ปรัชญาทำไมถึงต้องยากด้วย?

ปรัชญาภิรมย์ (36)

ปรัชญาทำไมถึงต้องยากด้วย?

         แฟนคลับ: เท่าที่ได้สนทนากับอาจารย์เมื่อเดือนที่แล้ว ก็ยังรู้สึกงงๆอยู่ ไม่รู้ว่าทำไมนิยามของปรัชญาจะตกลงกันให้ลงตัวเสียก่อนไม่ได้หรือแล้วค่อยมานิยามกันตามเนื้อหาที่ตกลงกันลงตัวแล้ว ทำไม่ได้หรือคะ มันจะได้ง่ายเหมือนวิชาอื่นๆไงล่ะคะ

ผม: เออ! คำแนะนำน่าสนใจดี แต่ก็น่าคิดอยู่ว่า การทำเช่นนั้นมิเป็นการถอยหลังลงคลองหรือเปล่า และจะทำดีหรือว่าทำเสียให้แก่วิชาปรัชญาหรือเปล่า ที่ว่าถอยหลังลงคลองก็เพราะเมื่อก่อนก็คิดทำกันอย่างนั้น ไปๆแล้วกลับรู้สึกกันว่ามันหลงทาง แต่บางคนก็ยอมหลงทาง ปรัชญาก็เลยเหงาไปเลย เพราะไม่ได้ทำหน้าที่ของตนเอง ไปแย่งงานเอางานของผู้อื่นมาทำซ้ำซ้อนกับงานของคนอื่น งานของปรัชญาจริงๆก็เลยค้างเติ่ง ไม่มีคนทำ กลายเป็นช่องโหว่ของสังคม คิดใหม่ทำใหม่กันดีกว่าไหม ให้สมกับที่อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เลี้ยวโค้งเข้ากระบวนทรรศน์หลังนวยุคแล้ว

แฟนคลับ: แล้วเอายังไงกันดีล่ะคะ

ผม: เอากันใหม่ตั้งแต่ฐานความคิด คือ พื้นฐานสุดของปรัชญากันเลยนะครับ แล้วค่อยดูกันต่อไปว่า โฉมหน้าใหม่ของปรัชญาควรจะเป็นอย่างไรและจะมีบทบาทอย่างไรในการเยียวยาชาติ เอาละครับ เอากันตั้งแต่นิยามปรัชญากันเลย ปรัชญาโฉมหน้าใหม่พึงนิยามได้อย่างง่ายๆ เว้ากันซื่อๆว่า “ปรัชญาคือความรู้ว่าด้วยปัญญา Knowledge about the Intellect” อะไรๆที่เกี่ยวกับปัญญาก็ขอให้โยนมาให้ปรัชญาเถอะ ปรัชญารับได้หมดและรับไว้หมด และไม่ต้องกลัวว่าจะก้าวก่ายกับวิชาใดที่กำหนดเป็นวิชาเรียนกันอยู่ เพราะวิชาต่างๆล้วนแต่กล่าวถึงผลิตผลของปัญญาทั้งสิ้น โดยแบ่งเนื้อหากันเป็นส่วนๆ แต่ไม่มีวิชาใดสนใจถามปัญหาเรื่องปัญญาตรงๆ แม้ตัวปรัชญาเองก็เถอะน่า อย่าว่าอื่นไกลที่ไหนเลย เพราะเรื่องของปัญญาไม่ใช่ผลผลิตของปัญญา แต่ถามปัญญาตรงๆและปัญญาต้องตอบเองพึ่งส่วนอื่นไม่ได้ ต้องเป็นจำเลยและเป็นทนายเอง วิชาอื่นๆต้องชิดซ้ายไปก่อน เพราะวิชาอื่นๆทั้งหมดเป็นผลผลิตทั้งหมดของปัญญาอีกต่อหนึ่ง บางคนจึงบอกว่าแท้ที่จริงแล้วปรัชญาไม่ใช่วิชา เพราะเนื้อหามิได้อยู่ในระดับเดียวกับวิชาทั้งหลาย แต่เป็นผลพลอยได้จากเนื้อหาทั้งหมดของปัญญารวมกัน กลั่นออกมาเป็นปรัชญา ปรัชญาจึงเป็นความรู้อีกระดับหนึ่งต่างหาก ต้องมีวิชาอื่นทั้งหลายเสียก่อนจึงมีปรัชญาขึ้นมาได้ เนื้อหาปรัชญาตามคติหลังนวยุคจึงมิใช่สักแต่เป็นผลของความอยากรู้อยากเรียนอยากฉลาด ตามนิยามเช่นว่านั้นอะไรๆก็เป็นปรัชญาได้ จะนิยามเช่นนั้นก็นับว่าถูกอยู่และก็ใช้ไปพลางๆก่อนได้ ในระหว่างที่ตัวปัญญาเองยังไม่รู้จักคิดหวนกลับหาตัวเองอย่างเชี่ยวชาญ ในเมื่อมีอะไรที่รู้มาและยังไม่แน่ใจว่าเป็นอะไร จะให้สังกัดอะไรดี ก็แก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบเนียนๆแก้เก้อไปก่อนว่า เป็นผลของความอยากรู้อยากเรียนอยากฉลาด ก็พอกล้อมแกล้มแก้เก้อไปได้

