พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษแห่งบรรพบุรุษ

god

ซอกแซกหามาเล่า (275)

พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษแห่งบรรพบุรุษ

ความนำ

ด้วยความสนใจเชิงวิชาการและโดยเฉพาะอย่างยิ่งเชิงปรัชญาที่ผมบังเอิญโชคดีได้ไปเรียนรู้มาระดับโลกและยังดูแลการสอนปรัชญาระดับสูงสุดของชาติมิให้ตกยุค ก็ได้ติดตามกระแสความคิดปรัชญาระดับโลกอยู่ตลอดเวลา และได้รับรู้กระแสหนึ่งที่ยกย่องว่าความคิดปรัชญาของเปาโลในด้านปรัชญาศาสนา ยังทันสมัยและยังน่าศึกษาอยู่ไม่ว่าจะนับถือศาสนาคริสต์หรือไม่ก็ตาม ถ้าไม่นับถือศาสนาก็ตัดศรัทธาออกไปคงเหลือแต่การพิจารณาเนื้อหาปรัชญา หากมีศรัทธาก็เติมเต็มศรัทธาเข้าไปตามความพอใจว่าอยากจะคิดแบบคริสตจักรคาทอลิก หรือคริสตจักรโปรเตสแตนต์ หรือคริสตจักรออร์โทดอกซ์ ก็เท่านั้นเอง เราก็จะมีเรื่องคุยเรื่องปรัชญาที่ทันสมัยระดับโลกกันอย่างเพลิดเพลินโดยไม่ต้องกังวลถึงความขัดแย้งที่ทำให้เสียมู้ด

เราได้เห็นมาแล้วถึงความกังวลของลูกศิษย์ของเปาโลที่เธสะโลนิกาเรื่องโลกหน้า (ซึ่งมนุษย์ทุกชาติทุกภาษาทุกยุคทุกสมัยมีความห่วงใยถึงกังวลเพราะเป็นประเด็นของปรัชญาศาสนาสากลที่ยังไม่ตกยุค) และเปาโลก็ได้ตอบไปตามปรัชญาของท่านซึ่งปรัชญาสากลถือว่ายังเป็นคำตอบที่ทันสมัยอยู่ในระดับหนึ่งในปัจจุบัน ส่วนว่าใครจะพอใจแล้วหรือยังเป็นเรื่องต้องพิจารณาลงไปถึงระดับกระบวนทรรศน์ต่อไป

ชาวเธสะโลนิกาที่ถามปัญหาเรื่องโลกหน้าแก่เปาโลนั้นมีทั้งชาวยิวซึ่งมีบรรพบุรุษร่วมกับเปาโลไล่ไปได้ถึงอับราฮัม พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเปาโลจึงได้แก่พระเจ้าที่มีนามว่ายาห์เวห์ และบรรพบุรุษของอับราฮัมคือชาวเมโสโพเทเมีย ดังนั้นพระเจ้าของชาวเมโสโพเทเมียก็คือพระเจ้าแห่งบรรพบุรุษแห่งบรรพบุรุษของเปาโลนั่นเอง ชาวเธสะโลนิกาที่กังวลใจถามเรื่องนี้จากเปาโล นอกจากจะอยากรู้ว่าบรรพบุรุษชาวยิวของพวกเขาจะมีสิทธิ์ฟื้นคืนชีพหรือไม่แล้ว ก็คงอยากรู้ด้วยว่าบรรพบุรุษแห่งบรรพบุรุษของพวกเขาที่นับถือศาสนาเมโสโพเทเมียจนตายไปแล้วนั้น จะมีโอกาสได้ฟื้นคืนชีพด้วยหรือไม่ คำถามนี้แม้สำหรับคนช่างคิดในปัจจุบันก็ยังเป็นปัญหาโลกแตกอยู่ดี เปาโลได้เขียนแถลงการณ์ตามเจตนาของพระเยซูว่าทุกคนมีสิทธิ์อย่างน้อยอาศัยพระเมตตาของพระองค์ซึ่งต้องมีความชอบธรรมสนับสนุนด้วย แหละนี่คือปรัชญาที่นักปรัชญาปัจจุบันมองว่าเปาโลมีปรัชญาที่ทันสมัยแม้ระดับกระบวนทรรศน์ปัจจุบันด้วย

