ข่าวดีการฟื้นคืนชีพเริ่มประวัติศาสตร์

jesus

ซอกแซกหามาเล่า (267)

ข่าวดีการฟื้นคืนชีพเริ่มประวัติศาสตร์

การเผยแผ่ข่าวดีการฟื้นคืนชีพ หากมองในแง่ของหลักการบริหารจัดการแล้วก็ถือได้ว่าสอบตก เพราะ 1) ขาดการวางแผนที่มีขั้นตอนชัดเจน พระเยซูเองซึ่งถือได้ว่าเป็นเจ้าของกิจการเอง ก็คงได้รู้สึกว่า วางแผนให้ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะอบรมกันมาตั้ง 2-3 ปีแล้ว ก็ยังวนเวียนอยู่กับปัญหาว่า เมื่อไรจะยึดอำนาจจากรัฐบาลโรมันเสียที และปัญหาสืบต่อกันว่าเมื่อยึดอำนาจมาได้แล้ว ใครจะได้ตำแหน่งอะไร วนเวียนกันอยู่อย่างนี้ จนถึงขั้นสุดท้ายเมื่อพระเยซูทรงประเมินเป็นวาระสุดท้ายที่จะต้องสั่งเสียกันแล้ว ก็นัดพบกันเป็นการเฉพาะอัครสาวกใกล้ชิดเท่านั้น เรียกว่าอาหารค่ำมื้อสุดท้าย (the Last Supper) เพื่อจะสั่งเสียอำลา ครั้นแจ้งว่าพระองค์จะต้องจากไปจริงๆแล้ว เท่านั้นแหละ แทนที่จะมีคนสนใจว่าจะทำอะไรกันต่อไป กลับมีแต่เสียงคัดค้านอย่างเด็กไร้เดียงสาว่าจะจากไปไหน จะจากไปทำไม เราอยู่กันอย่างนี้ก็ดีอยู่แล้ว พระเยซูทรงแสดงอาการอิดหนาระอาใจอย่างออกนอกหน้า ที่พูดอะไรกันไม่รู้เรื่อง ไม่รู้จะสั่งเสียอะไรกันได้ชนิดเป็นโล้เป็นพาย โดยทรงระบายความรู้สึกออกมาเป็นคำพูดว่า “เรามีเรื่องอีกมากจะพูดกับพวกท่าน ซึ่งในขณะนี้พวกท่านไม่อยู่ในสภาพที่จะรับรู้” (ยอห์น 16:12) ประโยคนี้อัครสาวกยอห์นรับรองว่าได้ยินกับหู ขณะนั้นก็ไม่รู้เรื่องเหมือนกันแหละ แต่จำได้ และต่อมาจึงรู้ว่าสำคัญต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์  ในสภาพอย่างนี้ก็น่าเป็นห่วงมาก ที่พระองค์ทรงวางแผนและที่ได้ทำมาแล้วมิล้มเหลวไม่เป็นท่าหรือ จะเหลือหลออะไรเมื่อถึงเวลาที่พระองค์ต้องยอมปลงสังขารแล้ว อีกไม่ถึงชั่วโมงก็จะได้เวลาตำรวจประจำวิหารจะเริ่มดำเนินการตามคำสั่งของมหาปุโรหิตผู้เป็นนายจ้างแล้ว หากแก้ปัญหาไม่ตกในช่วงเวลาอันสั้นเฉพาะหน้าสิ่วหน้าขวานก็เดาไม่ถูกว่าอะไรจะเหลือ ยอห์นไม่ลืมว่าทุกกรณีวิกฤติ พระอาจารย์ของตนมีทีเด็ดเสมอ จึงไม่ลืมต่อยอดบันทึกทางออกแก้ปัญหาไว้อย่างทันท่วงทีว่า ไม่เป็นไร “เราจากไปเมื่อใด เราจะส่งพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์ของเรามาหาพวกท่าน พระองค์จะทรงนำพวกท่านไปสู่ความจริงทั้งสิ้น และจะทรงกระทำให้พวกท่านรู้สิ่งต่างๆในอนาคต” (ยอห์น 16:13) ประโยคหลังนี้อัครสาวกยอห์นคงมิได้ประดิษฐ์ขึ้นเอง เพราะบันทึกจากความจำต่อจากประโยคปัญหา เป็นประโยคแก้ปัญหาทันควัน ยอห์นคงตระหนักได้ในภายหลังว่าเป็นประโยคที่สำคัญมากที่ขาดไม่ได้ จึงต้องบันทึกไว้คู่กันให้ได้ และก็แก้ปัญหาได้จริง เราจะค่อยซอกแซกสอดส่องดูกันต่อไป

