พระเยซูได้ทรงสามารถตอบสนองคนร่วมสมัยได้แค่ไหน

jesus02

ซอกแซกหามาเล่า (261)

พระเยซูได้ทรงสามารถตอบสนองคนร่วมสมัยได้แค่ไหน

              ในเรื่องนี้ถ้าจะเอากันให้มีหลักฐานยืนยันชัดเจนแน่นอนเหมือนความจริงวิทยาศาสตร์ ก็ต้องพูดกันตรงๆว่าไม่มี เพราะพระเยซูเองไม่ได้บันทึกอะไรไว้เป็นลายลักษณ์อักษรแม้แต่ตัวอักษรเดียว พระองค์มิได้สั่งให้ใครบันทึกอะไรไว้เลยแม้แต่ครั้งเเดียว และผู้ที่อ้างได้ว่าได้เคยเห็นพระองค์ขณะมีพระชนมชีพอยู่ก็ไม่มีใครบันทึกอะไรไว้สดๆ (on the spot) เลยแม้แต่ครั้งเดียวเช่นกัน มีอยู่ 2 ท่านที่ถือกันว่าได้ใช้ชีวิตใกล้ชิดพระองค์ในฐานะอัครสาวก คือ มัทธิวกับจอห์น แต่กว่าจะลงมือเขียนก็เวลาล่วงไปแล้วไม่ต่ำกว่า 20 ปี ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น และเมื่อเอามาเทียบข้อมูลต่อข้อมูลก็ไม่สู้จะตรงกัน และดูเหมือนว่าจะอาศัยบ่อเกิดคิว (The Q-Source) เป็นหลักแทนที่จะยืนยันว่ารู้เองเห็นเองและจำได้เอง ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ทำให้นักวิจารณ์สงสัยได้ว่าผู้เขียนเป็นอัครสาวกจริงๆหรือเปล่า หรือเพียงแต่เอาชื่อมาอ้าง หรืออาจจะมีชื่อเหมือนกันคนรุ่นหลังก็เลยโมเมว่าเป็นคนเดียวกัน จะว่าหลอกลวงก็ไม่ใช่ เพราะพรรคพวกเหมากันไปเองแล้วคนรุ่นหลังก็เลยเชื่อเป็นตุเป็นตะเหมือนข้อมูลในอดีตมากมายที่กลายเป็นประวัติศาสตร์บอกเล่า เก้ากลายเป็นสิบ (ตามสำนวนว่า บอกเล่าเก้าสิบ)

ที่เชื่อว่าเป็นประวัติศาสตร์จริงๆก็คงจะมีเพียงแต่ว่าประมาณค.ศ.30 มีชาวยิวชื่อเยซูจากบ้านนาซาเร็ธถูกลงโทษสถานหนักตามกฎหมายโรมันประหารชีวิตด้วยวิธีตรึงกางเขนจริง และเหตุการณ์ในวันนั้นก็เป็นเหตุการณ์ธรรมดาของประเทศราชยูเดียที่ขึ้นกับมหาอาณาจักรโรมัน เพราะมีการลงโทษเช่นนี้กันเป็นประจำเดือนละหลายราย หลายสิบราย และหลายร้อยรายก็เคยมี เพราะชาวยิวจำนวนมากไม่ยอมรับอำนาจโรมัน จึงจับกลุ่มกันเป็นกองกำลังกู้ชาติกันทั่วไป เมื่อถูกจับเป็นได้ก็ถูกประหารชีวิตด้วยการตรึงติดกับไม้กางเขนตั้งไว้ประจานนอกประตูเมืองให้แร้งกาจิกกินแล้วก็ถูกลืมไปในประวัติศาสตร์  เหมือนการประหารนักโทษตามกฎหมายไทยที่มีอยู่เป็นประจำและไม่มีใครสนใจจดจำ กรณีของพระเยซูนั้นมีความพิเศษกว่าทุกกรณีตรงที่ว่าต่อมาหลังจากนั้น ไม่ใช่มีข่าวใหญ่เกิดขึ้น แต่ค่อยๆมีผู้กระพือข่าวอย่างกล้าๆกลัวๆว่า พระเยซูไม่ได้สิ้นพระชนม์ไปเลย แต่ได้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอย่างเงียบๆ รู้กันไม่กี่คน สุมหัวกันคิดการใหญ่ จะปฏิรูปสังคมโรมัน โดยแก้ข้อกล่าวโทษของกระบวนการยุติธรรมโรมันที่ประหารชีวิตพระเยซูด้วยความผิดที่ว่า “ทรงอ้างตัวเองว่าเป็นกษัตริย์ของชาวยิวโดยไม่ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลโรมัน” ซึ่งขณะนั้นได้แต่งตั้งให้พายเลท (Pontius Pilate) เป็นผู้สำเร็จราชการแทนตำแหน่งกษัตริย์อยู่แล้ว ก็เท่ากับแข็งข้อต่ออำนาจโรมันโดยตรงนั่นเอง ซึ่งเมื่อพระเยซูฟื้นคืนชีพขึ้นมาแล้ว ก็ได้แก้ข้อเท็จจริงให้สาวกได้รู้ความจริงว่าเป็นการปรักปรำกล่าวโทษผิด เพราะพระองค์ไม่เคยคิดล้มอำนาจโรมันด้วยการสร้างอำนาจใหม่เข้าแทนที่แต่ประการใด ที่เคยตรัสว่าจะสร้างอาณาจักรใหม่นั้นเป็นคนละมิติกับมหาอาณาจักรโรมัน เกี่ยวข้องแต่ไม่ขัดแย้งกัน คือเป็นอาณาจักรแห่งสวรรค์ (the Kingdom of Heaven) ซึ่งมิได้อยู่ในโลกนี้ เป็นอาณาจักรในโลกหน้า พระเยซูทรงประกาศว่าพระองค์เป็นกษัตริย์ในโลกหน้าเท่านั้น พระองค์เพียงแต่แนะนำให้ทำดีเสียสละไม่หวังผลตอบแทนในโลกนี้ เท่านั้นแหละก็จะได้รับการตอบแทนด้วยการรับรองอย่างมั่นเหมาะว่ามีสิทธิ์เป็นพลเมืองในอาณาจักรของพระองค์ ที่ว่า “เป็นพลเมืองในอาณาจักรของพระองค์ตั้งแต่ในโลกนี้” หมายความเพียงแต่ว่า รับรองว่ามีสิทธิ์ในอาณาจักรในโลกหน้า ซึ่งหมายความว่าต้องตายเสียก่อนจึงจะได้จริงๆ ตราบใดที่ยังไม่ตายก็ถือว่ามีสิทธิ์เท่านั้น ยังไม่ได้จริงๆ แต่ประเด็นที่สำคัญจริงๆก็คือ ประเด็นการฟื้นคืนชีพ ซึ่งเป็นประเด็นที่คนในสมัยพระเยซูอยากได้กันนัก แต่คิดแล้วไม่อยากคิดต่อ เพราะคิดว่ายังไงก็เป็นไปไม่ได้ เหมือนสุนัขจิ้งจอกคิดว่าผลองุ่นเปรี้ยวไม่อยากกิน แท้ที่จริงเพราะเอื้อมไม่ถึงต่างหากเล่า ถ้าเอื้อมถึงทำไมจะไม่อยากกิน แต่พระเยซูกล้าถึงกับรับรองว่า ทุกคนที่ทำตัวให้มีสิทธิ์เป็นพลเมืองแห่งอาณาจักรในโลกหน้าหลังความตายของตน จะมีชีวิตอมตะมิเพียงแต่วิญญาณเท่านั้น แต่ร่างกายด้วยซึ่งจะฟื้นคืนชีพเมื่อวันสิ้นโลก