พรรคเฮโรเดียนรุ่นที่ 2

ซอกแซกหามาเล่า (249)

พรรคเฮโรเดียนรุ่นที่ 2

เมื่อจักรพรรดิเกเยิส เขอลิกเกอเลอ (Gaius Caligula) ซึ่งสืบตำแหน่งเถอเบร์เรียส ตัดสินพระทัยแต่งตั้งพระสหายตั้งแต่ยังเยาว์เป็นกษัตริย์แห่งปาเลสไตน์ทรงพระนามว่าอกรีปปาที่1 ในปีค.ศ.41 ก็นับได้ว่าบทบาทของพรรคจักรพรรดิในปาเลสไตน์รุ่นที่1จบสิ้นลง และรื้อฟื้นบทบาทของพรรคเฮโรเดียนขึ้นเป็นรุ่นที่ 2 อย่างไรก็ตาม บทบาทของพรรคจักรพรรดิหาได้ตายจากไปอย่างสิ้นเชิงก็หาไม่ แต่ยังคงมีบทบาทแฝงอยู่เบื้องหลังของพรรคเฮโรเดียนตลอดเวลา พระราชวงศ์เฮโรเดียนจะมีอำนาจอยู่ไม่ได้หากไม่ได้รับการเกื้อหนุนจากจักรพรรดิ ดังนั้นพรรคเฮโรเดียนไม่ว่าจะทำการใดที่สร้างความมั่นคงหรือความเสื่อมเสียต่อราชวงศ์เฮโรเดียนย่อมส่งผลกระทบต่อสถาบันจักรพรรดิด้วยเป็นเงาตามตัว

king of palestine in Christ period

อกรีปปาที่ 1

            อกรีปปาที่ 1 (Herod Agrippa I ก.ค.ศ.10 – ค.ศ.44) ซึ่งหมายความว่ามีอายุแก่กว่าพระเยซู 6 ปี และสิ้นพระชนม์หลังพระเยซู 14 ปี) เป็นหลานทวดของกษัตริย์เฮโรดมหาราช เกิดก่อนเฮโรดสสิ้นพระชนม์ 6 ปี  ลำดับเชื้อพระวงศ์ได้ดังนี้คือ เมื่อเฮโรดได้รับแต่งตั้งจากจักรพรรดิอเกอสเถิสเป็นกษัตริย์แห่งยูเดียนั้น เฮโรดมีภรรยาคนที่ 1 แล้วนามว่าดอร์เริส (Doris) และมีโอรสหัวปีกับพระนางแล้วนามว่าอันทิปาแตร์และเมื่อขึ้นครองราชย์ที่กรุงเยรูซาเลมแล้วก็หย่ากับนางเพื่อเอาใจพลเมืองยิวโดยการแต่งงานกับมาเรียมที่ 1 (Mariamme I) ซึ่งเป็นหลานตาของเฮอร์แคนเนิสที่ 2 (Hircannus II) อดีตกษัตริย์ของยูเดีย แต่งตั้งให้เป็นมเหสีเพื่อให้โอรสเป็นทายาทครองบัลลังก์ ครั้นได้โอรส 2 องค์แรกคือแอลเลิกแซนเดอร์และแอร์เริสทาบเบอเลิส ก็ส่งไปอยู่ในวังของจักรพรรดิอเกอสเถิส ณ กรุงโรมตั้งแต่ค.ศ.23 เพื่อมีการศึกษาอย่างดีและคุ้นเคยกับขุนนางโรมัน

