ทำไมเปาโลจึงเขียนจดหมายเธสะโลนิกา

paolo

อกแซกหามาเล่า (272)

ทำไมเปาโลจึงเขียนจดหมายเธสะโลนิกา

            เปาโลเดินทางถึงโครินธ์พร้อมกับอาควิลาและปริสชีลลาครอบครัวยิวนักธุรกิจที่ถูกขับไล่ออกจากกรุงโรมเพราะเหตุที่ชาวยิวทะเลาะกันวุ่นวายเกี่ยวกับว่าพระเยซูเป็นเมสสิยาห์หรือไม่ จักรพรรดิไม่อยากสอบสวนหาความจริงและไม่อยากตัดสินจึงมีคำสั่งเฉพาะการณ์ขับไล่ออกจากกรุงโรมเสียทุกคนทั้ง 2 ฝ่าย ครอบครัวอาควิลาอยู่ฝ่ายเชื่อพระเยซูก็ต้องออกจากกรุงโรมตามกำหนด อพยพมาอยู่ที่โครินธ์เพราะมีคนรู้จักช่วยให้มีที่อยู่อย่างดีและดำเนินธุรกิจได้ตามเดิม ครอบครัวนี้ยังมีที่ให้เปาโลอยู่ร่วมชายคาได้อย่างสะดวกสบายไร้กังวลและรับอุปัฏฐากทุกอย่างเพื่อให้เปาโลทำการเผยแผ่ได้โดยสะดวก มีสวนในบริเวณบ้านให้เปาโลใช้เป็นที่สงบอารมณ์และคิดสร้างสรรค์ตามความพอใจหรือจะใช้เป็นที่พบปะกลุ่มเล็กๆเพื่อทำอะไรก็ได้ เป็นบุญของเปาโลในที่สุด

เมื่อออกจากเอเธนส์ ทั้ง 3 อคันตุกะ คือ เปาโล ทิโมธี และสิลาสเดินทางไปโครินธ์ด้วยกันจนรู้ว่าเปาโลพักที่ไหนแล้ว เปาโลได้ใช้ให้ทิโมธีไปส่งข่าวและรับข่าวจากชาวเธสะโลนิกา และใช้สิลาสไปส่งข่าวและรับข่าวจากชาวฟิลิปปีด้วยความคิดถึงและเป็นห่วง นัดทั้ง 2 ให้ไปรายงานที่โครินธ์  ระหว่างที่รอผู้ไปเยี่ยมกลับมารายงาน เปาโลชอบใช้เวลาว่างในสวน คิดทบทวนถึงงานที่ได้ทำไปแล้วและวางแผนทำให้ดีขึ้นต่อไป

คิดถึงว่าได้เปลี่ยนวิถีชีวิตมาเผยแผ่ข่าวดีของพระเยซูตั้งแต่อายุ 26 (ค.ศ.36) มาถึงขณะนี้อายุ 41 เป็นเวลา 15 ปีแล้ว ได้รู้ได้เห็นได้ผจญภัยถึงเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ได้มีโอกาสประกาศข่าวดีที่ไหนก็มีผู้พร้อมอาสาเป็นผู้ประกาศต่ออย่างเสียสละ จำใจจำจากกันมาอย่างอาลัยอาวรณ์อย่างไม่มีหวังจะได้เห็นหน้ากันอีก  แต่ก็คิดถึงกันและต้องการกำลังใจจากกันและกัน คิดถึงการเทศน์การสอนแต่ละครั้งก็ปรากฏความเข้าใจใหม่ๆที่แสดงออกเฉพาะหน้าแล้วก็จางหายไปกับสายลม ไม่มีการบันทึกไว้ หากมีการบันทึกไว้บ้างก็คงจะดี ผู้รับก็คงจะเก็บไว้อ่านแล้วอ่านอีก ใครไม่มีต้นฉบับก็คงอยากคัดลอกเอาไปไว้อ่านให้ซึมซับ เพื่อนฝูงคนรู้จักมักจี่ก็อาจจะขอลอกต่อๆกันไปอ่านเองและให้คนอื่นที่สนใจได้อ่านด้วย ข้อเขียนก็จะช่วยการเผยแผ่ข่าวดีและอาจจะได้ผลดีกว่าได้ฟังเข้าหูซ้ายทะลุออกหูขวา เพราะข้อเขียนอาจจะเขียนได้เนื้อหาครบถ้อยกระทงความและเขียนให้ได้ความลึกซึ้งมากกว่าพูด ยิ่งกว่านั้นสิ่งที่เขียนไปให้ที่หนึ่งอ่าน ก็ยังใช้เป็นเนื้อหาไปพูดในที่อื่นๆต่อไปอีกกี่แห่งก็ได้ คิดใคร่ครวญอยู่อย่างนี้ก็พอดีธิโมทีกลับจากเธสะโลนิการายงานข่าว ที่มีทั้งดีและน่าเป็นห่วงซึ่งต้องคิดแก้ไข แต่ก็รอให้สิลาสกลับมาจากฟิลิปปีและปรึกษากันก่อน

