พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเปาโล

paolo

ซอกแซกหามาเล่า (274)

พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเปาโล

 

เมื่อเปาโลออกแถลงการณ์ว่า “ในอดีตพระเจ้าตรัสกับบรรพบุรุษของเรา” (ฮีบรู 1:1) เปาโลน่าจะหมายถึงใคร และทำไมจะต้องอ้างไปถึงพระเจ้าของพวกเขา แน่นอนว่าเปาโลมิได้พูดออกมาอย่างพล่อยๆ สักแต่เป็นวาทศิลป์ที่ไร้ความหมายและไร้ความรับผิดชอบ ท่านจะต้องได้ตรึกตรองมาอย่างดีแล้ว และต้องการให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ต้องการหมายนั้นจริงๆ และหากเป็นไปตามนั้นก็จะเปลี่ยนโฉมหน้าการนับถือศาสนาของมหาอาณาจักรโรมันสมัยนั้นและสมียต่อมาอย่างพลิกแผ่นดินทีเดียว และเปาโลก็คงตั้งใจให้เป็นอย่างนั้น และก็แน่นอนอีกเช่นกันว่า การนับถือศาสนาของคนทั้งโลกสำหรับเปาโลก็คือทุกศาสนาเท่าที่เปาโลรู้จักและมีการนับถือในมหาอาณาจักรโรมันเป็นสำคัญ ท่านจะคิดอะไรเลยกว่านั้นไปก็น่าจะให้เป็นส่วนของการสันนิษฐานต่อยอดมากกว่า และใครก็มีเสรีภาพที่จะทำได้ตามสิทธิเสรีภาพของการคิดเห็น

“บรรพบุรุษของเรา” ก็ย่อมต้องหมายถึงบรรพบุรุษของเปาโลเอง รวมทั้งบรรพบุรุษของผู้ที่เปาโลคาดว่าจะสนใจอ่านแถลงการณ์ของท่านในสมัยนั้น

