จดหมายถึงชาวเธสะโลนิกา 2

Fountain of Peirene at Corinthซอกแซกหามาเล่า (273)

จดหมายถึงชาวเธสะโลนิกา 2

 

ความนำ

            มกราคม ค.ศ.50 เปาโลอายุ 40 ปี เดินทางจากเอเธนส์โดยสารรถม้าสาธารณะไปทางตะวันตกสู่โครินทร์พร้อมกับทิโมธีและสิลาส บนรถม้าพบครอบครัวยิวพ่อค้าเต็นท์เชื่อในพระเยซูถูกขับไล่จากกรุงโรมมาตั้งโรงงานใหม่ที่โครินธ์ ชื่ออควีลา (Aquila) และปริสชิลลา(Priscilla) เปาโลจึงสมัครรับจ้างทำเต็นท์และขอพักอยู่ประจำ ส่งทิโมธีไปเยี่ยมส่งข่าวและสืบข่าวคริสตจักรแห่งเธสะโลนิกาที่เพิ่งจากมาอย่างรีบด่วน และส่งสิลาสไปเยี่ยมคริสตจักรฟีลิปปี ทิโมธีกลับมารายงานว่าคริสตจักรเธสะโลนิกามีกำลังใจดี แต่มีปัญหาบางประการที่ต้องการคำแนะนำจากเปาโลโดยฉะเพาะอย่างยิ่งว่าบรรพบุรุษของพวกเขาจะมีสิทธิ์ฟื้นคืนชีพหรือไม่ เพราะเปาโลสอนไว้ว่าเมื่อพระเยซูเสด็จมาครั้งที่ 2 พวกเราที่เชื่อในพระองค์จะได้ไปต้อนรับพระองค์บนท้องฟ้าและพระองค์จะนำหน้าพาเข้าสู่อาณาจักรแห่งสวรรค์ พวกเขาพอใจมากกับคำยืนยันนี้ แต่พวกเขามีปัญหาว่า และถ้าใครตายไปก่อนจะทำอย่างไร ส่วนสิลาสนำเงินบริจาคของคริสตจักรฟีลิปปีมามากพอที่เปาโลไม่จำเป็นต้องทำงานเพื่อมีเวลาเผยแผ่ข่าวดีมากขึ้น เปาโลจึงเขียนจดหมายไปถึงชาวเธสะโลนิการับรองว่าผู้ที่ตายไปก่อนจะได้ฟื้นคืนชีพและไปต้อนรับพระเยซูบนท้องฟ้าก่อนผู้ไม่ตายเสียอีก จึงไม่ต้องเป็นห่วง ซ้ำยังยืนยันให้กำลังใจเกินจำเป็นไปอีกหน่อยเพื่อแสดงความเป็นกันเองว่า “เราผู้ยังมีชีวิตและรออยู่จนถึงวันที่องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราเสด็จมา…เราผู้ยังมีชีวิตอยู่ จะถูกรับขึ้นไปในกลุ่มเมฆพร้อมกับพวกเขา” ข้อความนี้ถูกใจพวกไม่อยากตาย คือไม่อยากให้วิญญาณออกจากร่างกายและร่างกายกลายเป็นศพ แต่อยากให้ชีวิตนี้กลายเป็นชีวิตอมตะนิรันดรไปโดยอัตโนมัติ จึงพยายามตีความให้เข้าสเป๊กของตนโดยอ้างว่าเป็นคำสอนของเปาโลโดยปริยายและปรับชีวิตให้เข้ากับความเชื่อนี้อย่างเต็มร้อย พวกเขามีความตื่นเต้นกระตือรือร้นที่จะใช้เวลาไปอยู่ตามที่สาธารณะเพื่อหาใครก็ได้ที่ยอมฟังเขาประกาศอย่างตื่นเต้นออกหน้าออกตาว่า ใครก็ตามที่เชื่อในพระเยซู นอกจากตัวเองจะมีชีวิตอมตะนิรันดรทั้งวิญญาณและกายซึ่งถ้าไม่รีบตายเสียก่อนที่พระเยซูจะมารับเอาตัวไปขึ้นสวรรค์ ก็จะไม่ต้องผ่านความตาย คือ วิญญาณไม่ต้องออกจากร่างแล้วค่อยกลับเข้ามารวมกันใหม่ คือ ไม่อยู่ในประเภทบรรพบุรุษที่จะได้ฟื้นคืนชีพ ซึ่งก็นับว่าดีอยู่ แต่ไม่ถึงใจพระเดชพระคุณเท่าประเภทไม่ต้องตาย แต่จากสภาพมนุษย์เดินดินกลายเป็นเทวดาเดินฟ้าไปชั่วพริบตา “เราจะได้อยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้าตลอดไป จงใช้ถ้อยคำเช่นนี้ปลอบใจกันเถิด” (1เธสะโลนิกา  4:17-18) จึงมีการเสนอโปรโมชั่นแบบต่างๆเพื่อให้ตัวเองได้อยู่ในประเภทไม่ต้องตายก่อนไปสวรรค์ แค่นี้ยังพอทำเนา เปาโลได้ข่าวมาว่าบางคนไปไกลกว่านั้นอีก จนเปาโลทนไม่ไหว ต้องรีบเขียนจดหมายไปชี้แจงปรับความเข้าใจด้วยสำนวนค่อนข้างจะดุดัน เพราะในจดหมายฉบับแรก เปาโลได้ใช้สำนวนกำกวมที่ชวนให้ตีความเข้าล็อคของคนกลุ่มนั้นหนักเข้าไปอีกว่า  “เราขอบอกท่านว่า เราผู้ยังมีชีวิตและรออยู่จนถึงวันที่องค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมา จะไม่ได้เปรียบบรรดาผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว” (1เธสะโลนิกา 4:15) พวกเขาตีความว่า “เรา”หมายถึงเปาโลเองและพวกเขาจะไม่ต้องตายก่อนจะถึงวันนั้น พวกเขาจึงทำตัวเป็นอภิสิทธิชน ไม่อยากทำมาหากิน เพราะในไม่ช้าก็จะได้ขึ้นสวรรค์แล้ว ไม่รู้จะทำงานหาเงินไว้ทำไม และพวกเขาก็เลยทำตัวเป็นเนื้อนาบุญ  รับส่วนบุญเพื่อยังชีพรอวันสิ้นโลกที่จะมาถึงในชั่วชีวิตของ”เรา” ซึ่งเปาโลยอมรับไม่ได้

