การฟื้นคืนชีพของพระเยซูนั้นเป็นฉันใด

ซอกแซกหามาเล่า (259)

การฟื้นคืนชีพของพระเยซูนั้นเป็นฉันใด

            เพื่อมิให้สับสนในประเด็นที่อาจจะมีความคิดเห็นต่างๆกันได้มากมายเช่นนี้  ก็ควรได้กำหนดนิยามให้รัดกุมเสียก่อนล่วงหน้าไปเลย ทั้งตามหลักวิชาการและตามความเข้าใจกันทั่วไป ดังต่อไปนี้

resurrection of Jesus Christ

  1. ในความรู้ความเข้าใจของชาวคริสต์ที่เชื่อเรื่องนี้อย่างจริงจังนั้นก็คือๆว่า พระเยซูได้มีชีวิตของคนคนหนึ่งจริงๆ ไม่ใช่มีชีวิตหลอกๆเพียงเพื่อตบตาคนให้เข้าใจผิดแบบเล่นกล และไม่ใช่เพียงแต่สลบไปจริงๆ ไม่ถึงกับตายจริง จึงไม่มีการฟื้นคืนชีพจริง เหมือนที่มีกรณีเกิดขึ้นจริงกับผู้ป่วยที่หยุดหายใจและไม่ปรากฏว่ามีการทำงานของสมองหรือประสาทรับรู้ใดๆแล้ว ครั้นจะเอาไปเผาหรือฝังก็ปรากฏว่าฟื้นขึ้นมาทันเวลา ในกรณีดังกล่าวเช่นนี้อาจสจะมีการตายจริงหรือไม่ก็แล้วแต่จะนิยามการตายว่าอยู่ที่หัวใจหยุดเต้นไม่ทำงานแล้วอย่างแน่นอน ครั้นเริ่มทำงานใหม่ก็ถือว่าฟื้นคืนชีพ หรือจะใช้เกณฑ์ตรวจการทำงานของสมองซึ่งในปัจจุบันอาจจะใช้เครื่องมือที่สามารถตรวจเช็คคลื่นสมองได้อย่างละเอียดที่สุดว่ามีค่าเป็นศูนย์ต่อมาระยะหนึ่งแม้จะน้อยนิดสักปานใดก็ไม่ว่ากัน กลับวัดว่ามีคลื่นแสดงการทำงานกลับคืนมา ก็ถือว่ามีการฟื้นคืนชีพจริง ที่แน่ชัดที่สุดก็คือ มีสัญญาณบ่งบอกว่า มีส่วนขององคาพยพที่เสื่อมเสียจนกระบวนการยังชีพไม่อาจจะดำเนินต่อไปได้อีกต่อไปแล้วอย่างน้อยชั่วระยะหนึ่ง อย่างนี้เรียกว่าตายสนิทจริงๆ ต่อจากนั้นองคาพยพที่จำเป็นและพอเพียงสำหรับการดำรงชีวิตทุกส่วนกลับทำงานได้ตามปกติ ซึ่งระหว่างนั้นอาจจะมีการถ่ายเปลี่ยนอวัยวะที่มีปัญหามาเป็นอวัยวะใหม่ที่ไม่มีปัญหาก็ยังถือว่าฟื้นคืนชีพ อย่างในกรณีที่พระเยซูได้ทำปาฏิหาริย์ปลุกคนตายให้ฟื้นคืนชีพ ปาฏิหาริย์จริงต้องเริ่มที่ทรงรักษาอวัยะที่ชำรุดให้กลับใช้ได้เป็นปกติเป็นปฐม จะปรับเปลี่ยนอวัยะไปมากน้อยเท่าใดนั้นไม่สำคัญเท่ากับการได้ความสำนึกและความจำเดิมกลับคืนมา มิฉะนั้นก็จะไม่ใช่คนเดิม เป็นพยานแก่คนทั้งหลายไม่ได้ว่าคนเดิมได้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาจริง แม้ร่างกายจะเป็นร่างเดิมเกือบ 100% แต่วิญญาณเป็นวิญญาณใหม่ เริ่มรับผิดชอบใหม่ทั้งหมด แต่อาศัยร่างของวิญญาณที่ออกไปก่อน ในกรณีของพระเยซูนั้นหากถูกทรมานอย่างที่มีบันทึกไว้ก็ต้องตายแน่ๆ และร่างกายของพระองค์ฟื้นคืนชีพที่มีผู้ยืนยันว่าเป็นร่างกายเดิมที่ยังคงรักษาบาดแผลและร่องรอยการถูกทรมานไว้โดยที่อวัยวะไม่ต้องทำงานตามหน้าที่ขององคาพยพ จะว่าเป็นร่างกายทิพย์เหมือนเทพของชาวกรีกโบราณก็ไม่ใช่ เพราะไม่จำเป็นต้องเสวยอาหารทิพย์และอวัยวะต่างๆทำหน้าที่ปกติโดยไม่ขึ้นกับเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น เพียงแต่ให้มีอวัยวะครบถ้วนให้ดูดีโดยไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่ก็เหมือนทำหน้าที่ทุกอย่างเป็นหน้าที่ของจิตอมตะที่จะควบคุมดูแลตามสถานภาพใหม่ที่พระเจ้าทรงวางแผนไว้ให้ กล่าวได้ว่าร่างกายแบบที่ว่านี้พระเจ้าทรงวางแผนจะประทานให้แก่มนุษย์ตามกาลเวลา และพระเยซูได้ใช้เป็นรายแรกตั้งแต่ขณะได้ฟื้นคืนชีพ และคนอื่นจะได้รับตามพระสัญญาของพรเะเยซู ดังนั้นร่างกายอื่นที่อ้างว่าได้ฟื้นคืนชีพด้วยวิธีใดก็ตาม ล้วนแต่ยังเป็นร่างกายที่เป็นมรรตัยรู้ตายทั้งสิ้น จนกว่าจะได้รับร่างกายใหม่ตามพระสัญญาของพระเยซู แหละนี่เป็นความเชื่อแบบคริสต์เท่านั้น แบบอื่นย่อมเป็นอย่างอื่นที่ไม่เหมือนก้น และเรื่องนี้เป็นจุดขายสำคัญของผู้เผยแผ่รุ่นแรกของศาสนาคริสต์ในมหาอาณาจักรโรมัo
  2. ร่างกายที่ฟื้นคืนชีพแล้วเป็นสสารจริงๆ แต่เป็นสสารที่ยกเว้นกฎของสสารได้ตามความต้องการของวิญญาณซึ่งแต่ละดวงมีเอกลักษณ์ของตนและต้องการแสดงเอกลักษณ์ของตนเฉพาะตามความดีที่ได้สะสมไว้เท่านั้น ร่างกายฟื้นคืนชีพของพระเยซูเป็นสสารจริงและเป็นร่างกายจริงของพระเยซูที่มีชีวิตสืบต่อเนื่องเป็นสันตติไม่ขาดช่วงแม้แต่นิดเดียวตั้งแต่ประสูติในถ้ำเลี้ยงสัตว์แห่งเบทเลเฮมจนถึงปัจจุบัน จึงนับเป็นร่างกายเดียวที่สืบต่อเนื่องไม่ขาดสาย โดยไม่รับรองว่าปรมาณูทุกตัวจะต้องอยู่คงที่ตายตัว เพราะอย่างไรเสียในพระวรกายของพระองค์ย่อมมีการถ่ายเทปรมาณูบางตัวออกไปและรับตัวใหม่เข้ามาซ่อมแซมและเสริมเติมแต่งเข้ามาตามกระบวนการของชีวิต เวลาตายหากตายจริงย่อมมีการเสื่อมสลายตัวเรื่อยไปตามกระบวนการของการตายเพื่อให้เข้าเกณฑ์ว่าตายจริง และเมื่อฟื้นคืนชีพก็ย่อมต้องมีการซ่อมส่วนที่สึกหรอไปและเสริมแต่งให้ดูดีกว่าเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระโลหิตที่พร่องไปมากภายใน 24 ชั่วโมงสุดท้ายก่อนสิ้นพระชนม์จริงๆ หลังจากทรงฟื้นคืนชีพแล้วจะมีการถ่ายเปลี่ยนปรมาณูอีกหรือไม่ ไม่เป็นปัญหาแล้ว เพราะจะมีหรือไม่มีไม่ใช่ประเด็นแล้ว เพราะการเป็นตัวตนเดิมของร่างกายอยู่ที่การสืบต่อเนื่องไม่ขาดสาย ไม่ใช่อยู่ที่ปรมาณูตัวใดตัวหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่ง นักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันยืนยันว่าร่างกายมนุษย์แต่ละคนประกอบด้วยเซลชีวิตหลายร้อยล้านตัว แต่ละเซลประกอบด้วยปรมาณูของธาตุหลายธาตุหลายร้อยล้านปรมาณู หากมนุษย์คนนั้นยังมีชีวิตอยู่ เซลดังกล่าวก็จะทยอยกันตายไปตลอดเวลาและก็มีเซลใหม่เกิดขึ้นมาทดแทนเพื่อให้คงที่หรือเพิ่มใหม่เพื่อเติบโต