ผู้ศรัทธาต่อพระยาห์เวห์ในสมัยพระเยซู

ซอกแซกหามาเล่า (250)

ผู้ศรัทธาต่อพระยาห์เวห์ในสมัยพระเยซู

เราได้กล่าวกันมายืดยาวถึงบรรดาผู้เอาพระนามพระยาห์เวห์หรือพระเจ้าในภาษาฮีบรูมาใช้หาผลประโยชน์ หลายท่านอาจจะมีคำถามอยู่ในใจและอยากจะออกปากถามว่า ในสมัยเดียวกัน เคียงบ่าเคียงไหล่กันมา ไม่มีใครนับถือพระยาห์เวห์ด้วยศรัทธาอย่างจริงจังและจริงใจบ้างหรือ มีครับ มิฉะนั้นศาสนายูดาห์ก็คงจะไม่มีความหมายในประวัติศาสตร์ มีตั้งแต่ชนิดก้มหน้าก้มตาเชื่อและปฏิบัติตามในชีวิตประจำวันแต่เกิดจนตายโดยหวังมรรคผลตามที่รู้อย่างผิวเผิน เอาจริงนิดหน่อย จนถึงเอาจริงอย่างทุ่มเทหมดหน้าตัก มีชื่อเรียกตามลำดับจากยูเดียน ฟารีสี  เอสเซน ประชาคมคุมราน จนถึงซีโลท และผู้รอคอยพระเมสสิยาห์หรือเมสเซียนิสท์ เราจะพิจารณาตามลำดับ โดยเริ่มจากชาววยูเดียนทั่วไปเป็นปฐม

เพื่อให้เข้าใจได้กระชับและตรงกันเชิงวิชาการ จะขอกำหนดความหมายว่า ชาวอิสราเอลหมายถึงพลเมืองของประเทศอิสราเอล  ชาวยูเดียหมายถึงพลเมืองของแคว้นยูเดีย ชาวยิวหมายถึงผู้สืบเชื้อสายจากชาวฮีบรูโบราณ ชาวยูเดียนหมายถึงผู้นับถือยูดาห์ตามบทบัญญัติของโมเสส ดังนั้นชาวยิวบางคนจึงไม่ใช่ชาวยูเดียนถ้าเขาเลิกนับถือศาสนาของโมเสส และชาวยูเดียนบางคนอาจจะไม่ใช่ชาวยิวถ้าเขาไม่มีเชื้อสายยิวแต่รับนับถือศาสนาของโมเสสซึ่งมีอยู่มากในสมัยพระเยซูเพราะหวังได้พึ่งบารมีของพระเมสสิยาห์

god who mercy to all mankind

ยูเดียนในสมัยพระเยซู

            คัมภีร์ไบเบิลเล่มกิจการอัครสาวก 2:9-11 อ้างว่าคราวปฐมเทศนาของเซนต์ปีเตอร์หรือเปโตร ณ เทศกาลห้าสิบหรือเพ็นเทโคสท์นั้น มีชาวยูเดียน (ผู้นับถือศาสนายูดาห์) มาร่วมฟังที่เดินทางทั้งใกล้และไกลจากดินแดนต่างๆต่อไปนี้: ปาร์เธีย, มีเดีย, เมโสโปเตเมีย, ยูเดีย, คัปปาโดเชีย, ปอนทัส, เอเชีย, ฟรีเจีย, ปัมฟีเลีย, อียิปต์, ลีเบีย, ไซรีน, โรม, เกาะครึท, อาระเบีย

 