จดหมายถึงชาวเธสะโลนิกาฉบับที่ 2 นี้จึงมีเรื่องปรับความเข้าใจอยู่ 2 เรื่อง คือ เรื่องกำหนดการสิ้นโลกไม่เร็วอย่างที่คิด และเรื่องกินเงินทำบุญ และเปิดประเด็นใหม่คือมนุษย์ชั่วร้ายสมุนของซาตาน

 

กำหนดการสิ้นโลก      

“พี่น้องทั้งหลาย เรื่องการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา และเรื่องการชุมนุมของเราเพื่อพบกับพระองค์นั้น เราวอนขอท่านอย่ารีบด่วนหวั่นไหวหรือตกใจ ไม่ว่าเพราะคำพยากรณ์ที่อ้างว่ามาจากพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์ หรือเพราะคำพูด หรือจดหมายที่อ้างว่ามาจากเรา ประหนึ่งว่าวันขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาถึงแล้ว อย่าให้ใครหลอกลวงท่านโดยวิธีใดเลย” (2เธสะโลนิกา 2:1-3) ก็หมายความว่าไม่มีกำหนด และเปาโลเองไม่รู้กำหนด เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ใครอ้างใครและอะไรก็เชื่อไม่ได้ทั้งสิ้น           

 