 

โคริทธ์ที่เปาโลปักหลักอยู่ถึงปีครึ่ง

            ในชั้นแรกที่เปาโลมุ่งหน้าไปที่เอเธนส์ก่อนก็คงตั้งใจไปปักหลักเผยแผ่ข่าวดีณที่นั้น แต่คงจะหาธรรมสถานยิวเป็นจุดเริ่มต้นไม่ได้ ประสบการณ์บรรยากาศในห้องประชุมรัฐสภาคงได้ทำให้เปาโลรู้สึกว่างานที่นั่นคงเดินได้ช้า เพราะมีนักปรัชญามากกว่านักการศาสนา ผู้คนใจไม่สู้เปิดรับความคิดเห็นที่แตกต่าง สู้โครินธ์ไม่ได้ซึ่งอยู่ไปทางตะวันตกไปประมาณสัก 100 ก.ม.อันเป็นศูนย์กลางการสัญจรและการติดต่อธุรกิจของนักธุรกิจจากสารทิศ จึงเชื่อว่าจะมีชาวยิวที่มีอิทธิพลวนเวียนอยู่แถวนั้นมาก จึงตัดสินใจย้ายที่ทำการไปโครินธ์ตามแต่เบื้องบนจะเป็ดโอกาสให้

โครินธ์เป็นคอคอด(คล้ายคอคอดกระของเรา ที่แบ่งดินแดนกรีซออกเป็นส่วนเหนือและส่วนใต้ ในขณะเดียวกันก็แยกอ่าวซาโรน (Saron) ตะวันออกเฉียงใต้ออกจากอ่าวโครินธ์ตะวันตกเฉียงเหนือและอ่าวเลปันโตที่อยู่ทางตะวันตกออกไปอีก ตัวคอคอดกว้าง8กม. และยาว 32 กม. การติดต่อกันระหว่างกรีซส่วนเหนือกับส่วนใต้ ไม่ว่าจะโดยทางบกหรือทางเรือก็ต้องผ่านคอคอดโครินธ์ทั้งสิ้น จึงเป็นศูนย์การค้าขายที่เจริญมาแต่โบราณกาลและผู้คนใจเปิดไม่ว่าจะเป็นคนท้องที่หรือคนสัญจร มีหลักฐานของมนุษย์ยุคหินอาศัยอยู่ตั้งแต่ราวก.ค.ศ.3000 ประมาณก.ค.ศ.900 ชาวเผ่าอารยันสาขาดอร์เรียนรุกรานจากส่วนทางเหนือตั้งนครรัฐ ก.ค.ศ.600 นครรัฐโครินธ์เข้าข้างสพาร์เถอ ก.ค.ศ.395เข้าข้างเอเธนส์ ก.ค.ศ.146 ตกเป็นของมหาอาณาจักรโรมัน ก.ค.ศ.44 ซีเสอร์ตั้งอาณานิคมทหารผ่านศึกโรมัน ค.ศ.51-52 เปาโลเผยแผ่และตั้งคริสตจักรมั่นคง

