โลกหน้าของชาวยิวสมัยพระเยซู

ซอกแซกหามาเล่า (258)

โลกหน้าของชาวยิวสมัยพระเยซู        

ชาวฮีบรูต้นตระกูลของชาวยิวเป็นส่วนหนึ่งของพงศ์พันธุ์เซมิติกที่แยกสาขามาจากเผ่าอมอร์ไรท์ (Amorites) แห่งเมโสโพเทเมีย  คัมภีร์ไบเบิลระบุชัดเจนว่าอับราฮัมบรรพบุรุษต้นตระกูลของชาวฮีบรู อพยพมาจากเมืองอูร์ของชาวอมอร์ไรท์มาตั้งหลักแหล่งในแผ่นดินคานาอันซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นปาเลสสไตน์ จึงเชื่อได้ว่าได้นับถือศาสนาของชาวเมโสโพเทเมียมาก่อนที่จะรู้จักพระยาห์เวห์และทำพันธสัญญากับพระองค์ว่าจะนับถือพระองค์เป็นพระเจ้าองค์เดียวเอกเทวนิยม(Monotheism)จนถึงลูกหลานสืบต่อไปตลอดกาล เอกเทวนิยมนับถือพระยาห์เวห์แต่องค์เดียจึงเข้าแทนการนับถือพหุมหาเทวนิยม (Henotheism) คือนับถือเทพหลายองค์แต่มีองค์หนึ่งเป็นมหาเทพแบบของเมโสโพเทเมียที่อับราฮัมเคยนับถือมาก่อน เริ่มแรกก็คงได้แค่เปลี่ยนชื่อมหาเทพจากเอลลิน (Enlil) มาเป็นยาห์เวห์ (Yahweh) และลดฐานะของเทพอี่นๆลงเป็นแค่ทูตสวรรค์บริวารผู้รับใช้พระยาห์เวห์ ส่วนอะไรต่างๆที่เคยเชื่อและปฏิบัติมาในศาสนาเดิมก็คงถ่ายเทมาปรับเข้ากับศรัทธาใหม่มที่ได้รับการเปิดเผยจากพระยาห์เวห์เท่าที่ทำได้ตามลำดับ

 

โลกหน้าของอับราฮัม

            พระยาห์เวห์ทรงเปิดเผยแก่อับรีาฮัมว่า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่ทรงมีฤทธิ์อำนาจรวมเบ็ดเสร็จในพระองค์แต่ผู้เดียว ทรงอยู่เหนือความมีเพศ จึงไม่ต้องมีชายาเพื่อการสร้างสรรค์ ทรงสร้างสรรพสิ่งรวมทั้งเทพบริวารที่อยู่เหนือการมีเพศ ทรงมีฤทธิ์สร้างทุกสิ่งโดยการเนรมิต อย่างไรก็ตามดูเหมือนอับราฮัมยังคงเชื่อเหมือนชาวเมโสโพเทเมียและมนุษย์ยุคโบราณโดยทั่วไปว่าเทพมีกายทิพย์อันเป็นธาตุละเอียดและอมตะ ได้ทรงสร้างทูตสวรรค์(angel)ด้วยการเนรมิตให้มีชีวิตและกายทิพย์เหมือนพระองค์ การสร้างมนุษย์เท่านั้นที่มีพิธีรีตองเป็นพิเศษ ดังที่มีบันทึกไว้ว่า “พระยาห์เวห์เจ้าทรงเอาดินเหนียวมาปั้นเป็นร่างกายมนุษย์และทรงเป่าลมหายใจแห่งชีวิตเข้าในรูจมูกของเขา มนุษย์จึงเป็นผู้มีชีวิต…พระยาห์เวห์เจ้าทรงปลูกสวนขึ้นทางทิศตะวันออกในแคว้นเอเดน และทรงนำมนุษย์ที่ทรงปั้นมาไว้ที่นั่น พระยาห์เวห์เจ้าทรงบัดาลให้ต้นไม้ทุกชนิดงอกขึ้นจากดิน ต้นไม้เหล่านี้งดงามชวนมองและมีผลน่ากิน มีต้นไม้แห่งชีวิตต้นหนึ่งอยู่กลางสวน และมีต้นไม้รู้ดีรู้ชั่วต้นหนึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกัน” (ปฐมกาล 2: 7-9)

there is the tree at the center of the garden.