บรรพบุรุษของเปาโลเอง ในฐานะที่เป็นชาวยิวย่อมรู้เหมือนกันทุกคนว่าชาวยิวทุกคนสืบสกุลจากต้นตระกูลเดียวกัน คือ อับราฮัม (Abraham) ซึ่งเป็นชาวเมโสโพเทเมียมีชีวิตอยู่ในราวก.ค.ศ.1900 ตามบันทึกของไบเบิลซึ่งเปาโลรู้จักดี มีระบุไว้ชัดเจนว่า บิดาของอับราฮัมนามว่าเทราห์ เป็นชาวเมืองอูร์ใกล้ปากแม่น้ำยูเฟรติสของดินแดนเมโสโพเทเมีย ด้วยเหตุผลกลใดไม่ประจักษ์ เทราร์อพยพพาบริวารนำทรัพย์สินเป็นกองคาราวานใหญ่ ต้อนฝูงสัตว์เคลื่อนไปทางเหนือตามทุ่งหญ้าสาธารณะระหว่างแม่น้ำยูเฟรทิสกับไทกริสสู่ต้นน้ำของแม่น้ำทั้งสอง ไปเรื่อยๆอย่างไม่รีบไม่ร้อน เหนื่อยไหนพักนั่น ร้อนไหนหาที่เย็นคลายร้อนที่นั่น ก่อนจะเคลื่อนย้ายก็ส่งกองสอดแนมไปสำรวจทางเดินเสียก่อนว่าปลอดภัยไหม มีน้ำมีหญ้าพอเลี้ยงสัตว์ไหม มีเจ้าถิ่นนักเลงโตขวางทางที่พอจะเจรจาขอผ่านทางได้ไหม หากต้องมีการฝ่าด่านกันก็คำนวณดู่ว่าฝ่ายตนมีอาวุธพอจะหักด่านได้คุ้มค่าหรือไม่ หรือจะหาทางอ้อมไปทางอื่นจะคุ้มกว่า ดูสภาพการอพยพย้ายถิ่นแล้วก็น่าจะสันนิษฐานได้ว่าเทราร์น่าจะเป็นเชื้อพระวงศ์ของนครรัฐอูร์ที่มีความเก่งกล้าสามารถ แต่ไม่มีสิทธิ์เป็นเจ้านครตามกฏมณเฑียรบาล จึงคิดไปหาที่ตั้งนครรัฐใหม่เอาดาบหน้า โดยพาเอาบุตรชายอับราฮัมของตน นาโฮร์น้องชายของอับราฮัม และหลานปู่โลท(บุตรของบุตรชายฮาราน)ไปด้วย เดินทางได้ประมาณ 1,000 ก.ม.พบที่ว่างชัยพภูมิดีเทราร์จึงตั้งหลักแหล่งเป็นชุมชนอิสระให้ชื่อว่าฮารานตามนามของบุตรสุดท้องที่ตายไป เมื่อเทราร์ถึงแก่กรรมลงอับราฮัมก็ได้เป็นหัวหน้าชุมชนแทน เป็นชุมชนที่ลอกแบบจากอูร์ คือนับถือเทพเทวีและปฏิบัติศาสนกิจต่างๆตามที่เคยปฏิบัติมาก่อนในอูร์ อับราฮัมมีเทพองค์หนึ่งที่เคารพบูชาเป็นพิเศษเป็นเทพประจำตัว ทุกข์ร้อยอะไรขอแล้วมักจะได้ จึงดูแลกันเป็นพิเศษ ก็คงจะต้องเป็นเทพองค์หนึ่ง ในระบบเทพของชาวเมโสโพเทเมียนั้นแหละ น่าเสียดายที่ไม่ได้ระบุชื่อไว้ ระบุไว้เพียงกว้างๆว่าเป็นพระเจ้าของบรรพบุรุษ ซึ่งต่อมาภายหลังได้ทรงเปิดเผยพระนามแก่โมเสสว่ายาห์เวห์ และโมเสสได้ประกาศเป็นพระบัญญัติว่า “อย่านับถือพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระยาห์เวห์” อันมีนัยตามบริบทของโมเสสว่าพระยาห์เวห์ทรงประกาศตัวเป็นศัตรูกับพระเจ้าทุกองค์ทั่วโลกที่ไม่มีนามว่ายาห์เวห์ ตรงกันข้าม ขอให้ได้ชื่อว่าทำเพื่อพระยาห์เวห์แล้ว อะไรก็ถูกทั้งนั้น ดังเช่นที่โมเสสเองยกชนไร้ถิ่นข้ามทะเลทรายซีไนมาชิงดินแดนปาเลสไตน์ในนามของพระยาห์เวห์โดยต้องฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เพื่อชิงดินแดนและทรัพย์สินเท่าใดก็ได้ เพียงแต่โดยอ้างว่าเป็นพระประสงค์ของพระยาห์เวห์เท่านั้น ทุกอย่างก็มีความชอบธรรมหมด ยิ่งกว่านั้น ในแผนการดังกล่าวหากได้ล้มล้างทำลายการนับถือศาสนาอื่นและวัฒนธรรมอันสืบเนื่องจากการนับถือศาสนาอื่นที่ไม่ใช่ศาสนาของพระยาห์เวห์แล้ว ก็ถือว่าชอบธรรรมทั้งสิ้น ดังนั้นเมื่อชาวโรมันเข้ายึดครองปาเลสไตน์และควบคุมการนับถือพระยาห์เวห์นั้น ชาวยิวในกรอบความคิดของโมเสสจึงรู้สึกกันว่า มหาอาณาจักรโรมันจะต้องล่มสลายในไม่ช้า เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อพระยาห์เวห์ ด้วยคำอ้างนี้ทำให้รู้สึกว่าใครทำความเสียหายต่อมหาอาณาจักรโรมันได้เท่าไร ถือว่าชอบธรรรมทั้งสิ้น และการที่พระเยซูถูกชาวยิวกประทุษร้ายด้วยเหตุที่ผิดหวังจากการอยากยกย่องขึ้นเป็นหัวหน้ากู้ชาติแล้วไม่ยอมรับ ก็สมน้ำหน้าและควรแล้วที่ไม่ควรอยู่ให้หนักแผ่นดิน เปาโลเองก็เคยเห็นด้วยเช่นนั้นจนถึงอายุ 26 ปี คงได้เสียดายที่โตไม่ทัน มิฉะนั้นคงได้มีส่วนสนับสนุนประหารชีวิตพระเยซูด้วยอย่างแน่นอน แต่ก็ไม่วายคิดฆ่าผู้หลงเชื่อพระเยซูทุกคน จนถึงวันหนึ่งเมื่ออายุ 26 ปี จึงได้เปลี่ยนใจจากลบล้างมาสนับสนุนโครงการของพระเยซู จนถึงจุดสุดท้าย คือ ปรับเปลี่ยนนโยบายต่อพหุเทวนิยมแบบของโมเสสมาเป็นนานาเทวนิยม (intertheism) ตามแบบที่ตนเข้าใจ พระเยซูได้ชนะใจเปาโลมิใช่เพราะทำให้เปาโลรู้สึกว่าน่าเกรงขามกว่าโมเสสด้วยประการใดทั้งสิ้น แต่ด้วยเคล็ดลับเพียงประเด็นเดียวที่สามารรถข่มประเด็นอื่นๆได้หมดอย่างราบคาบ ดังที่เปาโลสารภาพไว้เป็นเงื่อนไขในแถลงการณ์นานาเทวนิยมของตนว่า  “วาระสุดท้ายนี้ พระเจ้าตรัสกับเราโดยทางพระบุตร พระองค์ทรงสถาปนาพระบุตรให้เป็นทายาทครอบครองทุกสิ่ง พระองค์ทรงสร้างจักรวาลเดชะพระบุตรนี้ พระบุตรทรงเป็นรังสีแห่งพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า ทรงเป็นภาพลักษณ์ขององค์พระเจ้า พระบุตรทรงผดุงจักรวาลไว้ด้วยพระวาจาทรงฤทธิ์” (ฮีบรู 1:2-3) ก่อนอายุ 26 ปีเปาโลเชื่ออย่างสุดฤทธิ์ว่ามีแต่พระยาห์เวห์พระองค์เดียวที่ทรงฤทธิ์อำนาจแต่พระองค์เดียวทั่วจักรวาลและทรงสร้างทุกสิ่งที่รวมกันเป็นจักรวาล นอกเหนือจากนี้ไม่มีอะไรอีก ในเมื่อทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาให้กระจายกันอยู่ทั่วโลก ก็ได้ทรงมอบหมายให้มีผู้ดูแลและปกครองต่างๆกันแล้วแต่ความต้องการและความเหมาะสมของแต่ละท้องที่ โดยมีเกณฑ์กลางทั่วไปว่า ให้ทุกคนมีเสรีภาพที่จะทำดีทำชั่วตามมโนธรรรม เพื่อแต่ละคนจะได้มีโอกาสได้ทำดีและสมควรได้รับบำเหน็จตามความดีที่ได้ทำด้วยน้ำใจของตนเอง และเมื่อพระเยซูทรงทำให้เปาโลตระหนักแน่ว่า รู้เรื่องพระยาห์เวห์ถูกต้อง แต่ยังไม่พอเพียงสำหรับจะเข้าใจบทบาทของพระเมสสิยาห์ซึ่งพระยาห์เวห์ได้แสดงพระประสงค์ให้เสด็จมา ถึงเวลาแล้วที่เปาโลจะเข้าใจให้ถูกต้องเพื่อไม่เสียชาติเกิดและทุ่มเทชีวิตให้อย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์อย่างน่าเสียดาย