ต่อมา ค.ศ.1200 อยู่ใต้การยึดครองของคณะครูเสด ค.ศ.1458 เป็นของมหาอาณาจักรออตโตมาน ค.ศ.1822 เป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศกรีซ ค.ศ.1858 เกิดแผ่นดินไหวและสร้างเมืองใหม่

เปาโลปักหลักอยู่ถึงปีครึ่ง และเมื่อจากไปแล้วยังเขียนจดหมายมาเยี่ยมเยียน 2 ฉบับ

 

รายงานจากธิโมที

            ธิโมทีรายงานว่า คริสตชนที่เธสะโลนิกาแม้จะเพิ่งเข้าจารีตเป็นคริสตชนใหม่ และได้รับการอบรมจากเปาโลเพียงชั่วระยะเวลาอันสั้นเพียง3-4สัปดาห์ แต่ก็มีศรัทธาแข็งแกร่งมุ่งมั่นอุทิศตัวอย่างดีเยี่ยมแก่ข่าวดี พวกเขายังคิดถึงเปาโลและตั้งใจดำเนินชีวิตตามที่ได้รับคำสั่งสอนจากเปาโลทุกประการ แม้กลุ่มผู้ไม่หวังดีจะพยายามประโคมข่าวใส่ร้ายแก่เปาโลอย่างไรพวกเขาก็ไม่หวั่นไหว ไม่ต้องกลัวว่าจะล้างสมองได้ง่ายๆ พวกเขายังชวนกันเชื่ออย่างเต็มที่ว่าพระเยซูคือพระเมสสิยาห์พระบุตรของพระยาห์เวห์ พวกเขารอคอยการกลับมาครั้งที่ 2 อย่างใจจดใจจ่อ พวกเขาเอาจริงกับเรื่องนี้กันมาก ขนาดคอยวันคอยคืนคอยทุกลมหายใจให้พระองค์เสด็จมาไวๆ จะได้เข้าสู่อาณาจักรสวรรค์ทั้งกายและวิญญาณโดยไม่ต้องตายก่อน เป็นห่วงเพียงแต่ว่าคนที่พวกเขารักจะฟื้นคืนชีพกันอย่างไร จะเหมือนกับพวกเราที่ไม่ต้องตายก่อนหรือไม่ เปาโลถามว่าได้สืบมาบ้างหรือไม่ว่าฝ่ายตรงข้ามใส่ไคล้เปาโลว่าอย่างไรบ้าง ก็ได้คำตอบว่าประเด็นใหญ่ก็คือกล่าวหาว่าเปาโลเป็นคนฉวยโอกาส ทำตัวเป็นศาสนาจารย์เพื่อจะทำนาบนหลังคน เอาเปรียบสังคมอย่างแนบเนียน

ได้ฟังข่าวอย่างนี้เข้าทำเอาเปาโลถึงกับสะอึกและกระอักกระอ่วนใจอยู่มิใช่น้อย ดีใจก็มีส่วนให้ดีใจ แต่ก็มีส่วนให้เป็นห่วงกระอักกระอ่วนใจอยู่ไม่น้อย กลางวันทอเต็นท์ในโรงงานของอาควิลาและพริสซีลลา ก็ขบคิดไปพลางว่าจะเขียนตอบไปอย่างไรดี จะไปชี้แจงด้วยตัวเองไม่เหมาะแน่ๆ ค่อยๆคิดไปจัดระเบียบความคิดไปจนลงตัว พอดีสิลาสที่ไปเป็นนักสื่อข่าวกับพี่น้องคริสตชนที่ฟีลิปปีกลับมารายงานว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีที่นั่น ไม่มีปัญหา มีตำแหน่งต่างๆดูแลกันเป็นคริสตจักรเข้มแข็ง พวกเขายังเรี่ยรายเงินรามกันบริจาคมาให้เปาโลใด้ใช้สอยในเงานแพร่ธรรมด้วย เปาโลจึงหาเวลาว่างจากงานทอเต็นท์ปรึกษาทั้ง 2 คนเรื่องการเขียนจดหมายถึงชาวเธสะโลนิกาที่มีปัญหา ใช้เงินบริจาคของชาวฟีลิปปีจัดหาเครื่องเขียนอันได้แก่กระดาษปาปิรุสปึกหนี่ง ปากกาไม้อ้อ น้ำหมึก และคบเพลิงให้ความสว่างในเวลากลางคืน ใช้เวลากลางคืนก่อนนอนวันละสัก 2 ชั่วโมง วันหนึ่งควรเขียนได้สัก 1 หน้า โดยเปาโลขานคำบอกให้เป็นวรรคๆ สิลาสและธิโมทีช่วยกันเขียนตัวบรรจงอย่างระมัดระวังมิให้ผิดพลาดโดยไม่จำเป็น สถานที่ก็คงจะใช้ห้องทอเต็นท์นั่นเองโดยจุดคบเพลิงให้ความสว่าง