ศาสนาของเมโสโพเทเมียที่อับราฮัมได้นับถือมาก่อนตั้งแต่เกิดในนครรัฐอูร์นั้น เชื่อกันว่าเอนสิลเป็นเอล (El, Elohim) สูงสุดที่มีร่างกายทิพย์ไม่รู้ตาย มีชายาและโดยการร่วมเพศกันให้กำเนิดแก่โอรสธิดาจำนวนหนึ่งซึ่งมีกายทิพย์เป็นอมตะเช่นเดียวกัน ซึ่งก็จะมีโอรสธิดาที่เป็นเทพอมตะในสภาพเดียวกันต่อไปได้เรื่อยๆ เทพเทวีทั้งหลายที่มีกายทิพย์เป็นอมตะเช่นนี้มีนิวาสถานปรกติอยู่ในสวรรค์ (Dilmul) แต่ก็อาจจะมาอยู่ในโลกนี้ชั่วคราวได้ด้วยพันธกิจที่ทรงประสงค์ เช่น เพื่อมาเป็นเทวราชาปกครองรัฐใดรัฐหนึ่งเพื่อให้ตัวอย่างการปกครองซึ่งในกรณีเช่นนี้ย่อมไม่มีการประสูติและสวรรคต แต่เสด็จมาและเสด็จกลับไปด้วยชีวิตอมตะทั้งกายและวิญญาณ แต่ถ้าเทพหรือเทวีมาให้กำเนิดแก่โอรสธิดากับมนุษย์ โอรสธิดานั้นจะมีร่างกายที่รู้ตายแต่ก็อาจจะมีพลังและความสามารถมากกว่ามนุษย์ธรรมดา ส่วนวิญญาณเป็นอมตะมีที่อยู่ร่วมกันในสวรรค์บนดิน (Paradise) ส่วนมนุษย์ธรรมดาเกิดจากการที่เทพหลายองค์ต่างเอาดินมาปั้นให้มีรูปร่างคล้ายกายทิพย์ของเทพ เป็นเพศชายและและเพศหญิงเพื่อให้มีลูกหลานต่อๆไปได้ เพื่อใช้เป็นบริวารและถวายเครื่องเซ่น ทั้งนี้ด้วยความปราณีตและพิถีพิถันต่างกันภายในกรอบที่ดูแลง่าย ไม่ดื้อรั้นและแข็งข้อให้เดือดร้อนต้องกำจัด ในขณะเดียวกันก็สามารถบริการได้ตามเป้าหมาย วิญญาณของมนุษย์จึงเป็นเงาเจือจางแห่งปัญญาของเทพจึงได้เป็นอมตะชั่วคราวหลังจากออกจากร่าง ในเมืองอูร์ เตราห์ (Terah) บิดาของอับราฮัมน่าจะเป็นเชื้อเจ้าระดับกลาง คือเป็นเจ้าไม่มีศาล คือไม่มีอาณาเขตปกครอง แต่มีทรัพย์สินและไพร่มาก ขยันทำงานและมีภาวะผู้นำสูง ไม่คิดจะแย่งดินแดนปกครองกับญาติๆที่บ้านเกิด คิดจะไปสร้างอาณาจักรเอาเองในที่ใหม่โดยวิธีหักร้างถางพงตั้งหลักแหล่งโดยไม่ต้องแย่งดินแดนของใคร จึงพาไพร่พลที่จงรักภักดีออกจากเมืองอูร์ ขึ้นเหนือสุดแดนแล้วก็คิดจะหันไปทางทิศตะวันตก เพราะสืบรู้ว่าเลยเขตเมโสโพเทเมียแล้วมีที่รกร้างไม่มีผู้อยู่อาศัยอยู่มากและมีทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์อุดม จึงสามารถต้อนฝูงไปได้เรื่อยๆ จะหยุดพักลงตรงไหนไม่เดือดร้อนใคร เพราะมีที่ว่างเหลือเฟือให้กางกระโจมและทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์เท่าไรก็ไม่หมด ผู้คนที่ตั้งหลักแหล่งทางด้านตะวันตกล้วนแต่พูดภาษาในตระกูลอะราเมก พอพูดกันรู้เรื่องได้เป็นส่วนมาก ครั้นเดินทางไปถึงบริเวณเหนือสุดหันไปทางตะวันตกนิดเดียวก็พบที่ว่างชัยภูมิดี จึงลองหยุดจับจองที่ตั้งหลักแหล่งดูก็รู้สึกพอใจจึงอยู่ต่อเลยตามเลย จนเตราห์สิ้นชีวิตลง ณ ที่ตรงนั้น ศพน่าจะเผาตามประเพณีของชาวเมโสโพเทเมีย อับราฮัมก็เป็นใหญ่ในฮารันแทนบิดาโดยยอมขึ้นกับเจ้านครรัฐใกล้เคียง ดูแลน้องชายนาโฮร์ (Nahor) และหลานชายโลต (Lot) ลูกของน้องชายคนสุดท้องฮารันซึ่งถึงแก่กรรมไปก่อนแล้ว ดูแลให้ทั้ง 2 มีทรัพย์สินของตนเองอย่างปลอดภัย อับราฮัมขณะนั้นก็คงเชื่อตามคติของชาวเมโสโพเทเมียว่า วิญญาณของบรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้วก็คงเป็นเงาเร่ร่อนตามยถากรรมและก็คงมีเวลาถวายเครื่องเซ่นให้ตามที่เชื่อว่าวิญญาณเหล่านั้นต้องการ

