ผลของการเผยแผ่การคืนชีพนอกประวัติศาสตร์

jesus

ซอกแซกหามาเล่า (266)

ผลของการเผยแผ่การคืนชีพนอกประวัติศาสตร์

            เราได้พิจารณากันมาในตอนที่แล้วว่า ช่วงแรกสุดของการเผยแผ่ศาสนาคริสต์นั้น เป็นไปอย่างนอกระบบเอาเสียจริงๆ ไม่มีทั้งพิมพ์เขียวหรือพิมพ์น้ำเงินใดใดทั้งสิ้น ถ้าจะมีก็คือพิมพ์ขาว คือ กระดาษขาวว่างเปล่าจะเขียนอะไรลงไปก็ได้ผลทั้งสิ้น และก็ได้ผลมากเสียด้วย นักประวัติศาสตร์ไม่ทันตั้งตัว บันทึกไม่ทัน ต้องตามตีความไล่หลัง มีใครช่วยเผยแผ่กันบ้างก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าใครใคร่ทำอะไรก็ทำไป ตามแรงบันดาลใจที่แต่ละคนมีเป็นต้นทุนอยู่ ทำได้แล้วค่อยมาหักลบกันทีหลัง ดูเป็นเรื่องน่าสนุกแท้ๆ และผู้ทำก็ทำด้วยใจสนุกเป็นจิตอาสาจริงๆ ไม่มีค่าจ้าง ไม่มีงบประมาณ ทำอย่างที่พระเยซูกำชับไว้จริงๆ ไปตัวเปล่า ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องค่าโสหุ้ยเดินทาง ค่ากินค่าอยู่ ไปถึงไหนจะมีคนคอยจัดให้ที่นั่น ขอให้ไปเผยแผ่ด้วยเจตนาใสสอาด คือ เอาข่าวดีไปบอก เพราะรู้ว่าดีจึงบอกเพื่อน เพื่อนชอบก็บอกต่อ เพื่อนไม่ชอบก็บ๊ายบายไปหาคนอื่นต่อ บังเอิญมีคนชอบเยอะเกินคาด เยอะอย่างเงียบๆ เกินคาดอย่างเงียบๆ โดยนักประวัติศาสตร์ไม่ทันสังเกต พอสังเกตก็เยอะแล้วอย่างไม่น่าเชื่อ

นักเผยแผ่รุ่นแรกสุดคือคนประมาณ 500 คนที่ยืนยันว่าได้เห็นพระเยซูคืนชีพในร่างกายเดิม เรารู้ชื่อเพียง 12 คนเรียกว่าอัครสาวก นอกนั้นไม่รู้ใครเป็นใคร แต่ก็เป็นนักเผยแผ่ตัวจริงกันทั้งหมด เพราะวิธีเผยแผ่ง่ายมาก ใช้ต้นทุนที่ทุกคนมีอยู่เหมือนกัน คือ รับรองว่าพระเยซูตายแล้วฟื้นคืนชีพจริง และพระเยซูทรงรับรองจริงๆว่า “ใครศรัทธาในบทบาทของพระองค์ก็จะมีสิทธิ์ในพระอาณาจักรนิรันดรของพระองค์ทั้งวิญญาณและกายที่จะฟื้นคืนชีพเหมือนพระองค์ ศรัทธาหมายความว่าต้องเชื่อหัวชนฝา วางใจว่าได้แน่ๆ และทุ่มเทให้ด้วยจิตชอาสา” จำได้ง่ายมาก ไม่ต้องพกคัมภีร์เป็นเล่มโตๆ จำเอาไปเล่าต่อได้ก็พอแล้ว เราติดตามผลงานแค่ของ อัครสาวก 12 ท่านเท่านั้นก็เห็นอยู่เต็มหน้าตักแล้วว่า เรื่องอดบานปลายไม่ได้ และบานปลายแบบปลายเปิด คือบานปลายหนึ่งแล้วก็ไปก่อหวอดให้เกิดปลายใหม่ให้บานได้ต่อๆไป ไม่รู้ว่าถึงไหนถึงจะจบ และอะไรจะเกิดขึ้นอย่างไร ติดตามได้ก็ติดตาม ติดตามไม่ได้ก็ปล่อยเลยตามเลย ผลกระทบที่มองข้ามไม่ได้ก็คือ หลังจาก 300 ปี การเผยแผ่นอกประวัติศาสตร์เช่นนี้ทำให้มีผู้ศรัทธาต่อข่าวดีถึงประมรณ 10 % ของพลเมืองโรมัน ยังไม่นับนอกมหาอาณาจักรโรมันซึ่งมีอีกไม่รู้เท่าไร แม้ในกองทัพอนารยชนที่บุกเข้ารุกรานมหาอาณาจักรโรมันนั้น บางกองทัพมีผู้นับถือพระเยซูเป็นส่วนใหญ่ แต่ทว่านับถือย่างไรนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องน่าสนใจติดตามทั้งผลดีและผลเสีย และติดตามดูความห่วงใยของปัญญาชนและวิธีแก้ไขอย่างละม่อมของฝ่ายปัญญาชนซึ่งเป็นแบบอย่างล้ำค่านิรันดร