ทำให้ต้องเชื่อว่าความเป็นปัจเจกของร่างกายหนึ่งๆมิใช่ขึ้นอยู่กับปรมาณูกลุ่มหนึ่งที่ตายตัวและปรมารณูกลุ่มนั้นก็มิได้มีสิทธิหรือสามารถแสดงสิทธิอ้างกรรมสิทธิ์ในปัจเจกที่ตนเคยสังกัดแต่ประการใด ความเป็นปัจเจกจึงขึ้นอยู่กับความสืบเนื่องซึ่งอาจจะสืบสาวได้จากหน่วยความจำใดที่ใช้การได้ แม้ในช่วงเวลาที่ถือว่าร่างกายตายเพราะวิญญาณละร่างไปแล้วตามความเชื่อของระบบใดก็ตาม เซลในร่างที่ตายนั้นอาจจะมีการสร้างใหม่ได้บ้าง ก็ยังต้องถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของประวัติแห่งการสืบเนื่องของร่างกายนั้นอยู่
  3. ร่างกายของพระเยซูไม่เหมือนร่างกายของเทพอวตาร มีหลายศาสนาที่เชื่อว่าพระเจ้าหรือเทพของตนอวตาร เช่น การอวตารของพระนารายณ์ 10 ปาง และของเทพบางองค์ของบางศาสนาทางตะวันตก ก็ไม่แน่ใจว่าที่นักวิชาการศาสนาตะวันตกใช้คำ incarnation นั้นจะมีความหมายตรงกับอวตารของทางตะวันออกเราสักแค่ไหน เช่น กับการอวตารของฟาโรห์จำนวนมากและของเทพโอซีริส (Osiris) เทวีอีซิส (Isis) ของอียิปต์ บางคนใช้คำอวตารกับพระเยซูก็คงต้องทำความเข้าใจกันให้ดีๆเสียก่อน ดังนี้เป็นต้น พระนารายน์อวตารของชมพูทวีปซึ่งรวมเอาพุทธาวตารเป็นปางหนึ่งด้วยนั้น ไม่เห็นมีการกล่าวถึงการคืนชีพของร่างกายเพื่อให้ร่างกายนั้นเป็นอมตะ เช่น พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ฟื้นคืนชีพเพื่อเป็นพระสรีระอมตะนิรันดร และถ้าหากจะเชื่ออย่างนั้นจริงก็น่าจะผิดคำสอนอย่างน้อยของฝ่ายเถรวาทที่เชื่อว่านิพพานคือการดับของชีวิตทุกรูปแบบรวมทั้งการฟื้นคืนชีพด้วย อนึ่งพระนารายณ์ยังอวตารเป็นเต่า เป็นปลาและเป็นอะไรอีกหลายๆร่างก็ไม่ปรากฎมีความเชื่อว่าร่างเหล่านั้นได้ฟื้นคืนชีพเป็นอมตะนิรันดรแต่ประการใด ดังนั้นการอวตารจึงน่าจะหมายถึงการมาอาศัยใช้ร่างเป็นเครื่องมือปฏิบัติพระพันธกิจชั่วคราว และการมานั้นก็คงมาทั้งองค์เทวะครบ ทำให้ร่างนั้นเป็นร่างขององค์เทวะครบสมบูรณ์ ไม่ใช่แบ่งองค์เทวะมาเพียงส่วนเดียว และระหว่างที่เป็นร่างขององค์เทวะก็ย่อมมีฤทธิ์อำนาจขององค์เทวะนั้นอย่างครบถ้วนมิใช่เพียงส่วนเดียว ดังนั้นการที่กล่าวว่าแบ่งภาคมาอวตารนั้นน่าจะเป็นคำยกย่องที่ความหมายเชิงภาษาศาสนายังต้องการคำอธิบายเฉพาะกรณีเหมือนคำ “พระผู้มีพระภาคเจ้า” ในพระพุทธศาสนา ซึ่งถ้ามีใช้ในศาสนาอื่นก็ต้องตีความโดยเฉพระกรณีต่างหาก ดังนั้นการอวตารของทางตะวันออกที่แปลเป็น incarnation ซึ่งชาวคริสต์สร้างขึ้นจากภาษาละตินให้หมายถึงการมารับเอากายของพระเยซูนั้นต้องเข้าใจว่ามีความหมายไม่เหมือนกันอย่างแน่นอน ในกรณีของพระเยซูนั้น แปลเป็นไทยว่า “การแบ่งภาค” ก็มีโอกาสเข้าใจผิด เพราะพระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ที่ชื่อว่าเยซูครบถ้วนโดยไม่มีการแบ่งภาค ดังนั้นพระมารดาของพระองค์จึงได้ชื่อว่ามารดาของพระเจ้าจริงๆครบๆ ไม่ใช่สักแต่ยกย่อง เรื่องนี้ชาวคริสต์ได้เคยถกเถียงอย่างเอาเป็นเอาตายกันมาแล้วและไม่อยากจะเถียงกันอีก การรับเอากายในกรณีของพระเยซูไม่ใช่เป็นการใช้ร่างกายชั่วคราวเพื่อทำภาระกิจบางอย่างสำเร็จแล้วก็สละร่างไป ไม่ใช่อย่างนั้น แต่เมื่อรับเอากายแล้วกายนั้นก็เป็นร่างของพระเจ้าอย่างต่อเนื่อง แม้ขณะที่พระองค์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพราะพระวิญญาณที่เป็นวิญญาณมนุษย์จริงๆ ออกจากพระกายที่แขวนอยู่บนไม้กางเขนที่เป็นกายมนุษย์จริงและเป็นกายของพระเจ้าจริง ทำให้พระกายนั้นสิ้นพระชนม์จริงและยังเป็นพระกายของพระเจ้าจริงด้วยการสืบเนื่องไม่ขาดสาย และเมื่อร่างนั้นถูกนำไปฝังในถ้ำจนถึงวันที่ 3 พระวิญญาณจึงกลับเข้าสู่พระกาย โดยที่ทั้งพระกายและพระโลหิตก็ยังเป็นพระกายและพระโลหิตอย่างสืบเนื่องจนถึงเวลาฟื้นคืนชีพ ดังนั้นกรณี incarnation ของพระเยซูตามที่ชาวคริสน์เข้าใจและรับได้นั้น ต้องมีการสร้างกายเฉพาะขึ้นมารองรับเพื่อให้เป็นพระกายของพระเจ้าตลอดนิรันดรตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นไป การสร้างพระกายของพระเยซูในครรภ์ของพระแม่มารีย์เป็นการสร้างด้วยวิธีพิเศษโดยพระเจ้าสร้างพระกายพระเจ้าโดยตรงโดยไม่ผ่านกฎธรรมชาติปรกติแห่งการเกิดชีวิต องค์พระบุตรมาสถิตในครรภ์พระมารดาในฐานะเป็นวิญญาณของพระกายซึ่งประกอบกันเป็นคนคนหนี่งที่มีกายและวิญญาณเป็นองค์ประกอบของความเป็นคนพระเจ้า ไม่ใช่พระเจ้ามาสถิตอยู่ในตัวคน ดังนั้นไม่ว่าจะใช้ คำอวตารกับพระเยซูก็ดี หรือจะใช้คำ incarnation กับพระนารายณ์หรือกับเทวะองค์ใดของศาสนาใด ก็จำเป็นต้องปรับความเข้าใจกันดีๆ เรื่องนี้ก็ควรจะมีการสานเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดความเข้าใจกันได้ ผิดหลาดอย่างไรก็อภัยกันและปรับความเข้าใจกันไป เพื่อความรู้ด้านศาสนาจะได้มีโอกาสพัฒนา ดีกว่ากลัวเกินไปจนไม่กล้าพูดอะไรกันเลย มันก็จะแปลกที่ว่า ของดีๆที่สร้างสรรค์และพัฒนาคุณภาพชีวิตเอามาอวดกันไม่ได้ แต่ของเลวๆเอาออกมาแชร์กันได้เป็นบ้าเป็นหลัง แม้แต่ศาสนาโบราณก็มีการกล่าวถึงเทพเป็นมนุษย์และมนุษย์เป็นเทพมากมาย ก็น่าจะวิเคราะห์ดูว่าจะเข้าใจตรงกับอวตารหรือ incarnation บ้างหรือไม่ ก็คงไม่ต้องเปรียบกับตรัสรู้และนิพพาน เพราะยังไม่เคยพบศาสนาใดพูดถึง ก็เอาไว้เป็นเรื่องพิเศษของพระพุทธศาสนาก็แล้วกัน ส่วนข้อธรรมปลีกย่อยนั้นมีเรื่องกล่าวร่วมกันได้มากอยู่ แต่ก็ไม่มีศาสนาใดไปถึงตรัสรู้และนิพพานของพระพุทธศาสนา นอกจากผู้ตรัสรู้โดยเฉพาะเท่านั้น

