เปโตรในประวัติศาสตร์

 

petro01

ซอกแซกหามาเล่า (269)

เปโตรในประวัติศาสตร์

            ในปัจจุบันเปโตรมีความสำคัญมากๆในประวัติศาสตร์ ในฐานะที่เป็นสันตะปาปาองค์แรกของคริสตจักรสากลโดยเชื่อกันทั่วไปว่าได้รับการแต่งตั้งจากพระเยซูโดยตรงและมอบหมายให้ถ่ายทอดตำแหน่งนี้เรื่อยมาจนถึงสันตะปาปาปัจจุบันที่มีนามว่าสันตะปาปาแฟรงซิสที่ 1 ซึ่งนับเป็นอันดับที่266 มีรัฐวาติกันของตนเองอย่างเป็นอิสระจากทุกรัฐบาลและได้รับการคุ้มครองจากองค์การสหประชาชาติ มีสถานทูตของตนตั้งอยู่ในเมืองสำคัญทั่วโลกเพื่อเป็นตัวแทนเจรจากับรัฐบาลและประชาชนในประเทศต่างๆ เหตุการณ์อะไรที่เกิดขึ้นกับสันตะปาปาเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์โดยอัตโนมัติ  ผิดกับเปโตรสันตะปาปาอันดับแรกที่ได้รับตำแหน่งจากพระเยซูอย่างเงียบๆไร้การรับรองทางประวัติศาสตร์ ถึงเวลาดำรงตำแหน่งจริงเมื่อพระเยซูสิ้นพระชนม์แล้วก็ไม่มีสำนักงานเพื่อปฏิบัติหน้าที่อย่างสง่างาม ต้องอาศัยบ้านผู้มีจิตศรัทธาให้ใช้ห้องเป็นที่พักและปฏิบัติหน้าที่ดูแลการเผยแผ่ข่าวดีของพระเยซูทั่วโลก แต่ก็ไม่มีวิธีติดต่อประสานงานกันเลยนอกจากบังเอิญเดินทางพบปะกันก็รายงานหรือสั่งเสียกันเสียทีหนึ่ง ทั้งหมดนี้ไม่มีการบันทึกเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ มีการจดจำและบันทึกจากศรัทธาซึ่งภายหลังมีการรวบรวมและตีความสันนิษฐานให้เป็นประวัติศาสตร์ได้บ้าง แต่ตลอดชั่วชีวิตดำรงตำแหน่งสันตะปาปาของเปโตรนั้น มีนักประวัติศาสตร์โรมันร่วมสมัยแทสเสอเถิส (Tacitus 55-117) สนใจบันทึกไว้เพียงประโยคเดียวสั้นๆว่า “เมื่อพระเยซูถูกโทษประหารไปแล้ว ไสยศาสตร์ที่พระเยซูโปรยปรายหว่านล้อมเอาไว้ ก็สิ้นมนต์ขลังไปภายในเวลาอันสั้น” มันหมายความตรงๆว่าเปโตรไร้ผลงาน หรือกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่า การเผยแผ่คำสอนของพระเยซูเป็นเวลาประมาณ 37 ปีภายใต้การนำของเปโตรทั้งชีวิตไม่มีอะไรเข้าเกณฑ์ประวัติศาสตร์เอาเสียเลย หากไม่มีเปาโลแจมเข้ามาหลังจากที่เปโตรและคณะบริหารงานนอกประวัติศาสตร์มาแล้ว10ปีและก็น่าจะทำการนอกประวัติศาสตร์กันเช่นเดิมต่อไปไม่รู้จนถึงเมื่อใด

