คริสตจักรเริ่มหยั่งเชิงที่กรุงเยรูซาเลมเป็นปฐม

jelusalem

ซอกแซกหามาเล่า (264)

คริสตจักรเริ่มหยั่งเชิงที่กรุงเยรูซาเลมเป็นปฐม

            พระเยซูประสูติที่เบธเลเฮม (ใต้เยรูซาเลมประมาณ 20 ก.ม.) เติบโตที่นาซาเร็ธ (เหนือเยรูซาเลมประมาณ 80 ก.ม.) จนถึงอายุ 30 ปี ต่อจากนั้นก็ทรงเร่ร่อนปฏิรูปอุดมการณ์ของชาวยิวเป็นเวลา 2 ½ ปี ใช้เวลาส่วนมากในแคว้นกาลิลีเหนือกรุงเยรูซาเลมประมาณ 100 ก.ม. เวลาส่วนน้อยในกรุงเยรูซาเลม และสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ณ ลานประหารนอกกำแพงกรุงเยรูซาเลมทางด้านตะวันตก  เมื่อวันศุกร์ที่ 7 เมษายน ค.ศ.30 (ทรงถูกจับในสวนมะกอกนอกกำแพงกรุงเยรูซาเลมด้านตะวันออก) รุ่งเช้าวันอาทิตย์ที่ 9 ทรงฟื้นคืนชีพ ในตอนสายทรงปรากฏองค์ให้บรรดาผู้ใกล้ชิด ณ คฤหาสน์อาหารค่ำชั้นบนในกรุงเยรูซาเลม อันเป็นที่พักของเศรษฐิณีม่ายมารดาของมาระโกเพื่อให้ทุกคนหายเศร้าและหายจากอาการเคว้งคว้าง รับสั่งให้กลับไปกาลิลี ทรงวนเวียนใช้ชีวิตอยู่ที่กาลิลีประมาณ 1 เดือนเพื่อรวบรวมขวัญและกำลังใจ ไม่มีหลักฐานให้สันนิษฐานได้ว่า ได้ทรงอบรมอะไรและอย่างไรบ้าง ที่แน่ๆก็คือไม่ได้ทำอะไรที่เปรียบได้กับพิมพ์เขียวหรือโรดแมพ คงมีแต่พิมพ์น้ำเงิน คือการเรียกขวัญและให้กำลังใจให้เข้มแข็ง ปลุกและปลูกคุณธรรมเทววิทยา 3 (the 3 Theological Virtues อันได้แก่ ศรัทธา เชื่อใจ และรักภักดี) และคุณธรรมบานพับ 4 (the 4 Cardinal Virtues อันได้แก่ ความรอบคอบ ความกล้าหาญ ความพอเพียง และความชอบธรรม) ในระหว่าง 1 เดือนนั้นแม้จะไม่มีหลักฐานใดบันทึกไว้ แต่เนื่องจากเป็นอาณาบริเวณที่พระเยซูมีคนรู้จักมักคุ้นมากเป็นเรือนหมื่นเรือนแสนที่ได้เคยฟังพระองค์เทศน์สอนหรือได้พบปะพระองค์ในขณะมีชีวิต ก็น่าเชื่อว่าในโอกาสนี้พระองค์ได้ทรงปรากฏองค์ให้พวกเขาได้เห็นและปราศรัยให้พวกเขาได้รับรู้ธาตุแท้ของพระองค์และเชื่อพระพันธกิจของพระองค์ เป็นการเก็บเกี่ยวผลงานที่ได้เหน็จเหนื่อยไถหว่านอยู่เป็นเวลาเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา ครั้น 1เดือนผ่านไป พระองค์ทรงนัดชุมนุมใหญ่เป็นครั้งสุดท้าย ณ สวนมะกอกนอกกำแพงกรุงเยรูซาเลมด้านตะวันออกซึ่งลูกาบันทึกไว้ว่ามีผู้ร่วมชุมนุมถึงประมาณ 500 คน หากเกณฑ์เฉพาะผู้ภักดีในกรุงเยรูซาเลมก็คงไม่ได้ถึง 100 คน ที่เป็นไปได้คือผู้ภักดีที่เดินทางมาจากกาลิลีเพราะได้เห็นพระองค์ในสภาพฟื้นคืนชีพ พวกเขามีศรัทธาแล้วก็พร้อมที่จะมาตามนัดและพร้อมที่จะเป็นคริสตจักรกลุ่มแรกเมื่อพวกเขาได้ฟังโอวาทครั้งสุดท้ายของพระเยซู ได้เห็นพระองค์ลับสายตาไปในก้อนเมฆ และกลับบ้านอย่างมีความสุข ไปตั้งกลุ่มคริสตชนหรือคริสตจักรกลุ่มแรกแห่งกาาลิลี