อยู่มาวันหนึ่ง พระยาห์เวห์ได้ตรัสกับอับราฮัมว่า “จงออกไปจากแผ่นดินของเจ้า ไปยังแผ่นดินที่จะให้แก่ลูกหลาน จะให้มีชื่อเสียง จะเป็นผู้นำพรแด่ผู้อื่น” (ปฐมกาล12:1-2)

“อับราฮัมเดินทางถึงเซเคม พระยาห์เวห์ตรัสกับเขาว่า เราจะให้แผ่นดินานี้แก่ลูกหลานของเจ้า” (ปฐมกาล12:7)

พระยาห์เวห์น่าจะได้ตรัสอะไรกับอับราฮัมอีกมากมาย ซึ่งเล่าต่อๆกันลงมาเป็นขนบปาก แม้ไม่ได้บันทึกไว้แต่ก็ปรากฏเป็นการปฏิบัติในเหตุการณ์ต่างๆที่บันทึกไว้ในที่ต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องโลกหน้าซึ่งอับราฮัมน่าจะสนใจอยากรู้เป็นพิเศษ เพราะอับราฮัมน่าจะรู้ตำนานศาสนาเดิมของตนเรื่องกิลกาเมชแสวงหาความไม่รู้ตายของร่างกายแต่ไม่สำเร็จ ในเมื่ออับราฮัมมีโอกาสต่อรองทำพันธสัญญากับพระยาห์เวห์ ในเมื่อพระองค์ทรงแสดงพระประสงค์อยากทำพันธสัญญากับอับราฮัม และทรงแสดงองค์ว่าเป็นยาห์เวห์คือผู้ทรงเป็นอยู่เองและมีฤทธิ์อำนาจสร้างและควบคุมสรรพสิ่งแต่ผู้เดียวเช่นนี้ มีหรืออับราฮัมจะไม่ถือโอกาสแย้มขอความไม่รู้ตายที่มีกล่าวไว้ในคัมภีร์ศาสนาเดิมของตนว่ากษัตริย์อูสนาพิสทิม (Usnapistim) ขอได้ แต่กิลกาเมชขอไม่ได้ ไฉนเลยอับราฮัมจะไม่คิดเลียบเคียงเรื่องสำคัญยิ่งนี้กับพระยาห์เวห์ และน่าจะได้คำตอบที่น่าพอใจ มิฉะนั้นอับราฮัมคงไม่ทุ่มเทขนาดนั้น เพราะจริงๆแล้วที่เดิมและสถานะเดิมก็ดีอยู่แล้ว จะต้องย้ายถิ่นฐานไปให้ยากลำกบากไปทำไมกันนักหนา ประเด็นนี้น่าสนใจ เรามาลองศึกษากันดูถึงความเป็นไปได้และน่าจะเป็น