เปาโลอายุอ่อนกว่าพระเยซูราว 15 ปี หากสมมุติว่าเปโตรน่าจะมีอายุอ่อนกว่าพระเยซูสัก 10 ปี ก็โมเมเหมาเอาว่าเปโตรน่าจะเป็นพี่ของเปาโลราว 5 ปี ก็พอดีร่วมงานและช่วยงานกันได้พอดิบพอดี เปาโลเกิดในครอบครัวชาวยิวโพ้นทะเลที่เคร่งครัดและรักชาติรักศาสนาและรักแผ่นดิน เติบโตในเมืองใหญ่อันดับ 3 ของมหาอาณาจักรโรมัน คือ ทาร์เสิสในเอเชียไมเนอร์ เป็นเมืองท่าใหญ่ จึงได้สัมผัสวัฒนธรรมต่างๆ ทำให้มีทรรศนะกว้างไกล เปาโลชอบเรียนและหัวดีเรียนเก่ง จึงมีความรู้ดีรอบตัวทั้งทางโลกและทางธรรม เมื่ออายุได้ ประมาณ 34 ปีก็ขอเข้าพบเปโตรที่กรุงเยรูซาเลมเพื่อรายงานว่าได้พบพระเยซูฟื้นคืนชีพและได้รับบัญชาให้เผยแผ่ข่าวดีแก่คนต่างด้าวโดยต้องขออนุมัติจากเปโตรซึ่งเปโตรไม่ขัดข้องที่จะอนุมัติเพราะเชื่อว่าได้รับคำสั่งจากพระเยซูอย่างที่ตนเองได้รับมา เปาโลเป็นนักวิชาการทันสมัย เมื่อเผยแผ่ที่ใดได้ผลก็จัดการตั้งคริสตจักรเป็นกลุ่มชุมชนพิเศษที่ต้องรับผิดชอบการดำรงชีวิตร่วมกันตามเจตนาของพระเยซู โดยต้องประชุมกันทุกวันอาทิตย์เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิต เมื่อจากไปแล้วก็ยังเขียนจดหมายมาดูแลด้วยความเป็นห่วง จดหมายที่ทรงคุณวุฒิเหล่านี้แหละที่เป็นเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ทำให้นักประวัติศาสตร์รับรู้ว่าเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ มีการขุดค้นหาหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อรับรู้เหตุการณ์และข้อมูลประวัติศาสตร์ตามที่จดหมายกล่าวถึงหรือพาดพิงถึง ข้อมูลประวติศาสตร์ของเปาโลพาดพิงถึงเหตุการณ์ศรัทธาเรื่องใดที่มีบันทึกไว้ในความจำหรือในเหตุการณ์แห่งศรัทธา ก็ได้มีการศึกษาสันนิษฐานเป็นข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์หรือเป็นความสำนึกของบุคคลในประวัติศาสตร์ หากสันนิษฐานไม่ได้ก็จะได้รู้ว่าเป็นความสำนึกด้วยศรัทธาตามวิสัยของผู้นับถือศาสนา ผลงานนอกประวัติศาสตร์ของเปโตรและคณะจึงเป็นเรื่องน่าสนใจเชิงวิชาการมากยิ่งๆขึ้นตามลำดับ เราจะศึกษากันในลักษณะดังกล่าวนี้เป็นสำคัญ

ฟรีดริช โกนทาร์ด(Friedrich Gontard). นักประวัติศาสตร์เยอรมันใช้เกณฑ์นี้สันนิษฐานผลงานของปีเตอร์ออกมาได้ความเชิงประวัติศาสตร์ดังต่อไปนี้ (ดู The Chair of Peter, p. 31.)