 

จดหมายฉบับที่ 1 ถึงชาวเธสะโลนิกา

            คำทักทาย “จากเปาโล สิลาสและทิโมธี ถึงคริสตจักรแห่งเธสะโลนิกา ซึ่งอยู่ในพระเจ้าพระบิดา และในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอพระหรรษทานและสันติสถิตอยู่กับท่านทั้งหลาาย”

นับว่าเปาโลได้สร้างรูปแบบคำขึ้นต้นจดหมายของชาวคริสต์ไว้ให้ และสำนวน “ในพระเจ้า in God”, “ในพระคริสต์ in Christ”, ขอพระหรรษทานและสันติสถิตอยู่กับท่าน/และกับท่านด้วย Grace and Peace be with you/ and also with you.” ยังติดปากติดปากกาชาวคริสต์มาจนทุกวันนี้”

“ท่านเป็นแบบอย่างให้กับผู้มีความเชื่อทุกคนในแคว้นมาซิโดเนียและแคว้นอาคายา…ความเชื่อของท่านในพระเจ้านี้ยังเลื่องลือไปทั่วทุกหนทุกแห่งจนเราไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีก” ข้อความนี้เป็นโวหารวาทศิลป์ ในขณะเดียวกันก็แสดงจิตใจภาวะผู้นำของนักอบรมที่คร่ำหวอด คือ มีเป้าหมายตำหนิติเตียนความบกพร่องของผู้รับการอบรมซึ่งละเลยไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ให้เสียกำลังใจ จึงใช้สูตรลูบหลังแล้วตบหัวซึ่งเชื่อว่าหลังจากลูบหลังให้สบายอารมณ์แล้วจะยอมให้ตบหัวแต่โดยดี ได้ผลตามเป้าหมายของการอบรม

“เราห่วงใยท่าน จึงปรารถนาจะมอบให้ท่าน มิเพียงแต่ข่าวดีของพระเจ้าเท่านั้น แต่เราพร้อมจะมอบแม้ชีวิตของเราแก่พวกท่าน เพราะท่านทั้งหลายทุกคนเป็นที่รักยิ่งของเรา” นับเป็นการลูบหลังชุดที่ 2 ก่อนตบหัว

“พวกท่านได้รับทุกข์ทรมานจากการกระทำของเพื่อนร่วมชาติ เหมือนที่พระเยซูเองก็รับความทุกข์ทรมานจากเพื่อนร่วมชาติชาวยิวถึงชีวิต พวกเราก็ถูกเบียดเบียนกันทั่วหน้า…ผู้ทำบาปเสมอไม่ยอมสำนึกผิดจะได้รับโทษในที่สุด” นับว่าเป็นการลูบหลังชุดที่ 3 ด้วยการสร้างอารมณ์ร่วมก่อนที่จะตบหัว