ขณะอยู่ในกรุงโรมนั้นแอร์เริสทาบเบอเลิสแต่งงานกันเบอร์นิส (Bernice) ซึ่งเป็นหลานของน้องสาวของเฮโรดมหาราชได้ทายาท 4 คนคือเฮโรดแห่งแคลเขิส อกรีปปาที่1 แอร์เริสทาบเบอเลิส 2 และพระนางเฮโรดิอัส อยู่มาในปีค.ศ.29 กษัตริย์เฮโรดทรงระแวงว่าพระมเหสีมาเรียมจะเป็นใจสนับสนุนพรรคซีโลทต่อต้านการปกครองของตนจึงสั่งประหารชีวิตเสียและแต่งตั้งดอร์เริสภรรยาคนแรกเป็นมเหสีและโอรสของพระนางนามว่าอันทิปาแตร์เป็นรัชทายาท ครั้นแอลเลิกแซนเดอร์และแอร์เริสทาบเบอเลิสจบการศึกษาที่กรุงโรม จักรพรรดิอเกอสเถิสก็ส่งกลับเยรูซาเลมเพื่อช่วยราชการ ทำให้อันทิปาแตร์ไม่สบายใจจึงยุแหย่กษัตริย์เฮโรดว่าโอรสของมาเรียมกำลังวางแผนปลงพระชนม์เพื่อแก้แค้นให้มารดาของตนและพรรคซีโลทก็จะสนับสนุนให้องค์ใดองค์หนึ่งเป็นกษัตริย์แทนพระราชบิดา กษัตริย์เฮโรดเห็นว่าเข้าเค้าน่าเชื่อจึงสั่งให้ประหารชีวิตเสียทั้ง 2 องค์ แอลเลิกแซนเดอร์ไม่มีทายาท แต่แอร์เริสทาบเบอเลิสมีทายาท 4 คนซึ่งใช้ชีวิตกับมารดาเบอร์นิสในกรุงโรมในแวดวงขุนนนางโรมันต่อไปจนเติบใหญ่  คนแรกคือเฮโรดแห่งแคลเสิส (Herod of Chalcis) คนที่ 2 คืออกรีปปาที่ 1 กษัตริย์แห่งปาเลสไตน์ คนที่ 3 คือแอร์เริสทาบเบอเลิส  และคนที่ 4 เป็นหญิงคือเฮโรดิอัส (Herodias) ซึ่งจะมีธิดาสวยซาโลเม (Salome) ไว้แต่งงานกับเฮโรดกษัตริย์แห่งแคลเสิส

การที่อกริปปาเติบโตในแวดวงของขุนนางโรมันนั้นเอง เป็นโอกาสให้อกรีปปาเป็นสหายสนิทกับเกเยิสแคลเลอกูเลอ ตั้งแต่ยังเยาว์ อกรีปปาใช้ชีวิตอย่างหนุ่มเจ้าสำราญ ขอเงินมารดาใช้อย่างไม่อั้น ครั้นมารดาสิ้นชีวิต เจ้าหนี้พากันรุมเร้าทวงหนี้จนต้องหนีเจ้าหนี้ไปพึ่งน้องสาวเฮโรดิอัสชึ่งเป็นภรรยาของอันทิปาส (Antipas) โอรสองค์หนึ่งของเฮโรดมหาราชและกำลังเป็นเจ้าเมืองแห่งกาลิลี เจ้าเมืองช่วยแก้ปัญหาโดยให้ตำแหน่งผู้ตรวจตลาดแห่งทิเบริอัส (Tiberias) ริมทะเลสาบกาลิลีนั้นเอง แต่ไม่สนใจทำงานเจ้าเมืองพี่เขยจึงจำต้องปลดออกจากงาน บ่ายหน้าไปพึ่งเพื่อนแฟลคเขิส (Flaccus) ซึ่งขณะนั้นรักษาการข้าหลวงโรมันแห่งยูเดียอยู่ที่เมืองซีเสอเรียชายทะเลเมดิเตอร์เรเนียนซึ่งต้อนรับอย่างอบอุ่น แต่ไม่นานต่อมาก็จับได้ว่าอกรีปปาลักลอบขายตำแหน่งจึงขับไล่ออกจากจวน อกรีปปาเตลิดต่อไปหาเพื่อนที่แอลเลิกแซนเดรียแห่งอียิปต์ ขอยืมเงินได้ก้อนหนึ่งเดินทางไปหาเพื่อนเกเยิสซึ่งอยู่บนเกาะแพะกับลุงจักรพรรดิเถอเบร์เรียสในฐานะลูกกำพร้า วันหนึ่งอกรีปปาปากโป้งพูดเสียงดังจนเถอเบเรียสได้ยินได้ว่าอยากให้เกเยิสเป็นจักรพรรดิองค์ต่อไปจังเลย เถอเบร์เรียสจึงสั่งให้เอาตัวไปขังลืมอยู่ 6 เดือน เมื่อกายุสแคลเลอกูเลอได้รับการยกย่องขึ้นเป็นจักรพรรดิโดยแม่ทัพแมคโคร (Macro) แห่งกองกำลังอารักขาพระนครและอนุมัติแต่งตั้งจากสภาในปีค.ศ.37  ก็รีบรับสั่งให้เอาตัวพระสหายแต่เยาว์วัยออกจากที่คุมขังลืม และแต่งตั้งให้เป็นกษัตริย์แห่งดินแดนปาเลสไตน์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเว้นว่างผู้ปกครองและขึ้นตรงต่อซีเรียมา3 ปีหลังจากฟีลิปเจ้าเมือง (Philip the tetrarch) โอรสของเฮโรดมหาราชที่เกิดจากชายาคนสุดท้ายคลีโอพัตรา ถึงแก่กรรมไป