ชาวยิวอยู่ที่ไหนกันบ้าง

ในสมัยพระเยซู ชาวยิวประมาณครึ่งหนึ่งอยู่ในดินแดนปาเลสไตน์ คือแคว้นยูเดีย ซามาเรีย และกาลิลี อีกครึ่งหนึ่งอยู่นอกปาเลสไตน์เรียกได้ว่าชาวยิวโพ้นทะเล (เลียนความหมายของชาวจีนโพ้นทะเล) สาเหตุที่สำคัญมีด้วยกัน 3 ประการคือ 1. ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย อยู่แล้วอยู่ต่อหรือไปต่อ 2. ไปตั้งหลักค้าขาย 3. เป็นทหารรับจ้าง ดังจะศึกษาบางกรณีตัวอย่างต่อไปนี้

  1. ชาวอิสราเอลฝ่ายเหนือถูกชาวแอสซีเรียกวาดต้อนไปเป็นเชลยที่นครนินิเวห์ในศตวรรษที่ 8 ก.ค.ศ. ส่วนมากอยู่ต่อและไปต่อถึงเปอร์เซีย (อิหร่านปัจจุบัน)
  2. ชาวยูเดียนหรือชาวอิสราเอลฝ่ายใต้ถูกชาวบาบิโลเนียนกวาดต้อนไปเป็นเชลยที่บาบิโลนในศตวรรษที่ 6 ก.ค.ศ. ส่วนมากอยู่ต่อ
  3. ก.ค.ศ.350 พระเจ้าอาร์เถิกเซอร์กสิสที่ 3 แห่งเปอร์เซีย (Artaxerxes III of Persia) นำทหารรับจ้างยิวจำนวนหนึ่งไปตั้งค่ายถาวรที่ทะเลสาบแคสเปียน ครั้นพระเจ้าแอลเลิกแซนเดอร์มายึดได้ ทหารกองนี้ก็สลายตัวและต่างคนต่างหาที่อยู่ใหม่
  4. ฟาโรห์แซมเทคที่ 2 แห่งอียิปต์ (Psamtek II 594-588) จ้างทหารรับจ้างยิวจำนวนหนึ่งไปตั้งค่ายที่เกาะเอลเลอเฝินทายน์ (Elephantine) เพื่อป้องกันอาณาเขตภาคใต้ในขณะที่รัฐยูเดียยังเป็นเอกราชอยู่ พวกเขาอยู่กันเป็นอาณานิคมยิวมีวิหารและพิธีกรรมเลียนแบบพระวิหารแห่งเยรูซาเลม มีมหาปุโรหิต ปุโรหิต และชนเลวีดูแลศาสนาเช่นเดียวกัน ตั้งแต่ก.ค.ศ.400 เป็นต้นมาไม่มีเหตุการณ์ของอาณานิคมนี้บันทึกไว้อีก บันทึกสุดท้ายคือความห่วงไยของประกาศกเยเรมิยาห์ต่อชาวยิวแห่งอียิปต์สูง
  5. แอลเลิกแซนเดรีย ตั้งแต่พระเจ้าแอลเลิกแซนเดรียสร้างเมืองแอลเลิกแซนเดรียขึ้นเป็นเมืองเอกแห่งมหาอาณาจักรในปีก.ค.ศ.331 แล้ว ชาวยิวก็เฮโลกันอพยพมาตั้งหลักแหล่งประกอบอาชีพต่างๆทั้งในแอลเลิกแซนเดรียและบริเวณใกล้เคียงอย่างรวดเร็ว เช่น ที่เสอลีน (Cyrene) และ ที่ซีนเรอแนเออเขอ (Cyrenaica) เมื่อพระเจ้าแอลเลิกแซนเดอร์สิ้นพระชนม์แล้วและมหาอาณาจักรของพระองค์แตกออกเป็นหลายมหาอาณาจักร  เช่นมหาอาณาจักรอียิปต์และมหาอาณาจักรซีเรีย ราชวงศ์ทาลเลอมิได้ครอบครองมหาอาณาจักรอียิปต์โดยกินอาณาเขตถึงดินแดนปาเลสไตน์ทั้งหมดจนจดเขตของมหาอาณาจักรซีเรีย ทรงมีนโยบายเอาใจชาวยิวในปาเลสไตน์เพื่อป้องกันมิให้ฝักใฝ่ไปอยู่กับซีเรีย ในขณะเดียวกันก็อยากส่งเสริมให้ชาวยิวที่มีความรู้ความสามารถอพยพเข้ามาสร้างความเจริญแข็งแกร่งให้แก่นครหลวงแอลเลิกแซนเดรียของพระองค์และเมืองบริวารโดยรอบ จนมีชาวยิวมาตั้งหลักแหล่งมั่นคงเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าล้านคนและช่วยกันสร้างวัฒนธรรมยิวภาษากรีกขึ้นอย่างแข็งขันระดับสากลทีเดียว