“พี่น้องทั้งหลาย เราเพิ่งจากกันหยกๆ เป็นการห่างกันทางกายเท่านั้น แต่ใจนั้นยังใกล้ชิดกันดังเดิมนะ เรากระหายอย่างแรงกล้าจะได้พบหน้ากันอีก … ขอให้ท่านมีความรักต่อกันและต่อทุกคน เพิ่มพูนขึ้นอย่างเหลือล้น ดังที่เรารักท่าน” นับเป็นการลูบหลังชุดที่ 4 ด้วยการฟื้นความหลังแห่งความสนิทสนมรักหวังดีต่อกันด้วยจิตใจบริสุทธิ์ผุดผ่องชนิดที่ไม่มีอะไรจะทำให้เจือจางลงได้ แม้จำเป็นจะต้องตบหัวกันบ้างก็ตาม เป็นการเตรียมลู่ทางที่จะต้องตบหัวกันเพราะความรักหวังดี

“พี่น้องทั้งหลาย เราไม่อาจปล่อยให้ท่านเข้าใจอย่างผิดๆเกี่ยวกับผู้ล่วงลับไปก่อน ที่ร่างกายเน่าเปื่อยไปแล้ว กลัวว่าจะไม่มีร่างให้ฟื้นคืนชีพ ไม่ต้องวิตกกังวลในเรื่องนี้จนสิ้นหวังเหมือนคนไม่มีความหวัง เราเชื่อว่าพระเยซูเจ้าได้สิ้นพระชนม์จริงและได้ทรงกลับคืนพระชนมชีพจริงในร่างกายเหมือนอย่างเดิม จึงเชื่อได้ว่าพรองค์จะทรงนำบรรดาผู้หลับไปก่อนเหล่านั้นมาอยู่กับพระองค์ได้อย่างเดิมเช่นกัน (คือสำหรับพระเยซูนั้นการที่รักษาพระศพของพระองค์ไว้ในหลุมฝังศพมิให้แปรสภาพสลายตัวตลอด 3 วัน 3 คืน กับการทำให้ศพที่สลายตัวเป็นผงธุลีไปแล้วกลับคืนชีพใหม่เป็นเรื่องจะว่ายากก็ยากพอกัน จะว่าง่ายก็ง่ายพอกัน เพราะไม่มีอะไรที่พระองค์จะทรงทำไม่ได้ นอกจากทำเรื่องขัดแย้งไม่ให้ขัดแย้ง นั่นแหละที่ทำไม่ได้) เราจึงขอบอก (ฟันธงเลิกกังขาใดๆได้เลย) ว่า เราผู้ยังมีชีวิตถึงวันนั้นที่พระองค์จะเสด็จ เราจะไม่ได้เปรียบบรรดาผู้ล่วงลับไปก่อนหน้า…บรรดาผู้ที่ตายไปก่อนในพระคริสต์ไม่ว่านานเท่าไรมาแล้ว จะได้กลับคืนชีพและขึ้นไปหาพระเยซูก่อนพวกเรา ต่อจากนั้นพวกเราที่ยังไม่ตาย (ก็จะไม่ต้องตาย) จะมีชีวิตต่อไป จะถูกรับขึ้นไปในกลุ่มเมฆพร้อมหน้าพร้อมตาผู้ไปคอยอยู่ก่อน ไปพบองค์พระผู้เป็นเจ้าในท้องฟ้า เราจะได้อยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้าตลอดไป  จงปลอบใจกันและกันตามนี้เถิด” คือ ไม่ต้องกังวลใจกลัวว่าร่างกายสลายเป็นธุลีไปแล้วจะฟื้นคืนชีพไม่ได้ เพราะถ้าธุลีฟื้นคืนชีพไม่ได้ พระศพของพระเยซูที่ตายไป3วันก็ฟื้นคืนชีพไม่ได้เหมือนกัน เพราะทหารโรมันเอาหอกแทงหัวใจให้แน่ใจว่าหัวใจทำงานต่อไม่ได้แล้วจริงๆ ในเมื่อหัวใจของพระเยซูกลับมาทำงานใหม่ได้ ศพของชาวเธสะโลนิกาก็กลับมามีอวัยวะทุกส่วนทำงานได้เช่นกัน ไม่ต้องเป็นห่วง นับเป็นการตบหัวเบาๆเบาะๆก่อน ตามมาด้วยการตบเปรี้ยงใหญ่ต่อมา

