ฟื้นคืนชีพนั้นสำคัญไฉน

ซอกแซกหามาเล่า (256)

ฟื้นคืนชีพนั้นสำคัญไฉน

            ถ้าจะกล่าวว่าพระเจ้า หรือเทพเทวีองค์ใดฟื้นคืนชีพ ก็จะไม่มีใครแปลกใจ เพราะทรงมีชีวิตอมตะ ทำยังไงก็ไม่ตาย ถ้าจะยอมตายก็ตายเป็นพิธี ไม่ได้ตายจริง เพราะฉะนั้นการฟื้นคืนชีพก็มิได้ฟื้นจริง/คืนชีพจริง เพราะมิได้ตายจริง ส่วนมนุษย์นั้นทุกวัฒนธรรมยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นผู้รู้ตาย คือเกิดมาเพื่อตาย เพราะฉะนั้นเป็นธรรมดาของมนุษย์ที่จะต้องตายลงไม่วันใดก็วันหนึ่ง

resurrection

คัมภีร์ของศาสนาโบราณทั้งหลาย กล่าวถึงเทพเป็นอมตะในความหมายว่าเทพมีร่างกายที่เป็นองคาพยพเป็นสสาร เทพเป็นเพศชายจริงๆและเทวีก็เป็นเพศหญิงจริงๆ มีความสุขทางกามรสจริงๆ แต่เป็นร่างทิทย์ คือไม่เสื่อมไม่สลาย แม้จะแก่ชราอย่างไรพลานามัยก็ยังคงแข็งแกร่งตามคุณภาพของเทพในแต่ละระดับชั้น ส่วนมนุษย์เป็นผู้รู้ตาย ตายคือวิญญาณออกจากร่างที่สลายตัวใช้เป็นองคาพยพไม่ได้อีกต่อไป ส่วนวิญญาณอยู่ต่อไปอย่างอิสระต่อร่างกายและมีอยู่ต่อไปเหมือนควันไฟที่ออกจากกองไฟ วิญญาณไร้ร่างไม่ถือว่าเป็นมนุษย์ แต่เป็นสัมภเวสีที่มีอยู่ต่อไปอีกระยะหนึ่งแล้วจะค่อยๆจางหายไปอย่างช้าๆจนสูญสิ้นไป ไม่รู้ตายเป็นธรรมชาติของเทพ ไม่ใช่ธรรมชาติปกติของมนุษย์ ซึ่งต้องมีร่างกายจึงจะเรียกว่าเป็นมนุษย์ ถ้าวิญญาณใดหาวิธีแทรกเข้าไปในร่างใหม่ได้ทันเวลาก็จะเป็นคนหรือสัตว์รู้ตายไปอีกชั่วชีวิตของร่างกายใหม่นั้น แล้วก็ต้องออกไปเผชิญชะตากรรมแห่งการจางหายต่อไป  นอกจากได้สิทธิพิเศษกลายเป็นเทพ/เทวีอมตะก็หมายความว่าร่างกายที่กำลังใช้อยู่ได้รับการแปรสภาพเป็นร่างกายทิพย์คือยกขึ้นเป็นร่างอมตะเหมือนเทพ หรือมิฉะนั้นก็ได้ร่างกายใหม่ที่ไม่มีวันแตกสลายเช่นเดียวกับเทพ ความคิดเช่นนี้ดูเหมือนจะเป็นความเชื่อที่ตีความได้จากอารยธรรมโบราณที่เริ่มมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรตอนปลายๆของอารยธรรมหินใหม่ต่อกับยุคโลหะ ทำให้น่าเชื่อว่าเป็นความคิดของบรรดามนุษย์ที่ยังไม่รู้จักบันทึกด้วย เพราะยังไม่รู้จักใช้อักษรบันทึก หรือได้บันทึกแต่สูญหายหมดเนื่องจากลมฟ้าอากาศและการล่วงเวลาที่ไม่เอื้อต่อการธำรงอยู่ของวัสดุที่ใช้บันทึก พอรู้จักบันทึกเมื่อไรก็ชอบที่จะบันทึกความทรงจำและความคิด ความเชื่อ และความเข้าใจที่กำลังมีอยู่ซึ่งส่วนมากก็เป็นความรู้สึกนึกคิดเดียวกับของช่วงที่ยังไม่รู้ว่าจะบันทึกอย่างไรนั่นเองแหละ