.ศ.36  เปาโลประสบเหตุการณ์แห่งดามัสกัส

.ศ.38  กษัตริย์อกรีปปาที่ 1 เดินทางเข้าราชอาณาจักรของพระองค์ซึ่งอยู่ประชิดกับดินแดนของเจ้าเมืองอันทิปาสน้องเขยที่เคยไปขอพักพิงที่กาลิลี น้องสาวซาโลเมรู้สึกเสียหน้า จึงออดอ้อนสามีให้ไปรายงานตัวต่อจักรพรรดิและถือโอกาสขอตำแหน่งกษัตริย์บ้างอย่างน้อยให้ทัดเทียมกับพี่ชายซึ่งประวัติไม่มีอะไรเทียบกับตนได้เลย

.ศ.39  อันทิปาสกับซาโลเมเดินทางไปเฝ้าจักรพรรดิแคลเลอกูเลอเพื่อเลียบเคียงขอตำแหน่งกษัตริย์ กลับถูกกล่าวหาว่าละลาบละล้วงต่ออำนาจจักรพรรดิ รับสั่งให้เนรเทศทั้ง2คนไปอยู่ที่เมืองลีอง(Lyon)ภาคใต้ของฝรั่งเศส ส่วนดินแดนที่มีอำนาจปกครองเป็นเจ้าเมืองอยู่ก็มอบให้เป็นเขตขยายราชอาณาจักรของกษัตริย์อกริปปาพระสหาย ไม่นานต่อมาทั้ง 2 น้องสาวและน้องเขยก็ตรอมใจตายในถิ่นเนรเทศ