เมื่อพระเยซูถูกตัดสินลงโทษให้ประหารชีวิตด้วยวิธีตรึงให้ตายบนไม้กางเขนตามกระบวนการของกฎหมายโรมันสำหรับผู้ถูกกล่าวหาว่าก่อความวุ่นวายในมหาอาณาจักรโรมัน พระศพมีผู้มาขออนุญาตพิเศษให้ปลดลงจากกางเขนนำไปฝังในอุโมงค์ขุดเป็นซอกหน้าผาของภูเขาหัวกะโหลก มีทหารโรมันตอกตราประทับหินปิดปากถ้ำเพื่อแสดงว่ามิดชิดไม่มีอะไรน่าอุจาดและมีทหารเฝ้ายามรักษาตราประทับมิให้ใครมาทำลายจนแน่ใจว่าศพเปื่อยเน่าแล้วเพื่อป้องกันมิให้ใครมาลักศพไปเพื่อผลทางโฆษณาชวนเชื่อ ทั้งนี้เป็นไปตามระเบียบการปกครองของข้าราชการโรมัน ในกรุงเยรูซาเลมและบริเวณรอบทะเลสาบกาลิลี มีการโจษจรรกันในหมู่ผู้รู้จักพระเยซูอยู่พักหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เชื่อว่าพระเยซูเป็นนักทำปาฏิหาริย์ นักรักษาโรคฉับพลัน นักปลุกคนตายให้ฟื้นคืนชีพ นักเพิ่มขนมปังเป็นกระบุงๆ และผู้เสนอระเบียบสังคมใหม่ ก็เลยรู้สึกเสียดาย เพราะต่อไปนี้จะไม่ได้เห็นของดีๆอย่างนี้อีกแล้ว ข่าวลือกลางเมือง (the talk of the town) มักจะอยู่ไม่นาน เกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ดับหายไป เป็นสัจธรรมแห่งข่าวลือ แทสเสอเถิสนักเฝ้าระวังเหตุการณ์แห่งมหาอาณาจักรโรมันคงได้ข้อมูลจากเยรูซาเลมในช่วงนี้แล้วก็ใช้กฎปรกติสรุปได้ง่ายๆว่าไม่นานต่อมาปรากฏการณ์คุณไสยทั้งหมดก็จะค่อยๆจางหายไปในกลีบเมฆ เพราะแทสเสอเถิสไม่เชื่อว่าพระเยซูทำได้จริง จึงนำเอาไปบันทึกเป็นปรากฏการณ์คุณไสย์ซึ่งก็ถูกต้องตามหลักวิชาประวัติศาสตร์ คือไม่รับรองมากกว่านั้น  โกนทาร์ดเล่าด้วยสำนวนนักประวัติศาสตร์เช่นเดียวกันโดยยืดเวลาไปอีกหน่อยตามข้อมูลที่รู้ได้มากกว่า โกนทาร์ดว่า เป็นเวลานานพอสมควรทีเดียวหลังจากพระเยซูถูกประหารด้วยการตรึงตายบนไม้กางเขนไปแล้ว ที่ในกรุงเยรูซาเลมไม่มีเสียงจับข่าวอะไรทั้งสิ้นเกี่ยวกับพระเยซู เพราะผู้ผูกพันกับพระเยซูส่วนใหญ่มีนิวาสถานอยู่ในแคว้นกาลิลี ก็คงได้แอบกลับคืนถิ่นอย่างเงียบๆกับกองคาราวานที่มีเดินทางเป็นประจำ

อาจจะมีบางคนที่ไม่รู้จะไปแอบซ่อนอยู่ที่ไหน ก็คงปรากฏตัวให้คนเห็นบ้างแบบซุกซุนหลบสายตา จึงไม่มีใครสนใจเอาเรื่องไปทำให้เป็นข่าว คงพอใจปล่อยให้เป็นเหตุการณ์ที่ค่อยๆจางหายไปตามครรลองของข่าวดังทั้งหลาย เพราะผู้เคยรู้กิตติศัพท์ส่วนใหญ่น่าจะรู้สึกผิดหวัง เพราะอะไรๆที่เคยคาดเคยหวังไว้ก็น่าจะเป็นความผิดหวัง คงคิดปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามยถากรรมต่อไป ไม่อยากเอามือไปซุกหีบ หากยังฝืนแสดงความคาดหวังอะไรออกไปอาจจะถูกทางการเพ่งเล็ง ดีไม่ไม่ดีอาจจะถูกเรียกตัวไปสอบสวนเพิ่มเติม อาจจะเสียอนาคตไปเปล่าๆ ปล่อยให้เรื่องทั้งหลายหายเข้ากลีบเมฆไปเลยแหละปลอดภัยที่สุด