เมื่อประมาณ 10 ปีมาแล้ว ผมได้ไปทัศนศึกษาประเทศอิสราเอล ตามโครงการดูงานของรัฐบาลอิสราเอล ได้ไปดูงานโรงเรียนแห่งหนึ่งภายใต้การสนับสนุนขององค์การสหประชาชาติ ผมจำชื่อโรงเรียนไม่ได้แล้ว แต่รู้ว่าอยู่ใต้กาลิลีและเหนือนาซาเร็ธ โรงเรียนนี้ให้การศึกษาฟรีแก่นักเรียนทุกเชื้อชาติและ3ศาสนาของท้องที่นั้น คือ ยูดาห์ อิสลามและคริสต์ ผู้อำนวยการเป็นบาทหลวงที่ได้ศึกษามาจากสหรัฐอเมริกา นักเรียนทุกคนต้องเรียน 3 ศาสนาโดยเจ้าของศาสนาเป็นผู้สอน บาทหลวงที่เป็นผู้อำนวยการแสดงตัวว่าท่านเป็นชาวเผ่าพื้นเมืองของท้องที่มาตั้งแต่ก่อนชาวยิวเข้ายึดครองในสมัยของโมเสส (คือก่อน 3500ปีมาแล้ว) ท่านจึงไม่ใช่ชาวยิว ดังนั้นเมื่อรัฐบาลโรมันขับไล่ชาวยิวทั้งหมดออกจากดินแดนปาเลสไตน์ในปีค.ศ.135 คนเผ่าของท่านไม่ถูกขับไล่ คงอยู่กันต่อไปตามปรกติและขณะนั้นเผ่าของท่านนับถือศาสนาคริสต์กันเป็นล่ำเป็นสันโดยสาวกรุ่นแรกของพระเยซูที่มาจากกาลิลี ต่อมาเมื่อชาวมุสลิมเข้ามาตั้งหลักแหล่งและมีอำนาจ คนในเผ่าของท่านส่วนหนึ่งเปลี่ยนศาสนาเป็นมุสลิม แต่อีกส่วนหนึ่งยังคงยืนหยัดนับถือศาสนาคริสต์ต่อมาจนทุกวันนี้มีจำนวนประมาณสักหมื่นคนแบ่งออกเป็นออร์โทดอกซ์และคาทอลิก