เรื่องกินเงินทำบุญ

“ถ้าผู้ใดไม่อยากทำงานก็อย่ากิน เรากำชับและเตือนคนเช่นนี้ว่าในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้า ให้ทำงานอย่างสงบและหาเลี้ยงชีพด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง” (2เธสะโลนิกา 3:10-12)

 

 

เรื่องสมุนของซาตาน

“การมาของมนุษย์ชั่วร้ายจะเกิดขึ้นด้วยฤทธิ์อำนาจของซาตาน ที่แสดงออกเป็นการทำปาฏิหาริย์เป็นเครื่องหมาย และเป็นปาฏิหาริย์อันหลอกลวงชนิดต่างๆ มนุษย์ชั่วร้ายนี้จะใช้เล่ห์เหลี่ยมชั่วช้าทุกอย่างทำร้ายผู้จะต้องพินาศ เพราะพวกเขาปฏิเสธไม่ยอมรับความจริงที่ทำให้รอดพ้น…ดังนั้นทุกคนที่ไม่ยอมเชื่อความจริง แต่พึงพอใจความชั่วร้ายจะถูกตัดสินลงโทษ” (2เธสะโลนิกา 2:9-12)  

ทั้ง 3ประเด็นนับเป็นประเด็นร้อน (hot issue) ในวงการศาสนาของมหาอาณาจักรโรมันซึ่งให้เสรีภาพในการนับถือและเผยแผ่ศาสนาในลักษณะที่แข่งขันกันได้ภายในกรอบของกฎหมายโรมัน เปาโลจึงต้องคิดหนักในเรื่องนี้และพยายามเสนอคำสอนของศาสนาใหม่ของตนให้เด่นกว่าศาสนาอื่นๆที่เป็นคู่แแข่งทั่วมหาอาณาจักรโรมันให้จงได้ และว่ากันตามข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ก็ต้องยอมรับว่าเปาโลทำได้สำเร็จในชั่วชีวิตของตน มิฉะนั้นแล้วศาสนาของพระเยซูก็คงมิได้ผงาดขึ้นเป็นศาสนาของมหาอาณาจักรโรมันในเวลา 3 ศตวรรษ จึงต้องนับว่าเป็นเรื่องน่าจับประเด็นศึกษาดูความเป็นมาเป็นอย่างยิ่ง สรุปเป็นประเด็นที่จะต้องพิจารณาก็คือ เรื่องโลกหน้า เรื่องพลังของความชั่วที่จะต้องเอาชนะ และการกำชับให้ขยันทำการอย่างแข็งขันตลอดชีวิต

ศาสนาต่างๆที่ถือว่าเป็นศาสนาของมหาอาณาจักรโรมันขณะนั้น มีแหล่งกำเนิดจาก 5 แหล่งที่สำคัญ คือ เมโสโพเทเมีย อียิปต์ ปาเลสไตน์ เปอร์เซียและกรีซ ทั้ง 5 แหล่งพัฒนามาจากแหล่งรวมคือศาสนาของมนุษย์ยุคหิน

 

