เมื่อเปโตรเผชิญหน้าเปาโล

petro

ซอกแซกหามาเล่า (270)

เมื่อเปโตรเผชิญหน้าเปาโล

มีคัมภีร์เล่ม 1 ใน 27 เล่มที่เป็นคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ของชาวคริสต์โดยเฉพาะชื่อกิจการอัครสาวก นิพนธ์โดยลูกาซึ่งเป็นคนเชื้อสายกรีกมีศรัทธาต่อพระเยซู มีอาชีพเป็นแพทย์ ไม่เคยได้เห็นพระเยซู แต่เมื่อเชื่อแล้วก็เป็นหนุ่มไฟแรง ทิ้งอาชีพแพทย์ อุทิศเวลาคลุกคลีช่วยเป็นล่ามและเลขานุการประจำตัวของเปโตร ภายหลังเปโตรให้ติดตามช่วยเปาโล ซึ่งดูตามสายตาของมนุษย์แล้ว ก็ไม่รู้ว่าให้ไปช่วยหรือให้สอดแนมดูความจริงใจของเปาโล หรือทั้ง 2 อย่าง แต่แล้วลูกาก็เห็นความจริงใจของเปาโลศรัทธาในการทุ่มเทที่เปาโลมีต่อพระเยซูและแผนการสร้างอาณาจักรพระเมสสิยาห์ จึงได้เขียนคัมภีร์กิจการอัครสาวกขึ้นเพื่อยกย่องตำแหน่งประมุขคริสตจักรของเปโตร ต่อด้วยการยกย่องความเสียสละและความยิ่งใหญ่ในงานธรรมทูตของเปาโล ลูกาเป็นนักวิชาการทางแพทย์ แต่ทางด้านปรัชญาศาสนานั้นสู้เปาโลไม่ได้ คัมภีร์ที่ท่านนิพนธ์จึงใช้โวหารชาวบ้าน แสดงศรัทธาแบบชาวบ้าน จึงเป็นภาษาที่นักปรัชญาเรียกว่าภาษาศาสนาที่ไม่สามารถเสนอความจริงระดับลึกอย่างภาษาวิชาการได้ แต่เสนอความจริงระดับลึกกว่า จะลึกเท่าใดนั้นขึ้นอยู่กับศรัทธาของผู้ตีความแต่ละคนว่าเข้าเฉียดความจริงระดับลึกที่สุดของศาสดาผู้ประทานสูตรข้อเชื่อไว้ให้ ผิดกับเปาโลที่มีความรู้ระดับนักวิชาการ เมื่อนิพนธ์จดหมายจึงเป็นภาษาวิชาการที่เสนอความจริงระดับวิชาการได้ ภาษาศาสนาของท่านจึงมีความหมายระดับลึกกว่าที่เป็นความจริงใกล้ความหมายที่ศาสดาเข้าใจ ผู้ตีความจึงสามารถใช้ศรัทธาของตนเองสืบสานต่อให้ใกล้เข้าไปอีกได้