เราวิเคราะห์ผลงานของอัครสาวก 12 ท่านยังไม่จบ เพิ่งได้เพียง 6 ท่าน จะขอวิเคราะห์ให้จบทุกท่านเสียก่อนแล้วจึงค่อยวิจักษ์พร้อมกันเสียทีเดียว

  1. แอนดรูว์ (Andrew) พี่ชายของเปโตร ได้รัยมอบหมายให้ไปเผยแผ่ข่าวดีแห่งการฟื้นคืนชีพทางภาคเหนือของประเทศกรีซ อาจเลยขึ้นไปถึงแดนรัสเซีย (ชาวรัสเซียเชื่อกันอย่างนั้น) ถูกประหารชีวิตด้วยวิธีตรึงบนไม้กางเขนรูปตัวเอกซ์ (X) มีเอกสารหลายเรื่องที่เชื่อกันว่าเป็นฝีมือของแอนดรูว์ คือ

กิจการของแอนดรูว์ (Acts of Andrew) เป็นประมวลของเรื่องค่อนข้างยาวเกี่ยวกับปาฏิหาริย์ของแอนดรูว์ ส่วนมากเกี่ยวกับการปลุกคนาตายให้ฟื้นคืนชีพ หรือการเกลี้ยกล่อมให้ผู้หญิงตัดสินใจไม่แต่งงานเพื่อถือพรหมจรรย์ตามคำแนะนำของเปาโล สำนวนโวหารมักจะเลยเถิดจนเยอเซบเบียส (Eusebius 260-340) นักประวัติศาสตร์คริสตศาสนานิยามว่าเป็นแหล่งสร้างคำสอนนอกรีตชนิดที่ควรห้ามอ่านไปเสียเลย จะประณามว่าเป็นข้อมูลเท็จเท่านั้นหาพอไม่ และนักวิจารณ์ตัวบทลงความเห็นว่า เนื้อหาส่วนใหญ่รวบรวมมาจากเล่มอื่นๆที่มีมาก่อนจึงมีหลายสำนวนปนคละกัน สำนวนของผู้รวบรวมน่าจะเป็นของกลางศตวรรษที่ 3 มีต้นฉบับภาษากรีกเก็บไว้ในหอสมุดวาติกัน