โลกหน้าของมนุษย์ยุคหิน

มนุษย์ยุคหินยังไม่รู้จักเขียนหนังสือ จึงไม่มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรทิ้งไว้บอกให้เรารู้ได้ว่าเขาเชื่อเรื่องโลกหน้าอย่างไรบ้าง มีแต่หลักฐานวัตถุและร่องรอยการปฏิบัติที่แสดงออกตามความเชื่อถือ หลักฐานโดยรวมพอจะสรุปได้อย่างน่าเชื่อถือว่าพวกเขาโดยทั่วไปเชื่อว่ามีโลกหน้า และโลกหน้าโลกนี้อยู่ในมิติเดียวกัน พวกเขาเชื่อว่าชีวิตทั้งหลายมาจากครรภะแห่งทัองฟ้า พวกเขาไม่สนใจที่จะกำหนดว่าเป็นเจ้าพ่อหรือเจ้าแม่ เพศชายหรือเพศหญิง ที่แน่ๆคือชีวิตทุกชีวิตมาจากครรภะ เติบโตและดำรงชีวิตภายในอ้อมกอดของครรภะ เกิดคือการที่ชีวิตหน่วยหนึ่งเลือกเอาสสารส่วนหนึ่งเป็นเครื่องมือทำการ ตายก็คือการที่ชีวิตหน่วยหนึ่งสละร่างที่เป็นเครื่องมือเพื่อกลับคืนสู่ครรภะ ก่อนจะยอมเข้าครรภะก็อาจจะเถลไถลวนเวียนเป็นผีซุกซนหลอกหลอนหรือช่วยเหลือผู้ยังมีชีวิตตามอัธยาศัย จึงเห็นได้ว่าวงจรชีวิตของผีก็เป็นส่วน 1 ของวงจรชีวิตของผู้เป็นอย่างแยกกันไม่ออก วนเวียนเป็นผีซุกซนจนเบื่อแล้วก็เข้าไปอยู่ในครรภะเพื่อซักฟอกจิตใจให้สะอาดเตรียมหาที่เกิดใหม่ บางคนรีบร้อนไม่รอให้ซักฟอกให้สะอาดเสียก่อนก็ชิงมาเกิดด้วยคุณภาพชีวิตต่ำกว่ามาตรฐาน

หลักฐานยืนยันความเชื่อดังกล่าวก็คือ 1. เมื่อพวกเขาสามารถสร้างอนุสรณ์แห่งศรัทธาต่อท้องฟ้าครรภะและสุริยะซึ่งเป็นโอรสองค์โปรดของครรภะ พวกเขาก็ทุ่มเทสร้างอนุสาวรีย์หินใหญ่(Megalith)ไว้ในที่ต่างๆโดยมิได้นัดแนะ แต่ทุ่มเทสร้างด้วยจิตศรัทธาที่มีความสุขเมื่อทำได้สำเร็จ 2. ตามถ้ำลึกๆในส่วนที่มีรูปลักษณ์เป็นครรภะมาตราส่วนย่อ มีพบได้มากมายที่พวกเขาจัดเป็นสถานที่สักการครรภะ 3. พวกเขาชอบแกะสลักรูปสตรีจ้ำม่ำเพื่อเป็นตัวแทนถึงครรภะ

มนุษย์ยุคหินคงยังไม่ถามปัญหาว่า ชีวิตที่เวียนเกิดระหว่างครรภะกับชีวิตในร่างนั้นเป็นอมตะแค่ไหน เรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญของศาสนาโบราณที่สืบต่อจากศาสนายุคหิน แต่สำหรับเปาโลเป็นเรื่องสำคัญ เพราะพลเมืองโรมันแม้จะ อยู่ในยุคโบราณ นับถือศาสนาแบบโบราณ แต่กระบวนทรรศน์และความเชื่อของบางคนและอาจจะมากเสียด้วยที่ยังไปปรับตัวเข้ากับกระบวนทรรศน์ คือเขาอาจจะอ้างว่านับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่งที่เป็นศาสนาโบราณ แต่ความเชื่อเรื่องโลกหน้าของเขาอาจจะเป็นแบบดึกดำบรรพ์ยุคหิน คือ เมื่อชีวิตหรือวิญญาณกลับเข้าไปถูกซักฟอกในครรภะหลายครั้งเข้า ก็อาจจะลืมอดีตของตัวเองไปตามลำดับ ทำให้รู้สึกว่าวิญญาณเป็นอมตะหรือไม่ ไม่เป็นเรื่องน่าสนใจมากเท่ากับทำอย่างไรให้ร่างกายเป็นอมตะ ถ้าอย่างนี้ละก็น่าสนใจมากๆ และอยากให้เป็นจริงเร็วๆ อย่างที่ศิษย์ของเปาโลกลุ่มหนึ่งที่เธสะโลนิกาอยากจะนั่งคอยนอนคอยให้เป็นจริงในวันนี้พรุ่งนี้ให้จงได้