ก.ค.ศ.198 เอินทายเออเขิสที่ 3 (Antiochus III) แห่งมหาอาณาจักรซีเรียจัดการบริหารภายในได้เรียบร้อย พอดีกับมหาอาณาจักรอียิปต์ของราชวงศ์ทาลเลอมิประสบความอ่อนแอ ซีเรียจึงยกทัพมายึดดินแดนปาเลสไตน์ทั้งหมดผนวกเข้าเป็นมหาอาณาจักรซีเรียและพยายามเอาใจชาวยิวโดยเชื้อเชิญชาวยิวให้ย้ายถิ่นฐานจากบ้านเกิดเมืองนอนไปเป็นยิวโพ้นทะเลในแอนเถออาค ฟรีเยีย ลีดเดีย และในเมืองต่างๆของเอเชียไมเนอร์ ทำมาหากินร่ำรวยไปตามๆกัน พวกเหล่านี้ส่วนมากทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีในการสวามิภักดิ์ต่อมหาอาณาจักรซีเรีย พวกเขาชอบอารยธรรมกรีกใหม่จนอ่อนข้ออย่างมากในการรักษาบทบัญญัติของโมเสส

ในกรุงโรมได้เริ่มมีอาณานิคมยิวไปตั้งหลักตั้งแต่สมัยกษัตริย์ยูดาสมัคคาบีทำสัญญามิตรภาพ คลื่นผู้อพยพได้เพิ่มขึ้นอย่างมากตั้งแต่พามพีย์ยึดเยรูซาเลมเป็นของมหาอาณจักรโรมันในปีก.ค.ศ.63  ในสมัยพระเยซูมีผู้บันทึกไว้ว่ามีชาวยิวทำมาหากินในกรุงโรมในราว 40,000-60,000 คน มีป่าช้าใต้ดินริมถนน Appia,  ถนน Nomentana, ถนน Portuensis

 