แฟนคลับ: คิดตรงๆไม่ได้ปรัชญา ได้แต่วิชา ต้องคิดย้อนกลับหาตัวเอง จึงจะเป็นปรัชญา อย่างนั้นใช่ไหมคะ อย่างที่นักหลังนวยุคชอบพูดกันว่า “Reread all, reject none ย้อนอ่านหมด ไม่ลดละเลิก เสิกสานใส ในภวังค์” ใช่ไหมคะ

ผม: ก็อะไรๆในทำนองนั้นแหละ คือ ปัญญาต้องทบทวนผลงานของตัวเองทั้งหมดอย่างรวมๆ หวนกลับไปกลับมาจนตระหนักขึ้นได้เองเป็นทำนองรู้ตัวเองว่า ตนเองสนใจความจริง ถึงกับถามตัวเองว่าที่ตนเชื่อว่าอะไรจริงนั้นใช้อะไรเป็นเกณฑ์วัดซึ่งวัดแล้วตัวเองเชื่อว่าต้องจริงแน่นอน คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา เพราะเขาไม่ใช่ฉัน  พอได้เกณฑ์ก็เอาไปใช้กำหนดความรู้ทั้งหลายว่ามีอะไรอยู่เบื้องหลังของสิ่งทั้งหลายที่ตนเชื่อว่ามีอยู่นั้นเป็นอะไรอย่างรวบรัดที่สุด เมื่อเอาเกณฑ์ความจริงผนวกกับความเป็นจริงที่ตัวเองเชื่อว่ามีจริงมารวมกันเข้าก็จะได้ปรัชญาบริสุทธิ์ของตนเองฐานอ้างอิงเฉพาะตัว (personal base of reference) ซึ่งจะให้คำตอบสุดท้ายแก่ทุกเรื่องที่ต้องการการตัดสินหรือตัดสินใจ ซึ่งอาจจะเป็นตัวเองถามเองตอบเองก็ดีหรือผู้อื่นอยากได้คำตอบก็ดี ฐานอ้างอิงนี้แหละที่ช่วยให้ความแน่ใจ ฐานอ้างอิงนี้เมื่อถูกใช้สำหรับตัดสินหรือตัดสินใจในเรื่องทำดีหนีชั่วก็จะได้ชื่อพิเศษว่าเป็นฐานมโนธรรม (conscience) ซึ่งจะช่วยให้มีความสุขเละสนุกกับการใช้มโนธรรมควบคุมสัญชาตญาณระดับต่างๆให้ประสานกันอย่างดี มีส่วนช่วยให้ผู้ไม่คิดจะนับถือศาสนาหันมาสนใจศาสนา และผู้ที่นับถือศาสนาอยู่แล้วรู้สึกได้ว่ามีความสุขมากขึ้นในการนับถือศาสนาอย่างมีเหตุผลของตนเอง

แฟนคลับ: ในเมื่อนิยามว่าปรัชญาได้แก่ความรู้เรื่องปัญญาและระดับปัญญาอย่างนี้แล้ว นิยามเดิมที่ว่าเป็นความอยากรู้อยากเรียนอยากฉลาด ยังจะใช้ได้อยู่ต่อไปอีกไหมคะ