ยังอีกพวกหนึ่งก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน คือผู้ที่เชื่อในพระเยซูตามคติของเปาโล แต่พวกเขาเป็นชาวเมโสโพเทเมีย บรรพบุรุษของพวกเขานับถือพระเจ้าของชาวเมโสโพเทเมียที่ไม่มีชื่อว่ายาห์เวห์ แต่มีชื่อว่าอานุ (Anu) และของชาวอียิปต์โบราณที่มีชื่อว่าเรหรือรา (Re or Ra) ซึ่งตามคติของโมเสสที่เปาโลเคยเชื่อมาก่อนหน้านั้นก็คือศัตรูกับพระยาห์เวห์ บรรพบุรุษของพวกเขาจะมีสิทธิ์ได้ฟื้นคืนชีพด้วยไม้เนี่ย เป็นประเด็นคอขาดบาดตายเชียวนะ แถลงการณ์ของเปาโลมีนัยยะว่า ไม่มีปัญหา พวกนี้เป็นกลุ่มเดียวกันกับบรรพบุรุษซึ่งพระเยซูได้เตรียมแผนการแห่งความรอดไว้เรียบร้อยแล้ว

ปัญหาที่จะต้องตีบทให้แตกอันทำให้ความคิดของเปาโลเข้าข่ายปรัชญาที่ทันทันสมัยของนักคิดปัจจุบันคืออะไร ทันสมัยตรงไหน คิดว่าเป็นเรื่องน่าสนใจควรซอกแซกหามาเล่า

 

เทวนิยมก่อนเมโสโพเทเมีย

            หากพิจารณาจากคัมภีร์ไบเบิลซึ่งเปาโลรู้เรื่องเป็นอย่างดี ก็ต้องนับว่าบรรพบุรุษสายอับราฮัมทุกคนนับถือพระยาห์เวห์และอยู่ในเกณฑ์ซื่อสัตย์ต่อพระยาห์เวห์ตามเกณฑ์ของโมเสส มีสิทธิ์ฟื้นคืนชีพในฐานะบรรพบุรุษแห่งบรรพบุรุษแน่นอน 100 % อย่างไม่มีข้อกังขา ลูกหลานสบายใจได้ หลักฐานยืนยันจากไบเบิลปฐมกาล บทที่ 11 ข้อ 10-26 ว่า “เชมเป็นบุตรของโนอาห์ เมื่อมีอายุหนึ่งร้อยปีเขามีบุตรชื่ออารปัคซาด ซึ่งเมื่ออายุ 35 ปีมีบุตรชื่อเชลาห์ ซึ่งเมื่อมีอายุ 30 ปีมีบุตรชื่อเอเบอร์ ซึ่งเมื่ออายุได้ 34 ปีก็มีบุตรชื่อเปเลก ซึ่งเมื่อมีอายุได้ 30 ปีก็มีบุตรชื่อเรอุล ซึ่งเมื่อมีอายุได้ 32 ปีก็มีบุตรชื่อเสรุก ซึ่งเมื่อมีอายุได้ 30 ปีก็มีบุตรชื่อนาโฮร์ ซึ่งเมื่อมีอายุได้ 29 ปีก็มีบุตรชื่อเทราห์ และเมื่อเทราร์อายุได้ 70 ปีก็มีบุตรนามว่าอับาราฮัม  นาโฮร์และฮารานตามลำดับ