เรื่องนี้เปาโลดูแล้วเล่นไม่ยาก เสนอพระสัญญาของพระเยซูเข้าไปเปรียบเทียบก็เห็นความต่างชัดเจน ครรภะแม้จะเกื้อกูลให้ต่อชีวิตไปได้เรื่อยๆ แต่ก็ไม่มีอะไรค้ำประกันความเป็นอมตะ นอกจากตัวเองต้องดันทุรังไปตามยถากรรม ผิดกับพระเยซูที่กระตือรือร้นที่จะประทานชีวิตนิรันดรอย่างออกหน้าออกตา “พี่น้องทั้งหลาย เราเชื่อว่าพระเยซูเจ้าสิ้นพระชนม์และทรงกลับคืนพระชนมชีพ เราจึงเชื่อได้ว่า…เมื่อมีเสียงแตรของพระเจ้า บรรดาผู้ตายในพระคริสตเจ้าจะกลับคืนชีพก่อน ต่อจากนั้นเราผู้ยังมีชีวิตอยู่จะถูกรับขึ้นไปในกลุ่มเมฆพร้อมกับพวกเขา ไปพบองค์พระผู้เป็นเจ้าในท้องฟ้า เราจะได้อยู่กับพระองค์ตลอดไป จงใช้ถ้อยคำเช่นนี้ปลอบใจกันเถิด” (1เธสะโลนิกา 1:14-18) ผู้อ่านรู้สึกได้ทันทีว่าเปาโลพยายามใช้โวหารให้ดูเป็นเรื่องยิ่งใหญ่มโหฬาร ก็ควรเป็นเช่นนั้น เพราะตรงนี้เป็นจุดขายของเปาโล หากชีวิตอมตะที่เปาโลนำออกเสนอ ไม่ต่างอะไรนักกับที่มีอยู่เดิม ใครจะสนใจสินค้าที่เปาโลสู้อุตส่าห์นำข้ามน้ำข้ามทะเลมาให้เปรียบเทียบเพื่อเลือก ในกรณีของผู้ยังหวังแค่ครรภะให้ได้เกิดใหม่ ก็จะตัดสินใจไม่ยากที่จะเลือกข้อเสนอใหม่ของเปาโล จึงเห็นได้ว่าเปาโลนอกจากจะต้องต่อสู้เพื่อหาเวทีเสนอสินค้าตัวใหม่ที่มีเดิมพันสูงแล้ว ยังต้องจับให้ถูกจุดสนใจของผู้ฟังที่มีทุนเดิมต่างๆกัน ดังได้ยกขึ้นเป็นอุทธาหรณ์ ไหวพริบของเปาโลยังมีอีกมากที่จะต้องค่อยๆคลี่ออกดูอย่างละเมียดละไม ที่น่าสังเกตก็คือ ชาวเธสะโลนิกาที่เปาโลกล่าวถึงนี้น่าจะมีเบื้องหลังมาจากหลายชนเผ่า คือ กรีก โรมัน ยิว เมโสโพเทเมีย เปอร์เซีย อียิปต์ อนารยชน ซึ่งต่างก็พัฒนามาจากศาสนายุคหิน โดยต่างก็ได้รับการติดต่อจากเบื้องบนเฉพาะตัว และเฉพาะกลุ่มมาบ้างในฐานะบรรพบุรุษของมนุษยชาติ

 

