ระบบสุริยเทพแอมมัน พญานาคแห่งธีบส์นามว่าเคมอาเตฟ (Kem-atef) ได้รับการยกย่องเป็นสิริยเทพอามอนแห่งคาร์นัค ให้กำเนิดแก่พญานาคอีร์เถอ (Irta) ได้รับการยกย่องเป็นสุริยเทพอามอนแห่งลักเสอร์(Luxor) ให้กำเนิดแก่พญานาคออกโดอัด (Ogdoad) ซึ่งให้กำเนิดแก่ฮอร์เริสซึ่งได้เป็นกษัตริย์แห่งเฮลเลออัพเผอเลิส สำนักแอมมันแห่งธีบส์สามารถคุมอำนาจเหนือราชวงศ์ที่ 18 จนเกิดการปฏิรูปโดยฟาโรว์แอมเมินโฮว์เถพ (Amenhotep) ด้วยลัทธิเอกเทวนิยมสุดขั้วของเทพแอทถั้น (Aton)
  2. ระบบสุริยเทพพทาห์ เกิดในสำนักเมมเฝิส (Memphis) ตั้งแต่ราชวงศ์ที่ 1 สุริยเทพทาห์ทรงสร้างสรรพสิ่งจากพระทัย (ที่ตั้งของปัญญา) และด้วยพระชิวหา (ที่ตั้งของคำพูด) ทรงสร้างเทพเทวีทั้งหลายก่อนแล้วจึงสร้าง ka (วิญญาณมนุษย์)และร่างกายให้วิญญาณมนุษย์ได้อาศัยเป็น hemsut (พลังชีวิต) ต่อจากนั้นจึงสร้างเมืองและหมู่บ้านล้อมรอบเมือง
  3. ระบบสุริยเทพเร กาเริ่มนับบถือสุริยเทพเรเชื่อได้ว่า เป็นการนับถือของชาวเผ่าเร่ร่อนก่อนตั้งหลักแหล่งในย่านเกษตรกรตามลุ่มแม่น้ำในล์ คือ ตั้งแต่ยังยืดอาชีพเป็นนักล่าสัตว์เร่ร่อนโดยแยกกันเป็นหลายกลุ่มและหลายภาษาคือ ต่างก็นับถือพระอาทิตย์โดยมึชื่อเรียกต่างๆกัน ความคิดความเข้าใจคงไม่ต่างกันมากนัก แต่การแสดงออกด้วยพิธีกรรม บทสวดมนต์ และการปฏิบัติกิจศรัทธาคงจะต่างกันค่อนข้างมาก ครั้นเกิดการรวมกลุ่มกันและได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความเข้าใจและการปฏิบัติเพื่อแสดงศรัทธากันมากพอสมควร ก็ค่อยๆซึมซับของกันและกันโดยไม่รู้ตัว จนถึงจุดหนึ่งที่จะมีใครฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า “แท้จริงแล้วเรานับถือเทพองค์เดียวกันภายใต้หลายพระนาม” และต่างฝ่ายต่างก็เสียดายไม่ยอมทิ้งพระนามที่ตนเคยใช้อยู่จนชินและกลายเป็นศรัทธาไปแล้ว ทางออกที่ดีที่สุดก็คือเก็บไว้ทั้ง 2 นาม จึงเกิดพระนามอย่างเช่น Amon-Re, Re-Atum ใช้เรียกสุริยเทพปางซ่อนองค์เวลากลางคืน, Khep-Re สุริยเทพอัสดงคต, Re-Horus สุริยเทพผู้ครองราชย์, Re-Akhte สุริยเทพรุ่งอรุณ, Khnum-Re, Min-Re สุริยเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์, Sobek-Re ฟาโรห์ได้สมญาว่า Sa-Re โอรสเทพ และมีอย่างน้อย 3 องค์ที่มีประวัติว่าเกิดจากปุโรหิตากับสุริยเทพ