สรุป ได้ว่า ในกรณีของพระเยซูมีการตายของร่างกายและฟื้นคืนชีพเป็นอมตะ ถือได้ว่าในกรณีของพระเยซูที่มีการสิ้นพระชนม์และฟื้นคืนชีพเป็นอมตะ จึงต้องเรียกว่าเป็นกรณีของพระเจ้าฟื้นคืนชีพ (the Resurrected God) ไม่ใช่พระเจ้าอวตาร (the Avatar God) อย่างในกรณีของพระนารายณ์อวตาร และไม่ใช่พระผู้มีพระภาค (the Enlightened One) อย่างกรณีของพระพุทธเจ้า หากจะเข้าสู่แดนแห่งปรัชญาศาสนาจริงๆ ก็ต้องวิเคราะห์เรื่องนี้ให้ชัดเจนก่อนเป็นปฐม จะได้ไม่สับสนเมื่อจะวิเคราะห์เรื่องปลีกย่อยต่อๆไปให้สนุกและลึกซึ้ง เพราะเป็นภาษาศาสนา

 

ศาสนาของเมโสโพเทเมียว่าอย่างไร

ชาวสุเมเรียน (Sumerian) ถือได้ว่าเป็นศาสดาของศาสนาของเมโสโพเทเมียโบราณทั้งหมด  เพราะที่พวกเขาสำนึกและปฎิบัติจากที่พัฒนาจากมมนุษย์ยุคหิน พวกเขาได้จารึกไว้บนแผ่นดินเผา ซึ่งถือได้ว่าเป็นคัมภีร์ศาสนาของพวกเขา ซึ่งต่อมาถูกแปล พัฒนา และปฎิบัติโดยชนชาติเอิคแคดเดียน (Akkadian) แบบเบอโลว์เนียน (Babylonian) เอิสซีเรียน (Assyrian) และแคลเดียน (Caldean) ชาวแคลเดียนก็คือชาวแบบเบอโลว์เนียนรุ่นที่ 2 นั่นเอง ศาสนาที่เริ่มบนผืนแผ่นดินเมโสโพเทเมียโดยเริ่มกับชาวสุเมร์เรียนและจบลงที่ชาวแคลเดียน เป็นผลจากการพัฒนาตามลำดับราวกับเป็นศาสนาของชนชาติเดียวกันที่เรียกได้ว่าชาวเมโสโพเทเมียและศาสนาเมโสโพเทเมีย