2) ผู้จัดการขาดภาวะผู้นำอย่างสิ้นเชิง พระเยซูทรงแต่งตั้งให้เปโตรเป็นหัวหน้าทีมอัครสาวก12 ท่าน เพียงแต่เหตุผลว่าเปโตรแต่ผู้เดียวรับรู้ว่าพระองค์เป็นพระเมสสิยาห์ของชาวยิวในขณะที่คนอื่นๆยังลังเลใจอยู่ แต่แล้วความกล้ายืนยันดังกล่าวก็หาได้คงเส้นคงวาไม่ อาจเป็นเพียงความรู้สึกชั่วครู่เฉพาะหน้าก็ได้ เพราะครั้นพระเยซูถูกจับจริงๆในข้อหาว่าอ้างตัวเป็นพระเมสสิยาห์ เปโตรก็ปฏิเสธเป็นพัลวันว่าตนไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย นอกจากนั้นการศึกษาของเปโตรก็ด้อยกว่าอัครสาวกอื่นๆ เพราะมีความรู้แค่อ่านออกเขียนได้ พอรู้ทิศทางคลื่นลมเพื่อตัดสินใจออกเรือจับปลาในทะเลสาบกาลิลี ในด้านสังคมก็มีประสบการณ์แคบๆในวงญาติเท่านั้น ในด้านการบริหารงานก็อ่อนหัดมาก เมื่อเปาโลเรียกร้องให้ประชุมชี้ขาดว่าชนทุกชาติมีฐานะเสมอกับชาวยิวในคริสตจักร ครั้นปฏิบัติจริงก็เลือกปฏิบัติจนเปาโลต้องเตือนสติ การแต่งตั้งตำแหน่งใหม่ก็ชอบใช้การเสี่ยงแทนที่จะแต่งตั้งตามความเหมาะสมระหว่างงานกับคนตามหลัก The right man in the right place กลับใช้วิธีจับฉลากเสี่ยงทาย

3) ขาดการประสานงาน เมื่อตกลงให้อัครสาวกแยกย้ายกันไปเผยแผ่ข่าวดีการฟื้นคืนชีพแล้ว ก็แยกย้ายกันไปสู่ความตายจริงๆ แต่ละคนต่างรู้สึกตัวว่าไปแล้วไปลับ ตัวใครตัวมัน ไม่มีการประสานงานหรือช่วยแก้ปัญหาอะไรกันได้อีก เปโตรทำหน้าที่ประมุขคริสตจักรเพียงรับรู้การจากไปของผู้เผยแผ่ หลังจากนั้นก็ไม่รับรู้อะไรอีกและไม่รู้จะทำอะไรด้วย บังเอิญได้ผลดีมากเกินคาด แต่ก็ไม่เคยคิดทำอะไรเพื่อสานต่อ เปโตรเองหาได้มีโอกาสรับรู้ไม่ เป็นเรื่องที่นักประวัติศาสตร์และนักวิชาการด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาปิตาจารย์ที่จะเกิดมาภายหลัง จะเกิดความสำนึกและแสดงความรับผิดชอบแก้ปัญหากันเป็นเปราะๆต่อไป

แล้วพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์ที่พระเยซูได้ตรัสไว้ว่าจะให้มาประกบดูแลและยอห์นผู้ได้ยินพระเยซูตรัสและนำเอามาบันทึกไว้เป็นพยานหลักฐาน ได้ทรงจัดการให้ทุกอย่างเรียบร้อยอย่างที่ยอห์นคาดหวังหรือไม่ เรามาสังเกตและจับทางเดินดูตามความเป็นจริงกันดีกว่า เราจับดูตามหลักวิชาการ ที่เกินกว่านั้นก็ขอยกไห้เป็นศรัทธาส่วนตัวของแต่ละคนก็แล้วกัน