สัตบุรุษของศาสนายูดาห์

          เราได้เห็นมาจากข้างต้นว่าในสมัยพระเยซูชาวยิวในฐานะเป็นประชากรของมหาอาณาจักรโรมัน แม้ส่วนใหญ่จะไม่ได้รับสิทธิบัตรเป็นพลเมืองโรมัน แต่ก็ใช้สิทธิประชากรแห่งมหาอาณาจักรโรมัน เดินทางไปทางไหนก็ได้และตั้งหลักแหล่งทำกินที่ไหนก็ได้ นับถือศาสนาใดก็ได้ และพวกเขาก็ได้ใช้สิทธิดังกล่าวอย่างเต็มที่ ไม่ว่าพวกเขาไปอยู่ที่ไหนก็ชอบที่จะอยู่กันเป็นอาณานิคมคือเป็นกลุ่มเพื่อช่วยเหลือกันและยืนหยัดนับถือพระยาห์เวห์ตามบทบัญญัติของโมเสสโดยมีคนเชื้อสายเลวี (เทียบได้กับตระกูลพราหมณ์ที่มีหน้าที่สอนของชมพูทวีป)ตามไปเป็นผู้สอนและกำกับดูแลการวางตนให้เป็นยิวตามบทบัญญัติของโมเสส พวกนี้ทำได้แต่สอนให้คำแนะนำและนำสวดมนต์ ประกอบพิธีกรรมไม่ได้ สัตบุรุษยูเดียนหรือผู้นับถือศาสนายูห์ดาห์ที่อยู่ในความดูแลของชาวเลวีคนใดก็มีหน้าที่แบ่งรายได้ 10% เป็นค่าครองชีพ คนตระกูลเลวีมีความรู้ที่ได้รับถ่ายทอดจากบรรพบุรุษพอเพียงสำหรับสอนชาวบ้านระดับตาสีตาสา แต่สมัยนั้นมีสัตบุรุษที่มีการศึกษาดีตามมาตรฐานโรมันมากขึ้นตามลำดับ จึงมีชาวเลวีที่มีการศึกษาดีเปิดสอนหลักสูตรอบรมชาวเลวีด้วยกันให้มีความรู้ทันสมัยพอสำหรับอธิบายศาสนาแก่ปัญญาชนและตอบข้อข้องใจทั้งหลายได้ ใครจบหลักสูตรก็ได้ชื่อว่าคัมภีราจารย์ (Scribe) ต่อมามีสัตบุรุษจำนวนมากที่รู้สึกว่าคนตระกูลเลวีที่โมเสสแต่งตั้งผู้สืบเชื้อสายทั้งตระกูลให้ดูแลรักษาศาสนายูห์ดาห์นั้นไม่มีน้ำยาพอ ด้วยแรงศรัทธาและภักดีต่อพระยาห์เวห์และต่อโมเสสกระบอกเสียงของพระองค์ จึงยอมอุทิศชีวิตและความสามารถเข้ารับการอบรมศาสนาอย่างดีและสูงสุดจนได้การรับรองว่ามีความรู้ระดับคัมภีราจารย์ด้วยและสอนอย่างไม่เป็นทางการในฐานะสัตบุรุษผู้รักและห่วงใยในศาสนา ที่สำคัญคือพวกนี้มีเวลาค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมอย่างไม่หยุดยั้งและปฏิบัติเคร่งครัดเพื่อได้รับความนิยมซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญให้ทำประโยชน์ต่อศาสนาต่อไปและแน่นอนสำหรับผู้หวังลาภยศสรรเสริญที่อาจจะตามมาเป็นพรวนก็ย่อมได้ เฉพาะพวกนี้ที่พระเยซูเคยทรงประณามว่าเป็นพวกมือถือสากปากถือศีล หรือปากว่าตาขยิบ คนประเภทหลังนี้แหละบางคนที่สมัยพระเยซูจับกลุ่มกันตั้งพรรคฟารีสีขึ้นเพื่อช่วยกันปกป้องผลประโยชน์ร่วมกัน

 

การนับถือศาสนาของชาวบ้าน

            เรารู้ว่าบรรพบุรุษของชาวยิวแตกสาขามาจากชาวอมอร์ไรท์แห่งเมโสโพเทเมียซึ่งเชื่อว่าเทพเป็นผู้ไม่รู้ตายทั้งกายและวิญญาณ ส่วนมนุษย์นั้นมีวิญญาณเท่านั้นที่ไม่รู้ตาย ส่วนกายตายและสลายไปเมื่อวิญญาณออกยจากร่าง กิลกาเมชเป็นกษัตริย์ที่รู้ว่าราชววงศ์ของตนสืบเชื้อสายจากเทพ แต่ก็รู้ตาย มีแต่องค์เดียวเท่านั้นที่ได้รับพรให้กายไม่รู้ตายเหมือนเทพ จึงมุมานะอยากจะดั้นด้นรู้ให้ได้ว่าอะไรเป็นสาเหตุหรือเงื่อนไขที่จะทำให้ร่างกายเป็นอมตะเหมือนเทพ ครั้นคิดว่าได้คำตอบแล้วก็ไม่อาจจะทำให้เป็นจริงขึ้นมาได้ก็เลยยอมถอดใจ ยอมให้กายตายไปเหมือนคนอื่นทั้งหลาย