ชาวเมโสโพเทเมียมีความสำนึกว่า แต่แรกเริ่มเดิมทีมีสารไร้รูป (Chaos)เรียกตามภาษาสุเมเรียนว่าเจ้าแม่แนมมุ (Nammu) เจ้าแม่แนมมุให้กำเนิดแก่เจ้าพ่อน้ำจืดแอพสุ (Apsu) กับเจ้าพ่อน้ำเค็มเทียเมิท (Tiamat) เจ้าพ่อน้ำจืดกับเจ้าแม่น้ำเค็มรวมพลังกันให้กำเนิดแก่เจ้าพ่อฟ้าแอนหรือแอนนุ (An or Anu) กับเจ้าแม่ธรณีคี (Ki) ฟ้ากับธรณืรวมพลังกันให้กำเนิดแก่เจ้าพ่อพายุเอนลิล (Enlil) กับเจ้าแม่ลำธารนีลลิล (Ninlil) เจ้าพ่อพายุกับเจ้าแม่ลำธารรวมพลังกันให้กำเนิดแก่เจ้าพ่อดวงจันทร์แนนเนอ (Nanna) กับเจ้าแม่เพลิงนินแกล (Ningal) ซึ่งรวมพลังกันให้กำเนิดแก่เจ้าพ่อดวงอาทิตย์อูทุ (Utu) เจ้าแม่แห่งสวรรค์ดีลมุน (Dilmun) และเจ้าแม่แห่งบาดาลอเรชเขอกัล (Ereshkigal)  เจ้าพ่อเจ้าแม่แห่งพลังต่างๆเหล่านี้รวมพลังกันให้กำเนิดแก่เจ้าพ่อเจ้าแม่แห่งพลังต่างๆอีกมากมายที่ย่อยลงไป ซึ่งต่างก็ใช้พลังต่างๆของตนเป็นสัญชาตญาณหาความสุขกันเต็มพลังของตนอย่างไร้ระเบียบ บางครั้งก็ประสานกันดีให้กำเนิดแก่เจ้าพ่อเจ้าแม่พลังใหม่ในเอกภพที่ให้คุณ แต่ทว่าบางครั้งก็เกิดความขัดแย้งกันจนถึงกับห้ำหั่นทำลายกันทำให้เกิดพลังทำลายก็มี วันหนึ่งมาร์ดุค (Marduk) วางกฎระเบียบและใช้พลังแห่งกฎระเบียบนั้นเองสามารถขจัดความขัดแย้งและวางระเบียบให้ทุกพลังร่วมมือกันสร้างสรรค์ได้สำเร็จ เจ้าพ่อเจ้าแม่ทั้งหลายที่เข้าระบบได้ก็จะเปลี่ยนสภาพเป็นเทพ/เทวีอมตะ ซึ่งในความหมายของชาวเมโสโพเทเมียก็คือมีร่างกายที่เป็นอมตะควบคู่กับวิญญาณอมตะ ร่างกายทิพย์ต้องการเครื่องเซ่นเพื่อกินให้อร่อย ไม่ใช่หิวอดอยากเหมือนเปรต

โลกขณะนั้นมีสัตว์และพืชนานาชนิดที่ผลิตผลกันตามยถากรรม ผลผลิตดีๆมีไม่มากเท่าที่ควร เทพเทวีทั้งหลายจึงชุมนุมหารือกันและเห็นพ้องต้องกันว่า ควรสร้างมนุษย์ให้มีลักษณะกึ่งเทพกึ่งสัตว์ เพื่อดูแลและบำรุงบผลผลิต แบ่งส่วนมาถวายเป็นเครื่องเซ่นบูชา เทพเทวีช่วยกันเก็บดินจากที่ต่างๆมาคลุกรวมกันเพื่อปั้นเป็นร่างกายมนุษย์ มีการเลี้ยงกันอย่างเต็มที่จนมึนเมา มนุษย์ที่ปั้นขึ้นจึงดีบ้างเลวบ้างตามอารมณ์ของผู้ปั้น เสร็จแล้วก็เป่าลมให้มีวิญญาณของเทพอย่างอ่อนๆ จึงเมื่อร่างกายตายลง วิญญาณก็ยังอยู่ต่อไปอีกระยะหนึ่งก่อนจะจางหายไปเหมือนลมหายใจของเทพ