ที่เปาโลลืมตาเห็นตัวเองในเอกภพที่ดูเหมือนไม่รู้จบและมีความลึกลับแอบแฝงอย่างไม่รู้จบ ก็เพราะมีผู้ทรงฤทธิ์ผู้มีอำนาจไม่รู้จบทรงสร้างมา ไม่ต้องไปเสียเวลาคิดว่าเอกภพรู้จบหรือไม่รู้จบ เพราะยังไงก็เป็นเรื่องลึกลับที่จบเอาที่การเป็นสิ่งถูกสร้าง จึงไม่อาจเท่าเสมอ ผู้สร้างด้วยประการใด พระผู้ทรงอำนาจสูงสุดนี้มีแต่องค์เดียว จะเรียกว่าพระยาห์เวห์หรือพระนามอื่นใดหรือไม่อ้างพระนามใด ที่สูงสุดจริงๆก็มีพระองค์เดียวทุกกาลสมัยโดยไม่เปลี่ยนแปลง ทรงมีพระปัญญาสูงสุด และปัญญาสูงสุดนี้เองทำการโดยเจตนาเป็นอิสระโดยไม่แยกจากพระอำนาจได้ ภาวะอิสระนี้เรียกตามภาษามนุษย์ได้ว่าพระบุตรอย่างเป็นอิสระจากพระบิดา พระบุตรทรงมีพระเจตจำนงเป็นเอกเทศโดยไม่ขัดแย้งกับพระบิดาที่จะมารับร่างกายเป็นมนุษย์ซึ่งพระบิดาก็ทรงเห็นชอบอย่างเต็มที่ พระบุตรที่ไม่มีร่างกายมนุษย์จึงเป็นพระปัญญาของพระบิดา และเมื่อรวมกับร่างกายก็ได้ชื่อว่าพระเยซูซึ่งพระบิดาทรงเห็นชอบให้ทำหน้าที่พระเมสสิยาห์ นอกจากนั้นพระผู้สร้างยังมีความชื่นชมในความดีของพระองค์เองอันเป็นความชื่นชมสูงสุด และในฐานะที่เป็นความชื่นชมสูงสุดจึงมีเจตจำนงเป็นอิสระได้โดยไม่แยกจากพระบิดาและพระบุตร แต่เป็นความชื่นชมสม่ำเสมอระหว่างพระบิดากับพระบุตรอันทำให้เกิดความชื่นชมนิรันดรระหว่าง 2 พระบุคคล นับเป็นความสัมพันธ์นิรันดร เปาโลได้รับการเปิดเผยให้รู้เรื่องความลับอันลึกลับของเอกภพ รู้แล้วก็รู้ว่าเป็นเรื่องลึกลับ รู้ว่าลึกลับแล้วก็ต้องไปสอนต่ออย่างเรื่องลึกลับ ไม่มีสิทธิ์ไปสอนอย่างเรื่องง่ายดายไม่ลึกลับ สอนให้คนยอมรับเชื่อได้ แต่จะบังคับใครให้เชื่อโดยไม่อยากจะเชื่อไม่ได้ จะจ้างวานให้เชื่อก็ไม่ได้ ซึ่งเปาโลรักษากติกาอย่างเคร่งครัดระมัดระวัง แต่ก็อดประเมินตัวเองไม่ได้ว่า “ใครเชื่อก็ยกย่องว่าสุดยอด ใครไม่เชื่อก็ประณามว่างี่เง่า” ก็มันเป็นเรื่องของภาษาศาสนานี่ครับลุงเปา ทำไงได้ล่ะ