ชาวยิวสมัยพระเยซูเชื่อว่าบรรพบุรุษของตนจนถึงโมเสส ได้มีโอกาสเห็นและสนทนากับพระยาห์เวห์อันเป็นเนื้อหาความเชื่อหลักของศาสนายูดาห์ของตน ส่วนหนึ่งถูกบันทึกเก็บรักษาไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในคัมภีร์ไบเบิล เป็นไปไม่ได้ที่จะมีการลักไก่แอบอ้างดังที่อาจจะเกิดขึ้นแก่คัมภีร์อื่นใดในโลก จากบันทึกส่วนแรกๆของคัมภีร์ไบเบิลทำให้เชื่อได้ว่าพวกเขาเชื่อว่าพระยาห์เวห์ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งนั้นเป็นอมตะทั้งกายและวิญญาณเหมือนที่กิลกาเมชเชื่อ พระยาห์เว์ทรงสร้างมนุษย์คนแรกอาดัมและเอวาตามพระฉายาของพระองค์ (in our likeness) นั่นคือ ให้เป็นอมตะทั้งกายและวิญญาณ อย่างที่กิลกาเมลแห่งเมโสโพเทเมียปราถนาแต่ก็ไม่ได้ตามปรารถนา “พระยาห์เวห์ตรัสว่า เราจงสร้างมนุษย์ขึ้นตามภาพลักษณ์ของเรา ให้มีความคล้ายคลึงกับเรา …พระยาห์เวห์ทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง พระยาห์เว์ทรงอวยพรเขาทั้งสองว่า จงมีลูกมาก” (ปฐมกาล 1:26-28) ก็ย่อมหมายความว่าลูกที่เกิดมาก็ย่อมเป็นภาพลักษณ์ที่เป็นอมตะทั้งกายและวิญญาณอันเป็นยอดปรารถนาของมนุษย์ด้วยเช่นกัน แต่ก็น่าเสียดายที่อาดัมกับเอวาไม่ผ่านการทดสอบความภักดี คือ กินผลไม้ต้องห้ามก่อนกำหนดที่ตั้งเงื่อนไขไว้จึงถูกเพิกถอนความอมตะของร่างกายตามบทลงโทษที่ว่า “ท่านจะกลับเป็นดินอีก เพราะท่านถูกปั้นมาจากดิน ท่านเป็นฝุ่นดินและจะกลับเป็นฝุ่นดินอีก” นั่นคือยกเลิกพระปณิธานที่จะให้ร่างกายเป็นอมตะ  อย่างไรก็ตามชาวยิวยังเชื่อเรื่อยมาว่า การยกเลิกอมตภาพของร่างกายไม่ใช่เจตนาแห่งการสร้างมาแต่แรก แต่เป็นการลงโทษให้สำนึกผิด ดังนั้นผู้ที่สำนึกผิดคืนดีแล้วตามเจตนาเดิม ก็ทรงเมตตาต่อไปตามพระลักษณะของพระยาห์เวห์ซึ่งธาตุแท้ก็คือจิตเมตตาเป็นที่ตั้ง ดังปรากฏว่าได้ทรงแสดงพระเจตนาไว้ให้เป็นตัวอย่าง2รายคือเอโนคและเอลียาห์

“เอโนคมีอายุรวมสามร้อยหาสิบห้าปี เอโนคเดินไปกับพระยาห์เวห์แล้วหายไป  เพราะพระยาห์เวห์ทรงรับเขาไป” (ปฐมกาล 5:23)

“ขณะที่เอสียาห์และเอลีชากำลังเดินสนทนากันอยู่นั้น รถม้าเพลิงคันหนึ่งเทียมม้าเพลิงปรากฏขึ้น แยกคนทั้งสองออกจากกัน เอลียาห์ถูกยกขึ้นไปบนฟ้าในพายุหมุน” (2 พงศ์กษัตริย์ 2:11)