จากประสบการณ์ข้างต้น ผมจึงต้องตั้งสมมุติฐานขึ้นมาเองว่า ผู้ได้เห็นพระเยซูฟื้นคืนชีพระหว่าง 40 วันนั้นส่วนมากเป็นชาวกาลิลีและพระเยซูทรงใช้เวลาส่วนใหญ่ของ 40 วันในแคว้นกาลิลีที่ซึ่งมีผู้รู้จักมักคุ้นกันมาก่อนมากและพร้อมรับฟังและรับเชื่อบทบาทของพระองค์และกลายเป็นผู้เผยแผ่ข่าวดีของพระองค์อย่างแข็งขันทั้งในกาลิลี รอบกาลิลี และที่ไกลๆออกไปแล้วแต่ว่าใครจะมีธุระปะปังไปถึงไหน เพราะยังไม่มีการวางแผนชัดเจน ครั้นพระเยซูได้แถลงแผนการอำลาโลกณกรุงเยรูซาเลม จำนวนหนึ่งจึงยอมเหน็ดเหนื่อยเดินทางไปพร้อมกับเปโตรและสาวกอื่นๆ เสร็จพิธีอำลากลางสวนมะกอกแล้วพวกเขาก็พากันกลับบ้านด้วยความอิ่มอกอิ่มใจและทำหน้าที่และบทบาทตามคำกำชับของพระเยซู ได้ผลอย่างไรไม่มีใครบันทึกไว้ แต่ก็มีอย่างแน่นอนและอยู่ในความรับผิดชอบของเปโตรและอัครสาวก ควรจะเรียกได้ไหมว่าเป็นคริสตจักรแรกที่เกิดขึ้นในโลก หรือจะถือว่าเป็นสาขาของคริสตจักรแห่งเยรูซาเลมก็ตามใจจะเรียก เพราะลูกาบันทึกเฉพาะผลงานของสาวกที่ปักหลักอยู่ในกรุงเยรูซาเลมขณะนั้น ซึ่งปรากฏว่าผลงานไปได้เชื่องช้าและอืดอาดมาก เพราะมหาปุโรหิตยังคอยเฝ้าจับตาดูและเงี่ยหูฟังผลกระทบอย่างตั้งใจอยู่ตลอดเวลา ในทำนองเดียวกันก็ไม่มีบันทึกอะไรเลยเกี่ยวกับผลงานของอัครสาวกอื่นๆ บรรดาสาวก และผู้เชื่ออื่นๆที่นำเอาเทศนาจากใจ (kerygma=proclamation)ไปเผยแผ่ทุกหนทุกแห่งที่พวกเขาไปปรากฏตัวอยู่ ในฐานะเป็นข่าวดี (euangelion=good news) แม้แต่ในกรุงเยรูซาเลมเองลูกาก็บันทึกไว้เพียงส่วนน้อยนิดเท่านั้น ต้องสันนิษฐานเอาตามหลักวิชาการอีกมากเพื่อตอบสนองความอยากรู้ของนักวิชาการปัจจุบัน ที่แน่ๆก็คือ พวกที่อยู่นอกกรุงเยรูซาเลมโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่มาจากกาลิลี ทุกคนมีความตื่นเต้นกระตือรือร้นที่จะบอกที่จะเล่าแก่ผู้คนทุกคนที่ได้พบเห็นไม่ว่าที่ไหนและเมื่อใดว่าอาณาจักรแห่งสวรรค์ (the Kingdom of Heaven) มาถึงแล้ว ง่ายมากที่จะเข้าอาณาจักรแห่งสวรรค์ คือ “ให้เชื่อตามบทเทศนาจากใจว่าพระเยซูเป็นพระบุตรมาจากสวรรค์ เกิด ตาย และฟื้นคืนชีพให้เห็นได้ด้วยตา ได้ยินกับหู สัมผัสได้ด้วยมือ ได้เสด็จขึ้นสวรรค์ไปแล้วต่อหน้าศิษยานุศิษย์กว่า 500 คน เพื่อให้พระจิตวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จลงมาทำงานต่อตามกาละเทศะในแต่ละกรณี เพื่อให้ทุกคนที่ภักดีได้ฟื้นคืนชีพมีชีวิตนิรันดรในอาณาจักรแห่งสวรรค์ ใครเชื่อแค่นี้ก็พอแล้วสำหรับสมัยนั้น ให้รับศีลล้างบาป/บัปติสมาไว้เพื่อเป็นมัดจำหรือหลักฐานค้ำประกันให้เข้าอาณาจักรแห่งสวรรค์ได้ พวกเขามีเครื่องมือเพียงแค่นี้สำหรับเผยแผ่ศาสนาคริสต์ ใครประกาศข่าวดีก็ได้มัดจำ ใครตอบรับข่าวดีก็ได้มัดจำ ทำได้ง่ายมากและใครที่รับรู้แล้วก็อยากจะทำ เพราะบรรยากาศสังคมสมัยนั้นจูงใจให้อยากได้สิ่งที่ข่าวดีสัญญาจะให้ ข่าวดีนี้จึงแพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็วทั่วมหาอาณาจักรโรมันจนกว่าจะมีอำนาจใดในสังคมเริ่มรู้สึกว่าได้รับผลกระทบกระเทือนอย่างยอมไม่ได้ อุปสรรคก็จะเกิดขึ้นทันทีในลักษณะต่างๆกันแล้วแต่กรณี ดังได้กล่าวไว้แล้วในตอนที่แล้วเกี่ยวกับการเผยแผ่ข่าวดีของโทมัสในอินเดีย บทความนี้จะพิจารณากรณีอื่นๆต่อไปเท่าที่มีผู้สนใจสร้างหลักฐานไว้ จริงบ้างน่าสงสัยบ้างก็ว่ากันไป