ก็ยังอดมีกังวลไม่ได้ว่า แล้วบรรพบุรุษทั้งหลายที่เป็นบรรพบุรุษของโนอาห์เล่า นับถือพระยาห์เวห์ตามเกณฑ์ของโมเสสด้วยหรือเปล่า คัมภีร์ไบเบิลบทที่5 ก็ยังรับรองว่าตามเกณฑ์ไล่จากโนอาห์ขึ้นไปจนถึงอาดัมเอวาซึ่งเป็นมนุษย์คู่แรก เมื่อเป็นเช่นนี้ก็รับรองได้ตามเกณฑ์ของโมเสสว่าไม่เป็นศัตรูกับพระยาห์เวห์แน่นอน

แต่เปาโลไม่คิดเช่นนั้น เพราะตั้งแต่อาายุ 26 ปีเป็นต้นมา ไม่รับเกณฑ์ของโมเสสยกเว้นพระเยซูจะรับรู้ด้วย

ยิ่งกว่านั้น เปาโลยังมีความรู้เรื่องเมโสโพเทเมียอีกมากมายที่ไม่มีระบุในไบเบิลหรือขัดข้อเท็จจริงกับไบเบิลที่เป็นฐานคำสอนของโมเสส เปาโลจำเป็นต้องปรับฐานคำสอนของไบเบิลเพื่อรับการตีความใหม่ของพระเยซู และก็แน่นอนว่าเมื่อมีชนชาวอื่นที่บรรพบุรุษไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นบรรพบุรุษของอับราฮัม ก็ยิ่งจะมีความกังวลยิ่งกว่าบรรพบุรุษของชาวเมโสโพเทเมีย ก็ยิ่งต้องการคำยืนยันจากเปาโลให้กระชับยิ่งขึ้นว่าหวังเหมือนบรรพบุรุษของชาวเมโสโพเทเมียด้วยไหม เช่น ชาวกรีกและโรมันซึ่งเป็นเชื้อสายอารยันและชาวกาลาเทียซึ่งเป็นเชื้อสายอนารยชน เปาโลก็เลยรับรองในนามของพระเยซูอย่างเหวี่ยงแหคลุมหมดเลย ซึ่งในแง่ของปรัชญายังมีผลครอบคลุมได้หมดครอบจักรตามความต้องการของสังคมปัจจุบันอยู่ เช่น “สรรพสิ่งมีความหวังว่า จะได้รับการปลดปล่อยจากความเป็นทาสของความเสื่อมสลายเพื่อไปรับอิสรภาพอันรุ่งเรืองของบรรดาบุตรของพระเจ้า” (จดหมายถึงชาวโรม บทที่ 8:22) และ “การเข้าสุหนัตหรือการไม่เข้าสุหนัตจึงไม่มีความสำคัญแต่ประการใด สิ่งสำคัญก็คือการเป็นสิ่งสร้างใหม่” (จดหมายถึงชาวกาลาเทีย บทที่ :15) ปัญหาก็คือ แล้ว “สิ่งสร้างใหม่” หมายความว่าอย่างไร ไม่ทราบได้ว่าเปาโลได้บันทึกคำตอบไว้ที่ไหนหรือไม่ แต่มัทธิวได้บันทึกไว้ตรงประเด็นและชัดเจนในเวลาต่อมาว่า “เมื่อพระบุตรจะเสด็จมาในความรุ่งโรจน์ พระองค์จะประทับเหนือพระบัลลังก์อันรุ่งโรจน์ บรรดาประชาชาติจะมาชุมนุมกันเฉพาะพระพักตร์ พระองค์จะทรงแยกเขาออกเป็น 2 พวก แล้วตรัสแก่คนเบื้องขวาว่า เชิญมาเถิด เชิญมารับอาณาจักรแห่งสวรรค์เป็นมรดก ที่เตรียมไว้ตั้งแต่สร้างโลก เพราะว่าเมื่อเราหิวท่านให้เรากิน เมื่อเรากระหายท่านให้เราดื่ม เราเป็นแขกแปลกหน้าท่านก็ต้อนรับเรา เราไม่มีเสื้อผ้าท่านก็ให้เสื้อผ้าแก่เรา เราเจ็บป่วยท่านก็มาเยี่ยม เราอยู่ในคุกท่านก็มาหา   บรรดาผู้ชอบธรรมจะทูลถามว่า พระเจ้าข้าเมื่อไรเล่าข้าพเจ้าทั้งหลายเห็นพระองค์ทรงหิวแล้วถวายพระกระยาหาร หรือทรงกระหายแล้วถวายให้ทรงดื่ม เมื่อไรเล่าข้าพเจ้าทั้งหลายเห็นพระองค์เป็นแขกแปลกหน้าแล้วต้อนรับ หรือทรงไม่มีเสื้อผ้าแล้วถวายเครื่องนุ่งห่มให้  เมื่อไรเล่าข้าพเจ้าทั้งหลายเห็นพระองค์ประชวรหรือทรงอยู่ในคุกแล้วไปเยี่ยม พระมหากษัตริย์จะตรัสตอบว่า เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ท่านทำสิ่งใดต่อพี่น้องผู้ต่ำต้อยที่สุดของเราคนหนี่ง