ที่คิดว่าอับราฮัมได้รับคำมั่นพันธสัญญาจากพระยาเวห์จนเป็นที่พอใจเกินคาดเรื่องโลกหน้าก็เพราะสังเกตข้อบันทึกในคัมภีร์ไบเบิลว่าพระยาห์เวห์ทรงปรารถนาสร้างมนุษย์ให้มีกายและวิญญาณเป็นอมตะเหมือนพระองค์อยู่ ได้ทรงดำริไว้อย่างนั้นแต่แรก “ให้เราสร้างมนุษย์ตามภาพพจน์ (image) ของเรา” (ปฐมกาล) ซึ่งแน่นอนตามอุดมการณ์ของอับราฮัมที่รู้อุดมการณ์ของกิลกาเมชย่อมไม่พ้นความต้องการให้ร่างกายไม่ต้องตายเหมือนอุทนาพิสทิมซึ่งพระยาห์เวห์ก็คงได้ชี้แจงตามความเป็นจริงแห่งความชอบธรรมในความเป็นพระเจ้าผู้สร้างสรรพสิ่งว่ามันไม่ง่ายไปเสียทุกอย่างอย่างที่อับราฮัมคิดตามประสามนุษย์ ในที่สุดอับราฮัมเข้าใจและเต็มใจรับพันธสัญญา พอจะสันนิษฐานได้ว่าอับราฮัมและลูกหลานได้ปรับเปลี่ยนทัศนคติไปจากเดิมตามลำดับ เช่น ที่เชื่อกันว่าเทพเทวีมีร่างกายทิพย์เป็นอมตะ แยกเป็นเพศชายเพศหญิงและมีความสุขจากการร่วมเพศนั้นไม่เป็นความจริง ส่วนมนุษย์มีวิญญาณเป็นเหมือนเงาของร่างกาย ออกจากร่างแล้วยังมีชีวิตอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้วก็จะจางหายไปนั้นก็ไม่จริงด้วย

when you reach to the gate of heaven, dare you entrance.