กิจการของเปโตรและแอนดรูว์ (Acts of Peter and Andrew) ดูที่เปโตร

            เศษนิพนธ์เรื่องของแอนดรูว์ (Fragmentary Story of Andrew) เป็นเรื่องปาฏิหาริย์พิเศษเล่าว่า ครั้งหนึ่งในชนบท หญิงคนหนึ่งมีลูกไม่มีพ่อ จึงปฏิบัติการแก้แค้นด้วยการสับลูกที่เพิ่งคลอดของตนเป็นชิ้นๆแล้วทิ้งให้สุนัขที่ตนเลี้ยงไว้กินจนหมด พอดีแอนดรูว์เดินผ่านมาทางนั้นพร้อมกับเพื่อนร่วมทางฟีเลโมน (Philemon) เห็นสุนัขกระดิกหางต้อนรับอย่างมีความสุขเป็นพิเศษจึงถามไปว่ามีอะไรดีใจรึ มันบอกว่าวันนี้เจ้านายให้ของกินอร่อยเป็นพิเศษและได้กินเสียอิ่มแปร้ แอนดรูว์รู้สึกฉงนและแปลกใจ จึงนั่งทางในสำรวจดูเหตุการณ์ก็รู้แน่แก่ใจจึงบังคับมันให้สำรอกออกมาทั้งหมด แล้วท่านก็เสกให้อวัยวะต่างๆคืนสภาพเดิม เรียกวิญญาณของทารกให้กลับมาเข้าในร่างเดิม ทารกนั้นก็กลับมีชีวิตขึ้นมาใหม่ ท่านเรียกสตรีคนนั้นมาอบรมให้มีสติและให้เลี้ยงลูกนั้นอย่างดีในฐานะเป็นของฝากจากพระเจ้า ครอบครัวนั้นจึงกลายเป็นครอบครัวคริสต์ครอบครัวแรกในถิ่นนั้น มีคนชอบอ่านมาก แต่ปิตาจารย์มีมติร่วมให้ถือเป็นคัมภีร์นอกสารบบ