โลกหน้าของชาวเมโสโพเทเมียเป็นตัวอย่าง

            เมโสโพเทเมียแปลว่าระหว่างแม่น้ำ หมายถึงดินแดนอุดมสมบูรณ์ระหว่างแม่น้ำยูเฟรทิสกับไทกริส ไม่มีชนเผ่าที่ชื่อว่าเผ่าเมโสโพเทเมีย โดยพัฒนามาจากมนุษย์ยุคหินในท้องที่โดยตรง ใครมาอยู่ในดินแดนแห่งนี้ก็ได้ชื่อว่าเมโสโพเทเมียน และจริงๆก็มีหลายชนเผ่าที่ผลัดกันขึ้นเป็นใหญ่และสร้างอารยธรรมแบบสืบเนื่อง ไม่ว่าจะมีกี่ชนเผ่าก็ตามที่มาใช้อำนาจบนผืนแผ่นดินนี้ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ร่วมสร้างอารยธรรมและศาสนาเมโสโพเทเมีย ทุกเผ่าที่ขึ้นเป็นใหญ่พร้อมใจรับศาสนาของผู้เป็นใหญ่มาก่อนและสืบทอดเจตนารมณ์ต่อไป และความเชื่อเรื่องโลกหน้าของศาสนาเมโสโพเทเมียก็เป็นความเชื่อที่สำคัญความเชื่อหนึ่งของมหาอาณาจักรโรมันในสมัยของเปาโลที่มาพร้อมกับความน่าเชื่อถือทางดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ ยิ่งกว่านั้นความเชื่อและคำสอนของศาสนาเมโสโพเทเมียทิ้งร่องรอยไว้มากมายในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิมของเปาโลและของชาวยิวทั้งหลายที่เปาโลจะต้องเผชิญหน้าอยู่ทุกวัน

พวกเขาขยายผลการนับถือองค์ครรภะเป็นบ่อเกิดของเจ้าพ่อเจ้าแม่หลายคู่ซึ่งให้กำเนิดแก่เทพเทวีและเทพบุตรเทพธิดาซึ่งเป็นอมทตะทั้งกายและปัญญา มีสวรรค์ดีลมุน (Dilmun) และอาณาจักรใต้บาบาลสำหรับเป็นที่เสวยสุขนิรันดร เทพเทวีที่ต้องการมีบริวารก็จะสร้างเมืองบนพื้นโลกและสร้างมนุษย์เพื่อเป็นบริวาร มนุษย์คนใดรับใช้ถูกอัธยาศัย เมื่อสิ้นอายุขัยก็ให้วิญญาณออกจากร่างและให้มีชีวิตอย่างวิญญาณไร้ร่างต่อไปชั่วระยะเวลาหนึ่งตามความดีความชอบ แล้วก็จะค่อยๆจางหายไปตลอดกาล วิญญาณจะเป็นอมตะไม่ได้นอกจากจะมีร่างกายเป็นอมตะด้วยเหมือนอย่างเทพเทวีทั้งหลาย กษัตริย์กิลกาเมชสืบรู้ว่าต้นราชวงศ์ของตน พระเจ้าอุชนาพิชทิมเป็นคนหนึ่งที่ได้รับเกียรตินี้ จึงพยายามดั้นด้นไปหาจนพบตัวและถามเคล็ดลับเพราะอยากจะได้สิทธิพิเศษนั้นด้วย คำตอบก็คือ เป็นเรื่องเทพประทาน ไม่อาจจะแสวงหาเองได้ ได้ฟังเช่นนั้นกิลกาเมชก็ปลงตก ทำใจได้และหาความสุขตามอัตภาพ ไม่ดิ้นรนหาเกินตัว ศาสนาเมโสโพเทเมียสอนกันอย่างนั้น ซึ่งศาสนายูดาห์รับมาเป็นเกณฑ์ชีวิตโดยไม่ตะเกียกตะกายให้เกินตัว