ความจริงที่ปรับใหม่ก็คือ แต่เดิมมีแต่ยาห์เวห์ที่ทรงเป็นอยู่เอง ได้ทรงสร้างบริวารเรียกว่าทูตสวรรค์ให้มีส่วนร่วมบริหารเอกภพกับพระองค์ พระองค์เองแต่ผู้เดียวที่ทรงดำริและทรงสร้างเอกภพ ทรงเป็น El (อ่านว่าเอล) คือทรงเป็นประธานของทุกสิ่ง ไม่ใช่เอลที่ได้รับการยอมรับและสนับสนุนจากเทพจำนวนหนึ่งอย่างเอลลิลของชาวเมโสโพเทเมีย บางทีก็เรียกเป็นยาห์เวห์เอโลฮิม (Elohim) ในรูปพหูพจน์เพื่อหมายถึงสุดยอดของความเป็นใหญ่ ยาห์เวห์เอโลฮิมผู้นี้แหละที่ต้องการให้อับราฮัมและเชื้อสายเป็นผู้ปรับทรรศนคติให้แก่คนทั้งโลก ทรงพระประสงค์ให้อับราฮัมมีความมั่นใจในผลตอบแทนจริงๆ จึงเสนอทำเอ็มโอยูพันธสัญญาผูกมัดกันให้มั่นเหมาะซึ่งอับราฮัมก็ให้ความเห็นชอบ100% ทั้งๆที่ตัวเองและภรรยาก็อายุเกินขีดจะมีบุตรได้ตามปกติแล้ว ทำให้อับราฮัมมีความเชื่อมั่นว่าพระยาห์เวห์ทรงเอาจริงกับพันธสัญญาซึ่งอับราฮัมมีหน้าต้องมีประสบการณ์เองเพื่อถ่ายทอดความรู้สึกให้เป็นบรรทัดฐานแก่ลูกหลาน อับราฮัมจึงได้สมญานามว่าบิดาแห่งความเชื่อมั่น (The Father of Faith) อับราฮัมต้องเชื่อมั่นว่าตนมีร่างกายที่เป็นสสารเต็มตัว ก็ต้องสลายตัวตามธรรมชาติของสสาร ที่กิลกาเมชอยากได้ร่างกายไม่รู้ตายเป็นไปไม่ได้ จะให้เป็นไปได้นั้นพระยาห์เวห์ต้องกำหนดให้เป็นพิเศษคือธำรงไว้เป็นรายๆไป พระองค์ต้องการให้เป็นเช่นนั้น แต่ก็ต้องมีความชอบธรรมที่จะทรงกระทำเช่นนั้น ไม่ใช่อยากจะทำอะไรก็ทำได้ตามใจเสียทุกอย่างโดยไม่ต้องคำนึงว่าจะขัดแย้งตัวเองหรือไม่ พระองค์เองเป็นองค์ความชอบธรรม มันเป็นธรรมชาติของพระองค์ที่จะไม่ทรงกระทำอะไรที่ขัดแย้งกันอย่างเป็นไปไม่ได้ เพราะมันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้อยู่ในตัว อับราฮัมได้ใช้ปัญญาตรึกตรองเข้าใจอย่างถ่องแท้จึงได้น้อมรับด้วยศรัทธาจริงใจ จนได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งความเชื่อมั่น ก็เชื่อได้ว่าเมื่อเข้าใจดีแล้วอับราฮัมก็น่าจะพอใจ เพราะได้ข้อตกลงที่มากกว่าข้อเรียกร้อง พันธสัญญานี้จึงลงเอยโดยอับราฮัมได้กำไรอย่างเต็มประตู คืออยากได้ร่างกายเป็นกายทิพย์เหมือนร่างกายทิพย์ของเทพ/เทวีของเมโสโพเทเมียไม่ได้ก็จริง แต่ก็ได้ข้อตกลงทดแทนเป็นว่า อย่าเอาเลยกายทิพย์อย่างนั้นน่ะ ปล่อยให้มันสลายตัวไปเถอะ แต่พระองค์จะให้วิญญาณที่เป็นปัญญาคล้ายพระปัญญาของพระองค์เองซึ่งแน่นอนจะต้องเป็นอมตะนิรันดรเหมือนพระปัญญาของพระองค์ และวิญญาณนี้เอง หากร่างกายทำดีมีคุณภาพ  และคอยให้พระองค์จัดการสร้างความชอบธรรมด้วยการช่วยให้รอด (salvation) เสียก่อน วิญญาณอมตะนิรันดรก็จะมีความชอบธรรมที่จะเรียกร้องให้พระยาห์เวห์จัดการให้ร่างกายฟื้นคืนชีพ (resurrection) ชนิดที่เป็นร่างกายมนุษย์เต็มร้อย ไม่ใช่ร่างกายทิพย์ของเทพของชาวเมโสโพเทเมียซึ่งไม่ใช่ร่างกายจริงๆ ร่างกายมนุษย์ที่ทรงปรารถนาจะให้หลังจากการไถ่บาปนั้นจะได้รับการยกเว้นจากความเสื่อมและความอ่อนแอทุกอย่าง อับราฮัมคำนวนดูเข้าใจแล้วยอมรับสูตรใหม่ทันที ทั้งๆที่ไม่เข้าใจดีนักว่าทำไมพระยาห์ต้องเน้นความชอบธรรมด้วยการไถ่บาปมากนัก อับราฮัมไม่เข้าใจแต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องของพระองค์แต่ก็วางใจว่าพระองค์ทรงหวังดีก็แล้วกัน เรื่องความชอบธรรมถือว่าเป็นเหตุผลส่วนลึกของพระองค์ก็แล้วแต่พระองค์จะจัดการ พระยาห์เวห์คงได้แสดงพระเมตตาด้วยการสนทนาเล่าความเป็นมาในอดีตที่อับราฮัมไม่มีโอกาสได้รู้ เช่นว่าวิธีสร้างและเป้าหมายของการสร้างเอกภพและการสร้างมนุษย์คู่แรก ได้ชี้แจงเรื่องการมีชีวิตอมตะของมนุษย์อย่างชอบธรรมโดยผ่านความตายชั่วคราวของร่างกาย แต่มนุษย์คู่แรกไม่ยอมรับเงื่อนไขและเกี่ยงขอความเข้าใจให้ได้ว่าความชอบธรรมเป็นอะไรและทำไมพระยาห์เวห์เอโลฮิมจึงต้องแคร์มากนัก ไม่เข้าใจ ขอเงื่อนไขต้องเข้าใจเสียก่อนจึงจะยอมตัดสินใจว่าจะรับพันธสัญญาหรือไม่ พระยาห์เวห์ทรงรู้สึกว่าตั้งป้อมเงื่อนไขมากเกินไปอย่างไม่เกรงพระทัย จึงไม่ทรงทำพันธสัญญาเช่นนั้นกับอับราฮัม แต่ก็ทรงเมตตาอยู่เสมอ ยังทรงแสดงพระปณิธานว่าจะทรงทำพันธสัญญาให้ได้กับลูกหลานของอาดัมรุ่นต่อๆไปจนถึงระดับที่เข้าใจกันได้ดีพออย่างน่าพอใจ อับราฮัมไม่ได้บันทึกเรื่องที่พระยาห์เวห์ได้ทรงเปิดเผยเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ได้เล่าให้ลูกหลานถ่ายเทกันลงมเรื่อยๆด้วยวิธีธรรมดาๆที่สุด จนในที่สุดได้โปรดให้พระบุตรมารับร่างกายเป็นมนุษย์และสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนอย่างที่มนุษย์ไม่อยากแต่ถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ระดับเอกภพที่สร้างความชอบธรรมในการบริหารปกครองของพระองค์ต่อมนุษยชาติ ในที่สุดเราก็เริ่มจะเข้าใจกันได้ว่า เป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดที่จะช่วยมนุษย์มีความสุขตลอดนิรันดรได้อย่างเต็มภาคภูมิทั้งกายและวิญญาณเป็นอมตะตลอดนิรันดร ใครยอมร่วมดรามานิรันดรกับพระองค์ก็จะเข้าใจได้อย่างเปาโลและลูกศิษย์ของเปาโล

