เปโตรนอกประวัติศาสตร์

petro

ซอกแซกหามาเล่า (268)

เปโตรนอกประวัติศาสตร์

เปโตรนอกจากจะเป็นพระเอกคนแรกในประวัติศาสตร์ของคริสตจักรแล้ว ยังมีส่วนที่เป็นพระเอกนอกประวัติศาสตร์อยู่มิใช่น้อย และสนุกน่าสนใจรู้เสียด้วย คนอะไร เก่งทุกเรื่อง

มีเอกสารหลายเรื่องที่ไม่ได้รับการรับรองเป็นคัมภีร์ในสารบบ จึงเป็นบ่อเกิดผลงานนอกประวัติศาสตร์ได้เป็นอย่างดี ดังต่อไปนี้

กิจกรรมของเปโตร (Acts of Peter) ประมวลเกล็ดประวัติ ปาฏิหาริย์ และคำพูดของเปโตรขณะอยู่ในกรุงโรมระหว่างค.ศ.50 จนถึงแก่มรณภาพไม่รู้ปีใด

ก่อนค.ศ.50 ได้รับเชิญให้ไปที่ซามาเรียเพื่อปกมือเชิญพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์ลงมาประทับในตัวของผู้รับศีลล้างบาปแล้วและยังไม่ได้รับพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์ ณ ที่นั้นมีจอมขมังเวชชื่อซีโมน (Simon the Magus) เขาขอจ่ายเงินซื้อพระจิตฯโดยไม่ขอรับศีลล้างบาปซึ่งเปโตรประณามว่าเป็นการทุรจารสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ค.ศ.50 เป็นประธานประชุมสังคายนาแห่งเยรูซาเลมเพื่ออนุมัติประเด็นของเปาโลที่ว่าผู้ขอรับศีลล้างบาปไม่ต้องเข้าพิธีสุหนัดมาก่อน

ค.ศ.62 ได้ทราบข่าวว่าซีโมนนักขมังเวชได้อพยพจากซามาเรียไปตั้งหลักแหล่งหากินที่กรุงโรม อ้างว่าเป็นผู้โปรดปรานของพระเจ้าและหลอกลวงพิสูจน์ด้วยเวทมนต์คาถา ทำให้กลุ่มคริสตชนศิษย์ของเปาโลที่กลับใจระหว่างติดคุกที่นั่น พากันหลงผิดไปเชื่อฟังเขาแทบจะเกือบหมดเหลือแค่ชาย 1 หญิง 6 เปโตรจึงรีบเดินทางไปเพื่อปราบซีโมนแห่งซามาเรียที่เคยประลองฤทธิ์กันมาแล้ว ซีโมนยอมจำนนอย่างราบคาบ เปโตรสามารถดึงคริสตชนหลงผิดกลัมมาได้ทั้งหมด

ค.ศ.62 เปาโลพ้นโทษจากคุก เปโตรจึงใช้อำนาจประมุขคริสตจักรสากลส่งเปาโลไปประกาศข่าวดีการฟื้นคืนชีพจากกรุงโรมไปที่สเปน ตนเองตั้งหลักที่กรุงโรมเพื่อทำหน้าที่เป็นบิชอพแห่งกรุงโรม

ปีเตอร์ปฏิบัติหน้าที่โดยมีภรรยาและบุตรสาวช่วยงานด้วย อยู่มาบุตรสาวเป็นอัมพาต เปโตรก็ปกมือให้หายโรค วันหนึ่งจะถูกชายหนุ่มข่มขืน โรคอัมพาตกลับคืนมาใหม่ทำให้พ้นจากการถูกข่มขืนไปได้