ปัญหาใหญ่ที่ทำให้เปาโลต้องรีบเขียนไปปรับความเข้าใจเป็นการใหญ่ และกลัวว่าผู้อ่านจะไม่ยอมเชื่อฟังง่ายๆ คือเรื่องกำหนดกาลเวลาแห่งการสิ้นโลกก่อนการฟื้นคืนชีพของผู้ตายทุกคนและการพบพระเยซูพร้อมหน้าพร้อมตาบนท้องฟ้าในอากาศ ก่อนที่คนทำตามคำสอนของพระเยซูจะได้มีชีวิตนิรันดรกับพระองค์ในสวรรค์ ส่วนคนไม่สมัครใจเป็นศิษย์ของพระองค์ก็ไม่ต้องเข้าและไม่ควรเข้า จะไปทางไหนก็น่าจะตามใจ แต่ไม่ใช่สวรรค์ของพระองค์ รายละเอียดเหล่านี้เรียกตามศัพท์ปรัชญาศาสนาคริสต์ว่า parousia ซึ่งเชื่อว่าเปาโลคงมิได้รับฟังทั้งหมดมาจากพระเยซู แต่รู้มาจากอัครสาวกที่ได้ฟังจากพระเยซู และเปาโลได้รับฉันทานุมัติจากพระเยซูให้ขยายผลและเผยแผ่ภายใต้การนำของพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์

เปาโลคงได้สอนเรื่องนี้ในขณะอยู่กับพวกเขาตามที่เข้าใจมาจากอัครสาวก ทำให้ผู้ฟังเข้าใจว่าวันสิ้นโลกจะมาถึงในเร็ววัน จึงเอาแต่ตั้งตาตั้งใจคอยทุกลมหายใจโดยไม่ยอมวางแผนชีวิตทำงานทำการ คือ ถ้าคิดอย่างคนรู้มาก ก็อยากจะไม่ต้องตายดีกว่าต้องตาย ถ้าไม่ต้องตายโดยวันสิ้นโลกมาถึงขณะยังมีชีวิตอยู่ ก็จะเหาะขึ้นสวรรค์ได้เลย พวกที่ชอบอย่างนี้ก็เลยทึกทักอุบเอาจริงไปเสียเลยว่าเปาโลได้สอนไว้อย่างนั้น ก็ต้องเชื่ออย่างหัวชนฝาเหมือนเรื่องอื่นๆที่ได้ฟังจากเปาโล ซึ่งเปาโลตกใจมากที่ได้ยินข้อสรุปอย่างนี้ จนต้องรีบเขียนและส่งและกำชับให้อ่านให้ทุกคนได้รับรู้ นับเป็นการตบหัวอย่างแรง โดยกล่าวว่า” พี่น้องทั้งหลาย ไม่จำเป็นเลยที่ข้าพเจ้าจะต้องเขียนบอกท่านเรื่องวันเวลาที่กำหนด แต่ก็จำเป็นต้องบอก (เพราะปล่อยให้เข้าใจผิดอย่างนั้นไม่ได้)  ท่านทั้งหลายรู้อยู่แล้ว (เพราะได้พูดได้สอนกันไว้แล้ว) ว่า วันที่พระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้าจะมานั้น จะมาเหมือนขโมยที่มาตอนกลางคืน” คือไม่บอกให้รู้วันเวลาล่วงหน้า เพราะฉะนั้นไม่ต้องคาดไม่ต้องเดาอะไรทั้งนั้น มาเมื่อไรก็เมื่อนั้น ไม่ต้องตื่นเต้น ไม่ต้องตกใจ ขอให้เชื่อฟัง ขอกำชับอย่างแรง จะว่าตบหน้าอย่างแรงก็ใช่ เพื่อให้เชื่อจริงๆ และไม่ต้องมโนกันอีก

