ผลกระทบจากการฟื้นคืนชีพของพระเยซู

jesus01

ซอกแซกหามาเล่า (262)

ผลกระทบจากการฟื้นคืนชีพของพระเยซู

ความนำ

            เราได้วิเคราะห์กันมาแล้วว่าสัตว์โลกทุกตัวตนมีสัญชาตญาณกลัวตาย ไม่อยากตาย และเมื่อมีภยันตรายใดๆต่อชีวิตก็จะดิ้นรนหนีอย่างสุดดิ้นสิ้นประาตูเพื่อให้แน่ใจว่าพ้นภัย พืชทุกต้นก็เห็นได้ว่าดิ้นรนเพื่อการอยู่รอด เราไม่รู้ว่ามันมีสัญชาตญาณกลัวตายหรือมีความกลัวใดๆหรีอไม่ เราก็ได้แต่สันนิษฐานว่ามันไม่อยากตาย เราสังเกตได้ว่ามันดิ้นรนที่จะมีชีวิตได้ง่ายกว่าเห็นมันกลัวตายอย่างสัตว์ต่างๆ เราได้สืบสาวพบว่ามีคัมภีร์โบราณพอสมควรแสดงความอยากให้ร่างกายไม่ต้องตายแต่ไม่พบทางออก ในที่สุดก็ยอมจำนนให้ร่างกายต้องตายและสลายตัวไปตามเกณฑ์ของสสาร ขอให้รับรองว่าวิญญาณไม่รู้ตายก็น่าพอใจแล้ว ก็ให้ทำใจ เพราะเบื้องบนช่วยได้แค่นี้ แต่ก็ยังต้องการตอบสนองความอยากให้ร่างกายฟื้นคืนชีพโดยรู้ว่ามีมนุษย์กึ่งเทพเคยตายและฟื้นคืนชีพได้ ก็เป็นความพอใจอย่างมากที่ได้มีโอกาสรู้จักเทพดังกล่าวและได้ปวารณาตัวเป็นบริวารของเทพดดังกล่าว หากเทพประเภทนี้ประกาศเปิดสวรรค์รับวิญญาณที่ไม่ต้องตายเข้าไปอยู่ได้ ก็อยากเข้าไปอยู่ โดยมีหวังอยู่นิดๆก็ยังดีว่า ชะรอยสักวันหนึ่งเจ้าของสวรรค์ดังกล่าวเกิดมีนโยบายปลุกร่างกายที่ตายไปแล้วให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาและมีชีวิตอมตะต่อไปทั้งกายและวิญญาณก็จะโชคดีมากๆ ให้มีความหวังอยู่บ้างก็ยังดีกว่าอยู่เปล่าๆ  เผื่อเป็นจริงขึ้นมาล่ะ มิเป็นโชคลาภยิ่งกว่าถูกลอตเตอร์รี่สักล้านครั้งหรือ และถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็มิได้เสียหายอะไร ปาสกัลวิเคราะห์และให้เหตุผลไว้อย่างน่าฟังอย่างนั้น