ลูกาได้บันทึกรายละเอียดมากมายเกี่ยวกับการกลับใจของเปาโลจากการเป็นผู้นำคนหนึ่งของขบวนการปราบผู้ยกย่องพระเยซูเป็นพระเมสสิยาห์มาเป็นผู้อยากเผยแผ่อุดมการณ์อาณาจักรของพระเมสสิยาห์เสียเอง และเป็นผู้ขยายผลอาณาจักรพระเมสสิยาห์สู่ระดับสากล สำนวนโวหารเต็มไปด้วยปาฏิหาริย์และปลุกศรัทธา ซึ่งไม่มีคุณค่าทางวิชาประวัติศาสตร์จนกว่าจะมีหลักฐานประวัติศาสตร์มารับรอง เปาโลเล่าไว้ในจดหมายถึงชาวกาลาเทียด้วยภาษาวิชาการระดับลึก ที่วิชาการประวัติศาสตร์รับรองว่า “พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าต้องการให้ท่านทั้งหลายรู้ว่า ข่าวดีที่ข้าพเจ้าประกาศไปแล้วนั้น มิใช่มาจากมนุษย์ เพราะข้าพเจ้ามิได้รับมาจากมนุษย์ มิโด้เรียนรู้จากมนุษย์ แต่ได้รับจากการเปิดเผยของพระเยซูคริสตเจ้า ท่านทั้งหลายต้องเคยได้ยินเรื่องชีวิตในอดีตของข้าพเจ้า เมื่อยังยึดถือประเพณีของชาวยิว ว่าข้าพเจ้าเคยเบียดเบียนพระศาสนจักรของพระเจ้าอย่างรุนแรง และพยายามทำลายด้วย  ข้าพเจ้าได้ก้าวหน้าในลัทธิยิวมากกว่าเพื่อนชาวยิวรุ่นเดียวกันหลายคนและมีจิตใจร้อนรนอย่างยิ่งในการรักษาประเพณีของบรรพบุรุษ ครั้นแล้วพระเจ้าทรงเลือกสรรข้าพเจ้าใว้ตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์มารดา ก็ทรงเรียกข้าพเจ้าเดชะพระหรรษทานของพระองค์ และพอพระทัยที่จะแสดงพระบุตรของพระองค์ในตัวข้าพเจ้า เพื่อข้าพเจ้าจะได้ประกาศข่าวดีถึงพระบุตรแก่บรรดาคนต่างศาสนา ข้าพเจ้าไม่รีรอที่จะปรึกษากับมนุษย์ผู้ใดเลย  หรือแม้แต่จะขึ้นไปกรุงเยรูซาเลมเพื่อพบกับผู้เป็นอัครสาวกก่อนข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าออกเดินทางไปยังอาระเบีย และกลับมายังดามัสกัสอีก สามปีต่อมาข้าพเจ้าขึ้นไปกรุงเยรูซาเลมเพื่อทำความรู้จักกับเคฟาส และพักอยู่กับเขาเป็นเวลา 15 วัน ข้าพเจ้าไม่พบอัครสาวกอื่นๆนอกจากยากอบผู้เป็นน้องชายขององค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าขอสาบานเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าว่า สิ่งที่ข้าพเจ้าเขียนนี้มิใช่ความเท็จ หลังจากนั้นข้าพเจ้าไปในเขตแดนซีเรียและซีลิเซีย พระศาสนจักรต่างๆในแคว้นยูเดียยังไม่เคยรู้จักหน้าข้าพเจ้าเลย เขาเหล่านั้นเคยแต่ได้ยินว่า ผู้ที่เคยข่มเหงพวกเรา บัดนี้กลับมาประกาศความเชื่อที่พวกเขาเคยพยายามจะทำลาย เขาเหล่านั้นจึงถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าเพราะข้าพเจ้า”(กาลาเทีย 1:1-24)

เปาโลเป็นบุคคลที่นักประวัติศาสตร์รับรู้ว่าเป็นบุคคลสำคัญในประวัตศาสตร์ เพราะเหตุที่ได้สร้างผลงานทิ้งไว้ในประวัติศาสตร์เยอะแยะ ทั้งงานเขียนและงานพัฒนาสังคม เป็นนักวิชาการที่รู้เรื่องในสมัยของตนอย่างดี เขียนอะไรไว้ย่อมน่าเชื่อถือ  เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่คนอย่างนี้จะบันทึกอะไรผิดจากความสำนึกของตนเองหรือเพื่อหลอกลวงคนอ่าน และจากความน่าเชื่อถือที่เปาโลแสดงไว้ในประวัติศาสตร์นี่เอง ช่วยรับรองสิ่งที่ชาวคริสต์อื่นๆเขียนไว้แสดงศรัทธาด้วยภาษาศาสนาพลอยได้รับการรับรองเป็นวิชาการและประวัติศาสตร์ไปด้วย เราจึงควรศึกษางานเขียนของเปาโลตามหลักวิชาการให้ชัดเจนเสียก่อน แล้วค่อยศึกษาเอกสารอื่น จะแยกง่ายขึ้นว่า ส่วนใดเป็นประวัติศาสตร์แค่ไหน ส่วนใดพอจะเชื่อว่าเป็นประวัติศาสตร์ และส่วนใดเป็นภาษาศาสนาที่ต้องเข้าใจตามระดับของศรัทธา ทั้งหมดก็จะเป็นวิชาการตามที่เราอยากจะศึกษากัน ซึ่งคิดว่ายังไม่เคยมีผู้ใดทำไว้ในภาษาไทยมาก่อน