แต่แล้ววันดีคืนดี ก็มีคนกลุ่มเล็กๆเปิดเผยตัวในพระวิหารแห่งกรุงเยรูซาเลม อันเป็นสถานที่สาธารณะให้ชาวยิวเข้าออกได้ตามอัธยาศัยเพื่อประกอบศาสนกิจตามบทบัญญัติของ
โมเสสผู้เป็นศาสดาของศาสนายูดาห์ พวกเขาก็เป็นคนคุ้นหน้าคุ้นตาที่เข้ามาสวดมนต์และร่วมพิธีกรรมศาสนายูดาห์เป็นประจำนั่นแหละ แต่ถือโอกาสที่มีผู้ร่วมศาสนามาชุมนุมพอดีนั่นแหละประกาศอย่างหน้าเฉยตาเฉยว่าพวกตนได้เห็นพระเยซูฟื้นคืนชีพและได้เห็นพระองค์เสด็จขึ้นสวรรค์กับตาจะๆแจ้งๆกลางวันแสกๆ พระองค์ทรงกำชับให้พวกเขาเอาข่าวดีไปประกาศแก่คนทั้งโลกว่าพระองค์เป็นพระเมสสิสยาห์ที่ลงมาจากสวรรค์ ใครดำเนินชีวิตตามคำสอนง่ายๆของพระองค์ คือ ทำดีเสียสละแก่เพื่อนมนุษย์จะได้ชื่อว่าเป็นสมาชิกในอาณาจักรแห่งพระเมสสิยาห์ จะได้ฟื้นคืนชีพและมีความสุขตลอดนิรันดร ใครช่วยประกาศข่าวดีจะมีฐานะพิเศษในอาณาจักรดังกล่าว

ครั้งหนึ่งเปโตรแสดงตัวเป็นหัวหน้าของคนกลุ่มนี้ในห้องโถงซาโลมอนในบริเวณพระวิหาร เขาเป็นคนร่างเตี้ย บึกบึน อกผายไหล่ผึ่ง มะขามข้อเดียว ว่องไวผลุนผลัน ตาซื่อ จริงจังกับชีวิต สมกับที่เคยเป็นนักลงอวนตัวยงในทะเลสาบกาลิลีมาก่อน พระเยซูเคยให้ฉายาว่า “เจ้าแท่งศิลาชายหาด “the Rock” ไม่ใช่ the stone หรือ the pebble

เปโตรเล่าให้ผู้มาห้อมล้อมฟังว่า เดือนกว่ามานี้พวกตนมิได้หายไปไหน แต่ติดตามรับการอบรมจากพระเยซูผู้ฟื้นคืนชีพตามพระสัญญา พบกันในกรุงเยรูซาเลมบ้าง ที่กาลิลีบ้าง เพื่อรับพินัยกรรมหลังตาย(postmortem testimony) คือมอบหมายให้พวกเราจัดการดูแลอาณาจักรของพระเมสสิยาห์ในโลกนี้ โดยมีความรักเมตตาช่วยเหลือกันเป็นนโยบาย และมีพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์เป็นพลัง พระองค์ได้จากไปแล้วสู่โลกหน้าและจะเสด็จมาอีกครั้งหนึ่งเมื่อสิ้นมนุษยชาติเพื่อให้พลเมืองแห่งอาณาจักรของพระเมสสิยาห์ได้กลับฟื้นคืนชีพเสียก่อน แล้วจะนำหน้าทุกคนเข้าอาณาจักรสวรรค์นิรันดร พระองค์ทรงนัดพบเราเป็นครั้งสุดท้ายที่ภูเขามะกอกนอกกำแพงกรุงเยรูซาเลมทางด้านเหนือนี่เอง พระองค์ทรงอำลาจากพวกเราเพื่อให้พวกเราได้เริ่มทำงาน ทรงกำชับเรากลุ่มผู้นำให้ปฏิบัติจิตภาวนา 10 วันก่อนรับพลังพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์เสียก่อน จะรู้ทิศทางทำงาน พวกเราปฏิบัติตามรู้สึกได้ผล รุ่งเช้าวันเทศกาล 50 ที่เป็นธรรมเนียมนำพืชผลแรกมาถวายพระยาห์เวห์ เราตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อเตรียมตัวมาเข้าพระวิหารรอบแรก แต่ไม่ทันได้ออกจากที่พักก็มีพายุใหญ่พัดรุนแรง เราไม่กล้าออกจากบ้าน รอให้พายุซา แต่สิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นก็คือ เรารู้สึกชีวิตสดชื่นมีพลังอยากสร้างอาณาจักรของพระเมสสิยาห์ เราเห็นเหนือศีรษะของกันและกันมีเปลวไฟ เราจึงเข้าใจตรงกันว่า พระจิตวิญญาณบริสุทธิ์มาแล้ว เราอยากออกไปหาฝูงชนเพื่อเล่าความมหัศจรรย์แห่งพระอาณาจักรพระเมสสิยาห์ให้ทุกคนได้รู้และมีโอกาสทองเข้าเป็นสมาชิก พอเปิดประตูออกไปก็พบฝูงชนมากมายมาห้อมล้อมรอบบ้านที่พัก ถามกันเซ็งแซ่ว่าอะไรเกิดขึ้น ทำไมลมพัดแรงเฉพาะรอบบ้าน ที่อื่นไม่มีลม พวกเราทุกคนมีพลังเล่าเรื่องตอบปัญหาทุกอย่างอย่างมันปาก ใครถามอะไรตอบได้หมดอย่างคล่องแคล่วโดยไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน เราแยกย้ายกันสร้างความพอใจให้มวลชนเป็นการออกโหมโรงครั้งแรกก็ว่าได้ ทุกอย่างลงท้ายด้วยดี มีผู้สนใจสมัครเป็นสมาชิกมากมาย สักสามพันคนเห็นจะได้ ผู้ฟังเปโตรเล่าแย่งกันสมัครเป็นสมาชิกอีกเป็นพัน ทุกคนให้เกียรติยกย่องเปโตรเป็นประมุขของอาณาจักรพระเมสสิยาห์อย่างเต็มใจ ร้องเพลงสดุดีพระยาห์เวห์กันเซงแซ่ เปโตรชักชวนให้พบกันตอนค่ำทุกวันที่บ้านใครบ้านหนึ่งในแต่ละละแวก ตนเองจะแวะเวียนไปบ้านใดบ้านหนึ่งทุกวันเพื่อระลึกถึงพระเยซูด้วยการบิขนมปังแบ่งกันรับประทานตามที่พระเยซูได้กระทำเมื่อมื้อสุดท้ายก่อนถูกจับไปประหารชีวิต เปโตรเน้นให้รักเมตตาต่อกัน ดูแลกัน และแบ่งปันกันตามเจตนาของพระเยซู