ผม: ก็ยังคงใช้ได้ต่อไปอยู่ด้วย 2 เหตุผลที่สำคัญคือ 1) เป็นนิยามตามรากศัพท์ครับ คือ  คำ “philosophia” ในภาษากรีกแปลว่า การรักความฉลาดซึ่งพูดเป็นภาษาชาวบ้านได้ว่าความอยากรู้อยากเรียนอยากฉลาด 2) ในประวัติศาสตร์ของความหมาย ในขณะที่ยังไม่มีกำหนดวิชาเรียนใดๆเกิดขึ้น อะไรที่ใครอยากรู้อยากเรียนก็เป็น philosophy ทั้งสิ้น จนกว่าจะมีการกำหนดวิชาเรียนวิชาแรกเกิดขึ้น เนื้อหาของวิชาที่แยกตัวออกไปก็จะไม่ใช่ปรัชญา นอกจากนั้นเป็นปรัชญาหมด จะสังเกตได้ว่ากระบวนการดังกล่าวยังป้วนเปี้ยนอยู่แค่ระดับผลงานของปัญญาเท่านั้น ยังไม่อาจเอื้อมไปถึงแดนปรัชญาแท้ตามมาตรฐานของหลังนวยุคนิยม มีเค้กอยู่ก้อนเดียวแบ่งกันกิน นักหลังนวยุคจะบอกว่า ไม่ต้องแบ่งให้ฉันแล้ว แบ่งกันไปเถิดไม่ต้องเผื่อให้ฉัน เพราะฉันมีอะไรที่ดีกว่าเค้ก มันเป็นอภิเค้กน่ะถ้าจะว่าไป ให้ฉันได้กินอภิเค้กตัวนี้เสียก่อนแล้วจึงค่อยคิดต่อว่าจะเอากันอย่างไรดีต่อไป

แฟนคลับ: การปรับนิยามปรัชญาจากนิยามเก่ามาใช้นิยามใหม่อย่างที่ท่านอาจารย์ว่ามาข้างต้นนี้ จะทำให้เกิดผลดีอะไรแก่วิชาปรัชญาบ้างหรือไม่คะ

ผม: มีมากเลยเชียวครับ เดิมเชื่อกันว่าเนื้อหาของวิชาปรัชญาอยู่ระดับเดียวกันกับวิชาต่างๆ หวนกลับไปในอดีตตั้งแต่มนุษย์เริ่มสำนึกว่าตัวเองสามารถหาความรู้และสะสมความรู้ได้ บางคนก็คิดว่าเป็นผลสำเร็จอันยิ่งใหญ่และน่าพิศวงยิ่งของมนุษย์อย่างไร้เทียมทาน เรียกว่าปรีชาญาณคือความรู้วิเศษ จะสรรหาคำพูดใดมายกย่องก็หาสาสมไม่ คือ แต่แรกเริ่มเดิมทีที่ยังไม่มีชื่อวิชาใดปรากฏขึ้นมาบนโลก อะไรที่ถือว่าเป็นความรู้ได้ชาวกรีกก็พากันเรียกว่า philosophia แปลว่าผลของความอยากรู้อยากเรียนอยากฉลาด และผู้รู้ได้ชื่อว่า philosophos แปลว่าผู้อยากรู้อยากเรียนอยากฉลาดนั่นแหละ ส่วนผู้รู้เทคนิคหาลาภยศสรรเสริญได้มากและเร็วและสอนคนอื่นให้ทำได้จริงด้วย ก็จะได้รับการยกย่องเป็น sophiste แปลว่าผู้รู้จริง ต่อมาความรู้ด้านใดได้รับความนิยมมีผู้สนใจขอเรียนกันมาก ก็จะมีสำนักจัดการเรียนการสอนกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน หาชื่อเพราะๆมาเรียกหลักสูตรให้มีเสน่ห์จูงใจให้อยากเรียนและยอมเสียค่าเล่าเรียน วิชาเฉพาะจึงเกิดขึ้นวิชาแล้ววิชาเล่า เนื้อหาส่วนใดที่มีชื่อวิชาเรียกและมีการจัดหลักสูตรสอนเป็นล่ำเป็นสันอย่างนี้แล้วผู้รู้วิชาดังกล่าวไม่ยอมเรียกความรู้ของตนว่าปรัชญาอีกต่อไป สังคมก็พลอยไม่ถือเป็นเนื้อหาของปรัชญาด้วย ถือว่าแยกออกจากปรัชญาไปโดยปริยาย ในทำนองนี้เนื้อหาศาสนาแยกออกไป คณิตศาสตร์แยกออกไป วิทยาศาสตร์แยกออกไป สังคมศาสตร์แยกออกไป ตรรกวิทยาแยกออกไป จริยศาสตร์แยกออกไป แยกแล้วแยกเลย ส่วนที่ยังเหลืออยู่ให้เป็นเนื้อหาของปรัชญาก็เหลือน้อยลงหดหายไปเรื่อยๆ ที่สำคัญก็คือ ส่วนที่แยกออกไปนั้นล้วนแต่เป็นส่วนที่มหาชนสนใจ น่าเสียเงินเรียน เห็นผลประโยชน์ชัดๆ ทำให้รู้สึกว่าส่วนที่ยังตกค้างอยู่กับปรัชญานั้นเป็นส่วนที่ไม่น่าสนใจ เป็นความรู้ที่ไม่มีทางออก ไม่รู้จะเรียนรู้ไปทำอะไร ถ้ามีส่วนดีน่าสนใจอยู่บ้าง ก็คงมีใครจัดการแยกออกไปตั้งชื่อวิชาเฉพาะขึ้นมาแล้วเพื่อจะใช้หากินได้ แหละนี่คือชะตากรรมของปรัชญาในสถานเดิมที่ไม่คิดจะปรับตัวให้เป็นปรัชญาหลังนวยุค