ค.ศ.67 บรรดาภรรยาและสนมของอกริปปาที่อยู่ในกรุงโรมในฐานะตัวประกันพากันขอรับศีลล้างบาปและไม่ยอมเป็นคู่นอนของอกริปปาอีก อกริปปาโกรธจัด เข้าวังรายงานให้จักรพรรดิผู้เป็นพระสหายสนิททรงทราบและเสนอให้บัญชาประหารชีวิตเปโตรเสีย มีลูกศิษย์นำความมาบอกให้รู้ตัว เปโตรรีบหนีไปกลางดึกโดยเดินไปตามถนนหลวงให้ทันรถม้าโดยสารเที่ยวแรกออกจากชานกรุงแต่เช้าตรู่ พบพระเยซูเดินสวนทางเข้ากรุงโรม เปโตรจำได้จึงรีบร้องทักอย่างชินๆว่า Quo vadis? พระองค์กำลังจะไปไหน ตรัสตอบว่า Romam ไปเข้ากรุงโรมให้เขาตรึงกางเขน แล้วก็หายวับไปกับตา เปโตรตะลึง เอาอีกแล้ว ตูกำลังจะเลี่ยงความรับผิดชอบอีกแล้ว กลับหลังหันทันที เข้ากรุงโรมให้เขาจับ และถูกตรึงกางเขนสมใจ แต่ให้สะใจถึงที่ ขอร้องเพชรนฆาตให้กลับเอาหัวลงดิน หมดความรับผิดชอบ อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิดต่อไป ฉันจบแล้ว พระเยซูสบพระทัย แต่งตั้งให้เป็นผู้เฝ้าประตูสวรรค์ จะให้ใครเข้าสวรรค์หรือไม่ให้เข้าอยู่ที่การตัดสินใจของเปโตร อย่างนี้น่ะซี คณะปิตาจารย์จึงพร้อมใจกันไม่รับรองเป็นคัมภีร์ในสารบบ อ่านเล่นสนุกๆตื่นเต้นได้ แต่อย่าเอาเป็นเอาตายหรือถวายหัวให้ จึงพากันฟันธงว่าไม่พัฒนาคุณภาพชีวิตตามเจตนาของพระเยซู ตกรอบไปตามระเบียบ

กิจการของเปโตรภาษาสโลวัค (Slovanic Acts of Peter) ที่เรียกเช่นนี้ก็เพราะฉบับเก่าแก่มีแค่ภาษาสโลวัคเท่านั้น กล่าวถึงการผจญภัยของเปโตรระหว่างเดินทางจากเยรูซาเลมสู่กรุงโรมและในกรุงโรม ไม่มีส่วนใดเกี่ยวข้องกับเรื่องกิจกรรมของเปโตรภาษากรีก เรื่องเริ่มจากการที่เปโตรได้พบเด็กชายน่ารักน่าเอ็นดูคนหนึ่งถูกเสนอขายเป็นทาสในตลาดทาสแห่งกรุงเยรูซาเลมโดยกัปตันเรือคนหนึ่ง เด็กชายคนนั้นพอเห็นเปโตรเดินผ่านมาก็ร้องทักและคุยจ้ออย่างจับใจพร้อมทั้งเสนอแนะให้เปโตรไปเผยแผ่ข่าวดีแห่งการฟื้นคืนชีพที่กรุงโรม เปโตรรู้สึกสะดุดใจและเห็นพ้องด้วย จึงซื้อทาสเด็กคนนั้นจากกัปตันผู้เสนอขายในราคาถูก เปโตรพาเด็กทาสคนนั้นลงเรือโดยสารไปกับตน ระหว่างทางเด็กคนนั้นแสดงการรับรู้เฉลียวฉลาดและช่วยแก้ปัญหาด้วยอัศจรรย์อย่างน่าอัศจรรย์ใจจนเดินทางถึงกรุงโรมได้อย่างปลอดภัยและได้รับการต้อนรับจากกลุ่มคริสตชนที่นั่นอย่างดียิ่ง เปโตรฝากเด็กไว้กับอราวิสตุส (Aravistus) เนื่องจากต้องเดินทางมาก ในที่สุดเปโตรถูกจับตามบัญชาของจักรพรรดิเนร์โรว์ เด็กชายไม่รู้มาได้อย่างไร เข้าไปชี้หน้าตำหนิการกระทำของเนร์โรว์  ครั้นทหารองครักษ์เข้ามาเงื้อมือขึ้นจะตบเปโตร เด็กคนนั้นก็เข้าขัดขวางทำให้เขาตบพลาดล้มลง บัดดลนั้นเกิดแผ่นดินไหวอย่างแรง บรรดาผู้ที่ถูกเนร์โรว์ประหารพากันฟื้นคืนชีพจากหลุมฝังศพในกาตากอมบ์ มาปรากฏตัวกันชุลมุลในท้องพระโรงห้อมล้อมบัลลังก์ของจักรพรรดิเนร์โรว์จนไม่รู้ใครเป็นใคร เปโตรเข้าไประงับเหตุโดยชักชวนให้ท่านเหล่านั้นกลับเข้าไปอยู่ในหลุมฝังศพของแต่ละท่านตามเดิม คอยให้พระเยซูเชื้อเชิญเสียก่อนจึงค่อยออกมาใหม่ ทุกท่านกลับหันหลังเดินออกไปจากท้องพระโรงอย่างว่าง่าย เนร์โรว์สั่งทหารให้จับเปโตรไปตรึงกางเขนเอาศีรษะลง เด็กชายปรากฏตัวมาอีกและสั่งให้ตะปูทุกตัวถอนตัวออกจากกางเขนปล่อยให้เปโตรเป็นอิสระ เปโตรประกาศให้อภัยแก่ทุกคน เด็กชายนั้นหายตัวไป เปโตรจึงรู้ว่าเด็กคนนั้นคือพระเยซูปางกุมาร เนร์โรว์ถูกชิงบัลลังก์ เปโตรจึงปกครองดูแลคริสตชนในกรุงโรมต่อไปจนถึงแก่มรณภาพและมอบอำนาจแก่ผู้ช่วยปกครองต่อมา