ผู้ได้ฟังเปโตรสาธยาย ก็คงจะมีคณะปุโรหิตและคนของมหาปุโรหิตที่เป็นเจ้ากี้เจ้าการจัดการประหารพระเยซูเป็นผลสำเร็จปะปนอยู่ด้วย มหาปุโรหิตย่อมเงี่ยหูฟังอยู่ตลอดเวลาเป็นแม่นมั่น ยิ่งฟังมากก็ยิ่งหงุดหงิดมาก ก็คงได้มีการปรึกษาหารือทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ทั้งเป็นกลุ่มเล็กและกลุ่มใหญ่ ที่น่ากังวลหนักก็ด้วยเหตุผล 3 ประการ คือ 1.ไม่รู้ชัดว่าเปโตรเป็นใครมาจากไหน สำเนียงบ่งบอกว่าเป็นชาวกาลิลีแน่นอน แต่ทำไมถึงมาป้วนเปี้ยนอยู่ในกรุงเยรูซาเลมไม่รู้จักกลับบ้าน เป็นสาวกของพระเยซูจริงหรือเปล่า แล้วทำไมวันตรึงกางเขนไม่เห็นแม้แต่เงา หรือจะเป็นนักปลุกปั่นฉวยโอกาส 2.ศพพระเยซูก็หาไม่เจอ แม้จะตั้งสินบนหาศพเท่าไรก็ยังไม่มีเบาะแสแม้แต่เงา ข้าหลวงโรมันก็ยังไล่บี้จึ้หลังอยู่ ก็ยังพูดอะไรไม่ออกบอกไม่ถูก 3.เปโตรและคณะอ้างเป็นตุเป็นตะว่าพระเยซูเป็นพระเมสสิยาห์ ที่ต้องตายก็เพราะมีพยากรณ์ไว้ในพระคัมภีร์ และต้องฟื้นคึนชีพ ออกมายืนยันเป็นเรื่องเป็นราวในที่สาธารณะอย่างนี้ปิดปากไม่ได้ก็จะบานปลาย จะจัดการอะไรรุนแรงอีกก็กลัวข้าหลวงโรมันจะไม่ให้ความร่วมมือ ก็ยิ่งจะเสียหน้า 4.ส่งนักสอดแนมไปสังเกตการณ์ตามบ้านเวลาค่ำที่มีการชุมนุมระลึกถึงพระเยซูก็หาเรื่องจับผิดฟ้องร้องไม่ได้ เพราะมีแต่ชักชวนให้รักกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เตรียมตัวตายเพื่อไปพบพระเยซูในโลกหน้า ยกย่องเปโตรกันในฐานะมีอำนาจอนุมัติแต่งตั้งหัวหน้าชุมชนเพื่อนัดชุมนุมเวลาค่ำเป็นวันๆ ไม่มีวี่แววว่าจะแข็งข้อก่อจลาจลแต่อย่างใด ประเด็นที่น่าเป็นห่วงก็คือโจษจรรกันว่าเปโตรทำปาฏิหาริย์ได้ไม่แพ้พระเยซูซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นข่าวลือยกย่องกันเองเพื่อให้เกิดศรัทธาหรือเปล่า หรือว่าเป็นเพียงมายากลที่จับเคล็ดกันไม่ได้ แม้พระเยซูก็ยังน่าเชื่อว่าเป็นเพียงนักมายากลที่เอาจริงเข้าก็เอาตัวรอดไม่ได้ อย่างที่โจรคนหนึ่งที่ถูกตรึงกางเขนพร้อมกับพระเยซูในวันนั้นยังกล้าตะโกนท้าทายขึ้นมาว่า ถ้าท่านมีฤทธิ์เดชจริงอย่างที่เล่าลือกัน ก็ให้ช่วยตัวเองให้รอดและช่วยพวกเราด้วย แต่พระเยซูก็มิได้ปริปาก ยอมจำนนต่อการประหารชีวิตแต่โดยดี แล้วจะเชื่อข่าวลือได้อย่างไรกัน มหาปุโรหิตมีหนามยอกอกอึดอั้นตันใจเป็นหนูติดจั่น ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครหาทางออก ผูกปมแล้วหมดทางแก้ แต่แล้วกระแสข่าวทำให้สติแตก