 

ศาสนาของชาวเมโสโพเทเมียโบราณเชื่อว่าเทพ/เทวีมีวิญญาณและร่างกายไม่รู้ตายจึงอยู่ในประเภทอมตะ มนุษย์สามัญเป็นมรรไตยเพราะร่างกายรู้ตาย ส่วนวิญญาณออกจากร่างแล้วก็ไม่ใช่มนุษย์ เป็นเศษมนุษย์ มีชีวิตต่อไปได้เพียงชั่วคราว เร่ร่อนไปตามอัธยาศัย มนุษย์เชื้อสายเทพมีร่างกายรู้ตายจึงถือว่าเป็นมรรไตย วิญญาณไม่รู้ตาย ครั้นออกจากร่างจะมีสิทธิ์ไปอยู่รวมกันบนเกาะแห่งหนึ่งซึ่งเป็นสวรรค์บนดินมีแต่ความสงบสุข ส่วนสวรรค์ดีลมุน (Dilmun) อยู่บนฟ้าสงวนไว้สำหรับเทพ/เทวีที่มีชีวิตอมตะด้วยร่างกายทิพย์และวิญญาณไม่รู้ตาย กิลกาเมช (Gilgamesh) เป็นกษัตริย์เชื้อสายเทพ รู้จากตำนานว่าบรรพบุรุษของตนนามว่าอุทนาพิสทิม (Utnapistim) ได้ทำให้ร่างกายเป็นอมตะเหมือนเทพด้วยวิธีธรรมชาติและเทพยอมรับ จึงอยากจะใช้วิธีเดียวกัน เพื่อช่วยตัวเองและเพื่อนมนุษย์ได้พ้นจากสภาวะแก่เจ็บตายซึ่งเป็นยอดปรารถนา  ตำนานบันทึกว่าอุทนาพิสทิมได้กินสมุนไพรหายาก กิลกาเมชตั้งพระทัยว่าจะต้องหาความกระจ่างในเรื่องนี้ให้จงได้ จึงหาเพื่อนร่วมใจกล้าตายออกเดินทางไปตามลายแทงลึกลับ ได้พบสมุนไพรดังกล่าวแต่งูไม่ยอมให้ จึงได้บทเรียนว่าต้องได้รับอนุญาตจากเทพ จึงกลับบ้านหาวิธีขออนุญาตจากเทพเสียก่อน ครั้นรู้ว่าเทพอุทนาพิสทิมได้รับมอบหมายให้ดูแลทะเลใต้จึงสร้างสำนักงานอยู่ชายฝั่งฟากโน้นของทะเลใต้ กิลกาเมชเดินทางไปจนถึง และได้รับคำดอบว่าต้องทำดีจนเทพประทานเอง อยู่ดีๆจะวอนขอนั้นไม่ได้ กิลกาเมชจึงกลับวังและยินดีรับสภาพชีวิตมรรไตยแต่โดยดี ส่วนนรกอยู่ใต้พิภพชั้นบาดาลเป็นที่ลงโทษล้างแค้นของเทพเทวีต่อผู้กระด้างกระเดื่องต่อเทพ ให้วิญญาณต้องทนทุกข์ก่อนจะสลายตัวตายไป ทั้งยังเป็นเรื่องเล่าขานขู่สำทับผู้เป็น มิให้บังอาจลบหลู่เทพ