เรื่องนี้ถูกตัดสินว่าไม่มีเค้าความจริงอะไรเลย เป็นนิยายบันเทิง (fiction) ทั้งเพ จึงจัดเป็นคัมภีร์นอกสารบบ

 กิจกรรมของเปโตรและแอนดรูว์ (Acts of Peter and Andrew) เป็นเรื่องต่อจาก “กิจกรรม ของ แอนดรูว์ กับ มัทธีอัส” (Acts of Andrew and Matthias) คือ เมื่อ แอนดรูว์ได้แก้ปัญหาให้มัทธีอัสได้เรียบร้อยแล้วและแยกทางกัน พระเยซูก็จัดให้เมฆก้อนหนึ่งมาอุ้มแอนดรูว์ขึ้นจากพื้นดินพาไปวางไว้บนภูเขาลูกหนึ่งเพื่อให้พบกับเปโตรซึ่งกำลังเผยแผ่ข่าวดีแก่มวลชนในละแวกนั้น พระเยซูประจักษ์ให้ทั้ง 2 ท่านเห็นในปางพระเยซูกุมาร รับสั่งให้ทั้ง 2 ท่านไปช่วยกันเผยแผ่ข่าวดีแห่งการคืนชีพให้แก่อนารยชนกลุ่มหนึ่ง ไปขอพักอยู่กับชายชรายากจนคนหนึ่งโดยเนรมิตข้าวสารให้เป็นสิ่งตอบแทน ครั้นเริ่มทำการชักชวนประชาชนอยู่ก็มีนักขมังเวทย์ในท้องที่นามว่าโอนเนอซีฟเฟอร์เริส (Onesipherus) ระดมสานุศิษย์ขัดขวาง ถึงขั้นท้าดวลกันด้วยปาฏิหาริย์ต่อหน้าฝูงชนที่มาห้อมล้อมรู้เห็นเป็นพยานมากมาย ฝ่ายนักขมังเวทย์เริ่มก่อนโดยแสดงปาฏิหาริย์ทั้งหมดที่เคยทำมาโดยหวังจะตัดไม้ข่มนามให้เปโตรหมดหวังเอาชนะและยอมยกธงขาวแต่โดยดีโดยไม่จำเป็นต้องแสดงฝีมือ แต่เปโตรไม่ยอมจำนนโดยขอแสดงเพียงอย่างเดียวก็ถือว่ากินขาดแล้ว คือ จำได้ว่าพระเยซูได้ทรงเคยตรัสไว้ครั้งหนึ่งว่า จะให้ชาวพรรคฟารีสีขึ้นสวรรค์นั้นมันยากยิ่งกว่าเอาอูฐลอดเข้ารูเข็ม ซึ่งย่อมสรุปได้อย่างชัดเจนว่าเอาอูฐลอดเข้ารูเข็มเป็นไปได้ถ้าไม่เลวมากนัก เปโตรจึงท้าให้นักขมังเวทย์แสดงถึงขั้นนี้ด้วย ซึ่งเขาไม่กล้ารับคำท้าและรับปากว่าจะยอมจำนนหากเปโตรทำได้ เปโตรจึงขออูฐและเข็มมาจัดการและอูฐก็ทำตัวลีบจนลอดเข้าได้จริง นักขมังเวทย์ยังไม่ยอมจำนนโดยอ้างว่าอาจจะเป็นการแสดงมายากลโดยไม่ได้มีการลอดจริง จึงขอให้ทำให้ได้จริงอีกครั้งหนึ่งโดยตนเป็นผู้จัดหาอูฐมาเอง หาเข็มมาให้เอง ทั้งยังเอาเนื้อหมูทาเข็มให้อูฐดู และขอเอาหญิงงามเมืองขึ้นขี่บนคออูฐเพื่อขจัดคาถาของเปโตรอีกด้วย ก็ปรากฏว่าเปโตรจัดการให้อูฐพร้อมหญิงงามเมืองลอดรูเข็มได้สำเร็จอีก ทั้งยังท้าให้นักขมังเวทย์ลองทำดูเองบ้าง จะใช้อูฐตัวไหนและเข็มเล่มใดก็ไม่เกี่ยง เขาก็ยังอยากทดลองดูเหมือนทิ้งไพ่ใบสุดท้าย ก็ไม่อาจทำได้อย่างเปโตร จึงถามเอาดื้อๆว่า ทำไงทำได้ เปโตรก็ตอบอย่างไม่ลังเลว่าก็รับศีลล้างบาปและรับพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์เสียก่อนซี เขายอมรับศีลล้างบาปและดันอูฐลอดรูเข็มได้จริง ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์อีกหลายพันคนจึงขอสมัครรับศีลล้างบาปด้วย เปโตรและแอนดรูว์ช่วยกันจัดตั้งเป็นคริสตจักรมีผู้ดูแลอภิบาลในตำแหน่งต่างๆเรียบร้อยแล้ว จึงจากไปเทศนาที่อื่นต่อไป