ตามข้อความข้างต้นของเปาโลที่คัดมาจากจดหมายถึงชาวกาลาเทีย ช่วยให้นักประวัติศาสตร์ปะติดปะต่อชีวประวัติของเปาโลได้พอสมควรว่า

ค.ศ.10 เปาโลเกิดที่เมืองทาร์เสิส (Tarsus) แห่งมหาอาณาจักรโรมันแห่งเอเชียไมเนอร์ จากครอบครัวยิวพ่อค้าโพ้นทะเลมีอันจะกิน มีการศึกษาอย่างดีทั้งทางโลกและทางธรรม

ค.ศ.30 เข้าเรียนในสถาบันชั้นสูงของกรุงเยรูซาเลม พระเยซูสิ้นพระชนม์

ค.ศ. 34 เข้าขบวนการสลายกลุ่มเผยแผ่อุดมการณ์ของพระเยซู

ค.ศ. 36 ได้เห็นพระเยซูจนเกิดศรัทธาและทุ่มเทประกาศข่าวดีของพระเยซูโดยพลการ

ค.ศ. 39 เข้าคารวะเปโตรที่กรุงเยรูซาเลมเพื่อขออนุมัติการปฏิบัติงานของตน ดังที่เล่าไว้ในจดหมายถึงชาวกาาลาเทียข้างต้น

ค.ศ. 45 เดินทางเผยแผ่กับบาร์นาบัส เน้นเกาะครีท

ค.ส. 50 ร่วมสังคายนาแห่งกรุงเยรูซาเลม เดินทางเผยแผ่ครั้งที่ 2 เน้นที่โครินธ์

ค.ศ. 52 เดินทางเผยแผ่ครั้งที่ 3 เน้นเอเฟซัสและโครินธ์

ค.ศ. 57 ถูกจับที่เมืองท่าซีเสอเรีย

ค.ศ. 60 ถูกส่งตัวไปตัดสินที่กรุงโรม เผยแผ่ในที่คุมขัง

ค.ศ. 62 ศาลจักรพรรดิแห่งกรุงโรมตัดสินยกฟ้อง เดินทางเผยแผ่ครั้งสุดท้าย แวะเยี่ยมไปเรื่อยๆ

ค.ศ. 67 ถูกจับที่เอเฟซัส ถูกประหารชีวิตที่ย่าน 3 น้ำพุนอกกรุงโรม

บันทึกประวัติศาสตร์เกี่ยวกับชีวิตของเปาโลทำให้บันทึกด้วยศรัทธาหลายอย่างของชาวคริสต์มีฐานะเป็นประวัตศาสตร์ ดังเราจะซอกแซกหามาเล่ากันต่อไป

 