ความเชื่อโลกหน้าตามคติของศาสนาเมโสโพเทเมีย ดูเหมือนจะไม่มีอะไรให้ต้องคิดเปรียบเทียบกับโลกหน้าของพระเยซู แต่ประเด็นที่หนักหนาสำหรับเปาโลก็คือท่าทีปล่อยตามน้ำพระทัยของเบื้องบน ซึ่งถ่ายทอดมาเป็นคติของชาวยิวด้วย ขนาดอับราฮัมบิดาแห่งชาวเซมิติกทั้งหมด เมื่อได้รับพันธสัญญาให้ทิ้งทุกอย่างเพื่อไปสร้างชาติใหม่ ก็ได้รับค่าตอบแทนว่าจะเป็นบรรพบุรุษของชาติยิ่งใหญ่ แต่ก็ไม่มีสสัญญาข้อใดระบุว่าจะได้อะไรในโลกหน้า เมื่อความตายมาถึงก็ได้แต่มีความหวังว่าจะได้อะไรดีๆอย่างคุ้มค่า คัมภีร์บันทึกไว้เพียงสั้นๆว่า “สิ้นชีวิตในวัยชราอันยาวนานและผาสุก ไปรวมอยู่กับบรรพบุรุษ” (ปฐมกาล 25:7) โดยไม่รับรู้ว่าอยู่ที่ไหน วิญญาณเป็นอมตะหรือไม่  มีความสุขอย่างเดียวกับเทพหรือต่างกัน สถานที่เดียวกันกับสวรรค์ของเทพหรือคนละที่ตามคติของเมโสโพเทเมีย อะไรก็ไม่รู้ทั้งนั้น คนรุ่นต่อๆมาเวลาตายก็ใช้สำนวนแบบเดียวกัน แสดงว่ามีความพอใจกับชตากรรมของตนเหมือนกิลกาเมช ยังไงก็ได้ แล้วแต่พระยาห์เวห์จะพอพระทัยประทานให้

เปาโลเองก่อนอายุ 26 ปีก็ทำใจอย่างนั้น ไม่คิดจะทำอะไรเปลี่ยนพระลิขิตของพระยาห์เวห์ และรู้สึกทนไม่ได้ที่ได้ข่าวว่าพระเยซูเสนออะไรขึ้นมาเปลี่ยนโฉมหน้าพระยาห์เวห์ เปาโลยอมไม่ได้ พยายามดึงกลับสู่สถานภาพเดิม (status quo) และเมื่ออายุ 26 นั้นเอง เปาโลก็ประสบเหตุการณ์ที่พลิกผันชีวิตเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือ พระเยซูแสดงองค์เป็นเจ้าของทุกอย่างบรรดามีในเอกภพ ทรงแสดงพระประสงค์ที่จะปรับปรุงการดูแลเอกภพให้ทุกคนมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อตัวเองและต่อกันและกัน เพราะทั่วโลกคนมีปัญญาพอจะรับผิดและรับผิดชอบได้แล้ว จึงไม่ควรจะรอให้เบื้องบนจัดสรรให้ตามแต่จะเห็นควรอีกต่อไป เปาโลมีหน้าที่ทำให้คนเชื่อ ไปทางไหนก็จี้ระดมความคิดใหม่ระทางเรื่อยไป ได้ผลแค่ไหนก็ดำเนินการสืบสานต่อเนื่องเรื่อยไป วันหนึ่งออกแถลงนโยบายให้ลูกศิษย์นำไปเผยแพร่เป็นแนวปฏิบัติอย่างเป็นล่ำเป็นสัน “ในอดีต พระเจ้าตรัสกับบรรพบุรุษของเราโดยทางประกาศกหลายวาระและหลายวิธี ครั้นสมัยนี้เป็นวาระสุดท้าย พระองค์ตรัสกับเราโดยทางพระบุตร พระเจ้าทรงสถาปนาพระบุตรให้เป็นทายาทครอบครองทุกสิ่ง พระองค์ทรงสร้างจักรวาล เดชะพระบุตรนี้ พระบุตรทรงผดุงจักรววาลไว้ด้วยพระวาจาทรงฤทธิ์ บัดนี้พระบุตรได้ทรงลบล้างมลทินแห่งบาปเสร็จสิ้นแล้ว จึงเสด็จขึ้นสวรรค์ประทับ ณ เบื้องขวาแห่งพระมหิทธานุภาพ” (ฮีบรู 1:1-3) เปาโลรู้สึกว่าตนได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ยิ่งใหญ่และหนักอึ้ง เราจะดูกันต่อไปว่าเปาโลสำนึกในความรับผิดชอบนี้เพียงใด และพยายามทำประการใดบ้าง และได้ผลอย่างไร

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s