.ศ.40 อกรีปปาเดินทางไปกรุงโรมเพื่อเยี่ยมและขอบคุณพระสหาย

.ศ.41 วันที่ 24 มกราคม กองกำลังอารักขาพระนครทำการจักรพรรดิประหารบุกเข้าในวังล้างครอบครัวจักรพรรดิ พบคลอดเดียส (Claudius) นั่งหลบซ่อนตัวงอสั่นเทาอยู่หลังม่าน จึงคุมตัวมาให้แม่ทัพของตนจัดการ สอบถามได้ความว่าเป็นอาของจักรพรรดิก็เลยประกาศสนับสนุนให้เป็นจักรพรรดิองค์ต่อ(ซึ่งสภาก็อนุมัติและก็เป็นพระสหายสนิทอีกคนหนึ่งของอกรีปปาและซี้กันยิ่งกว่าเกเยิสเสียอีกเพราะเกิดปีเดียวกันและวิ่งไล่จับกันในวังหลวงมาจนโต จึงเรียกแฟลคเขิส (Flaccus) ข้าหลวงแห่งยูเดียและซามาเรียในขณะนั้นกลับและประกาศผนวกดินแดนยูเดียให้อยู่ในราชอาณาจักรของอกรีปปาด้วย ทำให้ราชอาณาจักรของกษัตริย์อกรีปปาที่1 มีอาณาเขตเท่ากับราชอาณาจักรของกษัตริย์เฮโรดมหาราช ขอตำแหน่งกงสุลบดีให้ ทั้งยังแต่งตั้งให้พี่ชายเป็นกษัตริย์แห่งแคลเสิส (เลบานอนภาคใต้) ทรงพระนามว่าเฮโรดแห่งแคลเสิสซึ่งได้เบอร์นิสธิดาองค์ใหญ่ของอกรีปปาไปเป็นมเหสี อกริปปาสิ้นพระชนม์ลงในปีค.ศ.44 มีทายาท  4 องค์คือกษัตริย์อกรีปปาที่ 2  เจ้าหญิงเบอร์นิส เจ้าหญิงดรูซีลลา และเจ้าหญิงมาเรียม ทรงดำเนินนโยบายเอาใจทุกฝ่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคฟาริสีและพรรคซาโลท โดยพยายามบำรุงศาสนายูดาห์และควบคุมการเติบโตของคริสตศาสนาที่กำลังก่อหวอดในราชอาณาจักรของพระองค์โดยมีเซนต์ปีเตอร์เป็นหัวหน้า เปาโลยังไม่มีบทบาทในรัชสมัยนี้

 

อกริปปาที่2

            อกรีปปาที่ 2 (Agrippa II 33 – 100) เป็นโอรสของกษัตริย์อกรีปปาที่ 1 เกิดและเติบโตในหมู่ขุนนางโรมัน ได้รับการศึกษาอย่างดี พระราชบิดาสิ้นพระชนม์เมื่ออายุ 11 ชันษา จักรพรรดิคลอเดียสตั้งพระทัยจะให้ขึ้นครองราชย์แทน แต่ญาติผู้ใหญ่มีความเห็นว่าให้ประวิงเวลาไว้ก่อนเพราะยังศึกษาไม่พอ จักรพรรดิคลอเดียสจึงส่งเฟเดิส (Fadus) ไปเป็นข้าหลวงประจำที่ซีเสอเรียเพื่อปกครองยูเดียและปาเลสไตน์

.ศ.45 เปาโลจาริกเผยแผ่ศาสนาคริสต์รอบที่ 1

.ศ.53 กษัตริย์เฮโรดแห่งแคลเสิสสิ้นพระชนม์ อกรีปปาที่ 2 มีอายุได้ 20 ปี จักรพรรดิคลอเดียสจึงให้ทดลองงานโดยแต่งตั้งให้เป็นกษัตริย์แห่งแคลเสิส และแต่งตั้งเขอแมนเนิส (Cumanus) เป็นข้าหลวงโรมันปกครองส่วนที่หลือ เปาโลอยู่เอฟเฟอเสิส 3 ปี

.ศ.59 จักรพรรดิคลอเดียสแต่งตั้งให้เป็นกษัตริย์แห่งภาคตะวันตกเฉียงเหนือของทะเลสาบกาลิลี เฟสเถิส (Festus) เป็นข้าหลวงโรมัน ส่งเปาโลไปกรุงโรมครั้งแรก ถูกจำคุก 3 ปี

.ศ.61 จักรพรรดิเนร์โรว์แต่งตั้งเป็นกษัตริย์แห่งภาคตะวันออกเฉียงใต้ของกาลิลี มีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนมหาปุโรหิต  เฟสเถิสยังเป็นข้าหลวงโรมันเป็นปีสุดท้าย