              แฟนคลับ: และเมื่อปรับตัวเป็นปรัชญาหลังนวยุคแล้ว ก็แก้ปัญหาตก งั้นหรือคะ

              ผม: แน่นอนทีเดียวครับ ผมจะวิเคราะห์ให้ดูเป็นประเด็นๆ

  1. กู้ศักดิ์ศรีของวิชาปรัชญา จะว่ากู้หน้าก็คงไม่ผิด คือถ้าปล่อยให้วิชาปรัชญามีเนื้อหาเหลือเดนจากการเลือกแยกตัวของวิชาต่างๆที่ตัดเอาเนื้อหาที่น่าสนใจหรือพอจะมีผู้สนใจอยากจะเรียนรู้อยู่บ้างออกไปเสียหมดแล้ว ก็จะกลายเป็นว่าเนื้อหาที่เป็นของวิชาปรัชญาในปัจจุบันคือเนื้อหาที่ไม่มีใครเห็นคุณค่าแล้ว เพราะถ้ามีใครเล็งเห็นคุณค่าอยู่บ้าง ก็น่าจะมีใครขอเอาไปสร้างเป็นวิชาสอนลูกชาวบ้านหากินได้บ้าง ที่ยังคงทิ้งไว้ก็มีฐานะเทียบได้กับขยะที่ควรเอาไปเททิ้งในถังขยะหรือในกองขยะ วิชาปรัชญาก็มีฐานะเสมอถังขยะที่มีหน้าที่เก็บขยะไว้ให้มิดชิด มิให้รบกวนสร้างความรำคาญแก่ส่วนอื่นๆในสังคม ย่อมไม่เป็นมโนทัศน์ที่ให้เกียรติ จะเป็นหน้าเป็นตาแก่ผู้สนใจเล่าเรียนวิชาปรัชญาก็หาไม่
  2. ยกย่องวิชาปรัชญาในที่อันควรยกย่องอย่างสมจริง บทบาทอันแท้จริงของปรัชญาก็คือเป็นความรู้ที่ปัญญารู้ตัวเอง ปัญญาซึ่งควรได้รับการเทิดเกียรติว่าเป็นบ่อเกิดหรือผู้ให้กำเนิดแก่ความรู้ของวิชาทั้งหลายอันเป็นผลผลิตจากความสนใจของปัญญา ถ้าเปรียบปัญญาเป็นบิดาของวิชาทั้งหลาย ความสนใจก็เป็นเหมือนมารดาของวิชาทั้งหลาย ในทำนองนี้เมื่อปัญญาสนใจอะไร ก็อยากรู้เรื่องนั้นๆซึ่งไม่ใช่ตัวเอง จึงเมื่อรู้แล้วก็อยากรู้ว่าจะได้ประโยชน์อะไรจากความรู้นั้นๆ หากเห็นว่ามีช่องทางจะหาผลประโยชน์ได้จริง ก็สนใจหาวิธีหาผลประโยชน์ องค์ความรู้จึงเป็นภาคทฤษฎี และวิธีหาผลประโยชน์จึงเป็นภาคประยุกต์ใช้ของมัน ปัญญาที่ชอบคิดลึกและมีเชาวน์ บางทีก็จะนึกขึ้นมาได้ว่า