กิจการของแอนดรูว์และมัทธีอัน (Acts of Andrew and Matthias) ดูที่มัทธีอัส

            กิจการของแอนดรูว์และเปาโล (Acts of Andrew and Paul) เป็นเรื่องเล่าสำนวนผจญภัย โดยดำเนินเรื่องให้แอนดรูว์เดินทางเผยแผ่ข่าวดีการฟื้นคืนชีพในดินแดนกรีซภาคเหนือตามปรกติ ได้สวนทางกับเปาโลโดยบังเอิญ ทั้ง 2 มิได้รู้จักกันมาก่อน ครั้นรู้ว่าอุทิศตัวทำงานเดียวกัน จึงนั่งสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้สึกและประสบการณ์แก่กัน เปาโลเล่าประสบการณ์อันน่าตื่นเต้นของตนให้ฟังว่า เมื่อไม่นานมานี้ตนได้รับการอนุมัติจากพระเยซูให้ไปเยือนแดนใต้บาดาลซึ่งพระเยซูได้ไปเยี่ยมมาแล้วเฉพาะวิญญาณที่ออกจากร่างไปขณะพระกายถูกฝังในคูหา 3 วัน แต่คราวนี้เปาโลลงไปทั้งกายและวิญญาณโดยดำน้ำลึกลงไปในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ได้พบวิญญาณของผู้ล่วงลับจำนวนมากทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก พวกเขาเชื่อในบารมีของพระเยซูที่จะเปิดประตูสวรรค์ให้พวกเขาได้เข้าเมื่อได้ใช้โทษบาปจนหมดสิ้นแล้ว ที่น่าตื่นเต้นที่สุดก็คือได้พบวิญญาณของยูดาสผู้นำตำรวจวิหารไปจับตัวพระเยซูในสวนมะกอก อันยังผลให้พระเยซูถูกประหารชีวิตบนไม้กางเขน และเป็นโอกาสให้ได้ฟื้นคืนชีพและก่อตั้งอาณาจักรของพระเเมสสิยาห์ได้อย่างแนบเนียนที่สุด ยูดาสได้เล่าความในใจให้ฟังอย่างหมดเปลือกว่า ที่ทำลงไปนั้นก็เพราะถูกหลอกล่อจากซาตานอย่างหนักด้วยเหตุผลที่เลอเลิศ เช่น เพื่อช่วยให้พระเยซูได้ทำการไถ่บาปมนุษย์ทั้งโลกเสียที มิฉะนั้นเรื่องก็ไม่ลงเอยจนแล้วจนรอด ตนหลงเชื่ออย่างหน้ามืด ครั้นทำลงไปแล้วก็เสียใจอย่างยิ่ง จะถอนตัวก็ไม่ได้แล้ว ก็ยิ่งถูกยั่วยุหนักขึ้นให้คิดฆ่าตัวตาย ครั้นตายจริงๆก็ยิ่งเสียใจหนักเข้าไปอีก เจ็บใจจริงๆที่คิดสั้น หากจะรอเวลาขออภัยโทษอย่างเปโตรก็จะดีกว่า แต่ทุกอย่างก็สายเกินแก้และทำอะไรไม่ได้แล้ว ก็ได้แต่ทำใจรับสภาพเพื่อมิให้อะไรๆเกิดขึ้นทับถมหนักเข้าไปอีก ได้มาอยู่ใช้โทษที่นี่ก็พอใจแล้ว พระเยซูเองได้มาเยี่ยมและปลอบใจให้ทำใจดีๆ แล้วทุกอย่างจะจบลงด้วยดี เยี่ยมทั่วแดนแล้วก็ออกทางประตูหลัง พบน้ำทะเลเป็นกำแพง ก็อึดใจมุดน้ำขึ้นมาเหนือน้ำและว่ายเข้าฝั่งได้สำเร็จ เป็นอีกที่หนึ่งกับที่ได้ดำดิ่งลงไป จึงจำไม่ได้แล้วว่าตรงไหน ขึ้นฝั่งได้ก็ผึ่งจนเสื้อผ้าแห้งแล้วก็เดินเรื่อยเปื่อยเพื่อหาทางเข้าเมือง ก็พอดีมาจ๊ะเอ๋กับท่านตรงนี้แหละ แอนดรูว์จึงขันอาสาพาเข้าเมือง ปรากฏว่าคนเฝ้าประตูเมืองจำเปาโลได้ และเมืองนั้นเป็นเมืองเล็กที่คนส่วนใหญ่เป็นชาวยิวที่ไม่อยากต้อนรับเปาโล จึงไม่ยอมให้ผู้เผยแผ่พระเยซูเข้าและปิดประตูเมืองใส่กลอนลั่นดาลอย่างแน่นหนา เปาโลจึงใช้ไม้เท้าที่ถือติดมือมาจากแดนบาดาลเคาะประตู เท่านั้นแหละประตูเมืองก็จมลงดินทั้งแผงให้คนเดินผ่านเข้าไปได้ตามสบาย คนทั้งเมืองพากันวิ่งพร่านบอกถึงเหตุการณ์ระทึกใจต่อๆกันไป ชั่วพักเดียวคนก็มามุงดูประตูถูกธรณีสูบหลัดๆ เปาโลถือโอกาสประกาศอาณาจักรของพระเมสสิยาห์มาถึงถิ่นแล้ว จะรอช้าอยู่ไย ให้ถือโอกาสรับศีลล้างบาปเพื่อค้ำประกันการมีชีวิตไม่รู้ตายเป็นนิจนิรันดร์เสีย ทั้งเมืองกลายเป็นคริสตจักรภายในวันเดียว แต่ปิตาจารย์เกี่ยงว่าไม่รู้ว่าเมืองนั้นอยู่ไหน จึงไม่ยอมรับเป็นประวัติศาสตร์ และจัดเป็นคัมภีร์นอกสารบบ ใครอยากอ่านเพื่อความบันเทิงก็อ่านไป แต่อย่าเอาจริงจังเป็นอารมณ์