เปาโลไม่ว่าไง ใครจะกล่าวหาว่างี่เง่ายังไงเปาโลก็ยอม ตนเองกลับภูมิใจว่าได้ล้วงความลับของเอกภพที่แฝงอยู่ตั้งแต่เริ่มเกิดโลก หมอบราบคาบแก้ว ยอมทุกอย่าง พระเยซูไม่ใช่คู่แข่งของโมเสสหรือของใครอีกแล้ว เพราะมีอำนาจล้มทุกอย่างที่ขวางหน้า แต่เปาโลไม่มองในลักษณะนั้น กลับมองใหม่ว่าทรงเสริมทุกอย่างที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น แต่ก่อนเคยคิดทำลายทุอย่างที่ขวางหน้าโมเสส แต่ที่ขวางหน้าพระเยซูจริงๆกลับมองไม่เห็นว่ามี เพราะมารร้ายจริงคือผู้ไม่ยอมทำดีอะไรเลย เปาโลไม่เชื่อว่าจะมีจริง ทำร้ายด้วยความหวังดีไม่เรียกว่าร้ายจริง เพราะความหวังดีนั้นเองคือความดี หรือทำร้ายเพราะสำคัญผิดว่ากำลังทำดี ก็ไม่เลวจริงอีกนั้นแหละ เปาโลจึงอยากจะช่วยปรับความเข้าใจผิดให้กลายเป็นถูกมากกว่าด่าความเข้าใจผิด หากมีการแข่งขันกันทำความดี ก็ควรหาผู้เชี่ยวชาญมาช่วยแนะนำให้แข่งขันกันลดความเลวเสียให้หมดเรื่อง ร้ายบริสุทธิ์จึงเป็นนิยามที่มีจริงได้ แต่ไม่จำเป็นต้องมีผู้ปฏิบัติจริง