รุ่นเราพอจะเข้าใจกันได้ก็พึงพยายามเข้าใจ ส่วนที่เข้าใจยังไม่ถึง(ซึ่งยังไงก็มีจนได้)ก็พึงยอมรับไปก่อนด้วยความวางใจในพระเมตตาเหมือนอย่างที่อับราฮัมได้ทำตัวอย่างที่ดีไว้ ไม่พึงยืนกรานกระต่ายขาเดียวอย่างไม่เกรงพระทัยอย่างอาดัมกับเอวา
ปัญหาของนักประวัติศาสตร์ศาสนา

มีนักประวัติศาสตร์ศาสนาบางคนเชื่อว่าชาวยิวทั้งหลายก่อนพระเยซูไม่เชื่อว่ามีโลกหน้า เพราะพระยาห์เวห์เอโลฮิมเมื่อชักชวนอับราฮัมให้นับถือศาสนาใหม่ตามที่พระองค์จะกำหนดให้ใหม่ได้สำเร็จด้วยพระสัญญาจะให้เป็นต้นตระกูลของชนชาติใหม่ในสายเซมีติกพร้อมด้วยพระพรมากมายซึ่งล้วนแต่เป็นผลประโยชน์ในโลกนี้ทั้งสิ้น พระสัญญาว่าจะถือเป็นชาติเลือกสรรก็มีนัยเพียงว่าถ้าถือซื่อสัตย์ก็จะช่วยคุ้มครองดูแลให้เป็นชาติเอกราช เป็นที่เกรงขามแก่ชาติศัตรู อาหารการกินจะอุดมสบริบูรณ์  ถ้าหากไม่ซื่อสัตย์ก็จะลงโทษรุนแรงให้เสียเอกราชและเป็นทาส ไม่เห็นมีบอกว่าโลกหน้าจะเป็นอย่างไร ทำดีจะมีผลในโลกหน้าอย่างไร ส่วนทำชั่วเล่าจะมีโทษอย่างไรบ้าง โทษในเกเฮนนา (Gehenna) ก็คือศพจะถูกโยนทิ้งลงบนกองขยะที่มีไฟลุกไหม้ตลอดเวลาซึ่งก็มีอยู่ให้เห็นได้ที่นอกกำแพงกรุงเยรูซาเลม ตายแล้วก็หมดความรู้สึกในสายตาของสามัญชน ไม่ทราบว่าจะมีสักกี่คนที่คิดว่าเป็นเรื่องของโลกหน้า สังเกตจากประวัติการสอนของพระเยซูที่รับรองเรื่องการมีชีวิตในโลกหน้าเป็นอมตะนิรันดร ก็มีคัมภีราจารย์แย้งทันทีว่าจะเป็นไปได้อย่างไร สมมุติว่าในครอบครัวหนึ่งมีลูกชาย 7 คนเป็นหมันกันหมดทั้ง 7คน คนแรกแต่งงานไม่ทันมีทายาทชายสืบสกุล ตามกฎของโมเสส พี่น้องคนหนึ่งต้องรับไปอยู่กินด้วยเพื่อให้สตรีนั้นเกิดทายาทให้พี่ชาย แต่เขาก็ตายไปก่อน และก็เป็นเช่นนี้ทั้ง 7 คน ก็หมายความสตรีคนเดียวกันนั้นได้เป็นภรรยาของชาย7คนอย่างถูกต้องต่างวาระกันก็จริง แต่ในโลกหน้าทั้ง 7 คนล้วนแต่เป็นสามีของนางพอๆกัน แล้วนางจะทำอย่างไร แสดงว่าโลกหน้าไม่มีจริง พระเยซูทรงตอบสั้นๆว่า ในโลกหน้านั้นความสุขเป็นคนละระดับกับโลกนี้ ไม่มีใครสนใจจะเอาเรื่องเพศมาเป็นอารมณ์ให้เสียความรู้สึก เหตุการณ์นี้ให้คำตอบเพียงแต่ว่าในสมัยพระเยซูมีชาวยิวที่ไม่เชื่อว่ามีโลกหน้า การนับถือพระยาห์เวห์มีผลเพียงเพื่อความสุขในโลกนี้เท่านั้น ประเด็นของเรายังคงต้องหาคำตอบต่อไปว่าอับราฮัมเองและลูกหลานที่ทำพันธสัญญาเอมโอยูกับพระยาห์เวห์นั้นสำนึกถึงโลกหน้าหรือไม่ และมีส่วนในพันธสัญญาระหว่างอับราฮัมกับพระยาห์เวห์บ้างหรือไม่