ลงท้ายด้วยการปลอบขวัญให้กำลังใจและเตือนสติ “ท่านทั้งหลายเป็นบุตรแห่งความสว่างและบุตรฝ่ายกลางวัน จงรู้จักประมาณตน ไม่เมา จงสวมความเชื่อและความรักเป็นเกราะป้องกัน จงสวมความหวังที่จะได้รับความรอดพ้นเป็นเกราะป้องกันศีรษะ จงร่าเริงเสมอ จงละเว้นความชั่วทุกรูปแบบ เมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จมา พระองค์จะทรงเรียกท่าน เพราะพระองค์ทรงซื่อสัตย์ต่อคำมั่นสัญญา

ปิดท้ายด้วยคำอวยพร “ขอพระหรรษทานของพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา สถิตกับท่านทั้งหลาย เทอญ

ที่สำคัญที่สุดก็คือที่มาจากร้อยพ่อพันแม่แต่อยู่ในอาณาจักรของพระเมสสิยาห์ด้วยกัน ต้องรักสามัคคีกันให้ได้ ซึ่งจะมีปัญหาให้เปาโลต้องแก้ให้ตก (โปรดติดตามต่อไป) ทำอย่างนี้อย่างมีความสุขบริสุทธิ์อยู่3สัปดาห์ ก็มีเรื่องให้เดือดเนื้อร้อนใจอีก เพราะมีบ่างช่างยุจากฟีลิปปีมาค้าขายถึงเธสะโลนิกา พอเห็นว่าเปาโลหนีไม่ใช่มากบดาน แต่มาปลุกระดมแบบเดียวกับที่ฟีลิปปี จึงปลุกระดมซ้อนให้รังเกียจเปาโลอย่างทนต่อไปไม่ไหว ชวนกันทันทีไปที่ร้านทำเต็นท์ของนายเจสัน คิดจะล่าเอาตัวไปทำให้หายสาบศูนย์อย่างคนพลัดถิ่นหายตัวไป ไม่มีเจ้าทุกข์ บังเอิญเปาโลไม่อยู่ในร้าน (หรือจะรู้แกวเหมือนมีสังหรณ์) ไม่รู้หลบหน้าไปทางไหน รอเท่าไรก็ไม่ยอมกลับมา คอยจนคอยไม่ไหวฝ่ายปองร้ายก็ล่าถอยไปตั้งหลัก เจอตัวเมื่อไรเป็นเจอดี พอเปาโลเข้าถึงร้านเจสันระล่ำระลักขอร้องให้เปาโลรีบหนีเอาตัวรอดทันที (ตอนนี้เจสันมีศรัทธาในพันธกิจของเปาโลแล้ว) เปาโลไม่มีทางอื่นให้เลือกนอกจากรีบออกจากเธสะโลนิกาอย่างรวดเร็วเพื่อมิให้เจสันและผู้ศรัทธาอื่นๆต้องเดือดร้อน เจสันให้ลูกน้องพาเปาโลรีบลี้ภัยในระหว่างคืนนั้นเอง โดยกำชับให้ดูแลนำไปส่งถึงบ้านของเพื่อนสนิทที่เมืองเบโรอา (Boeroa) ให้ช่วยดูแลให้ปลอดภัยต่อไป ส่วนสิลาสให้คอยทิโมธีแล้วตามเปาโลไปด้วยกันภายหลัง วันเสาร์เปาโลไปประกาศข่าวดีที่ธรรมศาลาประจำเมืองที่มาถึงใหม่ๆ ข่าวไปถึงเธสะโลนิกาอย่างรวดเร็ว เพียงข้ามไปวันเดียวก็มีคนมาสอดแนมถามหาว่าเปาโลอาศัยอยู่กับใคร ผู้เพิ่งศรัทธาต่อเปาโลในเมืองเบโรอาเห็นเป็นเรื่องวางเฉยไม่ได้ รีบเร่งเร้าให้เปาโลรีบหนีต่อไปดีกว่า นัดทั้งสิลาสและธิโมทีให้ไปพบกันที่เอเธนส์ ศิษย์ที่เบโรอาซื้อตั๋วเรือโดยสารให้เปาโลและตัวเองพาไปส่งยังบ้านของเพื่อนฝูงที่เอเธนส์ จนแน่ใจว่าเปาโลปลอดภัยแล้วจึงซึ้อตั๋วเรือกลับเบโรอา เปาโลรอธิโมทีและสิลาสจนพร้อมหน้าแล้วจึงพากันเดินทางต่อไปที่โคริทธ์โดยโดยสารรถม้า คิดจะไปหางานทำทอเต็นท์เหมือนที่เธสะโลนิกา แต่ระหว่างทางพบครอบครัวยิวที่รับเชื่อข่าวดีแล้วจากกรุงโรมมาตั้งหลักแหล่งที่โครินธ์ จึงเชิญเปาโลไปอยู่ด้วย เปาโลอยู่ที่โครินธ์ถึงปีครึ่ง(ตั้งแต่ต้นปีค.ศ.51 ถึงกลางปีค.ศ.52 ณที่นี้เองเปาโลมีเวลาคิดและเขียนจดหมายถึงชาวเธสะโลนิกาถึง 2 ฉบับ ผลก็คือเปาโลได้ตั้งคริสตจักรเธสะโลนิกาสำเร็จอย่างดี มีนามบิชอพท่านแรกปกครองรับรู้ในประวัติศาสตร์นามว่าแอร์เริสทาร์เขิส (Aristarchus)  ต่อมาในปีค.ศ.205 จักรพรรดิเดสเฉิส (Decius) ได้จัดตั้งอาณานิคมทหารผ่านศึกยิวณชานเมืองนี้ หมายความว่าจัดสรรที่ดินให้แก่ชาวยิวที่รับราชการในกองทัพโรมันจนถึงเกษียณอายุ เพื่อให้ทำการเกษตรเลี้ยงชีพและมอบเป็นมรดกแก่ทายาทได้ ทำให้ประชากรยิวเพิ่มขึ้นเป็นครึ่งหนึ่งของพลเมือง และเมื่อจักรพรรดิคานสเถินทีน (Constantine) ย้ายเมืองหลวงจากโรมไปที่เขินสแทนเถอโนว์เผิล (Constantinople) แล้ว เมืองเธสะโลนิกาก็มีความสำคัญรองจากเขินสแทนเถอโนว์เผิลเท่านั้น ในปีค.ศ.390 เมื่อจักรพรรดิธีเออโดว์เสียสมหาราช (Theodosius the Great) ประทับอยู่ที่มิแลน (Milan) ภาคเหนือของอิตาลีเกิดความปั่นป่วนในเมืองเธสะโลนิกา ฆ่าทหารโรมันไปหลาายคน จักรพรรดิจัดการลงโทษโดยจัดการแข่งกีฬาให้มีคนมาชมเยอะๆแล้วให้ทหารจู่โจมเข้าห้ำหั่นโดยไม่ให้รู้ตัว ฆ่าคนตายไปราว 7,000 คน ข่าวนี้ไปถึงหูของอัครมุขนายกแอมโบรสแห่งมิแลน (Archbishop of Milan) จึงเขียนจดหมายถึงจักรพรรดิให้สำนึกผิดและทำการใช้โทษบาป 8 เดือนโดยทุกวันอาทิตย์ให้ร่วมพิธีมิสซาอยู่นอกประตูโบสถ์สารภาพผิด จึงอภัยบาปให้ ค.ศ.904 กษัตริย์มุสลิมซาราเซน (Saracen) เข้ายึดได้จากมหาอาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ค.ศ.1185 เป็นของคณะครูเสด 1430 เป็นของมหาอาณาจักรออตโตมาน ค.ศ.1913 เป็นของประเทศกรีซ เป็นสนามรบของสงครามโลกทั้ง 2 ครั้ง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s