ลูกา นักประวัติศาสตร์คนแรกของคริสตจักร ได้บันทึกจากคำบอกเล่าของผู้ได้รู้เห็นว่า พระเยซูได้ทรงกำชับไว้ก่อนเสด็จขึ้นสวรรค์ว่า ให้อัครสาวกชุมนุมกันในคฤหาสน์อาหารค่ำ (the Cenacle) เตรียมตัวรับพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์ก่อนจะแยกย้ายกันออกเผยแผ่ข่าวดีการฟื้นคืนชีพ ก็สมดังที่ยอห์นได้ยินพระสัญญาในระหว่างอาหารค่ำมื้อสุดท้ายว่าพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์จะมาช่วยจัดการทุกอย่างให้เป็นไปตามแผนการแห่งการไถ่กู้ แน่นอนเลยทีเดียวว่า ระหว่าง 10 วันแห่งการเตรียมตัวรับพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์เช่นนี้ ยอห์นย่อมถือโอกาสเล่าให้ใครต่อใครฟังว่าตนได้ฟังอะไรจากพระเยซูบ้าง (ในฐานะที่ยอห์นได้ที่นั่งใกล้ชิดพระเยซู) ทุกคนที่ได้รับเชิญให้มาร่วมเตรียมตัวก็ยิ่งมั่นใจว่าพระจิตฯมีจริงและจะเสด็จมาจริง แต่ก็คงเดากันไม่ถูกว่าจะมาวันไหน มาอย่างไร และมาช่วยทำงานในลักษณะใด ทำไมจึงไม่ทำเสียเองให้พวกเราเป็นมือเป็นเท้าก็ยังดี รอจนถึงวันที่ 10 (ตรงกับเทศกาล 50 ของชาวยิว) ก็มาจริงแบบพายุบุแคม ลูกาบันทึกจากคำบอกเล่า (เพราะขณะนั้นลูกายังไม่รู้จักพระเยซู) ว่า “ทันใดนั้นมีเสียงจากฟ้าเหมือนเสียงลมพัดแรงกล้า ทุกคนที่อยู่ในคฤหาสน์ได้ยินเสียง และได้เห็นเปลวไฟลักษณะเหมือนลิ้นแยกไปอยู่เหนือศีรษะของแต่ละคน ทุกคนได้รับพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์เต็มเปี่ยมและเริ่มพูดภาษาอื่นๆตามที่พระจิตเจ้าประทานให้พูด”

ลูกามิได้อยู่ในเหตุการณ์ เพราะเข้ามารับเชื่อภายหลัง เป็นคนเชื้อสายกรีก เป็นศิษย์ของเปาโล เป็นผู้มีความรู้ รู้แล้วก็เขียนให้คนอื่นลอกเอาไปใช้อย่างเป็นทางการในประวัติศาสตร์ เรื่องนี้เชื่อได้ว่าลูกาคงได้ยินได้ฟังจากหลายคนและประเมินเอาด้วยวิจารณญาณของตนเอง

จากหลักฐานเท่าที่รู้เป็นปฐมข้างต้นนี้ ทำให้เดาได้ว่าเปโตรและทีมงานทำงานกันได้อย่างสบายใจเหมือนไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย ทุกคนทำตัวราวกับหุ่นยนต์ พระจิตกดปุ่มให้ไปทางไหนก็ไปทางนั้น กดปุ่มให้พูดอะไรภาษาอะไรก็พูดไปตามโปรแกรม ไม่ขัดน้ำพระทัย ตายเมื่อไรพระเยซูก็จะเปิดประตูสวรรค์ให้เข้า ก็เลยไม่ปรากฏว่าผู้ต้องไปทำงานในต่างแดนจะต้องขวนขวายเรียนภาษาต่างด้าวก่อนเดินทางแต่ประการใด แต่ต่อมาสักหน่อยรู้สึกว่า พระจิตฯทำการเท่าที่เห็นควรจะทำ นอกจากนั้นแล้วแต่แต่ละคนจะต้องรับผิดชอบขวนขวายแล้วแต่จิตอาสาจะยินดีเสียสละ บางกรณีจึงรู้สึกว่าเกิดปาฏิหาริย์โดยไม่รู้ตัว และบางกรณีที่คอยปาฏิหาริย์เท่าไรปาฏิหาริย์ก็ไม่ยอมมา ก็เลยต้องทำใจ ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็แล้วแต่จะโปรด เมื่อประเมินดูแล้วก็รู้สึกว่าพระจิตฯจะได้ทำการนอกประวัติศาสตร์ให้รู้สึกได้ดีกว่าในประวัติศาสตร์เสียอีก และชอบทำการในประวัติศาสตร์ในส่วนลึกที่มองไม่สู้เห็นเสียมากกว่าที่เห็น(เหมือนภูเขาน้ำแข็ง ว่างั้นเถอะ) นี่เป็นข้อสังเกตส่วนตัว ไม่มีอะไรรับรอง