ท่านก็ทำสิ่งนั้นต่อเรา” (มัทธิว 25:31-40) ก็หมายความว่าการปะยี่ห้อพระยาห์เวห์หรือพระเยซูและการเข้าพิธีไม่ใช่แก่นแท้ของการนับถือสิ่งสูงสุด แต่ความตั้งใจน้อมจิตใจทำตามมโนธรรมอย่างจริงใจเป็นแก่นแท้ การเป็นศัตรูกับพระยาห์เวห์ไม่สำคัญเท่าการละเมิดเกณฑ์ของสิ่งที่เชื่อว่าสูงสุด ก็ยังอดมีผู้แคลงใจไม่ได้อยู่ดี สันตะปาปาในปัจจุบันก็ยังต้องย้ำเจตนาซ้ำๆให้แน่ใจยิ่งๆขึ้นถึงหลักการดั้งเดิมของเปาโล เช่น สันตะปาปายอห์นปอลที่ 2 เมื่อค.ศ.1968 แถลงเป็นข้อสรุปสังคายนาว่า “พระศาสนจักรคาทอลิกไม่ปัดทิ้งสิ่งใดที่จริงและศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาต่างๆ พระศาสนจักรพิจารณาด้วยความเคารพอย่างจริงใจซึ่งวิธีปฏิบัติและดำรงชีวิต ตลอดจนกฎและพระธรรมคำสอนเหล่านี้ ถึงแม้จะผิดกับที่ตนเองเชื่อและสอนหลายประการ แต่บ่อยครั้งก็นำแสงจากองค์ความจริงมาให้ ซึ่งฉายส่องความสว่างแก่มนุษย์ทุกคน” (Nostra Aetate) ซึ่งชัดเจนว่าครอบคลุมถึงทุกศาสนาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ โบราณ ฯลฯ เรื่อยมา ดังข้อความของสันตะปาปายอห์นปอลที่ 2 ที่ขยายความเข้าใจของเปาโลไปถึงการนับถือศาสนาดึกดำบรรรพ์ว่า “ตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ที่สุดจนถึงทุกวันนี้ เราเห็นว่าในชนชาติต่างๆมีความรู้สึกอย่างหนึ่งถึงพละกำลังอันเร้นลับ ซึ่งอยู่ในกระแสสิ่งของและเหตุการณ์ของชีวิตมนุษย์ บางครั้งก็มีกระทั่งการยอมรับนับถือพระเจ้าสูงสุดหรือพระบิดา ความรู้สึกและการรับรู้เช่นนี้ทำให้ชีวิตซาบซ่านไปด้วยความสำนึกในเรื่องศาสนาอย่างลึกซึ้ง” และขยายผลสู่ศาสนาที่เกิดขึ้นในช่วงสมัยโบราณว่า “ส่วนบรรดาศาสนาที่เกี่ยวโยงกับวัฒนธรรมที่เจริญก้าวหน้ามากขึ้น ก็พยายามจะตอบปัญหาเหล่านั้นด้วยความรู้ที่ละเอียดกว่าและภาษาที่กล่อมเกลาดีกว่า” นอกจากนั้นยังรับรองผลแห่งการนับถือศาสนาตามมโนธรรรมทุกรูปแบบว่าได้ผลตามที่เปาโลได้แถลงไว้ เพราะมโนธรรมก็คือปัญญาที่พระเจ้าได้ทรงสร้างมาเป็นแสงสว่างนำทางแก่มนุษย์แต่ละคน มนุษย์คนใดก็ตามที่มีปัญญาและตัดสินใจทำอะไรก็ตาม ตามเสียงมโนธรรมอย่างบริสุทธิ์ใจ พระเจ้าย่อมรับรองความดีของเขา ดังที่พระเยซูได้ประทานเกณฑ์ไว้ในมัทธิว 25:31-40 ดังข้อความของสังคายนาว่าด้วยเสรีภาพในการนับถือศาสนา ซึ่งก็คือการขยายผลคำสอนของเปาโลและของพระเยซูนั่นเองว่า “มนุษย์ทุกคนเนื่องจากมีศักดิ์ศรีเพราะเป็นตัวบุคคล ซึ่งหมายความว่ารู้จักคิดหาเหตุผลและมีเจตจำนงเป็นอิสระ และดังนั้นความรับผิดชอบเป็นส่วนตัวด้วย จึงถูกธรรมชาติของตนเองเร่งเร้าและผูกพันทางศีลธรรมบังคับให้แสวงหาความจริงซึ่งก่อนอื่นได้แก่ความจริงเกี่ยวกับศาสนา แต่พอรู้ความจริงแล้ว มนุษย์ทุกคนจำต้องยึดถือความจริงนั้น และกำกับชีวิตของตนตามแต่ความจริงนั้นจะเรียกร้องให้ทำ”