คณะปิตาจารย์ลงความเห็นว่า มีแต่ปาฏิหาริย์เล่ากันฟังเล่นสนุกๆ ไม่มีอะไรสร้างคุณภาพตามเจตนาของพระเยซูเลย จึงยอมให้เป็นได้แค่คัมภีร์นอกสารบบเท่านั้น

กิจกรรมของเปโตรและเปาโล (Acts of Peter and Paul) กล่าวถึงการทำงานของเปโตรและเปาโลในกรุงโรม โดยเริ่มต้นจากการเดินทางของเปาโลจากเกาะเกาโดเมเลเต(Gaudomelete)ในทะเลอีเจียน ข่าวความตั้งใจมากรุงโรมของเปาโลมาถึงกรุงโรมก่อนเรือโดยสารจะมาถึง ชาวยิวในกรุงโรมกลัวเปาโลจะมาสร้างความแตกแยกในหมู่ชาวยิวเหมือนที่อื่นๆ จึงส่งตัวแทนเข้ายื่นฎีกาต่อจักรพรรดิเนร์โรว์ให้สกัดกั้นไว้ ผู้สื่อข่าวรู้รายละเอียดว่าเปาโลจะขึ้นฝั่งอิตาลีที่เกาะซิซิลี เนร์โรว์จึงสั่งการไปยังผู้ว่าราชการที่นั่นให้ส่งคนไปล่วงหน้าคอยดักจับคนหัวล้านร่างเตี้ยผิวคล้ำถึงบนเรือโดยสารก่อนที่จะปล่อยคนโดยสารขึ้นฝั่ง บังเอิญกัปตันเรือมีลักษณะตรงสเป๊กจึงจับมัดขึ้นจากเรือตัดหัวส่งมารายงาานแก่เนร์โรว์ว่าได้จัดการตามคำสั่งเรียบร้อยแล้ว เปาโลเลยขึ้นฝั่งและเดินทางเข้ากรุงโรมอย่างลอยนวล ต่อจากนั้นก็ดูเหมือนจะเอากิจการฉบับของลูกามาแต่งแต้มด้วยปาฏิหารย์และเหตุระทึกผจญภัยที่ไม่สร้างสรรค์ ปิตาจารย์จึงไม่รับเป็นคัมภีร์ในสารบบ ใครมีไว้อ่านเล่นสนุกๆไม่ว่ากัน