สัตบุรุษยูเดียนพร้อมใจกันเชื่ออย่างแน่นแฟ้นว่า พระยาห์เวห์จะต้องทรงคืนความเป็นอมตะของร่างกายแก่ผู้ภักดีซื่อสัตย์ต่อพระองค์ และเมื่อเกิดความเชื่อว่าพระยาห์เวห์จะประทานพระเมสสิยาห์มาสร้างอาณาจักรของพระองค์ในโลกนี้ก็พลอยเชื่อไปด้วยว่าพระยาห์เวห์จะเป็นผู้ประทานอมตภาพแก่ร่างกายมนุษย์เพื่อให้พระปณิธานแห่งการสร้างสำเร็จบริบูรณ์ ด้วยความเชื่อและศรัทธามั่นคงเช่นนี้ทำให้สัตบุรุษยูเดียนมีมานะอดทนที่จะปฏิบัติตามบทบัญญัติทุกข้อของโมเสสเพื่อค้ำประกันชีวิตอมตะทั้งกายและวิญญาณ

 

ชีวิตประจำวันของชาวยูเดียนหรือผู้นับถือศาสนายูดาห์

ตามคติว่า All my day for Yahweh ตลอดทั้งวันของฉันเพื่อพระยาห์เวห์ ผู้เคยได้ดูภาพยนต์เรื่อง The Fiddle on the Roof คงจะนึกภาพออกว่าตลอดทั้งวันเพื่อพระยาห์เวห์หมายความว่ากระไร ตั้งแต่เช้าตื่นนอนจนถึงเข้านอนมีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือมีอะไรสะดุดใจ ชาวยูเดียนพร้อมที่จะรับรู้เหตุการณ์เป็นวรรคเป็นเวรด้วยข้อความทำนองเสนาะที่พวกเขาเคยร้องพร้อมกับผู้อื่นจนขึ้นอยู่ในใจหมดแล้ว คัมภีร์ไบเบิลรวบรวมไว้ได้ 150 เพลง ความจริงมีมากกว่านั้นอีกมาก ชาวคริสต์ปัจจุบันแปลออกมาเป็นร้อยแก้วไว้ใช้สวดมนต์แบบอ่านท่องจำอย่างเสียรส ที่แปลงเป็นเพลงสมัยใหม่ไปเลยก็ได้อารมณ์ไปอีกอย่าง แต่นั่นไม่ใช่บรรยากาศยูเดียน หากปรับเป็นกลอนอิสระแล้วร้องเอื้อนทำนองเสนาะน่าจะได้อารมณ์แบบไทยๆดีกระมัง

ย้อนกลับมาดูชีวิตประจำวันของชาวยูเดียนต่อไปดีกว่า พอลุกจากที่นอนก็มีทำนองเสนาะขอบคุณพระยาห์เวห์ที่ให้โอกาสเห็นแสงอาทิตย์ยามเช้าอันสดชื่นอีกครั้งหนึ่ง จะล้างหน้าทำความสะอาดก่อนเข้าสังคมก็ขอบคุณที่ทรงสร้างน้ำมาให้ใได้ทำความสะอาด มิฉะนั้นก็ไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้น  จะเตรียมอาหารก็ขอบพระคุณที่ทรงจัดอาหารไว้ให้ได้เตรียม จะรับประทานก็ขอบพระคุณที่ทรงประทานฟันให้เคี้ยวอาหาร จะออกนอกบ้านก็ขอบพระคุณที่มีทางให้เดิน พบคนรู้จักก็ชาโลมขอสันติของพระยาห์เวห์แก่ท่านแล้วต่างฝ่ายต่างกล่าวยกย่องกัน วันอาทิตย์ถึงวันศุกร์เป็นวันทำงาน ทำกันเต็มที่เพราะพระยาห์เวห์ประทานโอกาสให้มีงานทำ พวกเขาขยันทำกันจริงๆและรับผิดชอบสูง ใครๆก็อยากได้ไว้พัฒนาเศรษฐกิจ พระเจ้าแอลเลิกแซนเดอร์มหาราชอยากให้ไปแทรกอยู่ในทุกหัวเมืองของพระองค์ กษัตริย์ราชวงศ์ทาลเลอมิแห่งอียิปต์อยากให้ไปตั้งอาณานิคมกันเยอะๆในมหาอาณาจักรของพระองค์ กษัตริย์ราชวงค์เสอลูสิด (Seleucid) แห่งซีเรียก็อยากได้เช่นกันจนต้องแย่งกันเสนอสิทธิพิเศษต่างๆให้