 

ข้อสังเกตเกี่ยวกับศาสนายุคหิน

            หากศิษย์ของเปาโลมีความห่วงใยว่าตนเองก็มีบรรพบุรุษไล่ไปได้จนถึงมนุษย์ยุคหินและไล่ต่อไปจนถึงมนุษย์คู่แรก ไม่ว่าจะมีชื่อว่าอาดัมกับเอวาหรือมีชื่ออื่นใดก็ตาม ก็ต้องไล่ไปถึงจนได้ หากเปาโลและพระเยซูยืนยันว่าบรรพบุรุษทุกระดับชั้น จะได้ฟื้นคืนชีพด้วยอย่างแน่นอนการันตี ก็ย่อมการันตีได้ถึงผู้นับถือครรภะแบบยุคหินด้วย เพราะเราทุกคนย่อมมีบรรพบุรุษยุคหินกันทุกคน หากมีใครถามเปาโลอย่างนี้จริง ซึ่งก็อาจจะมีจริงแต่ไม่มีบันทึกไว้ เพราะไม่ได้ตั้งใจบันทึกไว้ให้หมด เปาโลก็คงตอบว่าใช่ และคงชี้ให้ดูไม้กางเขนซึ่งเป็นคำตอบรวบยอดว่า พระบุตรได้ทรงลงทุนถึงขั้นนี้แล้ว ย่อมทรงต้องการให้ได้ผลเต็มเม็ดเต็มหน่วยอย่างครอบคลุม all creation สิ่งสร้างทั้งมวล