การรับทรมานของเปโตรและเปาโล (Passion of Peter and Paul) มาร์เซลเลิส (Marcellus) เป็นผู้เล่าว่าญาติคนหนึ่งของข้าหลวงพานเฉิสพายเลส (Pontius Pilate) กลับใจมานับถือพระเยซู จึงรับเปโตรและเปาโลอาศัยอยู่ในบ้านของตน เมื่อไซมอน นักขมังเวทย์จากซามาเรียมาที่กรุงโรมแสดงปาฏิหาริย์และอ้างว่าเป็นพระเยซูมาเกิดใหม่ ญาติของพานเฉิสพายเลสจึงยุให้เปโตรออกไปเผชิญหน้าเพื่อฉีกหน้าได้สำเร็จ นอกจากนั้นก็กล่าวถึงการถูกจับและถูกประหารเท่าที่รู้จากกิจการโดยลูกา คณะปิาตาจารย์จึงจัดให้เป็นเพียงคัมภีร์นอกสารบบ

กิจการของศิษย์ทั้ง 12 ของพระเยซู ปิตาจารย์พบว่าเป็นผลงานของลัทธิมานี (Manicheism) จึงไม่รับเป็นคัมภีร์ในสารบบ

วิวรณ์ของเปโตร (Apocalypse of Peter) เรื่องนี้เดิมเชื่อกันว่าเปโตรเองได้เขียนขึ้นจากประสบการณ์ของตนเอง เพราะยืนยันว่าครั้งหนึ่งที่ได้เห็นพระเยซูฟื้นคืนชีพโดยมีอัครสาวกอยู่พร้อมหน้าทั้ง 12 องค์ พระเยซูได้ทรงสัญญาว่าผู้เชื่อในพระองค์จนถึงที่สุด สักวันหนึ่งจะได้ฟื้นคืนชีพเหมือนพระองค์และจะได้อยู่ในสวรรค์มีความสุขนิรันดรทั้งกายและวิญญาณ ส่วนผู้ที่รู้ทั้งรู้แล้วยังดื้อดึงจะต้องตกนรกทั้งกายและวิญญาณและถูกทรมานตลอดนิรันดร อัครสาวกท่านหนึ่งถามว่า มันเป็นไปได้อย่างไร พระเยซูจึงได้พาทั้ง 12 คนเดินไปที่ภูเขามะกอก ตรงที่พระองค์ได้ทรงถูกจับตัวไปทรมานและตัดสินประหารชีวิต ณ ที่ตรงนั้นพระเยซูได้ทรงเนรมิตให้เห็นสวรรค์ มีชาวสวรรค์อยู่กันอย่างมีความสุขจนออกนอกหน้า ทุกคนมีรัศมีกระจายออกรอบตัว หลายคนจำหน้ากันได้ เพราะเพิ่งตายไปและเคยรู้จักกันอย่างดีมาก่อน แต่เรียกมาคุยกันไม่ได้ เพราะพวกได้เห็นยังไม่ตาย จึงมีสภาพเหมือนดูละครบนเวที ครั้นแล้วพระเยซูก็เรียกให้ทุกคนหันไปอีกทางหนึ่งที่เนรมิตให้เห็นสภาพจริงของนรกที่มีการทรมานนักโทษแบบต่างๆโดยมีปิศาจควบคุมตามขุมต่างๆเพื่อป้องกันมิให้นักโทษนรกหลบหนีหรือหลีกเลี่ยงการลงโทษนิรันดร โดยมีกองเพลิงและบ่อโลหะหลอมละลายเป็นบ่อๆ มีคนจำนวนมากถูกแขวนห้อยโตงเตงเหนือบ่อเหล่านี้