เปโตรในประวัติศาสตร์

จากการได้สัมผัสกับเปาโลและเปาโลกล่าวถึงเปโตรในบันทึกประวัติศาสตร์ ทำให้เปโตรกลายเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ขึ้นมา ส่วนที่บักทึกส่วนใดเป็นภาษาชาวบ้านมีความหมายแค่ระดับผิวพื้น (surface meaning) ก็ว่ากันไป ส่วนใดเป็นภาษาวิชาการมีความหมายระดับลึกเชิงวิชาการ (deep meaning) ด้วย ก็ว่ากันไป และส่วนใดเป็นภาษาศาสนามีความหมายระดับลึกกว่าและลึกที่สุด (deeper and deepest meaning) ด้วยก็ว่ากันไป วิเคราะห์ได้อย่างนี้ก็จะไม่สับสน เลี่ยงปัญหา verbal dispute (การถกเถียงระดับคำพูด) ที่ไร้สาระเสียเวลาเปล่าไปได้อย่างมาก เราจะศึกษากันอย่างนี้ครับ และนี่เป็นวิธีการศึกษาหลักสูตรปรัชญามหาบัณฑิตและปรัชญาดุษฎีบัณฑิตของเราที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา โทร. กีรติ 086-0455299 รับนักศึกษาป.โททุกสาขาเข้าเรียนเอก ป.ตรีทุกสาขาเข้าเรียนป.โท ผู้สนใจที่มีความรู้อย่างน้อยป.ตรีทุกสาขาเข้าฟังฟรีเพื่อรู้ว่าปรัชญาเขาเรียนอะไรกันและมีประโยชน์อย่างไร เพราะเราเน้นปรัชญาพระปฐมบรมราชโองการ

เมื่อรับรู้ว่าเปโตรเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์แล้วก็สืบเส้นทางชีวประวัติของท่านได้ว่า เกิดในครอบครัวชาวประมงค์ที่คาเปอร์นาอุมริมทะเลสาบกาลิลี น่าจะมีอายุไล่เลี่ยกับพระเยซู เพราะรักชาติและศาสนาจึงปวารณาตัวเป็นผู้ติดตามพระเยซูโดยหวังว่าพระเยซูจะเป็นพระเมสสิยาห์ผู้จะปฏิรูปและกอบกู้ชาติและศาสนาได้สำเร็จ เมื่อพระเยซูสิ้นพระชนม์แล้ว มีชาวยิวกลุ่มหนึ่งสำนึกร่วมกันว่าได้เห็นพระเยซูฟื้นคืนชีพและพร้อมใจกันยกให้เปโตรเป็นผู้นำแทนองค์พระเยซูที่ฟื้นคืนชีพและเสด็จขึ้นสวรรค์ไปแล้ว เปโตรเองก็สำนึกได้ว่าพระเยซูเองก็ได้เกริ่นไว้ก่อนจะสิ้นพระชนม์จึงรับเป็นผู้นำโดยปริยาย โดยตระหนักว่าต้องเป็นผู้นำในการประกาศข่าวดีและรับรองการประกาศข่าวดีทั้งหลายที่เป็นข่าวดีของพระเยซู ดังนั้นเมื่อเปาโลตระหนักว่าได้รับมอบหมายจากพระเยซูโดยตรงให้ประกาศข่าวดีของพระองค์ เปาโลทำเองโดยพลการอยู่ 3 ปี รู้ว่ามีกลุ่มคริสตชนกลุ่มใหญ่อยู่ที่เมืองอันทิโอกแห่งซีเรียจึงเดินทางไปที่นั่นโดยหวังจะรายงานผลสำเร็จให้ชื่นใจ แต่ไม่มีใครรับรู้ เพราะเปโตรไม่รู้เรื่อง บาร์นาบัสแก้ปัญหาโดยอาสาพาเปาโลไปแนะนำให้เปโตรรู้จักและพิจารณารับรอง จะปล่อยให้ไปเองโดยลำพังคงกลัวว่าจะไม่สำเร็จ เพราะบรรดาคริสตชนยังหวาดผวาอยู่ว่าเปาโลเป็นสมาชิกชั้นนำของขบวนการยิวกวาดล้างผู้เชื่อว่าพระเยซูกลับคืนชีพ เปโตรรู้ว่าเปาโลขอพบตัวคงรีบหาทางหลบหน้าอย่างหัวซุกหัวซุน บาร์นาบัสคงต้องแจ้งความประสงค์ขอพบเปโตรเพื่อปรึกษาเรื่องส่วนตัวก่อนโดยยังไม่เปิดเผยว่ามากับเปาโล บาร์นาบัสคงต้องเจรจาชี้ข้อมูลและชักแม่น้ำทั้ง 5 อยู่นานกว่าเปโตรจะทำใจได้และยอมเสี่ยงพบศัตรูหมายเลข 1 ของคริสตจักร เมื่อได้รับอนุมัติให้เข้าพบเปโตรได้ เปาโลคงดีใจมากและเข้าคารวะอย่างพินอบพิเทาในฐานะเป็นตัวแทนของพระเยซูในโลกนี้ เปโตรพอใจในอิริยาบทของเปาโลและจับเข่าคุยกันตั้ง 15 วันอย่างเป็นกันเองและไว้เนื้อเชื่อใจโดยมีเป้าหมายชีวิตเหมือนกันว่าขออุทิศชีวิตเพื่อประกาศข่าวดีของพระเยซูด้วยกัน โดยเปาโลจะไปเผยแผ่ในอาณาบริเวณที่อิทธิพลของเปโตรยังไปไม่ถึงซึ่งตกลงกันไม่ยาก จึงสันนิษฐานได้ว่าเวลาที่เหลือน่าจะเป็นความต้องการของเปาโลเองที่อยากจะให้เปโตรเล่าประสบการณ์ที่คลุกคลีอยู่กับพระเยซูและอยากจะฟังพระดำรัสที่พระองค์ตรัสสอนเป็นภาษาอราเมก ส่วนเปาโลเองคุ้นเคยภาษากรีกมากกว่า และเปาโลก็คงได้เล่าประสบการณ์ของตัวเองที่ได้รับคำสั่งจากพระเยซูเป็นภาษากรีกซึ่งเปโตรก็พอจะรู้พอสื่อสารได้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปีค.ศ.39 นับเป็นหัวเลี้ยวสำคัญครั้ง 1 ของประวัติคริสตจักร ต่อจากนั้นเปาโลจะประกาศข่าวดีไม่ใช่โดยพลการ แต่ในนามของคริสตจักรโดยเปโตรรับรู้และรับรอง ดังนั้นจดหมายที่เปาโลเขียนถึงบุคคลหรือกลุ่มคริสตชน เมื่อมีการคัดลอกไปอ่านในที่อื่นๆและได้รับความนิยมว่าเป็นคำสอนของคริสตจักรสากล จึงถูกโหวตให้เป็นส่วนหนึ่งของพันธสัญญาใหม่คือคัมภีร์ของศาสนาคริสต์ เมื่อรวมกับคัมภีร์พันธสัญญาเดิมที่รับมาจากศาสนายูดาห์เพราะพระเยซูทรงรับรู้ก็เรียกรวมว่าคัมภีร์ไบเบิลของศาสนาคริสต์ ด้วยประการฉะนี้