ศาสนาของชาวอียิปต์โบราณช่วงแรกเชื่อว่าฟาโรห์และพระมเหสีคือเทพและเทวีมาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อปกครองมนุษย์โดยตรง ร่างของพระองค์คือร่างกายทิพย์ จึงต้องดองเป็นมัมมีไว้เพื่อให้วิญญาณชึ่งออกไปชั่วคราวกลับมาเข้าร่างเดิมได้ สมัยหนึ่งเทพโอซีริสและอายสิสลงมาจากสวรรค์ทั้งกายทิพย์และวิญญาณอมตะเพื่อช่วยให้วิญญาณมนุษย์เป็นอมตะ โดยปฏิบัติตามคำสอนที่เทพโอซีริสทรงอบรมสั่งสอน และให้ท่องเคล็ดลับทางเดินสู่ชีวิตอมตะของเทพโอซีริสตามที่บันทึกไว้ใน The Book  of the Dead คู่มือผู้ตาย ซึ่งต้องท่องจำให้แม่นยำเพื่อแสดงว่าเป็นผู้ศรัทธาต่อเทพโอซีริสและอายสิสและปฏิบัติไม่บกพร่อง คือ พอวิญญาณออกจากร่างต้องรู้ว่าต้องออกเดินทางไปทางไหน พบอะไรบ้าง และต้องทำหรือพูดอะไรเพื่อจะผ่านได้ครบทุกด่าน สุดท้ายจะไปถึงด่านชั่งน้ำหนักบนตาชั่งตราชู โดยวิญญาณจะต้องขึ้นไปนั่งบนจานข้างหนึ่งและเจ้าหน้าที่จะเอาความดีที่ทำไว้ตลอดชีวิตขึ้นชั่งทานน้ำหนักกันดู ถ้าบุญหนักกว่าก็จะได้รับการต้อนรับเข้าเป็นวิญญาณอมตะในสวรรค์ของเทพโอซีริส แต่ถ้าความดีเบากว่าน้ำหนักของตนเองก็จะถูกขับไล่ให้ออกไปรับการสลายตัวตามยถากรรม ไม่มีอะไรระบุว่า สวรรค์ของเทพโอซีริสเป็นนิรันดร์หรือไม่ ก็น่าจะอยู่ตราบชั่วชีวิตของเทพโอซีริสเลย จากนั้นไม่มีใครคิดในสมัยนั้น

ศาสนาของชาวกรีกและโรมันซึ่งเป็นเผ่าอารยันด้วยกัน เชื่อว่าเทพเทวีมีกายทิพย์เป็นอมตะและวิญญาณเป็นอมตะจึงไม่รู้ตาย ส่วนมนุษย์เป็นสิ่งต้องตายทั้งกายและวิญญาณ มนุษย์กึ่งเทพเป็นสิ่งต้องตายเหมือนมนุษย์ ยกเว้นผู้ที่เทวราชยกย่องขึ้นเป็นเทพเทวีซึ่งมีอยู่จำนวนหนึ่ง นอกนั้นล้วนแต่เป็นมรรไตยโดยร่างตายก่อนและวิญญาณต้องออกจากร่างเพราะอึดอัดอยู่ต่อไปไม่ได้ ถ้าร่างยังไม่ได้ผ่านพิธีปลงศพ วิญญาณจะยังเสียดายร่างและวนเวียนอยู่รอบๆอย่างอึดอัดแต่ก็ทนอยู่จนร่างสลายตัวจนจำไม่ได้แล้ว ใครที่จัดการปลงศพจึงถือว่าทำคุณอนันต์เพราะวิญญาณจะหมดห่วงและเดินทางโดยอัตโนมัติสู่ยมโลกซึ่งจะรู้สึกอยู่สบายกว่าในบรรยากาศของโลกมนุษย์ ณประตูยมโลกจะได้รับการพิพากษาว่าได้ทำบาปทำบุญอะไรไว้บ้าง ทำบาปอะไรไว้ก็ต้องอยู่ในนรกรับความยากลำบาปใช้โทษใช้กรรมตามชนิดของบาปที่ได้กระทำจนหมดสิ้น จึงจะออกนอกบริเวณขุมนรกได้ แต่ยังอยู่ในบริเวณของยมโลกที่มีความสวยสดงดงามและอยู่สบายพอสมควรเพื่อเสวยผลบุญที่ได้ทำไว้จนหมดสิ้น หลังจากนั้นวิญญาณจะค่อยๆจางหายไปช้าๆเหมือนหมอกควัน เป็นอันสิ้นสุดบทบาทของมนุษย์คนหนึ่ง หรือมนุษย์กึ่งเทพคนหนึ่งที่รู้ตายทั้งกายและวิญญาณ ต่อมาเมื่อมีชาวกรีกรู้เรื่องการนับถือเจ้าแม่อายเสิสของชาวอียิปต์แล้วเชื่อว่าได้วิญญาณอมตะ จึงมีผู้ก่อตั้งจารีตดายเออนีชเฉอ (Dionysia) ของเทพบุตรดายเออนายเฉิส และรหัสยลัทธิอีเลอซีนเนียน (Elysinisn Mystery) ของเจ้าแม่เดอมีทเทอร์ (Demeter) โดยเชื่อว่าวิญญาณจะได้รับการต้อนรับเข้าสู่สวรรค์ในทุ่งอีเลอซีนเนียน (Elysinian Field) แห่งยมโลกและเป็นอมตะในส่วนของวิญญาณเท่านั้น ความเชื่อนี้แพร่หลายไปอย่างรวดเร็วในหมู่ชาวกรีกและชาวโรมันตั้งแต่ก่อนสมัยพระเยซูและกลายเป็นคู่แข่งที่สำคัญของศาสนาคริสต์ในเวลาต่อมา