.ศ.66 กบฎกู้ชาติยิวยึดกรุงเยรูซาเลม ข้าหลวงโรมันคนสุดท้ายถูกเรียกกลับ เวิสแพสเสียน (Vespasian) และทีทเถิส (Titus) เป็นแม่ทัพปราบ อกรีปปาส่งทหารช่วยปราบ

.ศ.70 กบฎยิวถูกปราบราบคาบ ปาเลสไตน์อยู่ในความดูแลของแม่ทัพภาคตะวันออกแห่งซีเรีย กษัตริย์อกรีปปาเกษียณอายุใช้ชีวิตอยู่ในกรุงโรมจนสวรรคต

 

รายนามข้าหลวงโรมันแห่งยูเดีย

            Coponius ค.ศ.6-9, Ambibulus 9-12, Annius Rufus 12-15, Valerius Gratus 15-26, Pontius Pilatus 26-36,             Marcellus 36-37, Marullus 37-39, Flaccus 39-41, Cuspius Fadus 44-46, Tiberius Julius Alexander 46-48, Ventidius Cumanus 48-52, Antonius Felix 52-58, Porcius Festus 58-62, Albinus 63-64, Gestius Florus 64-66

 

อกรีปปากับตำแหน่งมหาปุโรหิต

            ค.ศ.41 อกริปปาที่ 1 ในฐานะกษัตริย์แห่งยูเดีย (ค.ศ.41-44) ในเวลา 3 ปีได้ใช้อำนาจตามตำแหน่งแต่งตั้งมหาปุโรหิต3ครั้ง คือ ครั้งแรกแต่งตั้งซีโมน กันเธรัส (Simon Kantheras) บุตรชายคนที่3ของมหาปุโรหิตซีโมน โบเอธุส (Simon Boethus) ครั้งที่ 2 แต่งตั้งมัทธีอัส บุตรชายคนที่ 4 ของอันนาส และครั้งที่ 3 แต่งตั้งเอลีโอเอนาย (Elioenai) บุตรชายของซีโมน กันเธรัส

.ศ.44 หลังการสิ้นพระชนม์ของกษัตริย์อกรีปปาที่ 1 มีข้าหลวงโรมันมาปกครองยูเดียแทนกษัตริย์ อำนาจการแต่งตั้งมหาหปุโรหิตย้ายไปอยู่กับกษัตริย์เฮโรดแห่งแคลเสิสซึ่งแต่งตั้ง 2 ครั้ง  ครั้งแรกแต่งตั้งโยเซฟ บุตรของกามี (Joseph ben Kami) ในปีค.ศ.44  ครั้งที่ 2 แต่งตั้งอานานีอัสบุตรของเนเดเบอุส (Ananias ben Nedebaeus) ในปีค.ศ.47