อยู่ดีๆมีข่าวมาว่า อย่าทำเล่นไปนะ พระเยซูได้ตายจริง จริงยิ่งกว่าจริง เพราะถูกตรึงบนไม้กางเขนให้ตายด้วยการตอกตะปูให้ตายตามมาตรฐานโรมัน ไม่มีพลาด มีทหารเฝ้ายามดูแลจนแน่ใจได้ว่าตาย ก่อนจะเอาศพลงจากกางเขนยังมีการเอาหอกแทงหัวใจให้เลือดหยดสุดท้ายไหลออกให้เห็น เอาไปฝังในคูหาเจาะข้างภูเขาหิน มีหินปิดปากถ้ำ มีทหารเฝ้าเป็นเวลาอีก 3 วัน อยู่ดีๆมีคนมาบอกว่าพระเยซูฟืนคืนชีพจริง มีคนเห็นและได้ยินคำสัญญาว่าทุกคนมีสิทธิ์ให้ร่างกายของตนฟื้นคืนชีพ ในช่วงแรกมีคนช็อคแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่หนึ่งคือผู้อยากได้และหวังอย่างลมๆแล้งๆและอยากให้เป็นเรื่องจริง ไม่ใช่หูฝาด ก็ต้องตัดสินใจเปลี่ยนวิถีชีวิตให้เป็นจริงตามความใฝ่ฝัน ช็อคที่ไม่คิดว่าจะจริงได้ง่ายๆอย่างนั้น แต่ก็อยากได้จริงๆด้วย จนต้องทำใจเปลี่ยนใจเอาจริงเพื่อมิให้เสียโอกาสที่รอคอย กลุ่มที่ 2 คือพวกที่เหยียดหยามอยู่ตลอดเวลาว่า เป็นความเพ้อฝันเพ้อเจ้อที่ไม่อาจเป็นจริงได้ ใครจะมายืนยันอย่างไร หัวเด็ดตีนขาด ไม่ยอมเชื่อเด็ดขาด ทั้งไม่อยากให้เป็นจริงด้วย เพราะยังไงยังไงก็เป็นจริงไปไม่ได้ ขอต่อต้านแบบหัวชนฝา อีกกลุ่มที่ 3 ที่ไม่สนใจว่าใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ตัวเองไม่เชื่อและไม่ต่อต้าน แต่ก็รำคาญที่มีกลุ่มเชื่อและไม่เชื่อ ไม่อยากพูดถึง แต่เมื่อเรื่องมันยืดเยื้อก็อดพูดถึงด้วยการออกอาการรำคาญ เราจะดูความรำคาญของกลุ่มที่ 3 นี้ก่อนเพราะน่าสนใจดี

 

