การทำงานของพรรคจักรพรรดิในสมัยพระเยซู

ซอกแซกหามาเล่า (248)

การทำงานของพรรคจักรพรรดิในสมัยพระเยซู

ชาวกรีกเคยเชื่อกันมาว่า สังคมที่ดีที่สุดคือสังคมแบบนครรัฐในระบอบประชาธิปไตยตรง คือไม่ต้องเลือกผู้แทน แต่พลเมืองทุกคนเป็นผู้ออกเสียงโดยตรงเลือกผู้บริหารรัฐและลงคะแนนตัดสินใจเลือกนโยบายที่มีความขัดแย้ง ดังตัวอย่างที่รัฐเอเธนส์ปฏิบัติและสร้างความเจริญรุ่งเรือง แอร์เริสทาทเถิลให้เหตุผลทางปรัชญาสนับสนุนการเมืองดังกล่าว ครั้นแอลเลิกแซนเดอร์สร้างจักรวรรดิและวางระเบียบการปกครองใหม่ให้เห็นและชาวโรมันสร้างมหาอาณาจักรตามนโยบายของแอลเลิกแซนเดอร์อย่างมั่นคง ทั้งชาวกรีกและชาวโรมันที่กระจายตัวกันไปตั้งหลักแหล่งทำมาหากินและใช้ชีวิตแบบพลเมืองโลก (cosmopolitan) ในมหาอาณาจักรโรมัน พากันพอใจและสนับสนุนให้ระบอบนี้คงอยู่ถาวร เรียกว่าอารยธรรมแบบกรีกใหม่ (Hellenistic) และพวกเขาก็กลายเป็นสมาชิกพรรคจักรพรรดิโดยปริยาย เพราะถ้าไม่มีจักรพรรดิเป็นสัญลักษณ์แห่งการปกครอง วิถีชีวิตแบบกรีกใหม่ก็จะสลายตัว และจักรพรรดิก็ดูแลเรื่องนี้โดยส่งข้าหลวงไปค้ำประกันอำนาจต่างพระเนตรพระกรรณ ในชีวประวัติของพระเยซูปรากฏชื่อและบทบาทของพานเฉิส พายเลท (Pontius  Pilate) เป็นตัวอย่างสำคัญของผู้เลื่อมใสสถาบันจักรพรรดิ เราจะศึกษาเรื่องนี้กันดู

ค.ศ. 6 จักรพรรดิอ-เกอส-เถิสสั่งปลดเจ้ามหานครอาร์เค-ลาเอิส (the Ethnarch Archelaus) แห่งยูเดียออกจากตำแหน่งโดยให้แม่ทัพภาคตะวันออกควีรีเนียส (Quirinius) เป็นผู้ดำเนินการ ครั้นประกาศการถอดถอนมาถึงกรุงเยรูซาเลมเท่านั้น ยูดาสชาวกาลิลี (Judas the Galilaean) ก็รวมพลังผู้ร่วมใจประกาศตั้งพรรคซีโลต (Zelot) กอบกู้เอกราชตามเจตนารมณ์ของบิดาที่ได้ถูกเฮโรดมหาราชประหารชีวิตไปก่อนหน้านี้ กองกำลังซีโลตเข้ายึดวังจากทหารโรมัน ร้อนถึงแม่ทัพภาคตะวันออกต้องส่งกองทัพโรมันมาปราบจนสำเร็จเรียบร้อย จึงแต่งตั้งให้แม่ทัพที่คุมทัพมาปราบปรามเขอพานเนียส (Coponius) เป็นข้าหลวงปกครองคนแรกขึ้นต่อซีเรีย โดยใช้ที่พักตากอากาศของเฮโรดเป็นที่พักถาวรและสำนักงานบริหารถาวร โดยมีกองพันทหารโรมันอารักขา และมีจวนข้าหลวงที่มุมกำแพงบริเวณพระวิหารด้านตะวันตกเฉียงเหนือซึ่งมีหอคอยเอินโทว์เนียน (Antonia) สำหรับสังเกตการณ์มีทหารเฝ้ารักษการณ์ตลอดเวลา มีที่พักแรมสำหรับข้าหลวงมาเฝ้าดูแลและมีห้องประชุมเจ้าหน้าที่หรือพิจารณาคดีพิเศษอย่างกรณีพิจารณาคดีที่พระเยซูถูกกล่าวหา ที่สำคัญเป็นพิเศษที่กษัตริย์เฮโรดมหาราชได้กำหนดไว้สำหรับการบริหารปกครองชาวยิวโดยเฉพาะคือมีห้องเก็บอาภรณ์เต็มยศของมหาปุโรหิตสำหรับสวมใส่ประกอบพิธีกรรมศาสนาตามบทบัญญัติของโมเสสซึ่งปุโรหิตจะใช้เมื่อใดต้องทำบันทึกขออนุญาตจากผู้มีอำนาจสูงสุดในการปกครองเยรูซาเลมล่วงหน้าอย่างน้อย1สัปดาห์ และต้องเอาใบอนุญาตไปเสนอเบิกจากนายทหารรักษการณ์แห่งหอคอยแอนเทอเนียอย่างถูกต้องจึงจะเบิกเอาไปใช้ได้เฉพาะครั้งและต้องนำกลับมาเก็บรักษาไว้ตามเดิมในเวลากำหนดซึ่งเขอพานเนียสรับรู้ว่าจะต้องดูแลเรื่องนี้อย่างเคร่งครัด เพราะชาวยิวสมัยนั้นถือว่าใครสวมเครื่องแบบชุดนี้ถือว่าเป็นมหาปุโรหิตแท้

โดยปรกติการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในกำแพงบริเวณพระวิหารซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 1 ตารางกิโลเมตรนั้นเป็นหน้าที่ของตำรวจพระวิหารโดยใช้งบประมาณของพระวิหารโดยมีผู้บัคับการจากปุโรหิต1นาย ผู้บังคับกองร้อยจากปุโรหิต3นาย ผู้บังคับหมวดจากคนเลวี 21 นาย พลตำรวจจำนวนหนึ่งตามต้องการซึ่งคัดเลือกมาจากสามัญชน ส่วนทหารโรมัน 1 กองร้อยมีหน้าที่เฝ้าหอคอยเอินโทว์เนียและคอยปราบผู้กระด้างกระเดื่องต่ออำนาจโรมันและช่วยตำรวจพระวิหารปราบจลาจลเฉพาะเมื่อได้รับคำขอร้อง

มีเหตุการณ์ที่น่าจดจำเกิดขึ้นในวาระของเขอพานเนียสคือ มีชาวซามาริตันพรรคซีโลตกลุ่มหนึ่งลักลอบเปิดประตูพระวิหารได้ตอนหลังเที่ยงคืนแล้วกรูกันเข้าไปยังพระแท่นบูชาเอามวลกระดูกที่ใส่ถุงเตรียมมาเททิ้งไว้รอบๆพระแท่นแล้วก็จากไปอย่างสงบ ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามคำพยากรณ์ของศาสดาประกาศกเอเสเคียลที่ว่า “เราจะโยนศพผู้ที่ถูกฆ่าไว้ต่อหน้ารูปเคารพของท่าน เราจะวางศพชาวอิสราเอลไว้ต่อหน้ารูปเคารพของเขา และจะโปรยกระดูกของเขาไว้รอบแท่นบูชา” (เอเสเคียล 6:4-5) คงตั้งใจเตือนสติบรรดาผู้อ่อนข้อต่อผู้ปกครองโรมันที่พยายามเอาศาสนาโรมันเข้ามาแจมในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนายูดาห์ (ข้อมูลจาก Bruce: New Testament History, p.33) เขอพานเนียสอยู่ในวาระเพียง 3 ปี

            ค.ศ.9 มาร์เขิส เอิมบีฟเวียส (Marcus Ambivius) รับตำแหน่งข้าหลวงแทนเขอพานเนียส  อยู่ในวาระเพียง3ปี   เพราะเป็นนโยบายของอเกอสเถิสที่ไม่อยากให้ข้าหลวงอยู่นานในที่เดิม ด้วยเหตุผลว่าจะเริ่มเซ็ง หมดความคิดสร้างสรรค์และจะค่อยๆหาช่องทางคอร์รัปชั่นมากขึ้นตามลำดับ

.ศ.12 แอนเนียส รูเฝิส (Annius Rufus) รับตำแหน่งข้าหลวงแทนเอิมบีฟเวียส  อเกอสเถิสได้กำหนดไว้แล้วว่าครบวาระ 3 ปีจะให้วาเลร์เรียส แกรทเถิส (Valerius Gratus) มาสวมตำแหน่ง อเกอสเถิสสิ้นพระชนม์วันที่ 19 สิงหาคม ค.ศ.14 เถอเบร์เรียสขึ้นเป็นจักรพรรดิแทน  และเมื่อครบวาระของรูเฝิสก็เรียกกลับ