เอ๊ะ! เรารู้เรื่องนอกตัวมาเยอะแล้ว แล้วตัวเราเองล่ะ เป็นอะไรกันเนี่ย จะรู้ได้อย่างไรกันเนี่ย ปัญญาอยากรู้ตัวเองมันยากพอๆกันกับดวงตาอยากมองเห็นตัวเอง พระเยซูทรงตระหนักถึงเรื่องนี้จึงได้ปรารภเชิงตำหนิว่า “ผงเข้าตาคนอื่นท่านมองเห็นจะๆ แต่ในตาของท่าน แม้จะมีซุงอยู่ทั้งดุ้นก็ยังมองไม่เห็นอยู่ดีแหละ” โดยนัยยะเดียวกันอาจจะพูดกับปัญญาได้ว่า “ต่อให้อะไรอยู่ไกลถึงสุดขอบฟ้า เจ้าก็ยังอาจเอื้อมไปรู้มาได้ แต่ตัวเจ้าเองเป็นอะไร รู้บ้างรึเปล่า?” จนด้วยเกล้า เพราะปัญญาที่ไม่กำลังคิดไม่ใช่ปัญญา เดการ์ตว่าไว้อย่างนั้น ปัญญารู้สึกตัวเองก็ในขณะคิด ปัญญาไม่สามารถรู้ตัวเองที่ไม่กำลังคิด เพราะคิดจึงรู้ตัวเองได้ ไม่คิดก็ไม่รู้ตัวเอง ในเมื่อรู้ตัวเองขณะคิดก็รู้ตัวเองในฐานะผู้คิด ไม่สามารถรู้ตัวเองเน็ตๆ เหมือนเราไม่สามรถรู้นกบินในขณะนกไม่กำลังบิน เราไม่สามารถรู้ปัญญาที่ไม่คิด รู้ได้ก็โดยคิดเรื่องอื่นๆเรื่องใดก็ได้ จึงรู้ตัวเองว่าเป็นตัวคิด ทำไมถึงคิด เพราะสนใจจะคิด ถ้าไม่สนใจก็ไม่รู้จะคิดไปทำไม ปัญญาจึงเป็นตัวการสนใจคิด สนใจรู้อย่างอื่นทั้งหมดเพื่อได้ประโยชน์และมีความสุข สนใจรู้ตัวเองเพื่อได้ตวามสุขแท้โดยใช้ปัญญาสร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือและแสวงหาโลกหน้า แค่นี้ก็พอใจแล้ว เพราะสัญชาตญาณปัญญามีอยู่แค่นี้ เมื่อได้ตอบสนองความต้องการของสัญชาตญาณก็มีความสุข แต่ความสุขจะไม่แท้นอกจากปัญญาจะเป็นตัวประสานงานให้ทุกสัญชาตญาณอยู่ใต้การบัญชาของปัญญา ปัญญาไม่อ่อนข้อให้ใคร ใครให้ปัญญาชี้แนะก็มีความสุขแท้ ที่ไม่บรรลุความสุขแท้ก็เพราะไม่ให้ปัญญาเป็นผู้รับผิดชอบ แหละนี่คือประเด็นที่เป็นศักดิ์ศรีของปัญญาละ!