จากบันทึกของซูเออโทว์เนียส

  1. ซูเออโทว์เนียส (Gaius Suetonius Tranquillus 69-?) เป็น นักประวัติศาสตร์โรมันได้บันทึกผลกระทบในสังคมโรมันจากการที่มีคนเชื่อว่าพระเยซูได้ฟื้นคืนชีพและยืนยันว่าพระองค์เป็นพระเมสสิยาห์องค์จริงที่ชาวโลกต้องการให้มากอบกู้ให้พ้นจากความเคว้งคว้างเรื่องโลกหน้าโดยทรงยอมรับความตายที่ผู้เกลียดชังยัดเยียดให้ เพื่อจะได้มีโอกาสฟื้นคืนชีพอย่างชัดเจน เพื่อแสดงให้เห็นว่าทรงสามารถให้การฟื้นคืนชีพแก่คนที่ตายได้จริง หากทำดีก็จะมีสิทธิ์เป็นพลเมืองแห่งอาณาจักรของพระเจ้าในโลกหน้า ซึ่งค้ำประกันชีวิตอมตะทั้งวิญญาณและกายที่ฟื้นคืนชีพอย่างมีความสุขไร้ทุกข์ตลอดกาลนิรันดร ผลกระทบที่ซูเออโทว์เนียสบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ของกรุงโรมในรัชสมัยของจักรพรรดิคลอเดียส (Claudius) ว่าในปีค.ศ.49 พระองค์ทรงต้องออกราชกฤษฎีกาขับไล่ชาวยิวทุกคนออกจากรุงโรมภายในเวลากำหนดซึ่งสร้างความโกลาหลอลหม่านแก่กรุงโรมทุกหย่อมหญ้า ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญเหตุการณ์หนึ่งของรัชสมัย สาเหตุมาจากการเชื่อ/ไม่เชื่อว่านายเครสเถิส (Chrestus) คนหนึ่งตายแล้วฟื้นคืนชีพจริงหรือไม่ ซูเออโทว์เนียสคงต้องการจะบอกกระมังว่าเรื่องเล็กไม่น่าจะบานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่มโหฬาร (ชื่อ Chrestus ที่ซูเออโทว์เนียสอ้างเป็นชื่อของพระเยซูนั้น แท้ที่จริงในสังคมโรมัน นิยมให้เป็นชื่อของทาสเท่านั้น จึงไม่แน่ใจว่าซูเออโทว์เนียสจำมาผิด หรือตั้งใจแผลงให้ผิดเพื่อระบายความรู้สึกเหยียดหยาม)ซูเออโทว์เนียสเกิดที่ Bedriacum ขณะที่บิดาเป็นรองแม่ทัพกองพลที่13 ประจำการอยู่ที่นั่น ปู่เป็นพระสหายของจักรพรรดิ Caligula) ไม่ชอบการเมืองการทหาร จึงเลือกเรียนกฎหมาย รับราชการเป็นผู้พิพากษาอยู่ชั่วระยะหนึ่ง รู้สึกตัวเองว่าชอบปะวัติศาสตร์มากกว่า จึงลาออกขอติดตามพลีนนิคนก่อน (Pliny the Elder) ไปในกองทัพ เพราะรู้ว่าเป็นแม่ทัพนักประวัติศาสตร์ อยู่ใกล้ชิดก็มีโอกาสซึมซับความรู้ทางประวัติศาสตร์ และการได้เดินทางไปกับกองทัพ ก็ย่อมมีโอกาสได้รู้เห็นชนชาติและสถานที่แปลกๆใหม่ๆอย่างปลอดภัยมากกว่าจะเดินทางไปตามยถากรรมส่วนตัว พลีนนีใด้สังเกตในจดหมายฉบับหนึ่งว่าซูเออโทว์เนียสเป็นคนใฝ่รู้ใฝ่เรียนและชอบคิดคนเดียวเงียบๆ ค.ศ.111 ได้ติดตามพลีนนีไปตั้งทัพที่ Bithynia โดยให้มีตำแหน่งในกองทัพและพลีนนีได้เขียนจดหมายถึงจักรพรรดิ แทรจเจิน(Trajan) เพื่อขอสิทธิบำนาญเลี้ยงชีพให้ และถูกเรียกไปรับราชการเป็นนักวิชาการในวัง  จักรพรรดิแฮดเดรียน(Hadrian) รัชกาลต่อมาปลดออกจากหน้าที่ ทำให้มีเวลาเขียนมากขึ้นจนถึงแก่มรณกรรม งานเขียนสำคัญยังเหลืออยู่ 2 เล่ม คือ De Viris Illustribus ชีวประวัติของนักเขียนภาษาละตินที่ควรยกย่อง 2. De Vita Caesarum พระประวัติของจักาพรรดิตั้งแต่ Julius Caesar ถึง Domitian
  2. แทสเสอเถิส (Cornelius Tacitus 55-117) นักประวัติศาสตร์โรมัน ในหนังสือ Annals กล่าวถึงไฟไหม้กรุงโรมครั้งใหญ่ที่สุดในปีค.ศ.64 ไหม้เกือบหมดเหลือแต่ชานเมืองและวังของจักรพรรดิเนร์โรว์ (Nero) เนื่องจากมีเสียงซุบซิบหนาหูว่าจักรพรรดิสั่งเผาเมืองเพื่อสร้างใหม่ แต่คนเดือดร้อนมีมากเหลือเกินที่แสดงความเคียดแค้นให้หาคนต้นเพลิงมาลงอาญาให้สมแค้น เนร์โรว์จึงสืบหาจนรู้ว่าเป็นชาวคริสต์ แต่ไม่รู้ว่าใคร จึงประกาศให้ผู้ทำผิดแสดงตัวมิฉะนั้นจะลงโทษชาวคริสต์ทุกคน ครั้นไม่มีใครรับสารภาพจึงออกกฤษฎีกาให้จับชาวคริสต์ทุกคนประหารชีวิต พร้อมทั้งส่งข้าราชบริพารที่ซื่อสัตย์ออกไปสร้างความเชื่อให้กับชาวบ้านว่า ศาสนาของพระเยซูเป็นลัทธิลึกลับเล่นมนต์ดำขมังเวช น่ารังเกียจและน่ากลัว ซึ่งแทสเสอเถิสเองเชื่อว่าเป็นวิธีหาแพะรับบาป(scapegoat)เท่านั้นเอง และต่อจากนั้น 4 ปีเนร์โรว์ก็ถูกชิงตำแหน่ง เนร์โรว์หนีออกจากวังรอดชีวิตไปได้ ซ่อนตัวอยู่ในบ้านพักตากอากาศของราชเลขา ครั้นรู้ตัวว่าถูกล้อมกรอบไม่มีทางหนีต่อแล้วก็ชักดาบออกมาแทงตัวเองตายเพื่อหนีเคราะห์กรรม แม้จักรพรรดิองค์ต่อมาจะไม่สนใจจับชาวคริสต์มาฆ่า แต่ก็ไม่มีการยกเลิกกฤษฎีกาของเนร์โรว์ ความรู้สึกรังเกียจชาวคริสต์ที่ข้าราชบริพารของเนร์โรว์ฝังใจให้ชาวโรมันไว้ยังคงอยู่ต่อไปอีกนาน เป็นเครื่องมือให้ผู้มีตำแหน่งปกครองอยากจะหยิบยกขึ้นมาใช้เมื่อใดก็ได้ตามอัธยาศัย