1.โทมัส (Thomas) ภาษาอราเมกและฮีบรูแปลว่า “ฝาแฝด” แปลเป็นภาษากรีกว่า Didymos ทำให้ไม่แน่ใจว่า Thomas Didymos เป็นชื่อจริงหรือชื่อเล่นทั้ง 2 คำที่แปลกันและกัน ทั้งไม่อาจแน่ใจได้ด้วยว่าบิดามารดาของท่านให้ชื่อใดไว้ก่อน เพราะรู้สึกว่าครอบครัวนี้ทันสมัย แม้นับถือศาสนายูดาห์ของบรรพบุรุษแต่ก็เปิดใจรับอารยธรรมกรีก-โรมัน และโทมัสก็มีการศึกษาทันสมัยรับราชการในกองเก็บภาษีของรัฐบาลโรมันได้ โทมัสเป็นคนโผงผาง ขวานผ่าซาก พูดจริงทำจริงและเชื่อจริง เป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มทึ่ เมื่อพระเยซูฟื้นคืนชีพแล้ว คนอื่นได้เห็นแต่โทมัสยังไม่ได้เห็น ก็ได้แสดงอัตลักษณ์ทันทีว่า ถ้าไม่ได้เห็นกับตาไม่ได้คลำกับมือจะไม่ยอมเชื่อเด็ดขาด แล้ววันต่อมาก็ได้เห็นจริงๆ พระเยซูทรงลองใจบอกให้ใช้นิ้วไชแผลหอกแทงเข้าหัวใจโทมัสก็เอานิ้วแหย่เข้าจริงๆเสียด้วย มีงานเขียนประเภทคัมภีร์นอกสารบบอยู่ 3 เล่มที่บันทึกเกี่ยวกับชีวิตและงานของโทมัสคือ

1.1 กิจการของโทมัส (the Acts of Thomas) ระบุว่าโทมัสเป็นฝาแฝดกับพระเยซู ชอบนั่งทางใน เคร่งครัดในการรักษาพรหมจรรย์ เกล็ดประวัตินอกจากที่เล่าไปแล้วยังมีดังต่อไปนี้

เรื่องงูสมัยเอวา วันหนึ่งมีชายหนุ่มคนหนึ่งถูกงูกัด คู่รักของผู้ตายนำความไปบอกโทมัสเพื่อขอความช่วยเหลือ โทมัสนั่งทางในแล้วรู้ว่างูตัวนี้เป็นตัวเดียวกันกับที่หลอกเอวาและอาดัมให้กินผลไม้ต้องห้ามในสวนเอเดนในครั้งกระโน้น จึงใช้พลังจิตบังคับให้มันมาหาและเค้นเอาความจริงจนมันสารภาพว่า มันรักหญิงสาวคนนั้นที่ชายหนุ่มเข้ามาขัดขวางความรักของมัน มันจึงคิดจะกำจัดชายหนุ่มคู่แข่งเสียให้พ้นทางของมัน โทมัสบังคับให้มันสารภาพความผิดทั้งหมดที่ไล่เรียงไปได้จนถึงความผิดครั้งแรกที่ล่อลวงเอวาในสวนเอเดน พอเล่าจบท่านก็บำบัดถอนพิษงูออกจากร่างด้วยพลังภายใน ทั้งบังคับให้งูตัวนั้นกลั้นใจตายเพื่อป้องกันมิให้มันไปทำร้ายใครได้อีก

เรื่องลาพูดได้ วันหนึ่งโทมัสเดินสวนทางกับลาตัวหนึ่งในป่าละเมาะที่เดินผ่าน จิตของท่านหยั่งรู้ได้ว่ามันสืบเชื้อสายจากลาพูดได้ของบาอาลัม (Baalam) ที่คัมภีร์ไบเบิลกล่าวไว้ ท่านจึงร้องทักสวัสดีและถามทุกข์สุข มันก็ตอบอย่างฉะฉาน ทั้งยังเชิญให้ท่านขึ้นนั่งบนหลังเพื่อจะเดินไปพลางสนทนากันต่อไปพลางจนถึงประตูเมือง ท่านกล่าวขอบคุณพร้อมทั้งลงจากหลังลาเพื่อจเะเดินข้าประตูเมือง พลันลาก็ล้มลงตายต่อหน้าต่อตาณตรงนั้น