คัมภีร์เล่มนี้สมัยหนึ่งถือกันว่าเป็นคัมภีร์หลักของชาวคริสต์ จึงมีผู้แปลเป็นภาษาต่างๆและนิยมอ่านและใช้เป็นคู่มือสอนศาสนากันอย่างกว้างขวาง ดันเต (Dante) ผู้เขียนมหากาพย์เป็นคำกลอนภาษาอิตาเลียนเล่าถึงการได้ไปเยือนสวรรค์ นรก และแดนชำระเหมือนไตรภูมิพระร่วงของเรา ให้ชื่อหนังสือว่า La Comedia Divina (The Divine Comedy) ก็เชื่อว่าได้พลังดลใจจากบันทึกของเปโตรเล่มนี้เป็นฐาน อย่างไรก็ตามเมื่อบรรดาปิตาจารย์เริ่มตระหนักได้ว่าเนื้อหาและข้ออ้างที่ประกอบกันไม่น่าเชื่อถือ เพราะพระเยซูเจ้ามิได้สัญญาว่าการฟื้นคืนชีพจะเกิดขึ้นทันทีทันใดและทันใจอย่างที่ผู้แต่งคัมภีร์นี้อยากให้เกิดขึ้น ขณะนี้คนตายไม่ว่าคนดีหรือคนชั่ว จะได้ขึ้นสวรรค์หรือลงนรกก็ไปเพียงวิญญาณส่วนเดียวเท่านั้น ร่างกายยังเป็นสสารสลายตัวเป็นแร่ธาตุของเนื้อดินกันทุกคน ยกเว้นร่างกายของพระเยซูเพียงร่างเดียว อาจมีการยกเว้นให้ร่างของพระมารดาอีกสักร่างก็เป็นได้ แล้วในนิมิตที่เล่ามานั้นจะเอาร่างจริงมาจากไหน ถ้าไม่ใช่ร่างจริงก็เป็นนิมิตจริงเพื่อหลอกตาสาวกที่อยากจะรู้ใช่ไหม คณะปิตาจารย์ลงความเห็นว่านั่นไม่ใช่วิธีสอนของพระเยซู จึงไม่รับให้เป็นคัมภีร์ในสารบบ คงยอมยกเว้นให้เพียงวิวรณ์ของยอห์นเล่มเดียวเท่านั้นให้เป็นคัมภีร์วิวรณ์ในสารบบ เพราะเล่าเป็นเชิงสัญลักษณ์ที่ตีความให้เห็นเจตนาพัฒนาคุณภาพชีวิตของพระเยซูได้ จึงไม่อ่อนข้อให้วิวรณ์ที่แม้จะพยายามอ้างกันว่าเป็นของเปโตรโดยแท้ก็ตาม

เรื่องการเผยแผ่ข่าวดีนอกระบบยังไม่สมบูรณ์หากไม่กล่าวถึงคัมภีร์อีกเล่มหนึ่งซึ่งอยู่นอกสารบบเช่นกัน คือ

ประวัติศาสตร์คณะอัครสาวกโดยอับดีอัส (Apostolic History of Abdias) อับดีอัส(Abdias ศต. 6-7) เรียบเรียงขึ้นเป็นภาษาฮีบรูโดยรวบรวมเรียบเรียงและจัดเป็นระบบจากเรื่องเล่าที่มีอยู่กระจัดกระจายในขณะนั้น ลูกศิษย์ชื่อยูเถรอพายเอิส (Eutropius) แปลเป็นภาษากรีก และแอฟเฝรอเคเนิส (Africanus) แปลเป็นภาษาละติน จัดข้อมูลเป็น 10 บท บทที่ 1 ว่าด้วยเปโตร บทที่ 2 ว่าด้วยเปาโล บทที่ 3 ว่าด้วยแอนดรูว์ บทที่ 4 ว่าด้วยยากอบองค์ใหญ่ บทที่ 5 ว่าด้วยยอห์น บทที่ 6 ว่าด้วยยากอบองค์เล็ก ซีโมน และยูดา บทที่ 7 ว่าด้วยมัทธิว บทที่ 8 ว่าด้วยบาร์โธโลมิว บทที่ 9 ว่าด้วยโทมัส บทที่ 10 ว่าด้วยฟีลิป เนื่องจากแหล่งที่มาส่วนมากเป็นคัมภีร์นอกสารบบ ไม่มีใครถือว่าเป็นคัมภีร์ในสารบบ จึงอนุรักษ์ไว้เป็นหนังสืออ่านเพื่อความบันเทิงยิ่งกว่าเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต

ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่แม้ชื่อเรื่องไม่ใช่อัครสาวก แต่ก็มีความเกี่ยวข้องกับอัครสาวกทุกองค์อย่างช่วยไม่ได้ เรื่องนั้นก็คือกิจกรรมของพานเฉิสพายเลท

กิจกรรมของพานเฉิสพายเลท (Acts of Pontius Pilate) ประกอบด้วย 2 ภาคคือ คำสารภาพของโยเซฟ อาริมาเธีย (Confession of Arimathea) และการเสด็จลงสู่แดนใต้บาดาล(Descensus ad Inferos = the Descent to Hell)