เทพเทวีแบ่งเขตกันจองรับเครื่องเซ่น บางองค์ลงทุนเสด็จลงมาสร้างวิหารที่ประทับเพื่อดูแลประชากรในเขตที่จับจองของตนเป็นนครรัฐ เช่น เทพเอนลิลและชายานินลิลลงมาสร้างวิหารแห่งนีพเผอร์ (Nippur) เป็นที่ประทับ และเมื่อเทพได้นางมนุษย์เป็นชายาก็เกิดโอรสเป็นเทพกึ่งมนุษย์ซึ่งมีวิญญาณไม่รู้ตายและร่างกายรู้ตายเพราะไม่ใช่ร่างกายทิพย์ เมื่อโอรสเติบโตสามารถเป็นกษัตริย์ปกครองได้ก็จะเป็นปฐมกษัตริย์แห่งนีพเผอร์ เทพเอนลิลและชายานินลิลก็เสด็จสู่สวรรค์ดีลมุนโดยไม่ต้องผ่านความตายและการฟื้นคืนชีพอย่างกรณีของพระเยซู ทั้งไม่มีการละร่างให้เน่าเปื่อยไปตามธรรมชาติหรือถูกดองเป็นมัมมี่อย่างฟาโรห์ของอียิปต์ กษัตริย์เทวะ (God-King) เสด็จลงมาครองโลกด้วยพระกายทิพย์และเสด็จนิวัติสู่สวรรค์โดยไม่ต้องสิ้นพระชนม์ แต่ยังคงเป็นผู้อุปถัมภ์ของรัฐนีพเผอร์ต่อไป ผิดกับเทพอวตารที่มารับเอากายเนื้อเป็นร่างสิงสถิต เสร็จพันธกิจเมื่อใดก็ละร่างกายเนื้อเหมือนเปลื้องเสื้อผ้าในกรณีของฟาโรห์แห่งอียิปต์ ส่วนโอรสที่เทพให้กำเนิดผ่านทางมนุษย์เป็นกษัตริย์ปกครองจนสิ้นอายุไขแล้วก็สิ้นพระชนม์ วิญญาณเท่านั้นเป็นอมตะไม่ใช่เทพแท้ เพราะไม่มีร่างกายทิพย์ ไม่มีสิทธิ์เข้าสวรรค์ดีลมุน ต้องไปอยู่รวมกันในสวรรค์ณแผ่นดิน (Paradise) ที่จัดไว้ให้

กรณีของเทพเอนลิลมาปกครองมนุษย์ในกายทิพย์ของเทพ ไม่มีการใช้ร่างกายรู้ตายของมนุษย์ช่วย จึงไม่มีการตายและฟื้นคืนชีพอย่างร่างกายของพระเยซู ส่วนในกรณีของกิลกาเมช (Gilgamesh) ซึ่งสืบเชื้อสายจากต้นราชวงศ์ที่เป็นเทพกึ่งมนุษย์ ตัวเองก็เป็นเทพกึ่งมนุษย์ด้วย ร่างกายต้องตายแต่วิญญาณเป็นอมตะ มีสิทธิ์อยู่ในสวรรค์ ณ แผ่นดิน โดยที่วิญญาณสามารถไปไหนและรู้อะไรได้ดั่งใจนึก สามารถช่วยมนุษย์ได้ตามความพอใจ ชาวเมโสโพเทเมียธรรมดาย่อมต้องตายทั้งกายและวิญญาณ หลังความตายของกายแล้ววิญญาณจะมีชีวิตต่อไปอีกระยะหนึ่งในโลกใต้บาดาล มีความสุขบ้างทุกข์บ้างตามบาปและบุญที่ได้ทำไว้ในโลกมนุษย์

วิญญาณของชาวอียิปต์ถ้าบำเพ็ญตนเป็นผู้ภักดีต่อเทพโอซีริส เทวีอีสิส และเทพบุตรฮอร์เริส (Horus) วิญญาณก็จะเป็นอมตะในสวรรค์ใต้บาดาล

 