ศาสนายูดาห์ (Judaism) เชื่อว่าพระยาห์เวห์ได้ทรงสร้างอาดัมกับเอวาให้เป็นอมตะทั้งกายและวิญญาณ โดยให้ใช้ชีวิตในอุทยานเอเดนชั่วระยะหนึ่ง หากไม่ผิดน้ำพระทัยเลยก็จะให้ย้ายไปอยู่ในสวรรค์ชั้นฟ้าโดยตรง ให้เกิดลูกและลูกหลานก็จะได้สิทธิภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน แต่ทว่าอาดัมกับเอวาทำผิดเงื่อนไข ร่างกายจึงไม่ได้รับการยกเว้นจากความตายในฐานะเป็นสสาร แต่วิญญาณเป็นจิตเหมือนทูตสวรรค์ จึงไม่ตาย แต่ก็รู้สึกอึดอัดเมื่อขาดร่างกาย และถ้าหากทำผิดบทบัญญัติก็จะถูกลงโทษเป็นรายบุคคล ต่อมาเมื่อมีความเชื่อว่าพระเมสสิยาห์องค์สุดท้ายจะมาโปรดเพื่อสร้างอาณาจักรของพระเจ้าโดยมีชาวยิวเป็นแกนนำก็เกิดความเชื่อขึ้นมาว่าพระเมสสิยาห์จะโปรดให้บริวารของพระเมสสิยาห์เป็นอมตะทั้งกายและวิญญาณ ยิ่งกว่านั้น บรรพบุรุษของบริวารทุกคนก็จะได้ฟื้นคืนชีพขี้นมาร่วมเป็นบริวารด้วย จึงเกิดความเชื่อขึ้นมาว่าต้องพยายามมีลูกชายเพื่อสืบตระกูลไปรับใช้พระเมสสิยาห์ให้จงได้ มิฉะนั้นก็หมดสิทธิ์ได้ฟื้นคืนชีพ แต่บางคนก็ไม่เชื่อเรื่องนี้ เช่นพลพรรคซัดดูสี เรื่องนี้จะเป็นประเด็นสำคัญประเด็นหนี่งที่ผู้ประกาศข่าวดีของพระเยซูจะต้องยกขึ้นฟันธงอย่างระมัดระวัง เพราะอาจจะถูกกล่าวหาว่าเป็นการยกเมฆระดับโลกได้ง่ายๆ