ที่น่าสังเกตสำหรับปรัชญาศาสนาในปัจจุบันก็คือ1. มนุษย์ดึกดำบรรพ์จริงๆรู้สึกโดดเดี่ยว (lonely) มากๆ อยู่กับธรรมชาติที่เปรียบเหมือนแม่(ไม่มีพ่อ)ที่ดูเหมือนว่าใจดีคือเอื้ออาทรให้ชีวิต ให้มีพ่อแม่บังเกิดเกล้าที่ดูแลเอาใจใส่เลี้ยงดูอย่างทะนุถนอมและห่วงใยในนามขององค์ครรภะจนช่วยตัวเองได้ แยกตัวไปอยู่อย่างอิสระและมีลูกซึ่งองค์ครรภะฝากมาให้เลี้ยงดูจนกว่าจะช่วยตัวเองได้ แต่บางเวลาองค์ครรภะก็ดูจะใจร้ายกราดเกรี้ยว เอาชีวิตผู้คน บาดเจ็บล้มตาย ซึ่งพวกเขาก็พยายามมองในแง่ดีว่า องค์ครรภะเก็บไปให้ตั้งหลักใหม่ ให้แก้ไขในสิ่งผิด ซ่อมแซมส่วนสึกหรอ เตรียมให้มาเกิดใหมเข้มแข็งกว่าเดิม เพื่อจะมีความสุขมากขึ้น รวมความว่าศาสนาของมนุษย์ดึกดำบรรพ์เกิดจากความสำนึกที่มองโลกและชีวิตในแง่ดี มีองค์ครรภะซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดในเอกภพคอยดูแลด้วยความหวังดีต่อมวลมนุษย์แต่ละคนๆซึ่งมีฐานะเป็นลูกในอุทร เป็นชีวิตพิเศษที่ออกจากครรภะไปอยู่ในร่างกายเพื่อเสวยสุขเป็นอิสระ ครั้นปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมไม่ได้ก็กลับเข้าครรภะเพื่อเตรียมพร้อมครั้งใหม่ ไม่ปรากฏว่ามนุษย์ดึกดำบรรพ์มีความสำนึกเรื่องสวรรค์หรือนรก ทำดีก็คือทำแล้วองค์ครรภะพอพระทัย ทำชั่วก็คือทำผิดกับที่องค์ครรภะพอพระทัยซึ่งจะต้องสำนึกผิดขอโทษตามที่มโนธรรมเห็นว่าควร  อย่างไรก็ตามเนื่องจากมนุษย์ดึกดำบรรพ์ยังไม่รู้จักเขียนหนังสือ จึงต้องสันนิษฐานจากหลักฐานอื่นเท่านั้น

 

การนับถือศาสนาแบบเมโสโพเทเมีย

            ไม่มีชาวเมโสโพเทเมีย มีแต่แผ่นดินเมโสโพเทเมียให้ชนหลายชาติพันธุ์ผลัดกันมาใช้ดินแดนนี้เป็นเวทีสร้างอารยธรรมเมโสโพเทเมียและสร้างศาสนาเมโสโพเทเมียไว้ให้เราศึกษา เป็นต้นแบบของศาสนากลุ่มแคนเนินไนท์ (Canaanite Religions)