แทสเสอเถสเป็นคนเชื้อสายโกล แต่ชอบใช้ชีวิตแบบโรมันและมีการศึกษาอย่างดีแบบโรมัน ได้แต่งงานกับธิดาของ Agricola นักการเมืองที่สำคัญคนหนึ่ง ทำให้ได้ตำแหน่งระดับสูงในรัฐบาลหลายตำแหน่ง มีโอกาสแสดงสุนทรพจน์ด้วยวาทศิลป์สูง แต่ที่ชอบจริงๆคือหาข้อมูลประวัติศาสตร์ของกรุงโรมและเขียนไว้ให้คนสนใจได้อ่าน ซึ่งทำหน้าที่มิเพียงแต่บันทึกจากที่สืบรู้มาได้ แต่ทำการเปรียบเทียบและเสนอความเห็นส่วนตัวชี้ขาด อย่างในกรณีของจักรพรรดิเนร์โรว์ออกกฤษฎีกาห้ามนับถือศาสนาคริสต์กำหนดโทษถึงประหารชีวิตว่าเป็นการหาแพะรับบาปหรือเบี่ยงเบนการหาคนทำผิดไปจากตนเท่านั้น แต่แทสเสอเถิสเองก็เชื่อตามชาวโรมันที่เชื่อกันว่าศาสนาคริสต์เป็นลัทธิลึกลับ เชื่อและปฏิบัติอะไรแปลกๆที่น่ากลัวและน่ารังเกียจ ซึ่งก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะต้องประหารชีวิตกันอย่างล้างบางอย่างนั้น