การสนทนาระหว่างพระเยซูกับคัมภีราจารย์ที่ยกมาสาธยายข้างต้นนั้น มีความกำกวมไม่ชัดเจนอยู่ในประเด็นสำคัญว่าทั้ง 2 ฝ่ายเข้าใจเรื่องโลกหน้าตรงกันหรือไม่ เพื่อความเข้าใจชัดเจนจึงควรวิเคราะห์เสียก่อนว่าโลกหน้าอาจจะเข้าใจได้กี่ประเด็น และผู้เชื่อเรื่องนี้เชื่อตามประเด็นใดในประเด็นต่อไปนี้ คือ 1. ไม่เชื่อว่ามีโลกหน้าทั้งของร่างกายและวิญญาณ ชีวิตมนุษย์คนหนึ่งๆจบสิ้นที่การสิ้นลมหายใจ  2. มีโลกหน้าสำหรับวิญญาณเพียงชั่วระยะหนึ่ง แล้วค่อยๆจางหายไป 3. มีโลกหน้าสำหรับวิญญาณอมตะนิรันดร 4.ร่างกายที่ตายไปฟื้นคืนชีพและต่อไปเป็นอมตะร่วมกับวิญญาณที่ออกจากร่างขณะตาย 5. ร่างกายและวิญญาณเป็นอมะนิรันดรโดยไม่ต้องผ่านความตาย อันเป็นความปรารถนาของกิลกาเมชในคัมภีร์ศาสนาของเมโสโพเทเมีย

ประเด็นที่ไม่มีกรณีให้ศึกษาได้แก่ 1. ร่างกายเป็นอมตะโดยไม่มีวิญญาณ 2. มีร่างกายในโลกหน้าอย่างอิสระจากวิญญาณ

 