 

สำหรับเปาโลบรรพบุรุษที่ได้รับการเปิดเผยจากพระเจ้าในนามของพระยาห์เวห์มีบันทึกอยู่มากมาย ที่อยู่นอกบันทึกก็คงมีอีกมาก บันทึกสายตรงมีบันทึกจากอับราฮัมไล่ขึ้นไปจนถึงโนอาห์ผู้รอดตายจากอุทกภัยท่วมโลกเพียงตระกูลเดียว อะไรที่โนอาห์ไม่รับรู้ก่อนหน้านั้นก็ถือว่าหายไปกับอุทกภัยและเริ่มต้นกันใหม่ ลูกหลานของโนอาห์มีเชมต้นตระกูลสายเซมีติกอันประกอบด้วยชาวเอลัม อราเมก อมอร์ไรท์ แอสซีเรียน บาบิโลเนียน พวกเหล่านี้คือบรรพบุรุษสายตรงที่ได้รับการเปิดเผยจากพระเจ้ามาสู่การปฏิบัติทั้งสิ้นซึ่งในมหาอาณาจักรโรมันมีตัวแทนอยู่มากมาย โนอาห์มีบุตรชายอีก 2 คน คือ ฮามต้นตระกูลสายฮามิติก ภาคพื้นแอฟริกา อียิปต์ เอธิโอเปีย และยาเฟตต้นตระกูลของสายอารยันอันได้แก่โรมัน กรีก เปอร์เซีย สองสายดังกล่าวนี้เป็นบรรพบุรุษสายข้างเคียงที่ได้รับการเปิดเผยให้รู้จักพระเจ้าตามนามต่างๆซึ่งมีตัวแทนหลักในมหาอาณาจักรโรมัน นอกจากนั้นเปาโลยังต้องคิดเลยไปถึงผู้อยู่นอกข่ายของสวนเอเดนมาแต่แรก ทั้งไม่อยู่ในข่ายของอุทกภัยสมัยโนอาห์ พวกเขาไม่รู้เห็นพันธสัญญาของโมเสส แต่เขามีพันธสัญญากับอำนาจสูงสุดในรูปแบบอื่น ส่วนหนึ่งเป็นส่วนของพลเมืองของมหาอาณาจักรโรมัน แต่ที่อยู่ภายนอกมหาอาณาจักรโรมันอย่างอิสระก็มีอีกมาก และเมื่อเปาโลหลุดพ้นจากกรอบของโมเสสแล้ว ก็นึกออกทันทีว่ากรอบของพระเยซูขยายออกนอกกรอบของโมเสสสอีกมาก มาถึงขั้นแตกหักแล้ว เปาโลถอยไม่ได้แล้ว ต้องเดินหน้าต่อลูกเดียว

 