  1. ยากอบองค์ใหญ่ (the Greater James) พี่ชายของยอห์น บุตรของเซเบเด (Zebede) และซาโลเม (Salome) ซึ่งมีความใกล้ชิดกับพระมารดามารีย์มาก ถึงกับกล้าเข้าเลียบเคียงขอตำแหน่งพิเศษให้ลูกชายยากอบและยอห์น ทำให้น่าเชื่อว่า 2 ครอบครัวนี้เป็นญาติกัน เช่นเดียวกับพี่น้องอีกคู่ 1  คือ ยากอบและยูดา เป็นญาติทางบิดาอัลเฟอัส หลังความตายของพระเยซูแล้ว ลูกาบันทึกไว้เพียงสั้นๆว่า “กษัตริย์เฮโรดอกริปปาที่ 1 ได้ประหารชีวิตยากอบพี่ชายของยอห์นโดยวิธีตัดศีรษะ” ซึ่งเกิดขึ้นในราว ค.ศ.42 แต่ชาวสเปนตั้งแต่บัดนั้นมาจนบัดนี้เชื่อว่ายากอบซึ่งเรียกในภาษาสเปนว่า “ซานตีอาโก” (Santiago) เป็นคนแรกที่เอาข่าวดีเรื่องการฟื้นคืนชีพไปสอนพวกเขาให้มีความเชื่อ พวกเขายังชี้ให้ดูได้ว่าศพของท่านยังนอนรอการฟื้นคืนชีพในสเปนพร้อมกับพวกเขา จึงน่าจะสันนิษฐานได้ว่ายากอบน่าจะได้รับมอบหมายให้ไปประกาศเรื่องการฟื้นคืนชีพทางทิศตะวันตก และไม่ปรากฏว่ามีคนอื่นอีกนอกจากท่าน ไปตั้งหลักมั่นคงเอาที่สเปน ทำการอยู่ 9 ปี คงจะมีธุระปะปังกลับไปกรุงเยรูซาเลมหลายครั้ง เพราะมีญาติและคนรู้จักเยอะในกรุงเยรูซาเลมเช่นเดียวกับพระเยซู บังเอิญครั้งหลังสุดนี้มาเจอนโยบายเอาใจชาวฟาริสีของอกริปปาเข้า และคงจะมีคนชี้ตัวว่าเป็นสาวกหัวเห็ดของพระเยซูผู้ได้ทรงชอบแฉความหน้าไหว้หลังหลอกของชาวฟาริสีอยู่บ่อยๆ ก็เลยได้แพะรับบาป ประหารชีวิตเป็นการทำคะแนนกับพรรคฟาริสีที่อยู่ใกล้ชิดประชาชน

เฮโรด อกริปปาที่ 1 เป็นหลานของกษัตริย์เฮโรดมหาราช ใช้ชีวิตวัยเด็กในวังของจักรพรรดิโรมันในฐานะตัวประกัน ชอบชีวิตสำรวย ใช้เงินมือเติบ หลงระเริงในลาภยศสรรเสริญ ครั้นเพื่อนสนิทในวัยเด็กได้เป็นจักรพรรดิถึง 2 องค์ต่อเนื่องกัน คือ เคอลีกเกอเลอ(Caligula) กับ คามเมอเดิส (Commodus) ก็ได้รับตำแหน่งกษัตริย์ของปาเลสไตน์แต่ผู้เดียวระหว่าง 41-44 เหมือนสมัยของกษัตริย์เฮโรดมหาราช ใช้นโยบายเอาใจประชาชนเพื่อได้ลาภยศสรรเสริญโดยไม่คำนึงถึงความถูก/ ผิด ผลก็คือประหารชีวิตยากอบตามความต้องการของประชาชน สั่งเก็บเปโตรอีกคนหนี่งตามใบสั่ง แต่เปโตรหนีไปซ่อนตัวไม่รู้ที่ไหน ก็เลยรอดตัวไปได้

  1. ยากอบองค์เล็ก (the Lesser James) พี่ชายของยูดา บุตรของอัลฟีอัสญาติของพระมารดา มีบันทึกให้รู้เรื่องน้อยมาก ไม่รู้แม้แต่ว่าไปเผยแผ่ข่าวดีการฟื้นคืนชีพที่ใดและตายอย่างไร ก็น่าจะสันนิษฐานว่าทำการเผยแผ่ที่บ้านเกิดคือกาลิลีนั่นแหละ เพราะไม่ปรากฏว่าใครได้รับมอบหมาย และที่สำคัญอย่างนี้คงเป็นไปไม่ได้ที่ไม่มีใครรับผิดชอบเผยแผ่
  2. ซีโมน พรรครักชาติ (Simon the Zelot) เคยเป็นนักระดมกำลังกู้ชาติมาก่อนเป็นอัครคสาวกของพระเยซู มีอีกชื่อว่าธัดเดอัส (Theaddeus) ได้รับมอบหมายให้ประกาศข่าวดีการฟื้นคืนชีพของพระเยซูทางทิศตะวันออกแถบเปอร์เซีย ไม่มีอะไรบันทึกมากกว่านี้
  3. ฟีลิป (Philip) เป็นชาวกาลิลี พระเยซูทรงเรียกมาจากเมืองเบธไซดา เมืองหลวงของกษัตริย์เฮโรด ฟีลิป คุ้นเคยกับชาวกรีกในปาเลสไตน์เป็นพิเศษ ได้รับมอบหมายให้ไปประกาศข่าวดีแห่งการฟื้นคืนชีพที่ฟรีเจียตอนเหนือของเอเชียไมเนอร์ ถูกแอบอ้างว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคัมภีร์นอกสารบบ 2 เล่ม คือ