ประมาณบ่าย 3 โมง ได้เวลา เปโตรเดินทางจากที่พัก(น่าจะเป็นบ้านของแม่ม่ายมารีย์มารดาของมาระโก ภรรยาเพอร์เพททัว Perpetua  ของเปโตรมาอยู่ด้วย) ไปสวดมนต์ในพระวิหาร เข้าทางประตูสวย(Beautiful Gate) มียอห์นติดตามมาด้วย  ที่ริมประตูด้านในเป็นที่ประจำขอทานของบุรุษง่อยคนหนึ่งซึ่งทุกวันเปโตรก็หยอดให้ 1 เหรียญ แต่วันนี้บังเอิญไม่มีเงินติดตัวมาเลย นึกได้จึงบอกไปตรงๆว่า พี่ชาย วันนี้เสียใจ เราทั้ง 2 คนไม่มีเงินติดตัวเลย แต่อะไรมีก็จะให้ มา! ลุกขึ้น พลางก็เข้าไปพยุงให้คนง่อยลุกขึ้น เขาลุกขึ้นตามแรงพยุงอย่างงงๆ เอ้า! ออกเดิน เขาเดินได้ ดีใจร้องลั่น วิ่งพลางร้องพลาง ข้าเดินได้! ข้าเดินได้!! ทุกคนหันมาดูเขาวิ่งอย่างประหลาดใจ ทำไมถึงวิ่งได้ เขาชี้ไปที่เปโตร คนนั้นสั่งให้วิ่ง ก็เลยวิ่งได้ พอดีเปโตรเดินมาถึงห้องโถงซาโลมอน เห็นคนหันมาที่ตนเป็นเป้าสายตา จึงพูดแก้เก้อว่า ท่านทั้งหลาย โปรดอย่าเข้าใจผิด ข้าพเจ้าไม่มีฤทธิ์อำนาจอะไรหรอก เพียงแต่พระเยซูทรงสั่งให้ทำ เพื่อให้ท่านทั้งหลายรู้ว่าพระเมสสิยาห์มาโปรดแล้วและถูกตรีงกางเขนไปแล้วตามคำพยากรณ์ของศาสดาประกาศก ขอให้ท่านรับรู้และสมัครเข้าอาณาจักรของพระองค์เพื่อโลกหน้ากันเถิด ต้องทำอะไรบ้างเล่า ให้รับศึลล้างบาปและถือบทบัญญัติ ก็เท่านั้นเอง มีคนแสดงความจำนงถึง 5,000 คน เปโตรแฮปปี้มาก