.ศ.48 หลังการสิ้นพระชนม์ของกษัตริย์เฮโรดแห่งแคลเสิส ไม่มีผู้มีอำนาจแต่งตั้งมหาปุโรหิตจนกว่าจะแต่งตั้งกษัตริย์อกริปปาที่ 2 ในปีค.ศ.53 และเริ่มแต่งตั้งครั้งแรกในปีค.ศ.53 จนถึงพระวิหารถูกทำลายในปีค.ศ.70  ครั้งแรกในปีค.ศ.53 แต่งตั้งอิสมาเอลบุตราของฟีอาบีที่ 2 (Ismael ben Phiabi II) ครั้งที่ 4 ในปีค.ศ.56 แต่งตั้งอานาเนิสบุตรของอันนาส (Ananus ben Annas) ในระหว่างที่เฟลิกซ์ (Felix) ดำรงตำแหน่งข้าหลวงโรมันตั้งแต่ค.ศ.52-57 ต่อด้วยเฟสตุส (Festus) ซึ่งจะสิ้นชีวิตขณะกำลังอยู่ในหน้าที่ในปีค.ศ.62 ในขณะที่รอข้าหลวงคนใหม่เดินทางมาทำหน้าที่ในปีค.ศ.63 อยู่นั้น มหาปุโรหิตอนาเนิสได้ใช้อำนาจของข้าหลวงโรมันตัดสินประหารชีวิตนักบุญยากอบผู้นำคริสตชนแห่งเยรูซาเลมและอีกหลายๆคนที่อยากจะกำจัด ครั้นอัลบีนุส (Albinus) ข้าหลวงคนใหม่มาเข้าประจำหน้าที่เรียบร้อยแล้ว กษัตริย์อกรีปปาที่ 2 ก็แต่งตั้งมหาปุโรหิตครั้งที่ 5ได้โยชูวาบุตรของกามาลีเอล (Joshua ben Gamaliel) มีผู้บันทึกไว้ในเอกสารประวัติศาสตร์ว่า มาร์ธาภรรยาของท่านซึ่งมาจากครอบครัวร่ำรวยได้สละมรดกก้อนใหญ่เพื่อซื้อตำแหน่งดังกล่าวให้สามีของตน (Babilonian Talmud, Yebamot 6,1,a) และครั้งสุดท้ายในปีค.ศ.65 แต่งตั้งฟีเนฮัสบุตรของซามูเอล (Phinehas ben Samuel)

.ศ.66 กองกำลังกู้ชาติเข้ายึดพระวิหารและกรุงเยรูซาเลมเป็นฐานปฏิบัติการ ทหารโรมันกองร้อยรักษาการณ์ป้อมอันโทเนียต้องยอมถอนกำลัง เราไม่ทราบชะตากรรมของมหาปุโรหิตที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ รู้เพียงแต่ว่าอดีตมหาปุโรหิตอนีนุสและโยชูวาถูกสังหารและศพถูกลากประจานไปตามถนนในนครเยรูซาเลมในฐานทำตัวเป็นสมุนของรัฐบาลโรมัน ข้าหลวงโรมันถูกเรียกตัวกลับ การปราบกบฎกู้ชาติครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก เป็นหน้าที่ของแม่ทัพภาคตะวันออกเวิสแพสเสียน (Vespasian) จะต้องจัดทัพมาแก้ปัญหา เวิสแพสเสียนให้บุตรชายทีเถิส (Titus) เป็นรองแม่ทัพฝ่ายวางแผน และเมื่อเวิสแพสเสียนได้รับเลือกเป็นจักรพรรดิ ทีเถิสก็ได้เป็นแม่ทัพเผด็จศึกได้ในปีค.ศ.70 กษัตริย์อกรีปปาเอาใจทีเถิสอย่างเต็มที่ โดยจัดกองกำลังสนับสนุนอย่างเต็มที่ทั้งยอมยกมเหสีของตนเป็นชายาของทีเถิสด้วย เมื่อจัดการกับฝ่ายกบฎเรียบร้อยแล้ว ก็มอบให้อยู่ในความดูแลของกองทัพภาคตะวันออกแห่งซีเรีย ส่วนกษัตริย์อกรีปปาและครอบครัวให้อพยพไปอยู่ที่กรุงโรมอย่างถาวร

เกล็ดประวัติอกรีปปาที่น่าสนใจ

คัมภีร์ไปเบิลบันทึกเกล็ดประวัติการเผชิญหน้าระหว่างเปาโลกับกษัตริย์อกรีปปาที่ 2 ซึ่งน่าจะเป็นเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในปีค.ศ.57-58 รายละเอียดบางส่วนอาจเป็นความเห็นหรือสำนวนของผู้บันทึก ที่สำคัญสำหรับการศึกษาของเราก็คือแสดงบทบาทของพรรคต่างๆที่มีทั้งปีนเกลียวกัน ช่วยกันเพียงเพื่อรักษาผลประโยชน์และการวางแผนทำลายกันอย่างแนบเนียน คัมภีร์กิจการอัครสาวกบันทึกเป็นสำนวนเล่าเรื่องดังความต่อไปนี้: (กิจการ 21:17ff)