ขับไล่ผีเจ้าชู้ สตรีนางหนึ่งเดือดร้อนจากการถูกผีเจ้าชู้เข้าสิง มันบังคับนางให้เปลื้องเสื้อผ้าอย่างไม่ถูกกาละเทศะทำให้ได้รับความอับอายขายหน้าอยู่บ่อยๆ หมอผีคนไหนขับไล่ออกไปมันก็กลับเข้ามาสิงอีก ไม่รู้จะทำอย่างไรกับมัน โทมัสพบเข้าก็ใช้อำนาจจิตบังคับให้มันออกไปและไม่ให้กลับมาเข้าอีก มันออกทางปากและจมูกของนางเป็นควันไฟจางหายไป นางจึงใช้ชีวิตได้เป็นปรกติและมีความสุขตั้งแต่นั้นมา

เรียกวิญญาณกลับจากนรก วันหนึ่งโทมัสประกาศข่าวดีแก่คนพื้นเมือง ชายคนหนึ่งฟังแล้วเลื่อมใสทั้งข่าวดีและชีวิตสมถะเคร่งครัดของท่าน จึงขอรับศึลล้างบาปและปฏิญาณตนถือโสดและบำเพ็ญพรตเหมือนท่าน กลับไปบ้านบอกเลิกกับภรรยาแต่ภรรยาไม่ยอม เขาโกรธจัดจึงลงมือลงไม้จนภรรยาถึงแก่ความตาย วันต่อมาเขาไปร่วมพิธีบิขนมหปังของโทมัส ถึงตอนที่เขายื่นมือแบออกรับขนมปังศักดิ์สิทธิ์ มือของเขากลับลีบหมดแรงขยับเขยื้อนไม่ได้ โทมัสไถ่ถามได้ความจริงจึงให้เขาสารภาพผิดและยกโทษความผิดบาปในนามของพระเยซู พลันเขาก็หายเป็นปรกติ โทมัสใช้อำนาจจิตปลุกภรรยาของเขาให้ฟื้นจากความตายและมารายงานตัวต่อฝูงชน นางก็มาตามคำสั่งและเล่าประสบการณ์นรกที่ได้ไปเห็นมากับตาและรู้สึกจริงด้วยตัวเอง คนทั้งหลายที่ได้ฟังทุกคนรีบขอรับศีลล้างบาปเพื่อได้มัดจำเข้าอาณาจักรแห่งสวรรค์ของพระเยซู

ครอบครัวนายร้อย วันหนึ่งนายร้อยกลับจากราชการพบคนในบ้านทุกคนถูกผีสิงและอาละวาดกันเอ็ดอึง เขารีบขับรถม้าไปหาโทมัสซึ่งเขาได้ยินกิตติศัพท์ว่าบำเพ็ญพรตมีอาคมแก่กล้า เขาเร่หาจนพบ ท่านตกลงจะไปช่วยจัดการให้ แต่ทำอย่างไรม้าก็ไม่ยอมออกวิ่ง ท่านจึงใช้อาคมเรียกลาป่ามา 4 ตัวจัดการเทียมรถแทนม้าได้สำเร็จและวิ่งฉลุยมาหยุดที่หน้าบ้านของนายร้อย พลันลาตัวหนึ่งส่งเสียงออกเป็นภาษาคนบอกให้รู้ว่าผู้ประกาศข่าวดีของพระเยซูมาถึงแล้ว เท่านั้นแหละบรรดาผีร้ายทั้งหลายก็รีบจากไปเป็นกลุ่มควันลอยออกจากหลังคาบ้านเป็นก้อนๆ

ราชสำนักกลับใจ ณ เมืองใหญ่แห่งหนึ่ง เศรษฐิณีมิกโดเนีย (Mygdonia) แห่งเมืองปวารณาตัวเดินตามคำสอนของโทมัส สามีของนางผิดหวังมาก เกลี้ยกล่อมให้นางเปลี่ยนใจสักเท่าใดนางก็ไม่ยอม จึงเข้าเฝ้ากษัตริย์ขอพระบัญชาสั่งเนรเทศโทมัสออกไปจากประเทศของตน เพื่อประกอบการพิจารณาตามคำขอ กษัตริย์จึงรับสั่งให้ทหารไปนำตัวโทมัสเข้ามาสอบสวนในท้องพระโรงโดยให้ทุกคนที่สนใจเรื่องนี้เข้าฟังการพิจารณาได้ โทมัสเสนอข่าวดีอย่างฉะฉานเป็นที่ถูกพระเทัยและถูกใจทุกคนและทุกคนขอรับศึลล้างบาปรวมทั้งสามีของเศรฐิณีมิกโดเนียด้วย