เมโสโพเทเมียสำหรับเปาโล

            เมโสโพเทเมียคือถิ่นเกิดของอับราฮัม เป็นบ่อเกิดของชาวฮีบรู ของชนชาติอิสราเอล เป็นที่มาของการนับถือศาสนาของอับราฮัม เพราะอับราฮัมและบรรพบุรุษที่เกิดและตายในเมโสโพเทเมีย นับถิอศาสนาของเมโสโพเทเมียมาก่อน เทพประจำเผ่าซึ่งต่อมาได้ชื่อว่าพระเจ้าของอับราฮัมอิสอัคและยาโคบได้เรียกอับราฮัมให้อพยพทิ้งถิ่นเมโสโพเทเมียไปอยู่ในท้องที่ใหม่ในคานาอันซึ่งต่อมาคือปาเลสไตน์ ให้ทิ้งศาสนาเดิมเพื่อรับนับถือศาสนาใหม่ที่พระเจ้าจะประทานให้ สำหรับโมเสสผู้ตีความเรื่องนี้มาก่อนให้ความหมายว่าเป็นการทิ้งของเก่าทั้งหมดและรับของใหม่ถอดด้าม แม้พระยาห์เวห์จะแสดงองค์เป็นผู้สร้างโลกแต่ก็ไม่ปรากฏว่าทรงมีอำนาจควบคุมทุกสิ่งอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีคู่แข่ง เพราะสำนวนชาวบ้านที่ใช้บันทึกการทำงานของพระยาห์เวห์นั้น ดูเหมือนพระยาห์เวห์ต้องการบริวารเพื่อช่วยสู้กับศัตรูที่ต้องการแย่งบริวาร ทำให้ดูเหมือนกับว่าศาสนาทุกศาสนาที่ไม่นับถือพระยาห์เวห์จะเป็นศัตรูกับพระยาห์เวห์ไปทั้งหมด มียกเว้นให้เห็นเพียงกรณีเดียวคือศาสนาของเมลคีเซเดคซึ่งไม่รู้ว่านับถือศาสนาของพระยาห์เวห์ได้อย่างไร และด้วยทรรศนคติแบบโมเสสอย่างนี้ยย่อมยากที่จะยอมรับพระเยซูเสมอกับพระยาห์เวห์

เปาโลคิดแบบโมเสสมาก่อนจนถึงอายุ 26 ปีจึงเห็นตรงข้ามว่า  ศาสนาทั้งหลายที่นับถือพระเจ้าสูงสุดหรือที่เชื่อว่าสูงสุดมิได้เป็นศัตรูกันจริง เพราะพระเจ้าสูงสุดแม้จะเข้าใจความสูงสุดไม่เสมอกัน ก็นับถือพระเจ้าองค์เดียวกัน คือสิ่งสูงสุดในทุกแง่ทุกมุม แม้จะเข้าใจไม่เสมอกันและใช้นามต่างๆกันหรือเหมือนกันแต่นิยามต่างกัน และพระเจ้าองค์เดียวกันนี้เองที่ตั้งแต่อดีตสุดๆ ได้ตรัสกับบรรพบุรุษโดยทางประกาศกหลายวาระและหลายวิธี ครั้นวาระสุดท้ายได้ตรัสโดยทางพระบุตร และเข้าใจพระบุตรในหลายๆทางต่างๆกัน ทำให้หันไปทางไหนก็เจอแต่ศัตรูทั่วไปหมด

 

พหุเทวนิยมสำหรับเปาโล

            เปาโลถือว่า “พหุเทวะ” เป็นการใช้คำผิดนิยามและผิดบริบทอย่างสิ้นเชิง Theos หมายถึงสิ่งสูงสุดในทุกแง่ทุกมุมและในทุกหนทุกแห่ง จึงมีได้เพียงหน่วยเดียว แม้แต่ 2 หน่วยก็มีไม่ได้เพราะจะทำให้ไม่มีหน่วยใดสูงสุดอย่างเด็ดขาดจริง และในเมื่อเสมอกันทุกประการจริงแม้ในด้านอัตลักษณ์ก็ย่อมเป็นหน่วยเดียวกันโดยจำเป็น เมื่อเป็นเช่นนี้ในความคิดของเปาโลไม่น่าจะมีพหุเทวนิยม คงมีแต่นานาเทวนิยม เหมือนโรงเรียนนานาชาติ ไม่มีโรงเรียนพหุชาติ แผ่นดินผืนหนึ่งจะเป็นของหลายชาติไม่ได้ แต่อาจจะแสดงลักษณะของหลายชาติได้ ดังนั้นศาสนาต่างๆที่อ้างว่านับถือพระเจ้าต่างๆกันนั้น เปาโลยอมรับไม่ได้ ยอมรับได้แต่เพียงว่านับถือพระเจ้าสูงสุดองค์เดียวกันโดยเรียกพระนามต่างกันและถวายความรู้เกี่ยวกับพระองค์ต่างกันเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำให้พระองค์ไม่มีคุณสมบัติสูงสุดจริง แต่พระองค์ก็หาได้ลดคุณภาพลงตามผู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์นั้นไม่ ส่วนเทพอื่นๆที่ไม่สูงสุดคือเทพบริวารผู้ช่วยเรียกว่า angelos แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า angel หรือเขียนด้วยอักษรตัวเล็กเป็น god คงสงวนอักษรตัวใหญ่ God สำหรับพระเจ้าสูงสุด