 

ชึวิตประจำปีของชาวยูเดียน

            โมเสสได้กำหนดให้ชายทุกคนในตระกูลของตนคือตระกูลเลวีให้เป็นเหมือนคนวรรณะพราหมณ์ของชมพูทวีป คือให้มีหน้าที่เรียนให้รู้เรื่องศาสนาและสอนสัตบุรุษยูเดียนผู้นับถือศาสนายูดาห์ ให้เป็นพราหมณ์ชนิดสอน นำสวดมนต์และแนะแนว ให้เป็นผู้ช่วยประกอบพิธีศาสนาได้ แต่ไม่มีสิทธิ์เป็นผู้ประกอบพิธีกรรมศาสนาชึ่งสงวนไว้สำหรับคนในตระกูลเลวีเฉพาะที่สืบเชื้อสายจากอาโรนพี่ชายของตนเท่านั้น พวกหลังนี้ได้ชื่อพิเศษว่าปุโรหิตและให้ผู้มีอำนาจสูงสุดในการปกครองเลือกและแต่งตั้งปุโรหิตคนหนึ่งเป็นมหาปุโรหิต มีหน้าที่จัดสรรหน้าที่ให้แก่บรรดาปุโรหิตและผู้ช่วยปุโรหิต นอกเหนือไปจากประกอบพิธีกรรมที่สงวนไว้ให้แก่มหาปุโรหิตเท่านั้น คือพิธีอภัยบาปแก่สมาชิกทั้งมวลปีละครั้ง

พิธีกรรมในพระวิหารมีทุกวันเป็นประจำและพิธีกรรมพิเศษในรอบปี เพื่อมิให้สับสนวุ่นวายแย่งงานกันทำ จึงมีการจัดปุโรหิตทั้งหมดเป็น 24 ชุด เข้าเวรกันชุดละ1สัปดาห์ตั้งแต่วันอาทิตย์จนถึงวันเสาร์สะบาโต แต่ละชุดมีหัวหน้าชุดรับผิดชอบแบ่งงานให้ทุกหน้าที่มีผู้รับผิดชอบระหว่างสัปดาห์ที่รับงาน รายได้ของปุโรหิตมาจาก 10% ของรายได้ของคนตระกูลเลวีที่รับจากสัตบุรุษของตน อีกทางหนึ่งก็คือภาษีศาสนาที่บุรุษทุกคนต้องเสีย1/2เชเกล (shekel) ส่งชำระให้พระวิหารและมีเจ้าหน้าที่จัดสรรปันส่วนให้ในรอบปีมีเทศกาลสำคัญที่ผู้อาศัยอยู่ในกรุงเยรูซาเลมต้องร่วมพิธีทุกครั้งนอกจากมีเหตุขัดข้องจริงๆ ผู้อยู่นอกกรุงเยรูซาเลมแต่อยู่ในปาเลสไตน์ต้องร่วมพิธีอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ส่วนผู้อยู่นอกปาเลสไตน์ต้องร่วมพิธีอย่างน้อย1ครั้งในชีวิต เมื่อมาร่วมพิธีก็ต้องบริจาคถวายพระวิหารตามกำหนดของโมเสส

 

 

 