ระหว่างที่มีชีวิตในโลกนี้ ก็ต้องถือตามกฎหมายของแต่ละแห่งไปก่อน และเพื่อให้มั่นใจว่าพระองค์กล้าสัญญาและสามารถให้ได้ตามสัญญา จึงได้ยอมตายโดยดุษณีทั้งๆที่ไม่มีเหตุผลผลอะไรที่จะต้องยอมตามง่ายๆอย่างนั้น แต่ก็ทรงยอมเพื่อเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าพระองค์มีอำนาจเหนือความตายจริงๆ โดยทรงฟื้นคืนชีพให้คนใกล้ชิดดูและใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอีกถึง 40 วันให้แน่ใจว่าไม่ใช่ตาฝาด แล้วจึงเสด็จขึ้นสวรรค์ต่อหน้าผู้ใกล้ชิดเหล่านั้น หากจะถามว่า ทำไมไม่แสดงการฟื้นคืนชีพต่อหน้ามหาชนให้เห็นดำเห็นแดงกันทั้งเมืองหรือทั้งโลกไปเลย ทุกคนจะได้เชื่อ ไม่แอบๆซ่อนๆกันอย่างนั้น ก็ตอบได้ว่าคงไม่ทรงประสงค์ให้เป็นการเล่นกลหรือเล่นปาหี่แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ คนไม่อยากเชื่อก็จะไม่เชื่ออยู่นั่นเอง มันทำให้เสียราคาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพียงเพื่อเอาใจคนชอบชมการแสดงไม่กี่คน หาคุ้มไม่ งานนี้จึงเริ่มจากผู้มีศรัทธาอย่างซาบซึ้งใจจริงๆเพียงไม่กี่คน จริงอยู่ต่อมาภายหลังได้มีการยืนยันย้อนหลังว่ามีผู้รู้เห็นพระเยซูฟื้นคืนชีพถึง500 คน แต่ที่อ้างชื่อได้มีแค่ไม่ถึง 20 คน คือ อัครสาวกผู้ทุ่มเทถวายชีวิตค้ำประกันการยืนยันเพื่อประกาศว่าอาณาจักรที่พระเยซูต้องการประกาศเป็นข่าวดีนั้นคืออะไร และที่ถูกกล่าวหาอย่างผิดๆนั้นคืออะไร แค่ 12 คน เป็นเสาเข็มหลักยันฐานมั่นคงให้เกิดกลุ่มผู้เชื่อและหวังจะได้ชีวิตอมตะทั้งวิญญาณและกายตามพระสัญญาของพระเยซู กลุ่ม 12 นี้มีความรู้ระดับชาวบ้าน มีคนเดียวที่มีความรู้พอเป็นเจ้าหน้าที่เสมียนเก็บภาษีระดับชาวบ้านให้สรรพากรโรมันได้ นั่นคือ มัทธิว นอกนั้นไม่มีอะไรเป็นเครื่องมือ ทรัพย์สินก็ไม่มี อำนาจหน้าที่ก็ไม่มี เพื่อนฝูงนอกหมู่บ้านก็ไม่มี ทำอะไรและทำอย่างไรบ้างที่จะเริ่มงานและขยายงาน ไม่มีบันทึกอย่างที่คนต่อมาอยากจะรู้ อย่างไรก็ตามกว่านักวิชาการจะเริ่มสังเกตและบันทึกไว้ด้วยความสนใจส่วนตัวก็กลายเป็นหมู่คณะผู้เชื่ออาณาจักรแห่งสวรรค์ ขยายตัวในวงกว้างอย่างไม่น่าเชื่อและลงรากลึกถึงคนทุกประเภทเสียแล้ว เช่น ตามที่ซูเออโทว์เนียสนักเขียนโรมันคนหนึ่งได้บันทึกไว้