เมื่อนำหลัการนี้ไปมองศาสนาโบราณของชาวเมโสโพเทเมีย ก็ปราฏว่าพระเจ้าสูงสุดคืออานุ (Anu) หรือเทพแห่งท้องฟ้า จึงน่าเชื่อได้ว่าปรับตัวมาจากการนับถือท้องฟ้าครรภะของมนุษย์ยุคหินซึ่งเป็นบ่อเกิดของชีวิตทุกชีวิต ครรภะไม่มีเพศ เพราะต้องการความหมายเพียงเป็นที่พักพิงของชีวิต ยังไม่มีความคิดว่าชีวิตเกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่าง 2 เพศ แม้จะมีการทำรูปสตรีจ้ำม่ำก็ต้องการให้เป็นตัวแทนของครรภะเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับการร่วมเพศ

เทพฟ้า(Anu ภาษาสุเมเรียนว่า Ana) เป็นผู้ให้กำเนิดแก่ทุกสิ่ง มีชายานามว่าอานตุ (Antu ภาษาสุเมเรียนว่า Anatu) มีสวรรค์ส่วนตัวอยู่ที่ขั้วโลก แสดงให้เห็นการเริ่มให้ความสำคัญแก่พลังแห่งการร่วม 2 เพศในการสร้างชีวิต

เทพดินเอนลิล (Enlil)  มีชายานามว่านินลิล (Ninlil) มีสวรรค์ส่วนตัวอยู่บนภูเขาสูง มีวิหารหลักอยู่ที่เมืองนิปปูร์ (Nippur)ชื่อว่าเอกูร์ (Ekur) เป็นเทพบุตรยอดนิยมในบาบิโลนช่วงแรกก่อนที่มาร์ดุคจะช่วงชิงตำแหน่งไป

เทพน้ำเออา (Ea) มีวิหารหลักอยู่ที่เอริดู (Eridu)ตรงปากน้ำที่พบกันระหว่างยูเฟรถิสกับไตกริสในสมัยนั้น มีชายานามว่าดามกีนา (Damkina) มีโอรสนามวว่ามาร์ดุคซึ่งจะเป็นเทพบุตรยอดนิยมแทนเอนลิลในช่วงบาบิโลนช่วงหลัง

 

พลังคู่/พลังเดี่ยว

              นับเป็นปัญหาโลกแตกปัญหาหนึ่งที่ถกเถียงกันไม่ตกฟากตั้งแต่ดึกดำบรรพ์มาจนทุกวันนี้ คือปัญหาที่ว่า พลังสร้างสรรค์ใหม่ๆมาจากพลังคู่หรือพลังคี่ มนุษย์ยุคหินดูเหมือนจะให้คำตอบอย่างเป็นเอกฉันท์ว่า คัพภะเป็นพลังเดี่ยวที่คลุมทั้งเอกภพเท่าที่เชื่อว่ามีอยู่ การต้องพึ่งคู่ถือว่าเป็นความอ่อนแอ หลังจากยุคหินจึงแยกเป็น 2 สาย ส่วนมากเชื่อว่าการร่วมเพศหรือการรวมหยินหยางทำให้เกิดพลังใหม่ ยกเว้นชาวยิวที่เชื่อว่าความต้องการทางเพศเป็นความตกต่ำ ส่วนชาวเปอร์เซียโบราณเห็นด้วยกับฝ่ายยิว แต่เพิ่มความคิดว่าความชั่วมาจากความดีไม่ได้ จึงเชื่อว่ามีพะรเจ้าแห่งความชั่วเป็นอิสระจากพระเจ้าแห่งความดีมาแต่ต้น เรื่องนี้ต้องขยาย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s