ในอีกราชอาณาจักรหนึ่ง โทมัสถูกกล่าวหาจนถูกจับไปคุมขังและทรมาณให้ตายโดยเผาแผ่นเหล็กจนร้อนแดง บังคับให้ท่านขึ้นไปยืนบนนั้น ท่านก็ก้าวขึ้นไปยืนบนนั้นอย่างองอาจ แทนที่จะรู้สึกร้อนกลับมีน้ำพรุ่งออกมาจากแผ่นเหล็กซึ่งยังคงแดงอยู่แต่ไม่ร้อน ผลก็คือราชสำนักทั้งหมดกลับใจเชื่อข่าวดีและรับศีล้างบาป

ในอีกราชอาณาจักรหนึ่ง โทมัสถูกมัดกับเสาหินและถูกแทงด้วยหอก 4 ด้ามถึงแก่ความตายและถูกฝังณที่ประหารนั้นเอง ใครเป็นโรคอะไรมาระลึกถึงท่านณหลุมฝังศพนี้ก็ได้รับการบำบัดถ้วนหน้า ทั้งราชสำนักก็เลยกลับใจเชื่อข่าวดีและขอรับศีลล้างบาป ชาวอินเดียในแคว้นมาลาบายังชี้ให้นักท่องเที่ยวดูที่ฝังศพของท่านได้จนทุกวันนี้

คัมภีร์นอกสารบบเล่มนี้เป็นผลจากการรวบรวมเกล็ดประวัติของนักบุญโทมัส 1 ใน 12 อัครสาวกของพระเยซูซึ่งแยกย้ายกันออกเผยแผ่ข่าวดีการฟื้นคืนชีพนอกกรุงเยรูซาเลมหลังจากเปโตรประกาศตั้งคริสตจักรสากลณคฤหาสน์อาหารค่ำ(the Cenacle)ในกรุงเยรูซาเลมเมื่อเช้าตรู่วันที่ 28 พฤษภาคม ค.ศ.30  ซึ่งชาวคริสต์ประกอบพิธีระลึกทุกปีเรียกว่าเทศกาลเปนเตโกสต์หรือเทศกาล50(the Pentecost) คือ 50 วันหลังจากเทศกาลอีสเตอร์ ซึ่งทั้ง 2 วันปรับให้ตรงกับวันอาทิตย์เสมอ วันเทศกาล 50 จึงถือว่าเป็นวันสำคัญวันหนึ่งในฐานะได้รับพลังจากพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์ตามพระสัญญาของพระเยซู ทุกคนที่ได้รับพลังพระจิตฯจะมีชีวิตชีวาและเริ่มหาโอกาสเผยแผ่ข่าวดี โทมัสเป็นคนหนึ่งในประเภทนี้ แม้ไม่มีหลักฐานประวัติศาสตร์รับรองว่าโทมัสไปที่ไหนและทำอะไรบ้าง แต่เกล็ดประวัติซึ่งมีอยู่มากมาย เท่าที่มีผู้รวบรวมไว้ในกิจการของโทมัสนี้ซึ่งก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นของที่เล่าลือกันจริง และสำนวนโวหารก็แสดงว่ามีต้นกำเนิดมาจากหลายแหล่งที่ต่างกันทั้งเวลาและสถานที่ ก็พอจะมีเหตุผลให้สรุปได้ว่าโทมัสซึ่งไม่มีชื่อในหมู่ผู้เผยแผ่ในกรุงเยรูซาเลม ก็คงได้ออกจากกรุงเยรูซาเลมจริง และคงมุ่งหน้าเอาข่าวดีของพระเยซูไปเผยแผ่ทางทิศตะวันออก เดินทางไปพลางก็ประกาศข่าวดีไปพลาง มีใครปวารณาตัวเป็นศิษย์ก็มอบหมายให้เป็นตัวแทนเผยแผ่ณที่นั้นต่อไป ตัวเองเดินทางมุ่งไปทางตะวันออกไปเรื่อยๆ ไปถึงอินเดียแล้วก็คงอยู่นานจนถึงแก่มรณาภาพ จึงมีเกล็ดประวัติในอินเดียค่อนข้างมาก