สรุปได้ว่า ความไม่ต้องตายของร่างกายเป็นความไฝ่ฝันของมนุษย์มาตั้งแต่ตระหนักรู้ว่าตายคือการจบชีวิตของร่างกายและไม่อยากตายคืออยากอยู่ยงคงกระพันให้ร่างกายไม่รู้จักตาย มีหลักฐานปรากฏชัดเจนว่าคนยุคกลางของยุโรปเชื่อว่ามีเคล็ดลับที่ทำให้คนไม่ตายได้ เคล็ดลับนั้นให้ชื่อว่า Elixir of Life   อย่างที่เราเชื่อว่ามีเหล็กไหล พวกเขาได้ทุ่มเทเวลาและงบประมาณมากมายมหาศาลเพื่อค้นคว้าหาหรือทำมันขึ้นมาให้ได้ การรับรองว่ากายตายแต่วิญญาณไม่รู้ตายเป็นอมตะยังไม่ถูกใจเท่ารับรองว่ากายไม่รู้ตายตั้งแต่กายปัจจุบันเป็นต้นไปอย่างที่กิลกาเมชชาวซูเมเรียนแสวงหาและพบว่าสุดเอื้อมสำหรับกิลาเมชเองและคนทั่วไป เรื่องของกิลกาเมชอย่างน้อยก็ให้ยาหอมได้หน่อยหนึ่งว่ามีความเป็นไปได้ อาจเป็นจริงได้สักวันหนึ่งแต่ไม่ใช่คนรุ่นเรา เหมือนอย่างที่นักวิทยาศาสตร์ปลอบใจว่ากำลังจะพบเคล็ดลับที่จะทำให้หายแก่และไม่ต้องแก่ไม่ต้องป่วยไม่ต้องตาย คนที่กำลังแก่อยู่ก็ได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ที่รู้สึกว่าไม่ควรรีบเกิดมาเลย คัมภีร์ไบเบิลหน้าแรกสามารถปลุกผู้อ่านครั้งแรกให้น้ำลายสอด้วยการวาดภาพการสร้างมนุษย์ด้วยสำนวนแสนจะดรามาติกว่าพระยาเวห์ทรงสร้างมนุษย์ให้เป็นอมตะทั้งกายและวิญญาณและจะมอบสิทธิพิเศษนี้แก่ลูกหลานทุกคนที่จะเกิดมาเป็นมนุษย์ ให้มีชีวิตอย่างสุขสบายในสวนเอเดนชั่วระยะหนึ่งแล้วจะยกไปสวรรค์ของพระองค์เพื่อจะมีความสุขตลอดนิรันดร ถ้าอย่างนี้แล้วการได้เกิดเป็นมนุษย์นั้นคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม แต่อ่านต่อไปอีกนิดเดียวก็ฝันสลายง่ายๆเพียงเพราะเอวากินผลไม้ต้องห้ามเพียงผลเดียว ต้องเสียสิทธิใหญ่โตมโหฬาร คือร่างกายต้องตายแน่ๆ ส่วนวิญญาณก็ไม่แน่ว่าจะไปสวรรค์หรือนรก รู้สึกไม่คุ้มเลยที่เกิดมาเป็นคน ไม่เกิดมาเสียเลยจะดีกว่ากระมัง