กิจการของฟีลิป (Acts of Philip) เล่าปาฏิหาริย์ การผจญภัย ความเคร่งครัดและความเชี่ยวชาญการนั่งทางใน ที่สุดถูกประหารชีวิตด้วยการตรึงกางเขนเอาหัวลง นักวิจารณ์ตัวบทเชื่อว่าเรียบเรียงขึ้นในศตวรรษที่ 4 แต่เนื่อหาอาจจะถ่ายทอดทางปากมาก่อน

พระวรสารโดยฟีลิป (the  Gospel According to Philip) เริ่มต้นด้วยข้อความว่า “พระเยซูได้เปิดเผยแก่ข้าพเจ้าให้รู้ว่า วิญญาณที่มีสิทธิ์เข้าในอาณาจักรแห่งสวรรค์แล้ว ก่อนจะผ่านประตูสวรรค์ได้ จะถูกถามอะไรบ้างและจะต้องตอบอย่างไร และทุกคำตอบต้องลงท้ายด้วยคำรหัสว่า “และข้าพเจ้ามิได้เกิดบุตรสักคนให้แก่เจ้าผู้ครอง” ซึ่งไม่รู้แปลว่ากระไรนักวิจารณ์ตัวบทวิจารณ์ว่าสำนวนโวหารเป็นของพวกนั่งทางในแห่งศตวรรษที่ 3 เป็นต้นมาและไม่พัฒนาคุณภาพชีวิตตามเจตนาของพระเยซู