พลีนนิคนหลัง (Pliny the Younger 61-112)  พระสหายของจักรพรรดิโรมันแทรจเจิน(Trajan 98-117)  ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ตรวจการพิเศษของจักรพรรดิทั่วภาคเอเชียไมเนอร์ ก่อนทำหน้าที่ก็ได้ศึกษาตรวจตราดูข้อกฎหมายปกครองของรัฐบาลโรมันเป็นอย่างดี และเมื่อบรรจุเข้าประจำการก็พยายามปฏิบัติตามตัวบทกฎหมายโดยไม่ไว้หน้าใคร ในขณะเดียวกันก็เขียนจดหมายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์แก่กันและกัน ครั้นเมื่อตัดสินประหารชาวคริสต์ไปตามกฤษฎีกาของเนร์โรว์ไปบ้างแล้ว ก็เกิดข้องใจในมโนธรรมขึ้นมาว่าจะไม่สามารถปฏิบัติได้จริงต่อไปเพราะมีกระจายอยู่ทั่วไปทุกหัวระแหงของเอเชียไมเนอร์ จะจับอย่างไรก็คงไม่หมดง่ายๆ จึงเขียนในจดหมายเล่าความรู้สึกข้องใจเชิงปรึกษาว่าควรใช้มาตรการเด็ดขาดกับชาวคริสต์ต่อไปหรือไม่ เพราะเท่าที่สังเกตดูเป็นส่วนตัวนั้นรู้สึกว่าชาวคริสต์โดยทั่วไปเป็นพลเมืองดีของสังคม แม้จะงมงายอย่างน่าเกลียด แทนที่จะนับถือเทพเจ้าองค์จริง กลับงี่เง่าถึงกับไปยกย่องนักโทษประหารขึ้นเป็นเทพอย่างน่ากลุ้มใจ จักรพรรดิแทรจเจินจึงรีบตอบไปเชิงประนีประนอมตามตัวบทกฎหมายว่า “ไม่เคยมีข้อกำหนดให้ต้องส่งเจ้าหน้าที่ออกไปตามล่าไล่ชาวคริสต์ หากมีใครมาเรียกร้องให้ไปจับจึงค่อยให้เจ้าหน้าที่ไปจับตัวมาสอบสวนหาข้อเท็จจริง ถ้าผู้ถูกจับรับสารภาพว่านับถือศาสนาคริสต์จริง ก็ให้ลงโทษตามแต่จะเห็นควร แต่หากผู้ถูกจับไม่รับผิดและยอมกราบไหว้รูปศักดิ์สิทธิ์ของเรา ก็ให้ปล่อยตัวไป” ราชสาสน์ตอบ(rescript) ที่มีความกำกวมในแง่กฎหมายเช่นนี้กลายเป็นทางออกสวยงามให้ผู้รักษากฎหมายทั้งหลายทั่วราชอาณาจักร สามารถตัดสินใจทำกับชาวคริสต์อย่างไรก็ไม่ผิดกฎหมายโรมัน และชาวคริสต์ก็มีวิธีเอาตัวรอดได้อย่างง่ายดายด้วยการย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ในเขตแดนที่เจ้าเมืองไม่เอาเรื่อง ที่สำคัญก็คือพยายามทำตัวให้เป็นที่รักของทุกคนที่รู้จัก ก็จะไม่มีใครฟ้องร้องและจะไม่มีปัญหาเดือดร้อน

ผู้นับถือศาสนายูดาห์ระหว่างค.ศ.70-200 เขียนเอกสารไว้มากพอสมควรวิจารณ์พฤติกรรมของพระเยซูว่าเป็นจอมขมังเวช ชอบละเมิดประเพณีอันดีงามของชาติ ที่ลงโทษประหารให้ตรึงตายบนไม้กางเขนเพราะเหตุที่สอนนอกรีตยุยงประชาชนให้กระด้างกระเดื่อง บรรดาสาวกอ้างว่าสามารถรักษาโรคได้ในพระนามเยซู

เจอเซฟเฝิส (Josephus 37-100) นักประวัติศาสตร์ชาวยิวและนับถือศาสนายูดาห์ บันทึกไว้ว่า มีชาวยิวคนหนึ่งชื่อเยซูแห่งนาซาเร็ธ เป็นคนฉลาด เชื่อกันว่าทำปาฏิหาริย์ได้ กลายเป็นคุรุของผู้นิยมของแปลกๆ มีชาวยิวและไม่ใช่ยิวจำนวนหนึ่งปวารณาตัวเป็นสาวก พร้อมใจกันยกย่องขึ้นเป็นเมสสิยาห์ พายเลทข้าหลวงโรมันได้รับการร้องเรียนจากบรรดาผู้นำแห่งชาติจนต้องจัดการประหารชีวิตด้วยการตรึงบนไม้กางเขน แต่สาวกฮาร์ดคอร์จำนวนหนึ่งไม่ยอมจำนน ยังดันทุรังยกย่องต่อไปจนกลายเป็นกลุ่มชาวคริสต์ดังที่เห็นกันอยู่