 

เปโตรตัดสินเรื่องพิธีเข้าสุหนัต

ศาสนายูดาห์บังคับด้วยบัญญัติของโมเสสให้พ่อแม่ที่นับถือพระยาห์เวห์ต้องให้บุตรชายที่เกิดได้ 8 วันรับพิธีสุหนัตจึงจะทำให้ถือได้ว่าเป็นพลเมืองของพระยาห์เวห์ มีผู้ใหญ่ที่ไม่ได้เข้าสุหนัตมาแต่ยังเป็นเด็ก แต่อยากมีสิทธิ์เป็นพลเมืองของพระยาห์เวห์ไม่ว่าพ่อแม่จะเป็นยิวหรือไม่ก็ตาม ก็สมัครใจรับสุหนัตได้ แต่ก็ถือว่าเป็นสมาชิกสมทบเท่านั้น ไม่ใช่พลเมืองเต็มขั้น เมื่อมีกระแสคอยพระเมสสิยาห์ชัดเจนขึ้น ก็มีคนจำนวนหนึ่งที่มีมากพอสมควรกระจายอยู่ทั่วไป ที่ไม่อยากรับพิธีสุหนัต แต่เต็มใจปฏิบัติบัญญัติบางข้อของโมเสสโดยหวังจะได้อานิสงค์จากอาณาจักรของพระเมสสิยาห์ที่พระยาห์เวห์จะส่งมา ได้ชื่อว่าผู้เคารพยำเกรงพระยาห์เวห์ (God’s Fearer)