6.ระบบแอทถั้นเอกเทวนิยม ฟาโรว์แอมเมินโฮว์เถพที่ 4 (Amen-hotep IV ครองอำนาจ1379-62) นักปฏิรูปศาสนายิ่งใหญ่ ทรงเห็นว่าคณะปุโรหิตสุริยเทพแอมมันแห่งธีบส์ล่วงเกินราชอำนาจมากเกินไปที่อ้างว่าเป็นตัวแทนของสุริยเทพและฟาโรว์เป็นเพียงเสนาบดีของสุริยเทพและผู้รับใช้คณะปุโรหิต  จึงตัดสินพระทัยปฏิรูปศาสนาเป็นการใหญ่ โดยประกาศยกเลิกการนับถือสุริยเทพทุกรูปแบบและประกาศก่อตั้งศาสนาพระแอทถั้นโดยตนเองเป็นผู้แทนในตำแหน่งแอคเขินแนทถั้น(Akhenaton) ถอดคณะปุโรหิตสุริยเทพออกทั้งชุดและแต่งตั้งคณะปุโรหิตของพระแอทถั้นโดยตนเองเป็นมหาปุโรหิต จัดให้นิพนธ์คัมภีร์ขึ้นใหม่ ทรงย้ายเมือยหลวงจากธีบส์ไปสร้างเมืองหลวงใหม่ไกลไปทางทิศเหนือประมาณ 500 กิโลเมตร ให้ชื่อว่าแอคเขอแททถั้น (Akhetaton) นครของพระแอทถั้น ทรงกำหนดพิธีกรรมและการปฏิบัติศาสนกิจขึ้นใหม่ ทรงจัดสร้างวิหารพระแอทถั้นขึ้นให้พอเพียง นับเป็นการปรับเปลี่ยนการนับถือศาสนาจากพหุเทวนิยมแบบอติเทวะมาเป็นเอกเทวนิยมอย่างเต็มตัว เน้นคำสอนว่ามีองค์สุริยเทพแอทถั้นเป็นพระเจ้าแต่องค์เดียว ไม่มีเทพองค์อื่นใดอีก น่าเสียดายที่ว่าทรงมีเวลาปฏิรูปน้อยเกินไปอย่างมาก ทรงควบคุมได้เฉพาะในวังและในวิหารใหญ่ นอกเมืองและที่ไกลพระเนตรพระกรรณ ประชาชนยังยกย่องปุโรหิตที่ถูกถอดอย่างเดิมและปุโรหิตก็ทำหน้าที่อย่างเดิม ฟาโรว์องค์ต่อไปทูทเถินแคมมัน (Tutankhamon) ทรงประกาศให้การนับถือสุริยเทพดำเนินใหม่ได้เหมือนเดิมทุกประการ ทำให้การปฏิรูปศาสนาของแอมเมินโฮว์เถิพล้มเหลวในอียิปต์ทั้งหมด ผลก็คือ  มหาอาณาจักรอ่อนแอ ประเทศราชทั้งหลายพากันแข็งข้อ ภายในประเทศแตกแยก ถูกรุกรานจากภายนอกทั้งด้วยกำลังทหารและด้วยการแทรกซึมเข้าตั้งหลักแหล่งทำกิน มีความจำเป็นต้องใช้ชาวฮีบรูในงานต่างๆทั้งในภาครัฐและเอกชนในฐานะที่ยังเป็นเผ่าเร่ร่อนไม่มีพิษไม่มีภัยจนเกิดตำนานเรื่องโมเสสชาววังออกไปเป็นผู้นำสร้างชาติและศาสนาใหม่ให้ชาวฮีบรูเป็นชนชาติอิสราเอลนับถือศาสนายูดาห์

 

เปาโลจะว่าอย่างไร

            ชนชาวอียิปต์โบราณทั้งชาติตั้งแต่ราชวงศ์ที่ 1 จนถึงราชวงศ์ที่ 30 และต่อๆมา มีจำนวนตั้งเท่าไร ทุกคนมีสิทธิ์ฟื้นคืนชีพไหม และมีสิทธิ์อยู่ในกลุ่มผู้ต้อนรับพระเยซูเสด็จมาครั้งที่ 2 บนก้อนเมฆหรือไม่ ตามเจตนาของเปาโลต้องตอบว่ามีสิทธิ์ทุกคนที่ไม่หันหลังให้เงื่อนไขของพระเยซู คือได้ทำตามมโนธรรมของตนเอง (โนยา) และรู้จักกลับใจ (เมตาโนยา) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากพระดำรัสของพระเยซูเองที่ยอห์นได้บันทึกไว้ว่า “เพราะเขาไม่รู้ว่ากำลังทำอะไร” ซึ่งหมายความว่าทำตามที่รู้ในขณะทำ เรียกว่าทำตามมโนธรรม หากผิดพลาดประการใดบ้าง แม้จะหนักๆถึงขั้นทำร้ายพระเยซูเองก็ยังได้รับการอภัย ภายใต้เงื่อนไขว่าเต็มใจรับการอภัย เปาโลน่าจะรู้เงื่อนไขนี้อยู่ในใจ จึงได้กล้ารับรองได้อย่างเต็มปากเต็มใจและเต็มที่

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s