  1. คำสารภาพของโยเซฟแห่งอาริมาเธีย โยเซฟเป็นชาวอาริมาเธีย เป็นคนมีฐานะดี สามารถซื้อที่ดินนอกกำแพงกรุงเยรูซาเลมและจัดการเจาะทำอุโมงค์เตรียมไว้เป็นที่ฝังศพของตนเอง แอบมีศรัทธาต่อพระเยซูอย่างลับๆ เมื่อพระเยซูถูกจับ ก็คงเชื่อแบบยูดาสอัครสาวกผู้ทรยศว่า อย่างไรเสียพระองค์ต้องเอาตัวรอดได้เอง จึงได้แต่เฝ้าดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ ครั้นเห็นพระเยซูไม่ช่วยตัวเองเลยแต่กลับยอมถูกประหารชีวิตแต่โดยดี ก็ยังไม่วายมีศรัทธาและเชื่อมั่นว่าต้องมีทีเด็ดตามมา จึงใช้เส้นสายซึ่งเราไม่รู้ว่าท่านเองมีตำแหน่งอะไรในรัฐบาลโรมันหรือไม่ อย่างน้อยก็ต้องใกล้ชนิดเป็นสหายสนิทกับนิโคเดมัส (Nicodemus) สมาชิกสภาซันเฮดริน(Sanhedrin) จึงสามารถติดต่อขออนุญาตรับเป็นเจ้าภาพจัดการปลงศพนักโทษประหารอย่างสมศักดิ์ศรีได้อย่างง่ายดายดังใจทันเวลาอันสั้นนิดเดียว จากพื้นฐานประวัติศาสตร์แค่นี้ ก็มีผู้แต่งเรื่องนี้ขึ้นในศตวรรษที่ 4 เพื่อแก้ข้อกล่าวหาของชาวยิวที่ไม่มีศรัทธาต่อพระเยซูจึงปรักปรำให้ร้ายมาตลอดเวลาว่าพระเยซูเป็นจอมลวงโลกด้วยเทคนิคมายาพาคนเชื่อ จนข้าหลวงโรมันต้องจัดการตามกฎหมายโดยฝ่ายปุโรหิตมิได้มีส่วนในการประหารชีวิตอย่างที่ชาวคริสต์อ้าง การฟื้นคืนชีพก็เกิดจากการที่สาวกลักศพพระเยซูไปทำลายอย่างไม่ทิ้งหลักฐานอะไรให้สืบสวนได้เลย ทุกอย่างจึงเป็นผลจากการลวงโลกอย่างมโหฬารที่ทำกันเป็นทีม ควรให้จบลงได้แล้ว ฝ่ายคริสต์จึงพยายามแก้อย่างนักวิชาการ โดยให้โยเซฟแห่งอาริมาเธียเป็นผู้เล่าให้บันทึกได้เป็นลายลักษณ์อักษร โยเซฟยืนยันว่าได้ฟังเรื่องราวจากนิโคเดมัสสมาชิกสภาซึ่งเป็นสหายใกล้ชิดกับข้าหลวงโรมันพานเฉิสพายเลทผู้อนุมัติการร้องเรียนของมหาปุโรหิต และพานเฉิสต้องรายงานต่อจักรพรรดิ ณ กรุงโรมซึ่งนิโคเดมัสยืนยันว่าได้มีโอกาสขออ่านทุกตัวอักษรและพบการแสดงใจของพานเฉิสว่าตนเองไม่พบว่ามีความผิดแต่อนุมัติโดยเกรงใจและอนุมัติให้ทหารโรมันไปเฝ้าหลุมฝังศพตามคำขอ ทหารโรมันรายงานว่าตนไม่ได้หลับยาม แต่ฝาปิดปากถ้ำเปิดเองโดยปาฏิหาริย์มีแสงจ้าจนงงงวย พอหายงงก็ไม่เห็นศพแล้ว แต่ทางฝายปุโรหิตส่งคนมารายงานว่ามีผู้เห็นการขโมยศพ รับปากว่าจะหาศพให้พบและจะช่วยหาผู้ทำผิดมามอบตัวให้ลงโทษ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้หลักฐานอะไรจริงจังสักชิ้น นอกจากนั้นทหารโรมันบางคนที่กลับใจไปเชื่อพระเยซูพากันยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าพระเยซูฟื้นคืนชีพจริง ยิ่งกว่านั้นยังมีปาฏิหาริย์ชัดๆคือเมื่อพระเยซูถูกมัดพาไปทางไหนที่มีรูปปั้น ทุกรูปจะก้มเศียรคารวะ ส่วนโยเซฟเองเมื่อเป็นเจ้ากี้เจ้าการฝังศพพระเยซูอย่างออกหน้าออกตา มีคนสังเกตเห็น ต่อมาถูกลักพาตัวไปกักขังในถิ่นทุรกันดารหวังให้ตาย แต่พระเยซูไปช่วยปลดปล่อยออกมาได้ แล้วก็อุทิศตัวสืบสาวหลักฐานต่างๆเพื่อแก้ข้อกล่าวหาเท็จที่ชาวยิวฝ่ายตรงข้ามกุข่าวขึ้นบิดเบือนความจริง