ซูเออโทว์เนียส (Suetonius 69-122) เขียนในปีค.ศ.120 กล่าวถึงเหตุการณ์ในกรุงโรมปีค.ศ.49ว่ามีเหตุการณ์ประวัติศาสตร์พิสดารเกิดขึ้น คือ มีคนเชื้อสายยิวที่มาตั้งนิคมหลักแหล่งทำกินในกรุงโรมเรียกว่าย่านยานีกูลุส (Janiculus) ฟากโน้นของแม่น้ำทายเบอร์ (Tiber) อยู่กันมานานแล้วอย่างสงบสุขไม่มีอะไรเดือดร้อน โดยมีขนบธรรมเนียมและวิถีชีวิตของตนเองไม่เหมือนใคร แล้วอยู่ดีๆก็แยกกันเป็น 2 ฝ่ายวิวาทกันเหตุเพราะชายคนหนึ่งนามว่า Chrestus เข้ามาส่อเสียดให้เกิดการแตกแยกอย่างหนักจนหาทางแก้ไม่ได้ จักรพรรดิคลอเดียส (Claudius) ต้องตรากฤษฎีกาขับไล่ชาวยิวทุกคนออกพ้นเขตกรุงโรม จะไปทะเลาะต่อกันที่ไหนก็ช่างหัวมัน ก็มีหลักฐานว่าย้ายถิ่นไปอยู่ถึงไหนที่มีชาวยิวตั้งหลักแหล่งอย่างสงบอยู่แล้ว ไม่นานต่อมาก็มีปัญหาในลักษณะคล้ายคลึงกัน

เราไม่ทราบได้ว่านายเครสตัสที่ซูเออโทว์เนียสกล่าวถึงนั้นเป็นใครที่มาส่อเสียด ถ้าหมายถึงพระเยซูก็คงไม่ใช่แน่ เพราะพระเยซูไม่เคยออกนอกเขตปกครองปาเลสไตน์ของโรมัน และจริงๆพระเยซูก็ทรงสิ้นพระชนม์ไปแล้วตั้งแต่ค.ศ.30 แต่ถ้าจะหมายความว่า มีผู้ยกประเด็นเรื่องพระคริสต์ขึ้นมาเป็นพระเมสสิยาห์องค์จริงและผู้ช่วยให้รอดจากการรู้ตายที่ยอดเยี่ยมที่สุด คือให้ความไม่รู้ตายทั้งกายและวิญญาณตลอดนิรันดร และในนิคมยิวแห่งยานีกูลุลก็คงมีผู้เชื่อและหวังได้โชคลาภแห่งอาณาจักรสวรรค์ดังกล่าว ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขารู้เรื่องข่าวดีของพระเยซูได้อย่างไร ใครเอามาเผยแผ่ และเผยแผ่อย่างเงียบๆไม่มีกระโตกกระตาก ฝ่ายค้านที่มีกำเนิดมาจากกรุงเยรูซาเลม เริ่มจากพวกผิดหวังจากที่หวังว่าพระเยซูจะยอมให้อุปโลกน์เป็นผู้นำกองกำลังใต้ดินกู้ชาติ และเมื่อแน่ใจว่าพระเยซูไม่ยอมเอออวยแน่ๆแล้ว ความหวังที่เคยอยากจะยกย่องก็กลายเป็นความแค้นและอยากจะให้พ้นหูพ้นตาด้วยวิธีใดและอย่างไรก็ได้ จึงสรุปอย่างประชดๆแค้นๆว่าพระเยซูเป็นผู้ทรยศต่อชาติและศาสนาจึงควรตายและอยากให้อีแร้งอีกากินศพให้หายสาปสูญไปจากเวทีโลกเลยยิ่งดี แต่อ้าว! เดี๋ยวก็มีเสียงลือทางโน้นที เดี๋ยวก็ลือทางนี้ทีว่าพระเยซูฟื้นคืนชีพแล้ว มีผู้รู้เห็นกับตา เอ๊ะ! นี่มันยังไงกัน มันยิ่งกว่าผีหลอกอีกนะเนี่ย!