แต่ผู้อ่านคัมภีร์ไบเบิลไม่ว่ายุคใดสมัยใดย่อมรู้สึกว่ามันเป็นยูโทเปียเกินไปที่จะอธิบาย
ดรามาอันยิ่งใหญ่ของชีวิตมนุษย์ด้วยเกมง่ายๆอย่างนั้น ดูแล้วเหมือนนิยายเด็กเล่นขายของ สาวกของพระเยซูจึงมีหน้าที่ต้องแก้ปมโดยชี้ให้เห็นว่า ชีวิตจริงมันไม่ง่ายอย่างนั้น ชีวิตมนุษย์มีทั้งด้านมืดและด้านสว่าง ปรัชญาชีวิตเป็นไดเลมมาที่ถกกันได้ไม่รู้จบว่าคุ้มมั้ยที่เกิดมาเป็นคน แน่นอนว่าศาสนายูดาห์ของบรรพบุรุษของพระเยซูและที่พระเยซูรับรองว่าจะไม่ล้มล้างแต่ทรงต้องการสร้างเสริมเติมแต่งในฐานะที่ทรงเป็นภาคี (ผู้มีภาค) ของพระยาห์เวห์เอง จึงทรงเป็นเจ้าของศาสนายูดาห์อยู่แล้ว มีสิทธิ์และขอใช้สิทธิปรับปรุงให้ทันสมัย(สมัยนั้น)

สาวกของพระเยซูรู้สึกมีหน้าที่แยกย้ายกันชี้แจงปรับความเข้าใจแก่ชาวโลกว่า “ในอดีตพระเจ้าตรัสกับบรรพบุรุษของเราโดยทางประกาศกหลายวาระและหลายวิธี ครั้นสมัยนี้เป็นวาระสุดท้าย  พระองค์ตรัสกับเราโดยทางพระบุตร พระเจ้าทรงสถาปนาพระบุตรให้เป็นทายาทครอบครองทุกสิ่ง พระองค์ทรงสร้างจักรวาลเดชะพระบุตรนี้ พระบุตรทรงเป็นรังสีแห่งพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า ทรงเป็นภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์ขององค์พระเจ้า พระบุตรทรงผดุงจักรวาลไว้ด้วยพระวาจาทรงฤทธิ์ บัดนี้พระบุตรทรงลบล้างมลทินแห่งบาปเสร็จสิ้นแล้วจึงเสด็จขึ้นสวรรค์ประทับ ณ เบื้องขวาแห่งพระมหิทธานุภาพ ดังนั้นพระบุตรทรงอยู่เหนือบรรดาทูตสวรรค์ เช่นเดียวกับพระนามที่ทรงได้รับนั้นประเสริฐกว่านามของบรรดาทูตสวรรค์” (ฮีบรู 1:1-4)

ข้อความข้างต้นนี้ศิษย์ของเปาโลเรียบเรียงขึ้นจากคำสอนที่ได้รับจากเปาโลซึ่งได้ติดต่อโดยตรงกับพระเยซู  เป็นการแถลงดรามาเรื่องเดียวกันกับเรื่องในสวนเอเดนของชาวยิวโบราณเรื่องเอวากินผลไม้ต้องห้ามและถูกลงโทษให้รู้สึกอายเมื่อเห็นว่าตัวเองเปลือยกายต่อหน้าพระเจ้า และพระเจ้าก็ทรงแสดงพระอารมณ์ขันอยู่ในทีถึงกับช่วยหาใบมะเดื่อเทศมาปกปิดให้พ้นความขวยเขินแล้วก็ทรงช่วยแก้ปมดรามาด้วยคำพยากรณ์ว่าในภายภาคหน้าจะมีบุรุษจากเชื้อสายมากู้หน้าอย่างยิ่งใหญ่ ดูแล้วก็ไม่ต่างอะไรมากไปกว่าละครสั้นฉากหนึ่งในห้องเรียนชั้นอนุบาล แต่นั่นเปาโลต้องการชี้แจงว่าเป็นวิธีเปิดเผยแผนการยิ่งใหญ่ระดับเอกภพแก่มนุษย์ดึกดำบรรพ “ในอดีต พระเจ้าตรัสกับบรรพบุรุษของเรา…หลายวิธี” ก็ต้องใช้ภาษาภาพพจน์เปรียบเทียบอย่างนั้นแหละ มิฉะนั้นก็จะไม่มีใครเข้าใจอะไรได้เลย ถ้าเช่นนั้นก็คงจะไม่มีไครสนใจจดจำเก็บไว้ในบันทึกใดๆให้เราได้รู้เห็น มันเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งและไม่ใช่ตัวอย่างเดียวที่พระเจ้าได้พยายามสื่อให้มนุษย์รู้ว่ามีผู้ทรงฤทธานุภาพที่ทรงประสงค์ให้มีมนุษย์ขึ้นมาด้วยความรักและเมตตาเพื่อความสุขและความดีของมนุษย์เอง มิใช่เพื่อให้มีใครสักคนที่ต้องรู้สึกผิดหวังว่าไม่เกิดมาเป็นมนุษย์เสียยังจะดีกว่า นอกเสียจากว่าตัวเขาเองเลือกจะเอาอย่างนั้น แม้ทางพ้นทุกข์เปิดกว้างให้ต่อหน้าก็ไม่ยอมเดิน เขาเลือกทางของเขาเอง ก็ช่วยอะไรไม่ได้ พระเจ้าทรงประทานโอกาสที่เหมาะสมให้แต่ละคนอย่าปรีชายิ่ง เป็นเรื่องลึกลับของแต่ละคนที่พระเจ้าทรงสงวนไว้เป็นการให้เกียรติแต่ละคน อย่างที่โป๊ปแฟรงซีสตรัสได้อย่างหน้าเฉยตาเฉยว่า “ฉันเป็นใครจึงจะบังอาจละลาบละล้วงล้วงลูกถึงเรื่องเฉพาะตัวระหว่างพระเจ้ากับลูกของพระองค์”

