ศาสตร์พระราชาคือปรัชญา (Philosophy)

ปรัชญาอปท (31)

ศาสตร์พระราชาคือปรัชญา (Philosophy)

ปรัชญามีความหมายที่พัฒนามาเรื่อยๆ ความหมายแรกสุดคือ ผลผลิตของปัญญาหรือความรู้ของปัญญาเรียกได้ว่าปรัชญานั่นเอง ปัญญารู้อะไรก็เป็นปรัชญาตามที่รู้ ในส่วนนี้ปรัชญาจึงตรงกับศาสตร์ที่ท่านนายกฯใช้เรียกศาสตร์พระราชาและภาษาอังกฤษแปลเป็น The King’s Philosophy นั่นก็คือความรู้ที่พระราชาของเราได้ทรงคิดค้นพบเองเป็นองค์ความรู้ในพระปัญญาของพระองค์ ส่วนความรู้ที่แบ่งเอามาสอนเป็นส่วนๆตามความต้องการเฉพาะกรณีเรียกว่าวิชชา หรือวิชา หรือวิทยา เมื่อเอาหลายวิชามาเรียนรวมกันเพื่อให้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างกันจึงได้สหวิทยาการ(interdisciplinary study)

ต่อมาความรู้ที่ปัญญารู้นั้นแยกตัวออกเป็นวิชาๆเพื่อสะดวกในการจัดการเรียนการสอน ที่ยังไม่แยกเรียกว่าวิชาปรัชญา มาถึงปัจจุบันความรู้ที่ปัญญารู้ภายนอกตัวปัญญาพากันแยกตัวเป็นวิชาอิสระไปหมดแล้ว เหลือแต่ความรู้ที่ปัญญารู้ตัวเองเป็นปรัชญาบริสุทธิ์ ปัญญานี่ก็แปลก รู้อะไรภายนอกได้สารพัดจนแบ่งเนื้อหาเป็นวิชาต่างๆไม่รู้เท่าไร แต่ไม่สามารถรู้ตัวเองตรงๆ เหมือนตาที่มองอะไรก็เห็นได้หมดยกเว้นตัวเองที่มองเห็นไม่ได้ ต้องใช้วิธีเดาเอาจากการเห็นสิ่งต่างๆ ปัญญาก็เช่นกัน คิดอะไรก็ได้ความรู้ตามที่คิด แต่คิดตัวเองไม่ได้ความรู้ตามที่คิด ต้องอาศัยความรู้สิ่งต่างๆนอกตัวเพื่อเดาเอาว่าตัวปัญญาเองเป็นอะไร และเดาได้ว่าปัญญาเป็นที่ตั้งของความสนใจ(the interest) คือสนใจรู้สิ่งภายนอกตนและภายในตน รู้ได้ก็มีความสุข ทำให้เป็นสัญชาตญาณอยากรู้ เพราะรู้แล้วมีความสุข มีความสุขไปเพื่ออะไรไม่รู้ รู้แต่ว่าชอบมีความสุข กำหนดเป็นข้อมูลอะไรไม่ได้ แต่รู้ว่ามีจริงและหวงแหน ไม่มีก็แสวงหา มิฉะนั้นก็หงุดหงิด เพราะขาดความสุขไม่ได้ อย่างน้อยก็จะคว้าที่ง่ายๆสะดวกๆใกล้ตัวไว้ก่อน แต่ถ้ามีความสุขหลายอย่างให้เลือก ก็ชอบที่จะเลือกความสุขหาง่ายใกล้ตัวไว้ก่อนเช่นกัน หากรู้สึกไม่คุ้มก็สนใจเปลี่ยนให้คุ้ม หากมีการอบรมบ่มนิสัยก็จะเห็นความคุ้มจากการเลือกความสุขไกลตัวได้ ที่เรียกว่าต่อมคุณธรรมแตก (breaking the gland of virtue) เรื่องของคุณธรรมจึงสอนหรือเรียนเท่านั้นไม่พอ ต้องรับการอบรมบ่มเพาะอย่างสม่ำเสมอตราบใดที่ยังมีลมหายใจ นี่คือความหมายที่ว่า Virtue cannot be taught

เพื่อความคุ้มค่า เรื่องนี้จึงเป็นบทเรียนสอนให้ตระหนักได้ว่า มนุษย์แต่ละคนมีปัญญาเหมือนมีทรัพย์และยิ่งกว่าทรัพย์ เพราะทำหน้าที่ดูแลและเป็นตัวการบัญชาการสูงสุดในตัวแต่ละคน หากไม่อบรมให้มีภาวะผู้นำก็จะตัดสินใจสะเปะสะปะ กลายเป็นปัญหาสังคม หากได้รับการอบรมอย่างถูกกาละและเทศะ ก็จะเป็นผู้ร่วมพัฒนาและแก้ไขปัญหาสังคมแทนที่จะเป็นผู้ทำให้เกิดปัญหาสังคมให้ต้องตามแก้ ใช้หลักการป้องกันย่อมดีกว่าตามแก้ปัญหา หากต้องแก้ปัญหาก็พึงอบรมป้องกันควบกันไปด้วยจึงจะแก้ได้อย่างยั่งยืน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s