วันรุ่งขึ้นในเวลาใกล้เคียงกัน มีคนมาคอยพบเปโตรณห้องประชุมซาโลมอนเต็มห้อง พอเปโตรและยอห์นมาถึงก็ถูกตำรวจพระวิหารจับและนำตัวไปส่งให้มหาปุโรหิตและคณะที่ปรึกษาสอบสวน แต่ก็ไม่รู้จะเอาผิดอะไร จึงได้แต่กำชับว่า มิให้อ้างถึงพระเยซูอีกเป็นอันขาด มิฉะนั้นจะสั่งให้เฆี่ยน แต่เปโตรก็ยังปากแข็งว่า ต้องเชื่อฟังพระเจ้ามากกว่ามนุษย์ แล้วก็ลาจากไป ยังความอึดอัดใจให้แก่มหาปุโรหิตและคณะที่ปรึกษาทุกคน แต่เปโตรยิ่งแฮปปี้ มีคนสมัครเข้าเป็นสมาชิกอาณาจักรพระเมสสิยาห์มากขึ้นทุกวัน ทั้งคนในกรุงเยรูซาเลมเอง คนมาจากต่างจังหวัด และจากต่างประเทศ นอกจากชาวยิวแท้ๆแล้ว ก็ยังมีลูกครึ่งยิว และคนต่างชาติที่นับถือพระยาห์เวห์ที่ได้ชื่อว่าผู้เกรงกลัวพระเจ้า (God’s fearers)

เปโตรอยู่กับพวกเขาจนถึงค.ศ.50 และทำหน้าที่ประธานในการประชุมสังคายนาแห่งกรุงเยรูซาเลม ต่อจากนั้นก็จากไปหาที่ทำงานที่เหมาะสมกว่า ค.ศ.64 ถูกจักรพรรดิเนร์โรว์ประหารชีวิต เพราะหตุไฟไหม้กรุงโรม ค.ศ.70ทีเถิส (Titus) เผากรุงเยรูซาเลม คริสตชนอพยพข้ามไปปักหลักที่เพลเลอ (Pella) ฟากโน้นของแม่น้ำจอร์แดน ซึ่งก็คือประเทศจอร์แดนในปัจจุบัน ซีโมนบาร์คอคบา (Simon bar Kochba) ก่อกบฏครั้งสุดท้าย ชาวยิวทั้งหมดถูกขับไล่ออกจากปาเลสไตน์ ชาวคริสต์เชื้อสายยิวก็คงอยู่ต่อไปไม่ได้ หากจะอยู่ได้ต่อต้องไม่มีเชื้อสายยิว ผู้เขียนได้เคยไปทัศนศึกษาปาเลสไตน์ พบกลุ่มชาวคริสต์ที่อ้างว่าเป็นคริสต์รุ่นของเปโตร แต่เนื่องจากไม่มีเชื้อสายยิว จึงไม่ถูกขับไล่ในสมัยกบฏคอคบา และผ่านวิกฤติสงครามครูเสดเพราะอยู่นอกเส้นทางนักรบ จับกลุ่มกันเป็นชุมชนอิสระในมหาอาณาจักรไบแซนไทน์ มหาอาณาจักรออกโตมาน และมหาอำนาจอังกฤษ ครั้นมีการประกาศทั้งรัฐเอกราชอิสราเอลในปีค.ศ.1948 พวกตนถูกจัดเป็นพลเมืองประเภท 2 เพราะไม่มีเชื้อสายยิว มีหน้าที่เสียภาษี ไม่ต้องเป็นทหาร และไม่มีสิทธิ์ถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน ที่ดินที่เคยทำกินอยู่ถูกริบและต้องเช่าที่ซึ่งเคยเป็นของตนเองทำกิน พวกตนมีปัญหามากทั้งๆที่เป็นเจ้าของดินแดนมาแต่ดั้งเดิมที่สุด แต่สถานภาพในปัจจุบัน จะเป็นชาวปาเลสไตน์ก็ไม่ใช่ ชาวอิสราเองก็ไม่เชิง เป็นชนกลุ่มน้อยที่ชาวโลกไม่รู้จัก ก็แปลกดีเหมือนกัน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s