เปาโลรู้สึกรับภาระหนัก ภาระใหม่ เพราะภาระข่าวดีที่เปาโลจะต้องประกาศ นั้นต่างกับข่าวดีที่สาวก512 คนของพระเยซูได้รับมอบหมายให้ประกาศ สาวก512คนเป็นชาวบ้านธรรมดาที่รู้จักมักคุ้นกับพระเยซูในฐานะที่ได้คลุกคลีตีโมงกับมนุษย์คนหนึ่งที่อ้างตัวเองเป็นพระเจ้าแบ่งภาคมาเกิดเป็นมนุษย์ด้วยความรักและเมตตาต่อมนุษย์ เพื่อปรับความเข้าใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ให้เข้าร่องเข้ารอยเสียที พวกเขาเป็นชาวบ้านธรรมดาๆที่มีความรู้อย่างชาวบ้าน แต่มีน้ำใจดี พวกเขาเชื่อในพระยาห์เวห์ว่าเป็นพระผู้สร้างและปกครองเอกภพ พวกเขาเป็นชาวยิวที่ไม่พอใจกับการบริหารปกครองของชาวโรมันและไม่พอใจกับคณะผู้นำศาสนาของตนที่ร่วมมือกับชาวโรมันหาผลประโยชน์ทางโลกจนลืมทางธรรมและไม่สนใจความเดือดร้อนของชาวบ้าน พวกเขาตั้งหน้าขอพระยาห์เวห์ให้แต่งตั้งผู้มีอำนาจเต็มมาช่วยแก้ปัญหาต่างๆอย่างหวังผล พอรู้ว่าพระเยซูคือพระเมสสิยาห์ที่รอคอย พวกเขาก็ปวารณาตัวทุ่มเทให้ความร่วมมืออย่างไม่คิดชีวิต พระเยซูทรงคัดเลือกไว้ได้ประมาณ500คน ทรงแต่งตั้งให้12คนเป็นคณะกรรมการร่วมกันรับผิดชอบโดยให้เปโตรเป็นประธานคณะกรรมการโดยไม่มีเงื่อนไข ทรงคลุกคลีและอบรมพวกเขา ทรงปฏิบัติทุกอย่างเท่าที่จำเป็นให้พวกเขาตระหนักแน่ว่าพระองค์คือพระเจ้าจริงที่มารับเอากายเป็นมนุษย์จริงๆ พระองค์ได้บอกพวกเขาล่วงหน้าว่าพระองค์จะถูกประหารชีวิตอย่างอัปยศตามข้อกล่าวหาและจะสิ้นพระชนม์จริงๆ แต่ทว่าจะฟื้นคืนชีพเพื่อเป็นพันธสัญญาว่าชีวิตในโลกหน้ามีจริง วิญญาณมีจริงเป็นอมตะจริง ร่างกายฟื้นคืนชีพ  จะมีชีวิตต่อไปเป็นอมตะจริง และความสุขนิรันดรทั้งของกายและวิญญาณมีจริงและพวกเขาจะได้สมบัติที่ว่านี้จริงๆหากได้ปฏิบัติจริงอย่างซื่อสัตย์ ทั้งหมดเป็นแผนการสร้างอาณาจักรของพระเจ้า