เมื่อเรามาถึงกรุงเยรูซาเลม บรรดาพี่น้องคริสตชนต้อนรับเราด้วยความยินดี วันรุ่งขึ้นเปาโลและเราไปพบยากอบ (ซึ่งอกรีปปาจะประหารชีวิตทั้งๆที่กฎหมายโรมันไม่ให้อำนาจในปีค.ศ.62) วันรุ่งขึ้นเปาโลพาชายเหล่านั้นไปทำพิธีชำระตนเจ็ดวันพร้อมกัน เมื่อใกล้ครบกำหนด ชาวยิวบางคนจากแคว้นเอเชียเห็นเปาโลในพระวิหาร จึงยุยงประชาชนและจับกุมเปาโล ขณะที่ประชาชนกำลังพยายามจะฆ่าเปาโล มีคนไปส่งข่าวแก่ผู้บัคับการกองพันทหารโรมันที่รักษาการณ์ณป้อมอันโทเนีย เมื่อคนเหล่านั้นเห็นทหารโรมันก็พากันวิ่งหนี ทหารจึงจับเปาโลล่ามโซ่แล้วนำไปควบคุมตัวไว้ในป้อมเพื่อทำการสอบสวนเบื้องต้นด้วยวิธีโบยให้กลัวก่อนไต่ถามหาความจริง เปาโลถามนายร้อยผู้คุมการโบยว่า “ท่านกล้าโบยผู้มีสัญชาติโรมันก่อนพิจารณาคดีเทียวหรือ” นายร้อยจึงไปตามผู้พันมาบงการเอง ผู้พันถามว่า “ท่านมีสัญชาติโรมันแน่หรือ ข้าพเจ้าเองต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่เชียวนะถึงจะได้” เปาโลตอบว่า “แต่ข้าพเจ้ามีสัญชาติโรมันโดยกำเนิด ไม่ต้องซื้อ” ทุกคนตกใจเมื่อรู้ว่าผู้ที่พวกเขาจะโบยนั้นมีสัญชาติโรมันเพราะกลัวผลข้างเคียง ไม่มีใครกล้าตอแยอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้พันซึ่งต้องการความกระจ่างเพื่อมิให้ผลีผลามปฏิบัติการผิดกฎหมายโรมัน

รุ่งขึ้นผู้พันสั่งให้แก้โซ่ที่ล่ามเปาโล เรียกประชุมสภาซันเฮดรินด่วนเพื่อช่วยกันรับผิดชอบ ประธานสภาคือมหาปุโรหิตอนาเนิส ได้สั่งให้เปาโลกล่าวแนะนำตัวเป็นปฐมก่อนจะเปิดคดี เปาโลเพ่งมองประธานและสมาชิกทุกคนก่อนจะกล่าวว่า “พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าประพฤติตนเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าด้วยมโนธรรมที่บริสุทธิ์มาจนตราบเท่าวันนี้” มหาปุโรหิตรู้สึกว่าตนถูกเสียดสีอย่างแรง แสดงอารมณ์โกรธโดยสั่งตำรวจพระวิหารให้ตบหน้าเปาโลทันที เปาโลสงบสติกล่าวตัดพ้อว่า “พระเจ้าจะตบปากท่านผู้มีสภาพเหมือนกำแพงทาสีขาว ดูเอาเถิด ท่านกำลังนั่งพิจารณาข้าพเจ้าตามธรรมบัญญัติ แต่ท่านกลับละเมิดธรรมบัญญัติเสียเองโดยสั่งตบปากข้าพเจ้า”