เราได้ซอกแซกนำเอานอกประวัติศาสตร์มาเล่าพอสมควรแล้วและรู้สึกสนุกกับมันยิ่งกว่าอ่านประวัติศาสตร์เสียอีก) คราวนี้จะซอกแซกหากรณีในประวัติศาสตร์มาเล่าไว้เปรียบเทียบกันพอสมควรแก่ความอยากรู้ไว้บ้าง จะได้ไม่ลำเอียง

น่าสังเกตไว้แต่ต้นว่า ในวงการนอกประวัติศาสตร์นั้น ดูเหมือนอัครสาวกแต่ละท่านเป็นพระเอกในเขตอิทธิพลของตนโดยไม่มีใครมาตอแย ท่านพูดอะไรหรือทำอะไรลงไปถือว่าเด็ดขาด ค้ำประกันชีวิตนิรันดรทั้งกายและวิญญาณได้สมบูรณ์แบบ ทั้งนี้ก็เพราะทุกคนตระหนักว่าเป็นพระประสงค์ของพระจิตฯอย่างนั้น ไม่มีใครข้องใจในเรื่องนี้ และตามหลักความชอบธรรมของพระเป็นเจ้า พระองค์จะเอาผิดเขาไม่ได้ ใครสงสัยเรื่องนี้ถือว่าเป็นบาปต่อพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นบาปที่ไม่มีทางอภัย เหตุผลง่ายๆก็คือในเมื่อคนคนหนึ่งไม่รับเกณฑ์ตัดสินของพระองค์แล้วจะรับอานิสงค์จากเกณฑ์ของพระองค์ได้อย่างไรกัน

ส่วนในบรรยากาศประวัติศาสตร์นั้นเปโตรทำตัวเป็นพระเอก และนักประวัติศาสตร์สนใจบันทึกก็เฉพาะเรื่องที่มีเปโตรเกี่ยวข้องด้วยเท่านั้น อย่างเช่นบันทึกของลูกาเชื้อสายกรีก รู้จักบันทึก เป็นนักประวัติศาสตร์คริสตจักรคนแรกและคนเดียวในช่วงชีวิตของเปโตร หากไม่มีลูกาเป็นผู้บันทึกไว้ ก็คงจะไม่รู้เหมือนกันว่าจะเริ่มประวัติศาสตร์คริสตจักรตรงจุดไหน เพราะมีแต่เรื่องนอกประวัติศาสตร์ทั้งนั้น

ลูกาไม่รู้อยู่ที่ไหนตอนพระเยซูถูกตรึงบนไม้กางเขน นักประวัติศาสตร์บันทึกเกี่ยวกับชีวิตของลูกาสับสนมากจนเดาไม่ถูกว่าจริงๆเป็นอย่างไร เอาที่แน่ๆก็คือบรรพบุรุษเป็นชาวกรีกฐานะดี ลูกาจึงได้มีการศึกษาดี มีความรู้รอบตัวเน้นการแพทย์ สนใจการรอคอยพระเมสสิยาห์ของชาวยิว ไม่รู้ว่ารู้จักและเป็นศิษย์ของเปาโลตั้งแต่เมื่อไร อาจเป็นได้หรือไม่ว่ามีศรัทธาร่วมใจกันมาตั้งแต่ก่อนที่เปาโลจะเปลี่ยนใจจากการมุ่งทำลายพระเยซูมาเป็นผู้ศรัทธาต่อพระเยซู เพราะได้ลูกานี่แหละที่ขยันบันทึกเรื่องราวของเปาโล ของเปโตร และของพระเยซูโดยสาวไปถึงกึ๋นเท่าที่จะสาวได้ แต่ไม่ชอบบันทึกเกี่ยวกับตัวเอง ปล่อยให้คนอื่นบันทึกกันเละเทะก็ไม่ว่ากระไร ก็ขอขอบใจลูกาไว้แค่นี้ก็แล้วกัน