ส่วนผู้ที่เชื่อว่าพระเยซูฟื้นคืนชีพจริงๆ ไม่ใช่ผีหลอก ไม่ใช่ประสาทหลอน เพราะสามารถปรึกษาหารือเรื่องราวเป็นงานเป็นการได้ สัญญาอะไรกันก็ได้ กินอยู่กันได้อย่างปรกติ กินดื่มกันได้อย่างปรกติ อยู่ดีๆก็หายวับไป อยู่ดีๆก็ปรากฏตัวให้เห็น และสั่งให้เอาข่าวไปบอกแก่ทุกคนที่อยากจะได้อะไรดีๆในชีวิต รับข่าวดีแล้วมีศรัทธาทำตาม ก็จะได้อะไรๆดีๆทุกอย่างทึ่อยากจะได้ในโลกหน้า โลกหน้ากับโลกนี้ดูเหมือนจะห่างกันแค่เส้นยาแดงผ่าแปด เพียงแต่ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อในข่าวดี ซึ่งฟังเข้าใจง่ายๆ ทำตามได้ง่ายก็ได้ตั๋วมัดจำรับรองทุกอย่างดีพร้อมขอให้สิ้นใจเสียก่อนเท่านั้น

ผู้ที่เชื่อว่าข่าวดีเป็นเรื่องจริงน่าสนใจ ก็นำมาเล่าอย่างอารมณ์ดี จ้อพล่อยๆอย่างคนอารมณ์ดี จ้อไปเรื่อยๆอย่างกระตือรือร้นและมีความสุขอยากจะลิ้มลองดู ลองแล้วจะติดใจ เพราะมันไม่ยากอย่างที่คิด อะไรๆดูมันง่ายๆไปหมด ฝ่ายต่อต้านก็นั่งฟังยืนฟังกัดฟันกรอดๆ หนอย! นึกว่าสลายตัวเป็นอากาศธาตุไปแล้ว ทำข่าวเป็นไฟลามทุ่งเชียวรึ  ขนาดในหมู่ชาวยิวแห่งนิคมยานีกุลุส ก็ยังอุตส่าห์มีคนไปติดใจเชื่อมาจนได้ อาจจะเป็นพวกไปมาค้าขายกับพ่อค้าชาวยูเดีย อาจจะเป็นพวกไปแสวงบุญที่กรุงเยรูซาเลมและได้ฟังผู้ศรัทธาในตัวพระเยซูพูดและติดใจเอามาเล่าต่อ สู้อุตส่าห์อดทนฟัง ฟังแล้วฟังเล่าก็ยังอุตส่าห์มีคนอยากฟังและขอให้เล่าต่อให้อีก เพราะยังไม่จุใจ เหตุเกิดขึ้นเช่นนี้ในนิคมยิวทั่วๆไปของมหาอาณาจักรโรมันช่วงปลายของศตวรรษที่1 ฟังแล้วก็มีคนเชื่อและเลื่อมใส อยากให้มีการเปลี่ยนแปลง เพราะเบื่อสภาพเป็นคนในเมืองขึ้นของมหาอาณาจักรโรมันเต็มกลืนแล้ว เรื่องคงไม่เป็นเรื่องหากไม่มีผู้คอยคัดค้านและต่อต้านที่เรียกตัวเองว่าพรรคฟาริสีซึ่งเป็นพรรคการเมืองอิงศาสนาอย่างเต็มตัว เป็นพวกที่รักชาติอยากกอบกู้ชาติ แต่ประเมินสถานการณ์แล้วชั่งสถานการณ์ได้ว่า ลำพังกำลังคนที่มีน้ำใจและอาวุธระดับชาวบ้านเท่าที่มีอยู่ย่อมไม่มีทางจะกอบกู้เอกราชได้ ปาฏิหาริย์เท่านั้นที่จะทำได้สำเร็จอย่างที่โมเสสได้กอบกู้ชาติจากมหาอำนาจอียิปต์ได้สำเร็จอย่างงามมาแล้ว ต่อมาเอสราและเนหะมีย์ก็กอบกู้ชาติจากมหาอำนาจบาบิโลนโดยไม่ต้องลงมือลงไม้แต่ประการใด เพราะพระยาห์เวห์ทรงจัดการให้มหาอำนาจเปอร์เซียมาปลดปล่อยให้อย่างปาฏิหาริย์ คราวนี้ก็เชื่อว่าพระยาห์เวห์ต้องทรงมีทีเด็ดของพระองค์อีกครั้งหนึ่ง