เป็นรหัสธรรมซึ่งพวกเขาไม่จำเป็นต้องเข้าใจทั้งหมด หน้าที่ของพวกเขาก็คือ หลังจากที่พระองค์ทรงฟื้นคืนชีพแล้ว ให้ช่วยกันยืนยันว่าพระองค์คือพระเจ้าจริงๆ มาเกิดเป็นมนุษย์จริงๆเพื่อตั้งอาณาจักรของพระเจ้าจริงๆตามแผนการยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรของพระเจ้าซึ่งจะต้องเกิดขึ้นจริง และทุกคนที่เข้าใจที่มาที่ไปถ่องแท้แล้วจะต้องพอใจและให้ความร่วมมือนอกจากคนดันทุรังที่รู้ทั้งรู้แล้วก็ยังดันทุรัง ก็ปล่อยเขาไปตามทางของเขา ผู้ไม่ดันทุรังจะยังมีโอกาสอยู่เสมอรวมทั้งผู้ยังเข้าใจไม่ถ่องแท้ไม่ว่าด้วยเหตุอันใดก็ตาม พวก512คนนี้พระเยซูไม่ทรงเรียกร้องอะไรมาก ขอเพียงแต่ให้ยืนยันเป็นพยานถึงสิ่งที่ได้ยินกับหูได้เห็นกับตาก็พอแล้ว ง่ายมาก นอกเหนือไปจากนั้นพระองค์จะจัดการต่อไปโดยบุคคลอื่นๆต่อไปตามสัญญาณแห่งกาลเวลา พวกเขาได้ทำจริงตามที่ได้รับมอบหมายและค่อยๆทยอยกันลาจากชีวิตนี้ไปสู่ชีวิตหน้า ภายในเวลาไม่ถึง 70 ปีทุกคนก็ได้ลาโลกไปรับสภาพชีวิใหม่ตามที่หวังและภูมิใจจะได้ตามที่พระเยซูได้ทรงสัญญาไว้และทุกคนก็เชื่อว่าจะได้ตามนั้นจริงๆ

ระหว่างนั้นเอง วันหนึ่งชายคนหนึ่งชื่อเซาโลกระเสือกกระสนมาหาคน1ใน512สาวกของพระเยซูที่เมืองดามัสกัสของซีเรีย บอกว่าพระเยซูสั่งให้มาหา ต้องการจะเป็นผู้เผยแผ่ข่าวดีของพระเยซู เขาเป็นนักวิชาการมีความรอบรู้ในสมัยนั้น ไม่เคยเห็นพระเยซู เคยได้ยินแต่เสียงสั่งให้มาหาผู้เคยอยู่สนิทสนมกับพระเยซู ให้ศึกษาและขบคิดให้แตกฉาน จะได้เผยแผ่ข่าวดีอย่างถูกประเด็นในมหาอาณาจักรโรมันที่ถือได้ว่าเจริญรุ่งโรจน์ที่สุดแห่งยุค เขาจะเปลี่ยนชื่อเป็นเปาโล เขาจะตีบทแตก และจะอธิบายดรามาแห่งชีวิตและความต้องการของมนุษย์ได้ถูกใจคนทุกชั้นของมหาอาณาจักรโรมันขณะนั้น เขาทำอย่างไร?

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s