            แฟนคลับ: ถ้าอย่างนั้นขอสรุปว่า สำหรับกระแสหลังนวยุคนั้น ปรัชญาคือความรู้ที่ปัญญาสนใจรู้ตนเอง ส่วนวิชาอื่นๆก็คือความรู้ที่ปัญญาสนใจรู้สิ่งอื่นๆทั้งหมดที่ไม่ใช่ตนเอง ก็ชัดเจนดีนี่คะ และเมื่อเป็นอย่างนี้แล้วก็จะต้องมีผลกระทบต่อการเรียนการสอนปรัชญามากซีคะ นับตั้งแต่นิยาม การแบ่งเนื้อหาปรัชญา การจัดหลักสูตร วิธีสอนปรัชญา การประเมินผลการศึกษาปรัชญา ตลอดจนประโยชน์และการประยุกต์ใช้ปรัชญา

ผม: แน่นอนเลยครับ แหละนี่คือความสับสนในวงการปรัชญาในประเทศของเรา เพราะคนไทยพอจะรู้ปรัชญากันบ้าง แต่ส่วนมากรู้กันแบบเดิม มีผู้กล่าวถึงปรัชญาหลังนวยุคกันบ้างอย่างกระท่อนกระแท่น ไม่ถึงกับรู้จริงอย่างตกผลึก จึงมักจะพูดแบบกลางเก่ากลางใหม่ ครูสอนปรัชญาของเราขณะนี้ส่วนมากจบในประเทศ และผู้จบจากต่างประเทศขณะนี้ก็ไปเรียนมาสมัยปรัชญาหลังนวยุคยังไม่เกิด จึงได้แต่เอาปรัชญาแบบก่อน-หลังนวยุคมาเผยแพร่และไม่สู้จะยอมรับหลังนวยุคโดยกล่าวหาว่าไม่ใช่ปรัชญาบ้าง เป็นความคิดนอกลู่ไม่มีประโยชน์บ้าง  ใช่ครับ มีปรัชญาหลังนวยุคแบบสุดขั้ว ชอบพูดอะไรเลยเถิดให้คนสนใจเล่น ใครรู้เท่าไม่ถึงการณ์ไปติดใจคารมเข้า ก็จะกลายเป็นคนชอบค้านเอามัน ไม่เข้าเรื่อง ไม่เดินสายกลางเป็นประโยชน์ มีหลังนวยุคสายกลางที่แนะนำอะไรดีๆมาก ซึ่งผมโชคดีได้รับทุนไปศึกษาเรื่องนี้มาโดยเฉพาะหลังจากเกษียณอายุราชการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้ว เอามาเปิดเป็นหลักสูตรป.เอกและโทปรัชญาและจริยศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาอยู่ณขณะนี้ มีผู้จบหลักสูตรเป็น Doctor of Philosophy (Philosophy) ขนานแท้ คือเรียนปรัชญาจริงๆ และปรัชญาที่ทันสมัยระดับโลกขณะนี้ ไม่ใช่ Ph.D.แบบตอบไม่ได้ว่าปรัชญาคืออะไรที่มีอยู่เกลื่อนประเทศของเราอยู่ในขณะนี้

แฟนคลับ: เรื่องการแบ่งเนื้อหาปรัชญาเล่าคะ?

ผม: เป็นเรื่องสับสนโกลาหลหนักในประเทศไทยครับ เป็นเหตุให้เรามีท่านปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกันเกลื่อนเมืองโดยไม่รู้แม้แต่ว่าปรัชญาคืออะไร หรือรู้อย่างประหลาดๆว่า ปรัชญาคือพูดอะไรแล้วคนฟ้งไม่รู้เรื่อง ถ้าเราแบ่งเนื้อหาของปรัชญาเป็น 2 ระดับ ระดับปรัชญาบริสุทธิ์คือความรู้ที่ปัญญารู้ตัวเอง ระดับปรัชญาประยุกต์คือความรู้ที่เกิดจากการนำเอาปรัชญาบริสุทธิ์ไปตีความผลสรุปของวิชาต่างๆ อะไรก็ได้ ก็จะได้ชื่อว่าปรัชญาของเรื่องนั้น ถ้ารู้อย่างนี้ได้ ท่านผู้จบปริญญาเอกทุกสาขาก็จะอ้างได้ว่าเป็น Doctor of Philosophy ได้อย่างเติมภาคภูมิ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s