พิจารณากรณีของอับราฮัม

            ที่เชื่อว่าอับราฮัมไม่เชื่อว่ามีโลกหน้าทั้งกายและวิญญาณนั้นไม่น่าจะจริง แม้คัมภีร์พันธสัญญาเดิมจะไม่มีตอนใดกล่าวถึงโลกหน้าอย่างตรงๆชัดเจนเลยก็ตามอย่างน้อยที่สุดด้วยเหตุผลเชิงประวัติศาสตร์ว่าอับราฮัมได้เป็นชาวเมโสโพเทเมียและเคยอยู่ในดินแดนเมโสโพเทเมียมาก่อน และเมื่อรับพันธสัญญาจากพระยาห์เวห์โดยยังไม่มีเงื่อนไขใดๆต่อกัน ก็ชอบที่อับราฮัมจะเชื่อเรื่องโลกหน้าตามที่เคยเชื่อมาร่วมกับชาวเมโสโพเทเมียจนกว่าจะได้รับคำสอนปรับปรุงแก้ไขหรือคำสอนใหม่จากพระยาห์เวห์เป็นข้อๆหรือเรื่องๆไป ดังนั้นจึงน่าเชื่อว่า เมื่อสักแต่รับพันธสัญญาเท่านั้น อับราาฮัมก็คงเชื่อว่าพระยาห์เวห์ก็คือเทพเอลสูงสุดของศาสนาเมโสโพเทเมียที่มีชื่อฉะเพาะว่าเอลและให้เปลี่ยนเป็นยาห์เวห์ในฐานะที่ทรงเป็นอยู่เองตลอดนิรันดรนั่นเองซึ่งบางครั้งก็เรียกเป็นยาห์เวห์เอโลฮิม และมนุษย์ที่ภักดีต่อพระองค์ก็มีวิญญาณเท่านั้นที่จะยังมีชีวิตต่อไปในโลกหน้าอีกชั่วระยะเวลาหนึ่ง ที่น่าเชื่อมากกว่านั้นก็คือพระยาห์เวห์น่าจะได้เปิดเผยให้อับราฮัมรู้สึกทันทีว่าเชื่อตามพระยาห์เวห์จะได้ผลตอบแทนเหลือคุ้มคือ ได้ชีวิตอมตะนิรันดรที่มีความสุขอย่างน้อยก็ทางฝ่ายวิญญาณ เรื่องการกลับคืนชีพของร่างกายให้มีชิวิตอมตะนิรันดรอาจจะไม่ถึงเวลาและไม่จำเป็นในขณะนั้น ผู้บันทึกชีวิตของอับราฮัมคงได้เข้าใจเรื่องนี้ดี จึงได้กล่าวถึงความตายของอับราฮัมว่า “สิ้นชีวิตในวัยชราอันยาวนานและผาสุก ไปรวมอยู่กับบรรดาบรรพบุรุษ” (ปฐมกาล 25:8) ประโยคนี้เป็นสำนวนของคัมภีร์ปฐมกาลสำหรับการจบชีวิตของผู้จบชีวิตในโลกนี้ คงไม่ต้องการหมายถึงการนำเอาศพไปฝังณเมืองอูร์รวมกับอัฐิของบรรพบุรุษ เพราะอับราฮัมได้ซื้อที่ใหม่สำหรับเป็นสุสานฝังตนเป็นคนแรกและครอบครัวที่ถ้ำมามเร (Mamre) นอกจากนั้นผู้บันทึกยังให้ข้อสังเกตด้วยว่า อับราฮัมได้ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างมีความสุขเป็นเวลายาวนาน แสดงว่าหมดกังวลเรื่องโลกหน้า ก็คงได้ตกลงกับพระยาห์เวห์เป็นส่วนหนึ่งของพันธสัญญาอย่างน่าพอใจ ตามที่มีบันทึกไว้ซึ่งน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขแห่งพันธสัญญาแบบเปิดเผยย้อนหลังให้เห็นพระเจตนาของพระยาห์เวห์ว่าได้ทรงมีความหวังดีเตรียมไว้ล่วงหน้าตั้งแต่เริ่มสร้างอาดัมบรรพบุรุษแรกแล้วว่า ได้ทรงเป่าลมหายใจแห่งชีวิตให้เป็นชีวิตของอาดัมและของมนุษย์ทุกคน ซึ่งมีความหมายเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากว่า ทรงตั้งพระทัยให้ชีวิตทั้งกายและวิญญาณมีชีวิตอมตะมาแต่แรก เรื่องร่างกายต้องตายก่อนจึงมีชีวิตอมตะได้นั้น พระยาห์เวห์คงได้ชี้แจงจนอับราฮัมพอใจ จึงได้มีความสุขนอนตาหลับจนยอมตายได้อย่างสงบอารมณ์

เรื่องนี้ต้องศึกษาต่อไป เพราะเป็นเรื่องที่ผู้ทำพันธสัญญาทั้ง 2 ฝ่ายต้องพอใจมาแต่แรก

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s