การทำพิธีเปิดตัวคริสตจักรโดยเปโตรทำตัวเป็นผู้รัยผิดชอบเป็นหัวหน้าทีมที่ได้รับฉันทานุมัติจากพระเยซูโดยตรงเช่นนี้ ลูกาไม่ได้อยู่รู้เห็นด้วยตนเอง แต่ในฐานะผู้มีการศึกษาดีตามวัฒนธรรมกรีกย่อมรู้โดยสัญชาตญาณว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญต้องบันทึกรายละเอียดไว้ให้ดีที่สุด เปาโลเองที่เป็นอาจารย์ของตนขณะนั้นก็ยังอยู่ฝ่ายต่อต้านการนับถือพระเยซูอยู่ จึงมิได้มีประสบการณ์ตรงเช่นกัน มีทางเดียวที่ลูกาพึงทำ คือ พยายามสืบถามจากผู้รู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีประสบการณ์ตรง ซึ่งในสมัยนั้นคงทำไม่ได้ง่ายเหมือนสมัยนี้ กว่าจะมีโอกาสพบผู้ต้องการสัมภาษณ์จริงๆสักครั้งอาจจะต้องรอเป็นแรมปีกว่าจะบังเอิญเดินทางไปจ๊ะเอ๋กันโดยบังเอิญ ส่วนการกลั่นกรองข้อมูลนั้น ลูกาไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านนี้โดยตรง ก็คงทำได้แต่เพียงว่าพยายามทำดีที่สุดแล้ว ดีกว่าไม่มีใครทำอะไรไว้เลย

ต่อไปนี้คือบันทึกของลูกาว่าด้วยการเปิดตัวเริ่มประวัติศาสตร์ของคริสตจักรซึ่งไม่มีการจัดฉากหรือวางแผนใดๆไว้ล่วงหน้า เหตุการณ์เฉพาะเหน้าบังคับให้เปโตรต้องทำโดยจำเป็น ไม่มีทางเลี่ยง ลูกาได้บันทึกไว้ให้คนสนใจคัดลอกกันต่อๆไปอย่างไม่มีการควบคุม จนกว่าจะถึงปีค.ศ.397 สังคายนาแห่งคาร์เถจ (the Council of Carthage) จึงได้ลงมติคัดเลือกบันทึกนี้ของลูกาเป็นคัมภีร์ในสารบบ (Canonical Scripture) และก็แน่นอนที่สุดว่าต้องเลือกเอาฉบับคัดลอกที่น่าเชื่อถือที่สุด เพราะคงหาฉบับดั้งเดิมที่ลูกาเขียนไว้ไม่ได้แล้ว ฉบับทางการภาษากรีกแปลเป็นไทยโดยคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อคริสตธรรมแผนกพระคัมภีร์ให้ความหมายเป็นภาษาไทยตอนนี้ไว้ดังต่อไปนี้ (ดู กิจการอัครสาวก 2:5-41)

“ขณะนั้นที่กรุงเยรูซาเล็มมีชาวยิวและผู้เลื่อมใสศรัทธาในพระเจ้า มาจากทุกชาติทั่วโลก เมื่อประชาชนได้ยินเสียงนี้(เสียงลมพัดตึงๆแต่ไม่มีอะไรเสียหาย)จึงมาชุมนุมกันจำนวนมาก รู้สึกฉงนสนเท่ห์ เพราะแต่ละคนได้ยินคนเหล่านี้พูดภาษาของตน และประหลาดใจอย่างยิ่งกล่าวว่า ทุกคนที่กำลังพูดอยู่นี้เป็นชาวกาลิลีมิใช่หรือ แล้วทำไมเราแต่ละคนจึงได้ยินเขาพูดภาษาท้องถิ่นของเราเล่า เราชาวปาร์เธีย ชาวมีเดีย และชาวเอลาม บางคนอาศัยอยู่ในเขตเมโสโพเทเมีย แคว้นยูเดีย แคว้นคัปปาโดเชีย แคว้นปอนทัส และแคว้นเอเชีย แคว้นฟรีเยียและแคว้นปัมฟีเลีย บางคนมาจากประเทศอียิปต์ และเขตของประเทศลิเบีย รอบๆเมืองไซรีนีน บางคนมาจากกรุงโรม  ทั้งชาวยิวและผู้กลับใจเข้านับถือลัทธิยิว บางคนเป็นชาวเกาะครีทและชาวอาหรับ พวกเราได้ยินคนเหล่านี้ประกาศกิจการอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าเป็นภาษาของเรา ทุกคนประหลาดใจและฉงนสนเท่ห์พูดกันว่า นี่หมายความว่าอย่างไร แต่บางคนหัวเราะเยาะกล่าวว่า พวกนี้ดื่มเหล้ามากเกินไป”