ในบรรยากาศเช่นนี้ก็หมายความว่าพระเยซูเองก็ได้เข้าสุหนัตมาแล้ว สาวกและศิษยานุศิษย์ตรงของพระเยซูทุกคนได้เข้าสุหนัตมาแล้ว เปโตรซึ่งตั้งหลักปฏิบัติงานอยู่ในกรุงเยรูซาเลม สอนใครในกรุงเยรูซาเลมให้เชื่อในพระเยซูได้ก็ให้ศีลล้างบาปอันเป็นพิธีกรรมที่พระเยซูได้กำหนดไว้สำหรับเป็นเครื่องหมายว่าใครเป็นผู้เชื่อในข่าวดี ผู้ได้ศีลล้างบาปจากเปโตรก็คือชาวยิวที่ได้เข้าสุหนัตมาแล้วโดยอัตโนมัติ คนกลุ่มนี้จึงเป็นศิษย์ใกล้ชิด เป็นผู้ช่วยงาน และเป็นที่ปรึกษาประมุขของคริสตจักรและสำนึกว่าเป็นสมาชิกระดับพิเศษโดยอัตโนมัติและรู้สึกว่าผู้เป็นคริสต์ที่ไม่ผ่านพิธีสุหนัตก่อนเป็นคริสตชนไม่เต็มขั้น ไม่ควรมีตำแหน่งรับผิดชอบในพระศาสนจักร ส่วนเปาโลนั้นพยายามไปไกลๆตามข้อตกลง คือพยายามไปเผยแผ่ในดินแดนที่อิทธิพลของเปโตรและผู้ที่เปโตรรับรู้หรือส่งไป แต่ไปถึงไหนก็อดพบชาวยิวไปบุกเบิกหากินอยู่ก่อนหน้าแล้ว ก็ถือว่าพยายามอย่างที่สุดแล้ว เมื่อมีไครสมัครใจรับศีลล้างบาปก็ไม่สนใจจะรู้ว่าได้เข้าสุหนัตมาก่อนหรือไม่ แน่นอนว่าส่วนมากไม่ได้ผ่านพิธีสุหนัต มีส่วนน้อยเท่านั้นที่ผ่าน แต่สำหรับเปาโลคริสตชนทุกคนมีสิทธิและหน้าที่เสมอกันต่อหน้าพระเยซูและพระยาห์เวห์ มีสิทธิ์รับผิดชอบในระดับใดก็ได้ทุกระดับ เรื่องก็น่าจะจบลงด้วยดีที่ตรงนั้น แต่พวกที่มีสุหนัตด้วยกันเมื่อมีโอกาสเจอกันก็อดเสี้ยมสอนกันไม่ได้ว่าพวกเราต้องรักษาเอกสิทธิ์ไว้ในฐานะเป็นเชื้อสายของพลเมืองแห่งพระสัญญาตั้งแต่อับราาฮัมเป็นต้นมา และพวกนี้ก็ยุขึ้นมาก จนถึงกับครหาว่าเปาโลเองลืมเหล่ากอของตนเองเพื่อเอาใจคนนอก เป็นวัวลืมเท้าก็ว่าได้ ความแตกแยกระบาดไปทั่วทุกกลุ่มคริสตชน ไม่มีใครแก้ปัญหาได้นอกจากเปโตรจะใช้ความเชื่อที่ทุกคนเชื่อว่าพระเยซูได้แต่งตั้งให้เป็นประมุขสูงสุดของคริสตจักร ท่านต้องชี้ขาด ใครไม่เชื่อย่อมหมดสิทธิ์เป็นพลเมืองในอาณาจักรพระเมสสิยาห์ซึ่งเป็นกระแสความคิดที่แรงในขณะนั้น เปโตรจึงเรียกประชุมบรรดาหัวหน้ากลุ่มที่คุมขุมกำลังมาพบกันที่กรุงเยรูซาเลมในปีค.ศ.50 น่าจะเป็นช่วงเทศกาลอพยพหรือปัสกาเพื่อระลึกถึงการคืนชีพของพระเยซู และอากาศดีเดินทางสะดวก ก็ไม่ใช่เรื่องเล็กที่จะประกาศนัดหมายกันให้ทั่วถึง เปาโลได้รับหมายนัดและเต็มใจเดินทางเป็นเดือนเพื่อเป็นปากเป็นเสียงของคริสตชน มากกว่าครื่งขณะนั้นที่ไม่ผ่านพิธีสสุหนัตแต่ตัวเองมีสุหนัตและต้องสู้กับผู้เข้าร่วมประชุมที่มีสุหนัตรวมทั้งประธานที่ประชุมคือเปโตรซึ่งมีสุหนัตและแวดล้อมด้วยผู้ช่วยงานและคณะที่ปรึกษาที่ล้วนแต่มีสุหนัต เสียงของเปาโลรู้สึกจะง่อนแง่นปิดประตูชนะ เพราะมองไม่ออกว่านอกจากบาร์นาบัสแล้วจะมีใครให้เสียงสนับสนุน ในที่ประชุมจริงเปโตรทำหน้าที่ประธานเปิดอภิปรายอย่างเสรีโดยประธานไม่ชี้นำ ปรากฏว่าเสียงหนักไปทางให้ความสำคัญแก่พิธีสุหนัตอย่างเอียงกะเทเร่ ในที่สุดเปโตรขออภิปรายในฐานะประธานที่ประชุมและตัวแทนของพระเยซู เปาโลคงเงี่ยหูฟังอย่างระทึกใจ ในที่สุดเรื่องก็ลงเอยด้วยดีเมื่อเปโตรฟันธงว่าให้เป็นเรื่องตามใจ ใครที่ยังไม่เข้าสุหนัตจะรับศีลล้างบาปโดยจะเข้าสุหนัตก่อนหรือไม่ก็ทำได้โดยไม่มีผลแตกต่างต่อมา เท่านั้นทุกคนก็หายใจโล่งอก หมดปัญหาเรื่อการแบ่งแยกไปได้อย่างหวุดหวิด นับเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญอีกครั้งหนึ่งในคริสตจักรสากล