  1. ยอห์น (John) เดิมเป็นชาวเบธซายดา น้องชายของยากอบ บุตรของเซเบเดกับซา
    โลเม ทำอาชีพประมงโดยเข้าหุ้นกับแอนดรูว์และเปโตรซึ่งมีภรรยาและแม่ยายอยู่ที่คาเปอร์นาอุมและเป็นนายทุนเจ้าของกิจการประมงทำงานร่วมกัน ทำให้ทั้ง 4 ท่านชอบขลุกกันที่คาเปอร์นาอุมและเข้ากลุ่มศิษย์ของยอห์นผู้ทำพิธีล้าง เพื่อศึกษาเรื่องพระเมสสิยาห์ และพระเยซูก็ทรงเรียกทั้ง 4 ท่านให้ติดตามพระองค์ที่คาเปอร์นาอุมในคราวเดียวกัน ในบรรดาอัครสาวกใกล้ชิดทั้ง 12 ยอห์นเป็นผู้มีอายุน้อยที่สุด มีความเฉลียวฉลาดที่สุด และมีอายุนานที่สุดคือมีอายุถึง 100 ปีและตายด้วยโรคชรา จึงมีโอกาสหาประสบการณ์และความรู้เพิ่มเติม คิดตรึกตรองและเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรไว้มาก แต่บางเรื่องนักวิจารณ์ตัวบทสงสัยจะเป็นลูกศิษย์เขียนตามแนวคิดของท่าน แต่บางเรื่องนักวิจารณ์ฟันธงว่าท่านไม่เกี่ยวข้อง พระเยซูก่อนจะสิ้นใจได้ฝากฝังพระมารดาให้ยอห์นดูแล จึงเชื่อกันว่าเมื่อบรรดาอัครสาวกแยกย้ายกันไปคนละทิศละทางเพื่อเผยแผ่ข่าวดีแห่งการฟื้นคืนชีพ ยอห์นยังคงอยู่กับพระมารดาเพื่อดูแลใกล้ชิด และเชื่อว่าพระมารดาคงมิได้กลับไปอยู่ที่นาซาเร็ธ เพราะมีญาติใกล้ชิดอยู่ในกรุงเยรูซาเลมพอสมควร จึงปักหลักกัน อยู่ในกรุงเยรูซาเลมและยอห์นก็คงทำหน้าที่ประหนึ่งเลขานุการของเปโตรและทำการเผยแผ่ตามโอกาส มีบันทึกโดยลูกาไว้ว่าเมื่อคริสตชนที่ซามาเรียมีปัญหาเชิญเปโตรไปชี้ขาด เปโตรก็เอายอห์นร่วมเดินทางไปด้วย เมื่อเปาโลกลับใจแล้วและเดินทางมากรุงเยรูซาเลมในปีค.ศ.39 ก็ยังพบยอห์นอยู่ในกรุงเยรูซาเลม เมื่อมีสังคายนาครั้งแรก ณ กรุงเยรูซาเลมในปี ค.ศ.50 ไม่มีอะไรบันทึกถึงยอห์นเลย ก็เดาไม่ถูกว่ายังอยู่ในกรุงเยรูซาเลมหรือเปล่า หรือไปอยู่เสียที่ไหน มีบันทึกนอกประวัติศาสตร์ว่าเคยถูกจับ (ไม่ทราบเมื่อไร โดยใคร และที่ไหน ถ้าเป็นเรื่องจริงก็น่าจะขณะอยู่ในกรุงเยรูซาเลม) ถูกประหารชีวิตโดยการต้มในกระทะน้ำมันเดือด แต่ไม่ตาย จึงถูกเนรเทศไปอยู่ที่เกาะแพทมัส (Patmos) ในทะเลอีเจียน จะได้พาพระมารดาไปที่นั่นด้วยหรือไม่ไม่ทราบได้ รู้แต่ว่าพ้นโทษแล้วก็พาไปตั้งหลักอยู่ที่เมืองเอเฟซัสในเอเชียไมเนอร์ซึ่งเปาโลได้ตั้งคริสตจักรไว้อย่างมั่นคงแล้ว จึงได้รับการต้อนรับอย่างดีและเป็นผู้ชี้ขาดในปัญหาต่างๆโดยไม่ต้องดำเนินการบริหารด้วยตนเอง ทำให้ยอห์นมีเวลาศึกษา ตรึกตรองและเขียนสิ่งที่อยากจะฝากไว้เป็นความรู้ในคริสตจักร เท่าที่ปิตาจารย์ต่อมารับรู้ในฐานะคัมภีร์ในสารบบ คือ พระวรสารโดยยอห์น คัมภีร์วิวรณ์ และจดหมาย 3 ฉบับ ยังมีที่ปิตาจารย์ถือเป็นคัมภีร์นอกสารบบคือ

กิจการของยอห์น (Acts of John) เป็นคัมภีร์นอกสารบบขนาดยาวที่อ้างว่ารวบรวมคำบอกเล่าของยอห์นขณะใช้ชีวิตอยู่ที่เอเฟซัส ประกอบด้วยปาฏิหาริย์ คำเทศน์สอน และการติดต่อกับพระเยซู ซึ่งทั้งหมดเป็นผลงานของกลุ่มที่คิดว่าพระเยซูมิได้รับร่างกายเป็นมนุษย์จริง แต่ร่างกายของพระองค์และการกระทำทั้งหมดของพระองค์ล้วนแต่เป็นภาพหลอนเพื่อติดต่อกับมนุษย์ได้เท่านั้น แต่ปาฏิหาริย์ของยอห์นเป็นปาฏิหาริย์จริง เช่น ถูกต้มในน้ำมันเดือดแต่ไม่ระคายเคืองผิวหนัง เมื่อพ้นโทษได้โดยสารเรือจากเกาะแพทมัสจะมาขึ้นฝั่งเอเฟซัส เรือล่มกลางทะเล ได้แสดงพลังภายในว่ายน้ำขึ้นฝั่งได้อย่างสบาย พลังภายในของยอห์นเกิดจากการไม่เคยมีกามารมย์เลยตลอดชีวิต ทำให้ยอห์นมีพลังภายในทำปาฏิหาริย์ได้ทุกระดับตั้งแต่ปลุกคนตายให้คืนชีพจนถึงการบำบัดโรคภัยไข้เจ็บและความเดือดร้อนทุกชนิด สรุปได้ว่าหนังสือเล่มนี้ต้องการสร้างความเชื่อว่ายอห์นเป็นผู้วิเศษตัวจริงที่ทำได้จริงยิ่งกว่าเซียนในนิยายจีนหรือผู้วิเศษใดที่เคยเล่าขานกันมา ปิตาจารย์จึงลงความเห็นว่าไม่น่าจะเป็นคำบอกเล่าของยอห์นและไม่สร้างสรรค์คุณภาพชีวิตตามเจตนาของพระเยซู