ที่ว่าทีเด็ดก็เพราะเชื่อกันว่าพระยาห์เวห์จะทรงส่งพระเมสสิยาห์มาปราบมหาอาณาจักรโรมันและจะครองราชย์เป็นเวลาพันปีแล้วก็จะสิ้นโลก ผู้ปวารณาตัวเป็นบริวารรับใช้พระเยาห์เวห์จะมีตำแหน่งต่างๆในมหาอาณาจักรของพระเมสสิยาห์ จะไม่รู้ตายทั้งกายและวิญญาณในมหาอาณาจักรพันปี (the Millenium) ของพระเมสสิยาห์ บรรพบุรุษทุกรุ่นของผู้รับใช้พระเมสสิยาห์จะได้ฟื้นคืนชีพและจะไม่ตายทั้งกายและวิญญาณ จะมีชีวิตอย่างมีเกียรติในมหาอาณาจักรพันปีของพระเมสสิยาห์ในฐานะญาติผู้ใหญ่ของข้าราชบริพาร พรรคฟาริสีเชื่อมั่นในข่าวดีดังกล่าวนี้ที่ลือสะพัดกันในชุมชนยิวที่หวังจะได้เป็นเจ้าโลกขึ้นในอนาคตอันใกล้ และพรรคฟาริสียกขึ้นเป็นนโยบายของพรรคที่จะเตรียมปวงชนไว้ต้อนรับและพร้อมเป็นเครื่องมือรับใช้รองบาทพระเมสสิยาห์ทันทีที่พระองค์แสดงตัว พรรคฟาริสีคือศูนย์รวมใจของชาวยิวทุกคนที่หวังการกู้ชาติในทำนองนี้ จึงต้องทำตัวเป็นหัวหอกประชาสัมพันธ์เผยแพร่และชักชวนคนเข้าร่วมอุดมการณ์ สมาชิกพรรคจะเป็นชาวยิวจากชนชั้นไหนก็ได้ ตั้งแต่ปุโรหิต (สืบเชื้อสายจากซาโดก) ผู้ช่วยปุโรหิต (สืบเชื้อสายจากเลวี) และผู้มีเชื้อสายยิวอื่นๆ รวมทั้งสมาชิกสมทบที่ไม่มีเชื้อสายยิวแต่หวังได้มีส่วนในอานิสงค์แห่งอาณาจักรพระเมสสิยาห์ตามแต่พระองค์จะทรงเมตตา สมาชิกพรรคทุกคนมีหน้าที่ศึกษาให้รู้พระคัมภีร์ทานัค (ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิม) ให้รู้และแตกฉานเพื่ออธิบายให้ผู้อื่นได้เมื่อมีโอกาส มีหน้าที่เฝ้าดูวี่แววพระเมสสิยาห์ที่อาจจะประกาศตัวณที่ใดและเมื่อใดก็ได้ นอกนั้นยังต้องช่วยกันป้องกันคัดค้านผู้บิดเบือนเจตนาและนโยบายกอบกู้ชาติของพรรค ผู้รับผิดชอบกิจการของพรรคจึงพยายามให้ทุกชุมชนยิวไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในโลก ให้มีสมาชิกพรรคคอยดูแล สอดแนม และปฏิบัติการทันทีตามความจำเป็น เมื่อมีปัญหาใดๆเกิดขึ้นในชุมชนที่ตนและสมาชิกพรรคอื่นๆสังกัดอยู่

ในกรณีของพระเยซูนั้น ชาวพรรคฟาริสีได้เคยส่งสมาชิกพรรคไปทาบทามเพื่อจะประเมินว่าพระเยซูจะกู้ชาติได้จริงสักแค่ไหน แต่ครั้นพระเยซูตอบชัดเจนว่าพระยาห์เวห์ส่งพระองค์มาจากสวรรค์จริง แต่มิใช่เพื่อสร้างอาณาจักรในโลกนี้ตามนโยบายของพรรคฟาริสี ยังได้เตือนสติชาวพรรคฟาริสีให้เปลี่ยนทรรศนคติเสียเถิด เพราะจะไม่มีพระเมสสิยาห์มาตั้งอาณาจักรของพระเจ้าในโลกนี้ ในโลกนี้จะมีก็แต่อาณาจักรของโลกนี้ อย่างมากก็เพื่อเตรียมคนในโลกนี้ให้พร้อมเป็นสมาชิกของอาณาจักรของพระเจ้าในโลกหน้า ข้าหลวงโรมันก็เคยข้องใจและถามเอาความจริงจากพระเยซูอย่างตรงไปตรงมาว่า จริงหรือที่เขากล่าวหามาว่า พระองค์กำลังส้องสุมผู้คนเพื่อตั้งตัวเป็นกษัตริย์แยกจากอำนาจโรมัน เมื่อถามตรงๆได้พระเยซูก็ทรงตอบตรงๆได้ว่า เราเป็นกษัตริย์จริง แต่ไม่ใช่ของโลกนี้ ถ้าแลว่าอาณาจักรของเราคิดจะตั้งในโลกนี้ ท่านก็ไม่มีสสิทธิ์จะจับเรามามัดอย่างนี้หรอก เพราะพระยาห์เวห์จะส่งทูตสวรรค์ 10 กองพลมาอารักขาเรา และเราก็ไม่ต้องมาอยู่ต่อหน้าท่านในลักษณะนี้หรอก พานเฉิส พายเลท (Pontius Pilate) ประกาศล้างมือว่า เราสอบสวนดูแล้ว ไม่พบว่าพระเยซูมีความผิดตามที่ถูกกล่าวหา แต่ถ้าพวกท่านยังดันทุรังจะประหารชีวิต เราไม่อยากขัดใจพวกท่าน เอาไปจัดการกันและรับผิดชอบกันเองในด้านความชอบธรรม ให้เข้าใจว่าเราอนุมัติเพราะไม่อยากขัดใจพวกท่านเท่านั้น ซึ่งก็อยู่ในอำนาจของเราที่จะอนุมัติได้ ถ้าอย่างนั้นก็เอาตัวไปทำอะไรก็ตามใจ พรรคฟาริสีซึ่งเป็นเจ้ากี้เจ้าการจัดการตามมติของมวลชนเรียกร้องให้ประหารชีวิตชาวยิวคนหนึ่งที่ไม่อยากให้อยู่รกแผ่นดิน  ก็ได้ประหารจริง  ตามความรู้สึกของพรรคฟาริสีที่ไม่ต้องการให้อยู่ขวางหูขวางตาขวางนโยบาย ตามความรู้สึกของพรรคซัดดูสีที่ต้องการรักษาลาภ ยศ สรรเสริญที่กำลังได้รับอยู่จากการเป็นองค์การบริหารหุ่นเชิดของอำนาจโรมัน และฝืนความรู้สึกของชาวยิวที่เข้าใจอาณาจักรของพระเมสสิยาห์ตามที่พระเยซูทรงแถลงว่าเป็นความชอบธรรมของพระยาห์เวห์ตลอดนิรันดร ซึ่งแน่นอนขัดขวางโครงการกู้ชาติชัดๆ

เอาละ! เมื่อปูพื้นฐานกระแสความคิดอย่างนี้ในชุมชนยิวยานีกูลุสแห่งกรุงโรม ก็น่าจะพอเดาได้เองแล้วว่า อะไรจะเกิดขึ้น หากมีใครมาจุดประเด็นขึ้น โดยเชื่อว่าเป็นข่าวดีสำหรับตน “เราได้พบพระเมสสิยาห์องค์จริงแล้ว จะไม่มีพระเมสสิยาห์มากู้ชาติตามที่ชาวฟาริสีคาดหมาย เพราะพระยาห์เวห์ทรงวางแผนให้พระเยซูสร้างอาณาจักรของพระเจ้าให้คนทั้งโลก คือ อาณาจัการแห่งการทำดีอันนำไปสู่ความเป็นอมตะทั้งกายและวิญญาณหลังความตาย พระเยซูได้เต็มพระทัยรับความตายที่ผู้เข้าใจผิดยัดเยียดให้ เพื่อจะมีโอกาสฟื้นคืนชีพเป็นตัวอย่าง และคนทำดีทุกคนโดยไม่เลือกหน้า จะได้ฟื้นคืนชีพโดยพระสัญญาจากพระโอษฐ์ และผู้ได้ฟังเรื่องนี้จากพระโอษฐ์ทุกคนยินดีตายเพื่อยืนยันสัจธรรมข้อนี้” เท่านั้นแหละผู้แทนพรรคฟาริสีที่แทรกตัวในชุมชนเพื่อสร้างมวลชนตามแผนการของพรรค