ตอนนี้แสดงว่าเปโตรยังไม่คิดจะทำอะไร แต่ทุกคนสำนึกในหน้าที่โดยอัตโนมัติ แต่ละคนตระหนักว่าอยากจะทำอะไรบางอย่างเพื่อแก้สถานภาพของพระเยซูที่ถูกกล่าวหาว่าแอบอ้างเป็นพระเมสสิยาห์และถูกลงโทษถึงประหารชีวิต พระองค์ได้ทรงฟื้นคนชีพมาแล้วเพื่อแสดงว่าเป็นพระเมสสิยาห์จริง มิใช่แอบอ้าง แต่ก็ถูกกล่าวหาต่อไปว่าลูกศิษย์แอบมาขโมยศพไปตอนกลางคืนขณะยามหลับใน ตอนนี้พระจิตวิญญาณบริสุทธิ์ได้ปลุกให้ทุกคนตื่นจากภวังค์แต่เช้าตรู่ แสดงออกภายนอกเป็นพายุหมุนขนาดใหญ่เท่าคฤหาสน์ หมุนเร็วและทำเสียงดังอึกทึกอย่างผิดสังเกต พายุลมหมุนอย่างนี้หากเกิดขึ้นในทะเลสาบกาลิลีซึ่งเป็นปล่องภูเขาไฟที่มีทิวเขาสูงล้อมรอบก็นับว่าเป็นเรื่องปรกติ แต่ในกรุงเยรูซาเล็มไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ นับเป็นเรื่องประหลาดที่เรียกร้องความสนใจของผู้ชอบมุงทั้งหลาย อะไรเกิดขึ้น อยากได้เห็นกับตา มีอะไรเสียหายบ้าง มีคนเจ็บคนตายหรือไม่ แต่ปรากฏแก่สายตาว่าคฤหาสน์ที่เป็นศูนย์กลางของลมหมุนนั้นอยู่ในสภาพปรกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แปลกมาก ประตูบ้านเปิดออก มีบุรุษหลายคนโผล่หน้าออกมาต้อนรับอย่างคนงัวเงียเพิ่งตื่นนอน พูดอะไรออกมาเป็นภาษาอราเมกสำเนียงกาลิลี แต่เอ๋ะ ใครชินกับสำเนียงภาษาไหนก็ฟังรู้เรื่อง เลยยิ่งสนใจอยากถามอยากรู้เรื่องกันมากขึ้น ทุกคนพอรู้ว่าผู้คนอยากรู้สาเหตุของปรากฏการณ์ประหลาดเมื่อตะกี้นี้ ทุกคนที่ออกมาจากภายในคฤหาสน์ก็ยิ่งกระตือรือร้นอยากจะพูด และอยากพูดมากๆด้วย

พอสายหน่อยเริ่มมีพวกต่อต้านการเป็นเมสสิยาห์ของพระเยซูเข้ามาแทรกแซง พอรู้ว่าฝูงชนกำลังตื่นเต้นเรื่องอะไรก็วางแผนก่อกวนทันที เฮ้ย! จะไปถือสาอะไรกับคนเมาเหล้าแต่เช้าตรู่! “แต่บางคนเยาะเย้ยกล่าวว่า “พวกนี้ดื่มเหล้ามากเกินไป” คำดูหมิ่นค่อยๆเข้าหูของอัครสาวกซึ่งไหวตัวทันที ใส่ร้ายกันชัดๆ ทำไงกันดี ลูกาเก็บความไว้ได้ความว่า

“เปโตรยืนขึ้นพร้อมกับบรรดาอัครสาวกอีก 11 คน พูดด้วยเสียงใสกังวาลว่า ท่านทั้งหลาย ชาวยูเดีย และท่านที่อาศัยอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม จงตั้งใจฟังวาจาของข้าพเจ้าเถิด แล้วท่านจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น คนเหล่านี้ไม่เมาเหล้าดังที่ท่านคิด เพราะเพิ่ง 3 โมงเช้าเท่านั้น แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นไปตามพระดำรัสของพระเจ้าที่ตรัสโดยทางประกาศกโยเอล”