ตั้งแต่ประมาณ ก.ค.ศ.5000 ปรากฏหลักฐานมนุษย์หินใหม่มาตั้งหลักแหล่งตามเชิงเขาต้นแม่น้ำทั้งสองตั้งแต่ก.ค.ศ.4000 ที่พัฒนากันเองจนสามารถใช้สัมฤทธิ์และถูกชนหลายเผ่าเข้ามากลืน ไม่มีหลักฐานอื่นจึงสันนิษฐานว่านับถือองค์ครรภะเหมือนมนุษย์ยุคหินทั่วไป และตามเกณฑ์ของเปาโลพวกเขาอยู่ในกลุ่มบรรพบุรุษที่มีสิทธิ์ฟื้นคืนชีพหากได้เดินตามมโนธรรมทำดีตามยุคสมัยของตนแต่ละคน ภายหลังก็ถูกกลืนเข้าไปเป็นส่วนของกลุ่มชาติพันธุ์ที่รุกรานเข้ามาจากที่อื่นและร่วมสร้างความสำนึกศาสนาโบราณของบรรพบุรุษชาวเมโสโพเทเมีย ซึ่งจะอยู่ในข่ายบรรพบุรุษแห่งบรรพบุรุษที่มีสิทธิ์ฟื้นคืนชีพตามเกณฑ์ที่เปาโลให้ไว้แก่ชาวเธสะโลนิกา เช่น ในราวก.ค.ศ.3500 มีหลักฐานว่านครรัฐเอริดู (Eridu) ของชาวสุเมเรียน ตั้งอยู่ที่ก้นอ่าวอันเป็นปากน้ำของแม่น้ำยุเฟรติสและไตกริสในสมัยนั้น

ไม่มีหลักฐานว่าเดิมพวกเขาเป็นมนุษย์ยุคหินจากที่ไหนมาก่อน ที่สันนิษฐานกันก็คือพวกเขาน่าจะเป็นมนุษย์ยุคหินร่วมกับเผ่าฮั่นณที่อื่นมาก่อน เพราะปรากฏว่าพวกเขารู้จักเขียนหนังสือภาพแบบจีนโบราณ แต่ที่เมโสโพเทเมียไม่มีพู่กันใช้ จึงดัดแปลงใช้ไม้อ้อเขียนบนแผ่นดินเผาออกมาเป็นอักษรรูปลิ่ม พวกเขามาตั้งหลายนครรัฐเป็นอิสระต่อกันและช่วยดูแลกันแบบพันธมิตร นับถือศาสนาลัทธิเทวนิยมแบบอติเทวคือมีมหาเทพองค์เดียวเป็นผู้มีอำนาจาสูงสุดและมีพลังสร้างโอรสธิดาแบ่งหน้าที่กันดูแลพลังต่างๆของเอกภพ  เทพเทวีองค์ใดต้องการมีบริวาร ก็จะสร้างมนุษย์ขึ้นมาใช้สอย สร้างเมืองให้อยู่ และดูแลปกครองเอง ตลอดจนปูนบำเหน็จและลงโทษเองตามน้ำพระทัย ซึ่งตามคติของชาวสุเมเรียนนั้น เทพสูงสุดคือท้องฟ้าและชายาคือแผ่นดินนั่นเอง ซึ่งรู้ตัวเองว่ามีที่จำกัด สร้างเสริมได้ก็ในวงจำกัด คือสร้างพระโอรสธิดาให้มีร่างกายและวิญญาณอมตะเหมือนตน ต้องรับประทานอาหารทิพย์และดื่มน้ำทิพย์และอาศัยสวรรค์ดิลมุมอยู่ได้อย่างมีความสุข มีพื้นดินไม่กว้างใหญ่นักสำหรับให้มนุษย์อาศัยอยู่ได้ มนุษย์ต้องกินต้องดื่มเพื่อมีชีวิตรับใช้เทพ โดยให้รู้จักเตรียมเครื่องเซ่นถวายเทพโดยเฉพาะและมีอาหารที่เหมาะสำหรับมนุษย์โดยเฉพาะ ห้ามสร้างมนุษย์ให้เป็นอมตะเพราะจะควบคุมยาก รางวัลอย่างมากก็คือเมื่อวิญญาณออกจากร่างแล้วให้เสวยสุขต่อไปชั่วระยะหนึ่งแล้วก็ให้จางหายไปก็เป็นบำเหน็จเพียงพอแล้ว ส่วนจะลงโทษกันอย่างไรก็เป็นเรื่องของบริวารใครก็บริวารมัน ว่ากันไปเอง จะได้คุมกันได้ตามใจ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่ต้องแปลกใจว่ามาตรการใหม่ที่เปาโลเสนอย้อนหลังไปถึงทุกยุคทุกสมัยย่อมให้ความอุ่นใจแก่ลูกหลานและคนรุ่นหลัง แต่สำหรับคนรุ่นนั้นๆเองย่อมอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบมาก ก็คงได้มีผู้ยกปัญหานี้ขึ้นมาปรารภจนเปาโลต้องตอบเป็นลายลักษณ์อักษรในจดหมายถึงชาวเอเฟซัสว่า ไม่ต้องกลัวการได้เปรียบเสียเปรียบ เพราะพระเยซูได้ทรงวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้วทุกอย่างตั้งแต่ก่อนการสร้างโลก เรียกว่ารหัสธรรมแห่งเศรษฐกิจการช่วยให้รอด (the Mystery of Salvation) “พระองค์จะทรงกระทำตามแผนการนี้เมื่อถึงเวลากำหนด โดยทรงนำทุกสิ่ง ทั้งที่อยู่บนสวรรค์และบนแผ่นดิน ให้มารวมกันอยู่ใต้ปกครองของพระคริสตเจ้าพระประมุขแต่เพียงพระองค์เดียว” (เอเฟซัส 1:10) ซึ่งมีนัยยะชัดเจนว่าจะไม่มีความเหลื่อมล้ำได้เปรียบเสียเปรียบกันแต่ประการใดให้ตำหนิได้เลย ชนิดที่เปาโลล้างมือหมดห่วงในประเด็นนี้ได้เลย