ยังมีกลุ่มผู้ชอบนั่งทางใน(Gnostics) ที่อ้างว่ารู้เรื่องพระเยซูเป็นพิเศษและเขียนออกเผยแพร่ เอกสารที่สำคัญในช่วงนั้นคือ Gospel of Thomas (วรสาร โดย นักบุญโทมัส) ซึ่งก็หมายความว่าเป็นเอกสารที่เชื่อชื่อกันว่า เป็นชีวประวัติและคำสอนของพระเยซูบันทึกโดยโทมัส 1 ใน 12 อัครสาวกใกล้ชิดที่นับว่ามีความรู้ดีกว่าคนอื่น เพราะพระเยซูเรียกมาจากเจ้าหน้าที่เก็บภาษีให้รัฐบาลโรมัน จึงมีอิทธิพลต่อผู้สนใจในสมัยนั้นอย่างกว้างขวาง แบ่งออกเป็นหลายเรื่อง ที่สำคัญ มีผู้นำเอาไปอ้างอิงและขยายผลกันมาก เช่น เรื่องเยาว์วัยของพระเยซู

  1. ในวันสะบาโตครั้งหนึ่ง โยเซฟกับมารีย์พาพระเยซูกุมารไปเล่นกับเด็กๆรุ่นเดียวกันที่ริมลำธารข้างที่พัก พระเยซูทรงชวนเพื่อนๆช่วยกันทำคันทดกักน้ำให้เป็นสระเล็กๆ แล้วหาดินเหนียวมาปั้นเป็นนกกระจอกกันคนละตัวได้ 12 ตัววางยืนไว้ริมสระน้ำที่ทำขึ้นไว้ ชาวยิวคนหนึ่งเข้ามาตะเพิดเด็กๆเหล่านั้นให้หยุดทำงานวันสะบาโต พระเยซูทรงต้องการสั่งสอนชาวยิวคนนั้นว่าเคร่งไม่เข้าท่า จึงเป่าลมพรวดลงไปที่ฝูงนกกระจอกดินเหนียว พลันพวกมันกลายเป็นนกกระจอกมีชีวิต พากันบินปรื๋อจากไปเป็นฝูง ยังความประหลาดใจแก่ผู้ได้พบเห็นทุกคน
  2. อีกโอกาสหนึ่งพระเยซูกุมารกำลังเล่นกั้นทำนบกับเพื่อน เด็กโตคนหนึ่งเป็นบุตรชายของคัมภีราจารย์ประจำหมู่บ้านเข้ามาแกล้งเตะเขื่อนพังทลายหมด พระเยซูกุมารยืนขึ้นจ้องตาเท่านั้น เด็กโตคนนั้นก็ล้มลงตาย โยเซฟกับมารีย์ตกใจรีบวิ่งเข้ามาระงับเหตุและบังคับให้พระเยซูกุมารคืนชีวิตให้แก่เด็กเกเรคนนั้น
  3. เด็กที่เล่นด้วยกันเกิดบันดาลโทษะไม่เข้าเรื่อง ปรี่เข้ามาจะต่อยพระกุมารเยซู เขาต่อยผิดและล้มลงสิ้นใจ พระเยซูกุมารเองก็ตกพระทัย รีบปลุกเขาให้ฟื้นคืนชีพณทันใด
  4. วันหนึ่งเด็กคนหนึ่งท้าประลองกำลังกับพระเยซูกุมารบนหลังคาบ้าน เขาเสียท่าพลัดตกจากหลังคานอนแน่นิ่งกับพื้น คนเห็นเหตุการณ์วิ่งกรูกันเข้ามาพากันชี้ไปที่พระเยซูกุมารบนหลังคาบ้าน พระเยซูกุมารต้องรีบเหาะเหินเดินอากาศลงมาจากหลังคาดึงมือเด็กตายให้ยืนขึ้น พลันเขาก็ฟื้นคืนชีพ
  5. คนผ่าฟืนพลาดท่า ขวานพลาดจากฟืนผ่าขาตัวเองเป็นแผลเหวอะ พอดีพระมารดากำลังพาพระเยซูกุมารไปที่บ่อน้ำผ่านมาพบเข้าพอดี พระมารดารีบขอให้พระเยซูกุมารช่วยเขา พระองค์เพียงชี้ไปที่แผล พลันเนื้อก็สมานกันสนิทเหมือนไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น
  6. พระมารดากำลังทูนไหน้ำบนศีรษะ บังเอิญสะดุดตอไม้ เซ น้ำหกจากไห พระเยซูกุมารคลี่ผ้าออกรองรับน้ำไว้ได้ทั้งหมด เอาไหมารองทูนขึ้นบนศีรษะกลับบ้านได้อย่างปลอดภัยโดยไม่าต้องกลับไปเอาน้ำใหม่มาจากบ่อน้ำให้เสียเวลา
  7. วันหนึ่งในโรงช่างไม้ของโยเซฟ ช่างผู้ชำนาญงานอย่างโยเซฟก็ยังพลาดพลั้งได้ เลื่อยขาโต๊ะสั้นไป 1 ขา ไม้ไม่มีเหลือให้เลื่อยใหม่ได้ พระเยซูกุมารกำลังหาของเล่นอยู่แถวนั้น รู้สึกสงสาร จึงหยิบขาโต๊ะสั้นนั้นขึ้นมาดึงจนมันยืดออกเท่ากับขาอื่นๆ โยเซฟหายใจโล่งอก