ศาสนาของชาวอียิปต์โบราณ

            ศาสดาของศาสนาอียิปต์น่าจะได้แก่สำนักสุริยเทพแห่งเฮลีโอโปลิส (Heliopolis Religious Center) สำนักนี้น่าจะมีมาในดินแดนอียิปต์ตั้งแต่มนุษย์ยุคหินใหม่ของอียิปต์เริ่มแปรสภาพเป็นมนุษย์ยุคโลหะและเริ่มจับกลุ่มกันเป็นชุมชน ชุมชนเฮลิโอโปลิสน่าจะเป็นชุมชนของผู้แสวงหาความรู้ที่สามารถอยู่ได้ด้วยตนเองอย่างอิสระ คือสามารถเลี้ยงตัวเอง ป้องกันตัวเองเช่นเดียวกันกับชุมชนอิสระอื่นๆ แต่มีเอกลักษณ์ที่นับถือสุริยเทพเรหรือรา (Re or Ra) เป็นเทพสูงสุด ปราชญ์อียิปต์พยายามหาความรู้และคุณค่าจากการนับถือสุริยเทพ เช่น ความรู้เกี่ยวกับดาราศาสตร์ โหราศาสตร์แพทยศาสตร์และโลกหน้า ผลก็คือได้ความเชื่อเรื่องกำเนิดจักรวาลว่า แต่แรกเริ่มเดิมทีมีแต่นุน (Nun) ซึ่งเป็นน้ำดั้งเดิมไร้รูป (Chaos) เพราะพลังต่างๆทำการแฝงกันอย่างไร้ระเบียบสับสนวุ่นวาย  อยู่มาพลังแฝงจับตัวกันเป็นก้อนลอยฟ่องอยู่เหนือน้ำรูปเหมือนไข่ซึ่งค่อยๆโตขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดไข่ก็แตกออก องค์สุริยะปรากฏตัวขึ้น องค์สุริยะทรงสร้างเทพลมชู (Shu) กับเทวีฝนเทฟนุท (Tefnut) เป็นคู่แรก ต่อมาทรงสร้างเทพดินเก๊บ (Geb) เทวีท้องฟ้านุท (Nut) เป็นคู่ที่ 2 เทพดินกับเทพฟ้ารวมพลังกันให้กำเนิดแก่เทพแม่น้ำไนล์โอซีริส (Osiris) กับเทวีเพาะปลูกอีสิส (Isis) เป็นคู่แห่งความดี และเทพเซ็ท (Set) กับเทวีเน็ฟธิส (Nephthis) คู่แห่งความชั่ว คู่แห่งความดีมีโอรสนามว่าเทพฮอร์เริส (Horus) ผู้จะต้องไถ่กู้คู่แห่งความดีจากเงื้อมมือของคู่แห่งความชั่ว

อยู่มาหัวหน้าชุมชนแห่งธีนิส (Thinis) สามารถรวบรวมชุมชนจำนวนมากเข้าเป็นอาณาจักรตั้งตัวเป็นฟาโรห์เริ่มราชวงศ์ที่1 ประกาศเทพธอธ (Thoth) ของธีนิสเป็นใหญ่เหนือเทพอื่นๆและประกาศตัวเองเป็นเทพธอธเองที่มาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อปกครองประชาชนให้มีความสุข สำนักสุริยะแห่งเฮลีโอโพลิสรับลูกมาอธิบายว่าเทพธอธคือองค์สุริยะเรทรงแสดงองค์เป็นเร-ธอธในพระสรีระของฟาโรห์เมนนิส (Menes) สำนักเสนอให้สร้างพีระมิดสำหรับเก็บพระศพซึ่งเทพเร-ธอธอาศัยใช้ปฏิบัติหน้าที่กษัตริย์และถึงเวลาจะต้องละเพื่อใช้ร่างใหม่ แต่สำนักสุริยะก็สามารถใช้สมุนไพรดองพระศพไว้ เผื่อจะประสงค์ใช้เมื่อใดก็จะสามารถมาเข้าร่างนำไปใช้ได้อีกตามพระประสงค์ ต่อมาก็ยังมีฟาโรห์อีกหลายองค์ที่สำนักสุริยะรับรองว่าเป็นเทพเร-ธอธ หรือเร-อาตุม (Re-Atum) หรือเร-อามอน (Re-Amon) แล้วแต่สำนักสุริยะจะแถลงออกมาเป็นทางการ ฟาโรห์บางองค์ได้รับการรับรองจากสำนักสุริยะให้เป็นเพียงผู้ปกครองแทนเทพเท่านั้นก็มี มีอยู่องค์เดียวที่ไม่รับการตัดสินของสำนักสุริยะ แต่ประกาศตัวเองว่าเป็นฟาโรห์เอิคแนททัน (Aknaton) คือเทพแอททัน (Aton) ซึ่งเป็นเอกเทวะ คือพระเจ้าองค์เดียวอวตารมาปกครองอียิปต์โดยพระองค์เอง เมื่อสิ้นรัชกาลสำนักสุริยะเข้ายึดอำนาจควบคุมการเป็นฟาโรห์ต่อไป แต่ลัทธิเอกเทวนิยมของพระแอททันยังคงมีผู้นับถือต่อไปและน่าเชื่อว่าโมเสสใช้เป็นอุดมการณ์ชักชวนให้ทาสฮีบรูรวมตัวกันติดจนอพยพไปตั้งชาติใหม่เป็นชาวอิสราเอลในดินแดนปาเลสไตน์ได้สำเร็จ จนเป็นเหตุให้มีพระเยซูและศาสนาคริสต์

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s