ยอห์น (ถูกอ้างว่า) เล่าว่า กายของพระเยซูหลังจากการฟื้นคืนชีพแล้วเป็นการจำแลง(docetic body) คือประจักษ์ให้เห็นไม่คงตัว เดี๋ยวก็เป็นเด็ก เดี๋ยวก็เป็นผู้ใหญ่ เดี๋ยวก็รุ่งโรจน์เดี๋ยวก็ซอมซ่อ บางครั้งก็สัมผัสพระองค์ได้เป็นร่างอุ่นๆมีชีวิต บางครั้งเย็นเฉียบเหมือนซากศพ บางครั้งสัมผัสไม่ได้เลย ได้แต่เห็นเหมือนรุ้งกินน้ำที่พ่นน้ำแล้วเห็น สรุปว่าไม่มีร่างกายจริงๆ จึงจำแลงเอาเป็นครั้งๆ แม้ที่เห็นนั้นก็หาจริงไม่ (What now I am seen to be, that I am not.)

เล่าว่าวันหนึ่งถามพระองค์ว่า เชื่อหรือไม่เชื่อก็ให้ศรัทธาไว้เสมอ หมายความว่าอย่างไร แทนคำตอบพระองค์ทรงกระตุกเคราอย่างแรง แล้วปล่อยให้ปวดคางอยู่ตั้งเดือนเต็มๆ

เล่าว่าพอเห็นทหารตรึงพระเยซูแล้วยกตั้งขึ้น รู้สึกตื้นตันใจทำอะไรไม่ถูก จึงวิ่งหลบฉากไปสงบอารมณ์ในสวนมะกอก พระเยซูทรงติดตามมาปลอบใจว่า “ยอห์นเอ๋ย ปล่อยให้ชาวเยรูซาเลมหน้าโง่ถูกหลอกไปเถอะว่าได้ตรึงกางเขนเรียบร้อยแล้ว มันของปลอมทั้งนั้น นี่! ของจริงอยู่ที่นี่ ไม่มีอะไรบุบสลาย” ทรงกำชับให้สวดมนต์แบบมันตระหรือคาถา ท่องบ่นไปเถอะ ไม่เข้าใจไม่เป็นไร มันมีผลในตัวอยู่แล้วทุกครั้งที่สวด เช่น

ข้าจักถูกทำร้าย    และข้าก็จะทำร้าย       อาแมน

ข้าจักถือกำเนิด    และข้าก็จะให้กำเนิด    อาแมน

ข้าจักกิน              และข้าก็จะถูกกิน       อาแมน

ข้าจักถูกคิด        และข้าก็จะคิด            อาแมน

เล่าว่าชอบสวดอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขอขอบคุณพระองค์ ที่ได้รักษาตัวของข้าพระองค์ให้ยังบริสุทธิ์เป็นพรหมจรรย์ ทั้งๆที่ข้าพระองค์เคยเสียตัวกับอิสตรี” ??????????

กิจการของยอห์นโดยเผรอคอร์เริส  Acts of John by Prochorus เหมือนเรื่องที่แล้ว แต่จำกัดเฉพาะเหตุการณ์ขณะอยู่บนเกาะแพทมัส

วรสารฉบับลับของยอห์น Secret Book of John  คัมภีร์นอกสารบบ แปลเป็นภาษาคอปติก

เรื่องข้างต้นทั้งหมด ปิตาจารย์ไม่รับรองว่าเป็นเรื่องจริง แต่ก็มีผลนอกประวัติศาสตร์คริสตจักรไม่มากก็น้อย ผู้สนใจศึกษาคริสตจักรจึงไม่ควรมองข้าม

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s