หากได้นั่งฟังคนกระตือรือร้นแจ้งข่าวดีว่าพระเยซูคือพระเมสสิยาห์องค์จริงที่ตั้งใจสร้างอาณาจักรของพระยาห์เวห์เพื่อคนทั้งโลก ย่อมเริ่มด้วยอาการลุกลี้ลุกลน นั่งไม่ติดเก้าอี้ คันปาก ในที่สุดต้องหลุดปากพูดอะไรไปบ้าง อย่างน้อยเพื่อสยบข่าวดีของพระเยซูไว้ ความหวังจะได้พระเมสสิยาห์กู้ชาติตามความหวังของพรรคจะได้ไม่อุดตัน มันเป็นเรื่องความเป็นความตายของพรรคและความไฝ่ฝันจะได้เป็นเจ้าโลกแทนมหาอาณาจักรโรมัน จะให้เป็นหมันไปง่ายๆได้อย่างไร ยังไงก็ต้องสู้ และต้องชวนให้ชาวพรรคเดียวกันในชุมชนเดียวกันช่วยกันสู้หัวชนฝา และส่งข่าวให้สมาชิกพรรคของชุมชนใกล้เคียงทุกชุมชนช่วยกันสกัดกั้น ตัดไฟต้นลม ก่อนที่จะเป็นกองเพลิงใหญ่หมดทางดับ ฝ่ายผู้ที่เชื่อว่าตนโชคดีได้รู้ข่าวดีแห่งอาณาจักรของพระยาห์เวห์ว่าเป็นข่าวดีมีโอกาสสถึงได้มีชีวิตอมตะทั้งกายและวิญญาณสำหรับทุกคนและทุกคนที่มีชีวิตอมตะจะเป็นเหมือนพี่น้องกัน ไม่ต้องรบราฆ่าฟันกันอีก ก็หุบปากไม่ลงเช่นกัน เพราะคิดว่าตนมีของดีที่จะต้องประกาศให้รู้ มีค่าเกินความกลัวใดๆจะมาสกัดกั้นได้ ให้หลับตานึกดูก็แล้วกันครับ เหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นก็เฉพาะในชุมชนยิวหลังปีค.ศ.30 เท่านั้น ชุมชนอื่นไม่เกี่ยว แต่มีคนนอกวงการบันทึกไว้ในฐานะเหตุกาณ์น่าสนใจในประวัติศาสตร์กรุงโรมในปี ค.ศ. 49 ที่มีพระราชกฤษฎีกาจากจักรพรรดิให้ชาวยิวทุกคนออกจากกรุงโรมภายในเวลากำหนด แน่นอนไม่ใช่เรื่องเล็ก ใครที่มีธุรกิจการค้าและไม่ว่าธุรกิจใดๆกับชาวยิวแม้แต่คนเดียวก็ย่อมได้รับผลกระทบ ชาวยิวเองก็ปั่นป่วนหนัก เพราะต้องรีบออกจากกรุงโรมโดยหวนกลับเข้ามาอีกไม่ได้ จะไปอยู่ที่ไหน  ไปทำอะไรกิน ทรัพย์สินที่เลหลังเทขายไม่ได้ตามกำหนด จะจัดการอย่างไร มันอลเวงไปหมด ไม่รู้ว่า 2 ฝ่ายจะลืมความขัดแย้งกันได้สักแค่ไหน แน่นอนว่าลืมไม่ได้นาน ไปปักหลักที่ไหนได้ก็ไปสร้างการแบ่งขั้วที่นั่น เช่น เปาโลพบครอบครัวหนึ่งที่กำลังเดินทางไปโครินท์ด้วยกัน ปรากฏว่าเป็นคหบดีที่ร่ำรวย เพิ่งย้ายมาจากกรุงโรมด้วยกฤษฎีกานี้หยกๆ และก็ถูกรังเกียจจากพรรคฟาริสีในท้องที่ใหม่ แต่ก็ค้าขายได้เพราะมีผู้เชื่อข่าวดีของพระเยซูสนับสนุน เอาละครับ เรื่องไปกันใหญ่แล้ว จะลงเอยกันอย่างไร จะซอกแซกหามาเล่าให้ฟังกันอย่างมันหยดต่อไปครับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s