ยังมีอีกเล่มหนึ่งชื่อว่า Acts of Thomas (กิจการของโทมัส) ซึ่งเป็นเกล็ดชีวิตของนักบุญโทมัสจำนวนหนึ่งที่รวบรวมมาจากหลายแหล่งโดยผู้เรียบเรียงหลายคน เริ่มตั้งแต่เปโตรเรียกประชุมอัครสาวกทั้ง 12 ท่านในกรุงเยรูซาเลมเพื่อจับฉลากแบ่งเขตกันเผยแผ่ข่าวดีเกี่ยวกับการฟื้นคืนชีพของพระเยซู ซึ่งโทมัสได้ฉลากไปเผยแผ่ทางทิศตะวันออกจนถึงอินเดีย โทมัสออกอาการหวาดกลัวไม่กล้าไปเสี่ยงชีวิต พระเยซูจึงต้องจัดการให้โดยเข้าไปเจรจากับพ่อค้าชาวอินเดียที่ไปค้าขายถึงกรุงเยรูซาเลมและอยากซื้อทาสที่เก่งทางช่างไม้เพื่อนำไปถวายกษัตริย์ ซึ่งมอบหมายให้โทมัสควบคุมการสร้างวัง แต่เขาเอางบประมาณไปแจกจ่ายแก่คนจนและวังก็ไม่เสร็จเสียที ครั้นกษัตริย์ถามหาเขาก็กลับบอกว่าสร้างให้เสร็จเรียบร้อยแล้วในสวรรค์ พระอนุชาของกษัตริย์โกรธจัดกับการเล่นลิ้นของโทมัส ตรงเข้าคิดจะทำร้ายก็ล้มลงสิ้นใจตาย ได้ขึ้นสวรรค์ไปเห็นวังที่โทมัสอ้างวว่าสร้างไว้ให้ สวยงามมาก จึงขออนุญาตพระเยซูให้ฟื้นคืนชีพมาบอกกษัตริย์ ทำให้โทมัสมีอิสรภาพที่จะทำปาฏิหาริย์และชวนผู้คนหันมานับถือพระเยซูจำนวนมาก ในที่สุดก็เกิดผิดพระทัยและถูกประหารชีวิตด้วยหอก 4 เล่ม ศพถูกฝัง ณ ที่ประหาร เกิดปาฏิหาริย์และมีการกลับใจมากกว่าเดิม และกษัตริย์เองก็ทรงยอมรับนับถือพระเยซูด้วย ไม่มีคริสตจักรใดรับเอกสาร 2 เล่มนี้เป็นคัมภีร์ศาสนา แต่ก็มีคนอ่านมากและมีอิทธิพลต่อคริสตชนโบราณมาก

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s