พิธีกรรมสำคัญในรอบปี

  1. เทศกาลอพยพ (Passover) ตกระหว่างเดือนมีนาคม-เมษายน ระลึกถึงคืนเตรียมตัวอพยพออกจากประเทศอียิปต์ภายใต้การนำของโมเสส ตอนค่ำวันศุกร์ทุกครอบครัวต้องจัดการเลี้ยงอาหารโดยต้องมีขนมปังไม่ใส่เชื้อฟูเพื่อระลึกถึงการเร่งรีบ และต้องมีผักขมแสดงถึงการเตรียมใจออกเผชิญภัยรอบด้านเบื้องหน้า เช้าวันเสาร์จึงไปร่วมถวายเครื่องบูชาในพระวิหาร
  2. เทศกาลห้าสิบ (Pentecost) นับ 50 วันหลังเทศกาลอพยพ ผลไม้กำลังเต็มสวน เตือนให้เลือกส่วนดีที่สุดของผลิตผลมาถวายพระยาห์เวห์และจ่ายภาษีศาสนาตามกำหนดประจำปี
  3. เทศกาลอยู่กระโจม (Atonement, Booths, Tabernacles) ตกในราวเดือนกันยายนถึงตุลาคม มหาปุโรหิตทำพิธีขออภัยโทษแทนสัตบุรุษทั้งมวล ส่วนสัตบุรุษออกไปนอนในกระโจมกลางทุ่งเพื่อชดใช้โทษบาปและระลึกถึงการที่บรรพบุรุษเร่ร่อนในทะเลทราาย 40 ปีเพื่อใช้โทษบาปดื้อดึงต่อโมเสส
  4. เทศกาลอภิเษกพระวิหารครั้งที่ 2 ตกในราวเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม เพื่อระลึกถึงการที่พระวิหารหลังที่1 ที่สร้างโดยกษัตริย์ซาโลมอนถูกทำลายโดยกองทัพบาบิโลเนียน และสร้างใหม่โดยเนหะมีย์หลัง 70 ปีแห่งการเป็นเชลยในกรุงบาบิโลน
  5. เทศกาลปุริม ตกในราวเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม ระลึกถึงการที่พระนางเอสเธอร์ (Esther) ช่วยชาวยิวในเปอร์เซียรอดจากการมุ่งร้ายของเสนาบดี

 

ธรรมสถาน (Synagogue)

ธรรมสถานของศาสนายูดาห์ไม่ใช่โบสถ์ ไม่ใช่วิหาร แต่เป็นศาสนสถานที่ใช้ศึกษาศาสนา สวดมนต์ร่วมกัน อ่านพระคัมภีร์และฟังคำอธิบายตีความร่วมกัน พบซากเก่าแก่ที่สุดตั้งแต่ก.ค.ศ.500 หลังจากกลับจากเป็นเชลยณกรุงบาบิโลน ก่อนหน้านั้นคนตระกูลเลวีน่าจะใช้บ้านของตนเองปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัติของโมเสส ตั้งแต่ก.ค.ศ.500 เป็นต้นมาคงได้เห็นตัวอย่างสำนักปรัชญากรีกที่สร้างเป็นอาคารเอกเทศแยกจากที่อยู่อาศัยจึงได้ทำเลียนแบบบ้างและเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางโดยมีผู้มีจิตศรัทธาบริจาคทุนก่อสร้างเพราะถือว่าได้บุญแรง มาจนบัดนี้ศาสนายูดาห์มิได้แสดงความสนใจที่ทจะสร้างพระวิหารที่ถูกทหารโรมันทำลายไปตั้งแต่ค.ศ.70 และไม่สนใจรื้อฟื้นสถาบันปุโรหิตขึ้นมาใหม่ คงปล่อยให้สถาบันแรบบาย (Rabbi) ทำหน้าที่แทนโดยผสมบทบาทของเลวีกับฟารีสีเข้าด้วยกันและก็ทำได้ดีมาจนทุกวันนี้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s