คนของมหาปุโรหิตคนหนึ่งที่ยืนอยู่ใกล้ๆพูดสยบเปาโลว่า “ท่านถือดีอย่างไรถึงกล้าสวนคำมหาปุโรหิต” เปาโลตอบอย่างไม่เกรงใจว่า “ข้าพเจ้าไม่สนใจว่าใครเป็นมหาปุโรหิต แต่สนใจคำของพระคัมภีร์ว่า “ไม่พึงส่อเสียดต่อหัวหน้าชุมชน”

เปาโลนึกขึ้นมาได้ว่าในสภามี 2 พรรคใหญ่ปีนเกลียวกัน คือพรรคซัดดูสีกับฟาริสี จึงตะโกนขึ้นเสียงดังว่า “พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าเป็นชาวฟารีสีทั้งตระกูล ข้าพเจ้าถูกใส่ร้ายก็เพราะเหตุนี้” เท่านั้นแหละก็เกิดมีปากมีเสียงกันอื้ออึงในสภาจนวุ่นวายไปหมด ผู้พันกลัวว่าเปาโลจะถูกฉีกเนื้อเป็นชิ้นๆ จึงสั่งทหารคุมตัวเปาโลไปเข้าป้อมอันโทเนียอย่างปลอดภัย

เช้าวันรุ่งขึ้น ชาวยิวกว่าสี่สิบคนเข้าพบมหาปุโรหิตสาบานตนว่าจะไม่กินไม่ดื่มจนกว่าจะได้ฆ่าเปาโล ขอให้นัดประชุมสภาอีกครั้งหนึ่งเพื่อสอบสวนเปาโลให้ละเอียดขึ้น และพวกเราจะดักฆ่าเปาโลกลางทาง แต่แผนนี้รั่วไหลไปเข้าหูบุตรชายของน้องสาวของเปาโล จึงนำความไปบอกผู้พันซึ่งรับฟังและกำชับมิให้บอกใครว่าได้มารายงานแล้ว ผู้พันเรียกนายร้อย2คนมาสั่งว่า “จงเตรียมทหารราบ 200 นาย ทหารม้า 70 นาย และทหารหอก 200 นาย จงเตรียมม้าให้เปาโลขี่ด้วย เพื่อนำเขาไปพบข้าหลวงเฟลิกซ์ (Felix) อย่างปลอดภัย เฟลิกซ์หวังว่าจะได้รับสินบนจากเปาโลบ้าง จึงส่งคนไปเรียกเปาโลมาเข้าพบบ่อยๆ

เมื่อเฟสเถิส (Festus) มารับตำแหน่งเจ้าเมืองใหม่ได้ 3 วัน มหาปุโรหิตและคณะขอตัวเปาโลไปลงโทษที่เยรูซาเลม เปาโลขอใช้สิทธิพลเมืองโรมัน “ข้าพเจ้าขออุทธรณ์ต่อพระจักรพรรดิ” สองสามวันต่อมา กษัตริย์อกรีปปากับพระนางเบอร์นิสเสด็จจากวังติเบริอัสแห่งกาลิลีของพระองค์มาวังแห่งซีเสอเรียของข้าหลวงเพื่อแสดงความยินดีกับเฟสเถิสที่มารับตำแหน่งใหม่ เฟสเถิสปรารภเรื่องคดีเปาโล กษัตริย์อกรีปปาจึงอยากลองสอบสวนดู วันรุ่งขึ้นกษัตริย์อกรีปปาและพระนางเบอร์นิสเสด็จเข้าห้องพิจารณาคดีอย่างสง่า พร้อมกับบรรดาผู้บัญชาการกองพันและบุคคลสำคัญของเมือง หลังจากการซักถามต่างๆมากมาย กษัตริย์อกรีปปาตรัสกับข้าหลวงเฟสเถิสว่า “ถ้าชายผู้นี้ไม่ได้อุทธรณ์ต่อพระจักรพรรดิ เขาน่าจะถูกปล่อยตัวไปก่อนนี้แล้ว”

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s