ผลลัพธ์ต่อมาก็คือว่าเปโตรค่อยๆได้สำนึกว่ากรุงเยรูซาเลมไม่ใช่ที่เหมาะสมสำหรับผู้บริหารคริสตจักรสากลที่จะต้องยอมให้บังคับกันให้ต้องรับสุหนัตก็ได้ไม่รับสุหนัตก็ได้ เพราะสมาชิกของกรุงเยรูซาเลมล้วนแต่เอียงกะเท่เล่ไปในทางอยากบังคับ จะทำตัวเป็นผู้วางตัวเป็นกลางยาก จึงคิดมอบอำนาจเฉพาะกรุงเยรูซาเลมให้ยากอบญาติผู้น้องของพระเยซูที่สนับสนุนให้ชาวยิวแท้มีเอกสิทธิ์เหนือผู้อื่นชนชาติอื่นในอาณาจักรของพระเมสสิยาห์ ก็น่าจะปล่อยให้ผู้มีกระบวนทรรศน์เดียวกันดูแลกันไป ส่วนตัวท่านเองในฐานะต้องดูแล(caring for)คนทุกกระบวนทรรศน์ จึงต้องอยู่เหนือกระบวนทรรศน์ มีผู้ช่วยและที่ปรึกษาจากทุกกระบวนทรรศน์ จึงเพ่งเล็งไปที่เมืองอันทิโอกที่มีคริสตชนพอสมควรแล้วและเป็นศูนย์รวมของความเจริญของมหาอาณาจักรโรมันภาคาตะวันออก ทั้งยังมีคนรู้จักบ้างแล้วพอสมควร จึงตัดสินใจมอบอำนาจดูแลคริสตจักรเยรูซาเลมให้ยากอบ  และย้ายตัวเองไปหาที่อยู่ใหม่ที่อันทิโอก ก็รู้สึกว่าคิดถูกและบริหารงานได้สะดวกกว่าที่เดิม เพราะเป็นทางสัญจรไปมาได้ทุกทิศ ผู้เผยแผ่อาจเดินทางมารายงานหรือปรึกษาหารือก็ทำได้สะดวกคล่องตัวดี