ชาวสุเมเรียนเริ่มสร้างอารยธรรมเมโสโพเทเมียด้วยการปกครองกันแบบพ่อเมือง(en)

อย่างไรก็ตามนักปรัชญาศาสนาพยายามทำความเข้าใจว่าชาวพื้นเมืองเดิมคือเกษตรกรที่พัฒนาการนับถือองค์ครรภะที่พัฒนามาเป็นเจ้าแม่ธรณีที่โอบอ้อมอารีต่อมนุษย์ ส่วนชาวสุเมเรียนเป็นนักล่าสัตว์เร่ร่อนที่ ระหว่างนั้นมีชาวเซมีติกสายเอิกแคดเดียนแทรกซึมมาทางตะวันตกอยู่เรื่อยๆ พวกนี้เป็นนักรบ บางพวกก็ตั้งนครรัฐขึ้นแข่ง ทำให้ชาวสุเมเรียนต้องปรับการปครองเป็นแบบกษัตริย์ (lugal) ที่สุดก็เสียอำนาจแก่ชาวเอิกแคดเดียน

ก.ค.ศ.2800 ชาวเอิกแคดเดียนเป็นใหญ่ที่บาบิโลน สืบทอดอารยธรรมเมโสโพเทเมียจากชาวสุเมเรียน

ก.ค.ศ.1728-1686 ฮัมมูราบีชาวเอิคแคดเดียนเป็นใหญ่ที่บาบิโลน

ก.ค.ศ. 1550-1530 ชาวฮิทไทท์เป็นใหญ่

ก.ค.ศ. 1531-1150 ชาวแคสไซท์เป็นใหญ่

ก.ค.ศ. 1748 ชาวแอสซีเรียเป็นใหญ่ที่นีนีเวห์ (Niniveh)

ก.ค.ศ. 626 ชาวแคลเดียนเป็นใหญ่ที่บาบิโลนใหม่

ทั้งหมดนี้ล้วนแต่สืบทอดการนับถือศาสนาแบบเมโสโพเทเมียซึ่งนักประวัติศาสตร์นิยมยกให้เป็นแบบบาบิโลนใหม่ เพราะภาษาบาบิโลเนียนบันทึกโดยสรุปศาสนาทั้งหมดของเมโสโพเทเมียไว้อย่างละเอียดที่สุด

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s