นักวิจารณ์ตัวบทเชื่อว่า แต่ละเกล็ดๆเกิดขึ้นในบรรยากาศต่างๆกันและในภาษาต่างๆกันรวมทั้งภาษาท้องถิ่นต่างๆของผู้เริ่มเล่าเป็นเรื่องเป็นราว สำหรับผู้เล่าและผู้รับฟังถือว่าเป็นคัมภีร์ศาสนาคริสต์ของพวกเขา เพราะในขณะนั้นยังไม่มีคัมภีร์ให้อ่านสักเล่มเดียว พวกเขาจึงพยายามจำด้วยศรัทธาและนำไปเล่าต่อๆไปตามศรัทธาและความสนใจ เมื่อจำเป็นก็มีการแปลเป็นภาษาที่ผู้ฟังต้องการแล้วก็เล่าต่อๆกันไปทั้งในภาษาเดิมและภาษาแปล บางครั้งก็มีการแปลกลับมาสู่ภาษาเดิมโดยมิได้ตั้งใจ จนในที่สุดบางเรื่องอาจจะสืบไม่ได้ว่าภาษาใดดั้งเดิมที่สุด การรวบรวมก็คงเกิดขึ้นทีละน้อยๆโดยอัตโนมัติโดยนักวิชาการผู้สนใจผูกเรื่องเข้าด้วยกัน ฉบับรวบรวมค่อยๆหนาขึ้นและมาจากหลายกระแส ในปัจจุบันรับรู้กันว่า ฉบับสมบูรณ์ที่สุดและเก่าที่สุดรวบรวมขึ้นในภาษาซีเรียโบราณในสำนักของอาจารย์บาร์เดอแซน (Bardaisan) แห่งอเดสเสอ(Edessa)ในศตวรรษที่ 3 ฉบับสมบูรณ์ภาษาอื่นๆล้วนแต่แปลมาจากภาษาซีเรียฉบับนี้

ที่สาธยายมานี้ก็ตั้งใจให้เป็นตัวอย่างให้ท่านผู้อ่านได้สังเกตว่าศาสนาคริสต์(โดยเฉพาะอย่างยิ่งคัมภีร์ศาสนาคริสต์) มีความเป็นมาอย่างไร มิได้มีความพร้อมมาแต่แรก ซึ่งก็เป็นไปตามเจตนาของพระเยซูที่ให้กำลังใจอัครสาวกไว้ก่อนจะจากไปว่า “เรามีเรื่องจะบอกอีกมาก แต่พวกท่านไม่พร้อมที่จะเข้าใจ เราจะส่งพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์มากำกับพวกท่านเป็นเรื่องๆไปจนถึงวันสิ้นโลก” ชาวคริสต์จึงติดนิสัยเอาพระทัยพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์เป็นที่ตั้งอยู่ร่ำไปว่าจะเอายังไงต่อไป

ที่คริสตจักรพร้อมใจกันไม่นับเป็นคัมภีร์ในสารบบนั้น เหตุผลสำคัญก็คือเน้นปาฏิหาริย์มากเกินไปและไม่ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามเจนนาของพระเยซูเท่าที่ควร

1.2 พระวรสารโดยนักบุญโทมัส (the Gospel According to Saint Thomas) เน้นเล่าการทำปาฏิหาริย์ของพระเยซูโดยเฉพาะวัยเยาว์ซึ่งไม่สู้จะสร้างสรรค์และพัฒนาคุณภาพชีวิตตามเจตนาของพระเยซู ส่วนคำสอนก็ซ้ำกับที่มีในคัมภีร์ในสารบบอยู่แล้ว ส่วนที่เพิ่มเข้ามานั้นเน้นความสำคัญของการนั่งทางในซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของพระมานีและลัทธิ (Mani and Manicheism) มากกว่า ทั้งยังจับได้ว่าคัมภีร์เล่มนี้มีกำเนิดขึ้นในสำนักของพระมานีที่มีแนวโน้มทางเชื่อความรู้ที่ได้จากการนั่งทางในส่วนตัวมากกว่าคำสอนทางการของคริสตจักรภายใต้การนำของพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์  จึงนับอยู่ในประเภทคัมภีร์นอกสารบบเช่นกัน

วิวรณ์ของโทมัส (the Apocalypse of Thomas) เขียนในลักษณะเป็นคำบันทึกของนักบุญโทมัสอัครสาวก ที่ได้รับการเปิดเผยขณะนั่งทางในถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นก่อนการสิ้นโลก แต่นักวิจารณ์พบหลักฐานว่าเขียนโดยนักนิยมนั่งทางในในราวต้นศตวรรษที่ 5 จึงจัดให้เป็นคัมภีร์นอกสารบบเช่นกัน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s