ข้อความข้างต้นเปโตรตั้งใจพูดแก้ข้อกล่าวหาของพวกก่อกวนซึ่งยังป้วนเปี้ยนอยู่แถวนั้น ปรากฏว่าได้ผลอย่างรวดเร็ว ลมเปลี่ยนทิศ บรรยากาศระส่ำระสายฉงนฉงายค่อยสงบลง เปลี่ยนเป็นบรรยากาศของใบหน้าที่ส่ายหาเปโตร ขอให้พูดต่อ เปโตรก็ต้องตกกะไดพลอยโจน คิดได้อะไรก็ว่าไปตามเหตุการณ์เฉพาะหน้า ไม่มีเวลาเตรียมสุนทรพจน์ แต่ลูกาก็คงได้ปรับสำนวนตามอัธยาศัย เสียงของเปโตรก็คงสภาพเสียงดังฟังชัดเช่นเดิม คงได้รู้สึกว่าได้เวลา ต่อด้วยคำแถลงการณ์เปิดตัวโครงการพระเมสสิยาห์แก่มวลชน ภายใต้การนำของพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์ ตามที่ลูกาเก็บความไว้ให้ ดังต่อไปนี้

“พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอบอกท่านตรงๆว่า กษัตริย์ดาวิดบรรพบุรุษของเราสิ้นพระชนม์และถูกฝังไว้ ที่ฝังศพของพระองค์ยังคงอยู่ในหมู่พวกเราจนถึงทุกวันนี้ พระองค์ยังทรงเป็นประกาศกด้วย ทรงทราบว่าพระเจ้าทรงปฏิญาณและสัญญาว่าจะทรงให้เชื้อพระวงศ์ผู้หนึ่งของพระองค์ประทับบนบัลลังก์สืบต่อมา กษัตริย์ดาวิดทรงเห็นล่วงหน้า จึงตรัสถึงเรื่องการกลับคืนพระชนมชีพของพระคริสตเจ้าดังนี้ พระองค์มิได้ทรงถูกทอดทิ้งไว้ในแดนผู้ตาย และร่างกายของพระองค์จะไม่เน่าเปื่อย พระเยซูพระองค์นี้ พระเจ้าทรงบัดาลให้กลับคืนพระชนมชีพ เราทุกคนเป็นพยานได้ พระองค์ทรงได้รับการเทิดทูนให้ประทับเบื้องขวาของพระเจ้า พระองค์ได้รับพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์จากพระบิดาตามพระสัญญา และประทานพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์นี้ให้เราทุกคน ดังที่พวกท่านได้เห็นและได้ยินอยู่นี้ กษัตริย์ดาวิดยังไม่เคยได้เสด็จสู่สวรรค์…ดังนั้นขอให้เผ่าพันธุ์อิสราเอลทั้งมวลรู้แน่เถิดว่า พระเจ้าทรงแต่งตั้งพระเยซูผู้นี้ ที่ท่านทั้งหลายนำไปตรึงบนไม้กางเขน ให้เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระคริสตเจ้า”

ลูกาประเมินผลงานของเปโตรในวันนั้นไว้เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ว่า ถ้อยคำของเปโตรประทับใจฝ่ายสนับสนุนทุกคน และเสียดแทงใจฝ่ายต่อต้านอย่างหนัก ฝ่ายสนับสนุนพากันถามเปโตรว่า พวกเราจะต้องทำอย่างไรกันเล่า เปโตรตอบทันควันแบบเข้าล็อคว่า จงรับศึลล้างบาปในนามของพระเยซูเมสสิยาห์ เพื่อจะได้รับการอภัยบาปและจะได้รับพระพรของพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์ วันนั้นมีผู้ขอรับศีลล้างบาปรุ่นแรกสุดประมาณ 3,000 คน นับเป็นสมาชิกปฐมฤกษ์ของคริสตจักรในประวัติศาสตร์

เปโตรมีงานบันทึกในประวัติศาสตร์ไว้มากซึ่งเราจะติดตามผลพร้อมเบื้องหน้าเบื้องหลังมาวิเคราะห์ และที่อยู่นอกประวัติศาสตร์ก็มีมิใช่น้อย เพราะผลงานสืบเนื่องจากสมาชิกปฐมฤกษ์ 3,000 คนนี้น่าจะมีมิใช่น้อย แต่ประวัติศาสตร์ไม่ติดตามเอามาเสนอ กลายเป็นผลงานนอกประวัติศาสตร์ไปเสียหมด เราก็จะซอกแซกนำมาเสนอด้วยเช่นกัน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s