การเสด็จลงสู่แดนบาดาล แดนบาดาลในที่นี้ใช้คำละตินว่า Inferos ภาษาอังกฤษว่า Infernal ปัจจุบันแปลว่านรก เป็นแดนของวิญญาณผู้ตายต้องไปหลังจากออกจากร่าง ชาวกรีก/ละติน เรียก Hades มีซาตานและสมุนปิศาจควบคุมอยู่ เรื่องนี้ผู้เล่าคือโยเซฟ อาริมาเธียคนเดียวกับเรื่องแรก สารภาพว่าได้ฟังจากปากของชาวอาริมาเธีย 2 คนพี่น้องบุตรชายของสิเมโอนแห่งอาริมาเธีย ซึ่งต่างคนต่างเล่าให้โยเซฟแห่งอาริมาเธียฟัง ได้ความตรงกันว่า ทั้งสองตายด้วยอุบัติเหตุพร้อมกันพอดี ณ วันศุกร์ที่พระเยซูถูกตรึงตายบนไม้กางเขน พอเดินทางไปถึงแดนบาดาลก็พบนางแฮดดิส (Hades) คนบ้านเดียวกันก็ดีใจทักทายกัน เธอเล่าให้ฟังว่าเมื่อตะกี้นี้เจ้าซาตานประกาศว่าจะมีแขกสำคัญลงมาเยี่ยม และมันสั่งให้ปีศาจบริวารของมันหลบหนีไปชั่วคราว ขณะนั้นจึงไม่มีผู้คุมให้เห็นแม้แต่ตนเดียว แต่เธอเองไม่คิดว่าจะมีอะไรดีขึ้น ก็คงเหมือนคราวที่ลาซารัสคนขอทานมาเยี่ยมเมื่อปีที่แล้ว มีอับราฮัมมาด้วย แต่ก็ไม่มีใครจะสนใจช่วยอะไรเราเลย เจ้าปีศาจทั้งหลายก็ยังคงข่มขู่ข่มเหงเราต่อไปตามเดิมนั่นแหละ ครู่เดียวพระเยซูปรากฏองค์ ทรงเรียกผู้เชื่อในพระองค์พาไปขึ้นสวรรค์ พี่น้องทั้ง 2 คนสมัครไปกับพระองค์ ได้เห็นเอนอค เอลียาห์ และโจรที่ถูกตรึงข้างขวาพระเยซูในหมู่ชาวสวรรค์ แว่บเดียวพระเยซูทรงเรียกออกไปนอกสวรรค์ รับสั่งให้กลับไปเข้าร่างเดิม ฟื้นคืนชีพกลับบ้านเพื่อเล่าประสบการณ์ให้ทุกคนได้รับรู้

ทั้ง 2 ส่วนไม่มีใครรับเป็นคัมภีร์ในสารบบ คงให้เป็นเรื่องอ่านเล่นสนุกๆเท่านั้น แต่ก็มีผลต่อการขยายคริสตจักรนอกประวัติศาสตร์ เป็นผลดีต่อการขยายคริสตจักรนอกประวัติศาสตร์อย่างมาก แต่ก็สร้างปัญหาตามมามิใช่น้อย พระจิตวิญญาณบริสุทธิ์จะว่าอย่างไร จะซอกแซกหามาเล่าต่อไป

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s