แต่อยู่ได้ไม่นานก็มีเรื่องให้คิดต่อ คือในหมู่คริสตชนที่เดินทางสัญจรไปมาและแวะเยี่ยมเยียนนั้น ก็มีจำนวนพอสมควรที่มีนิวาสถานในกรุงโรม เดินทางผ่านก็แวะเยี่ยมและนำสาสน์ไปบอกต่อๆกันอย่างทั่วถึงทั่วกรุงโรมที่มีคริสตชน ใครจะเดินทางมาก็นำข่าวคราวของคริสตจักรแห่งกรุงโรมมาแจ้งให้เปโตรได้รับรู้ ทั้งปัญหาและความสำเร็จ ที่สุดก็มีผู้เสนอความเห็นว่าเปโตรน่าจะย้ายไปบริหารงานที่กรุงโรมซึ่งเป็นศูนย์กลางทุกอย่างของมหาอาณาจักรโรมันมากกว่าที่ใดทั้งหมด เปโตรค่อยๆคิดและค่อยๆเห็นดีเห็นชอบ และในที่สุดก็ตัดสินใจย้ายตัวเองไปอยู่ที่กรุงโรม ไม่มีข้อมูลใดจะช่วยให้สันนิษฐานใด้ว่าตั้งแต่เมื่อใด รู้แต่ว่าก่อนค.ศ.64  เพราะในปีค.ศ.64 นักประวัติศาสตร์รู้แน่นอนว่าเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่สุดในกรุงโรมหมดไปประมาณ3/4จากส่วนกลางเว้นวังจักรพรรดิ พอไฟผ่านก็ให้ทหารรีบปักหลักเขตขยายวังห้ามรุกรานทันที ทำให้ประชาชนโจษจันว่า ชรอยจักรพรรดิเนร์โรว์วางแผนเผาเมืองสร้างวัง คณะที่ปรึกษาวางหมากแก้โดยกระจายข่าวว่าขาวคริสต์เป็นมือวางเพลิง หากไม่มารับสารภาพแต่โดยดีจะจับชาวคริสต์มาลงโทษทั้งหมด ในเมื่อไม่มีผู้ใดขอมอบตัว จักรพรรดิจึงออกกฤษฎีกาจับชาวคริสต์ในกรุงโรมประหารชีวิต สถานที่ประหารก็คือเชิงเนินยานีโกโลด้านริมฝั่งแม่น้ำทายเบอร์ อันเป็นที่ตั้งของโบสถ์เซนต์ปีเตอร์ในปัจจุบัน เป็นระเบียบการสมัยนั้น นักโทษประหารแล้วก็โยนศพลงแม่น้ำเป็นเหยื่อของปลา จึงไม่ต้องหวังว่าจะมีอัฐิของเปโตรไว้สักการะ อัฐิอยู่ที่ไหนไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากับที่รู้ว่าตรงนั้นคือแดนประหาร โบสถ์เซนต์ปีเตอร์จึงเป็นสัญลักษณ์แห่งศูนย์กลางคริสตจักรนับว่าสำคัญกว่า

ผลพลอยได้ก็คือ หากไม่มีอนุสรณสถานที่ตรงนั้น รายได้จากการท่องเที่ยวของรัฐบาลอิตาลีคงหดหายมาตลอดกาล

ความสำคัญของเซนต์ปีเตอร์จึงมองได้อีกหลายมิติแล้วแต่จะมองจากชีวิตของชาวประมงบ้านนอกคนหนึ่ง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s