.ศ.15 เวอเลร์เรียส แกรทเถิส (Valerius Gratus) ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งแทน แกรทเถิสมารับตำแหน่งตามที่จักรพรรดิอเกอสเถิสได้กำหนดไว้และจักรพรรดิเถอเบร์เรียส (Tiberius) ตั้งพระทัยให้อยู่แบบลากยาวด้วยเหตุผลว่า ข้าหลวงไปปกครองหัวเมืองก็เหมือนฝูงเหลือบไปดูดเลือดปศุสัตว์ กินอิ่มแล้วก็จะเกาะอยู่เฉยๆตัวอื่นจะไม่กล้าเข้ามา แต่ถ้าไล่ออกไป ตัวหิวโซก็จะมาเริ่มต้นดูดเลือดใหม่จนกว่าจะอิ่ม ดังนั้นนโยบายเปลี่ยนตัวข้าหลวงทุก3ปีก็เหมือนเปิดทางให้เหลือบตัวใหม่ไปเริ่มดูดใหม่ไม่รู้จบนั่นเอง จึงได้ทดลองนโยบายใหม่ของตนโดยส่งแกรทเถิสไปเป็นข้าหลวงแห่งยูเดียในปีค.ศ.15 โดยไม่กำหนดวาระ และเขาก็ทำตัวเป็นเหลือบจริงและเป็นเหลือบที่ไม่รู้จักอิ่ม เขาใช้เวลา 11 ปีขายตำแหน่งและอภิสิทธิ์ต่างๆอย่างไม่อั้น อย่างน้อยที่สุดก็ขายตำแหน่งมหาปุโรหิต4ครั้งได้เงินไม่รู้เท่าไร ขณะที่เขาเข้ามาปกครองนั้น อันนาสบุตรของเซท (Annas ben Set) เป็นมหาปุโรหิตมาได้10ปีแล้ว เขาเห็นช่องตอบสนองสัญชาตญาณกอบโกยด้วยการขายตำแหน่งทันที โดยหาเรื่องถอดอันนาสออกจากตำแหน่งและขายตำแหน่งให้แก่อิสมาเอลบุตรของฟาบี (Ismael ben Phabi)  ต่อมาก็ถอดอิสมาเอลออกขายตำแหน่งให้แก่เอเลอาซาร์ (Eleazar) ต่อมาก็ถอดเอเลอาซาร์เพื่อขายตำแหน่งให้แก่ซีโมนบุตรของคามีธุส (Camithus) ต่อมาก็ถอดซีโมนเพื่อขายตำแหน่งให่แก่โยเซฟ กายาฟาส (Caiafas) บุตรเขยของอันนาส แน่นอนเหลือเกินว่า เมื่อข้าหลวงแสดงเจตนาชัดๆจะกอบโกยทุกวิถีทางเช่นนี้ มีหรือที่ผู้มีอำนาจขายตำแหน่งและสิทธิระดับรองๆลงมาจะไม่เล่นเกมเดียวกัน จะไม่ขอเอี่ยวเล่นประสานเสียงด้วยโดยยอมส่งส่วยตามสายงาน ใครไม่ร่วมลงขันด้วยคงอยู่ยาก จึงไม่ต้องแปลกใจที่ทั้งระบบเล่นประสานเสียงกันอย่างดีจนจับผิดยาก มียกเว้นก็คือกลุ่มซีโลต ผู้รักชาติ ในที่สุดความเละเทะก็เข้าถึงพระเนตรพระกรรณจักรพรรดิเถอเบร์เรียสจนได้ กว่าจะทรงตื่นจากภวังค์ตระหนักว่านโยบายเหลือบอิ่มเลือดแล้วจะหยุดเองผิดถนัดก็รู้สึกว่าจับต้นชนปลายไม่ถูกเสียแล้ว เพราะทั้งระบบร่วมความผิดพัวพันกันหมดเป็นกลุ่มด้ายยุ่งเหยิงเป็นกลุ่มก้อนเดียวกันมหึมา จำต้องสะสางกันทั้งระบบโดยคนนอกระบบ จึงตัดสินพระทัยเรียกแกรทเถิสกลับและส่งนายทหารมือปราบและมือสะอาดเพราะไม่สนใจอะไรมากไปกว่าความก้าวหน้าในกองทัพ

.ศ.26 พานเฉิส ไพเลท (Pontius Pilate) ได้รับแต่งตั้งเป็นข้าหลวงแห่งยูเดียคนที่ 5 เขาต้องการแต่ผลงานเพื่อความสำเร็จในกองทัพเท่านั้น เขามั่นใจว่าเขาทำได้และจะพอใจผู้แต่งตั้งเขาซึ่งขณะนั้นคือเสอเจเนิส (Sejanus) แม่ทัพแห่งกองกำลังอารักขาพระนคร และนั่นเป็นทางเดียวที่เขาจะเป็นขวัญใจและได้รับความไว้วางใจจากผู้มีอำนาจจริงซึ่งจะใช้สอยเขาแก้ปัญหาสำคัญๆอันเป็นยอดปรารถนาของนายทหารคนหนึ่งที่สนุกกับการเป็นทหาร

เพื่อจับประเด็นการเมืองโรมันได้ชัดเจน เห็นควรชี้แจงเบื้องหลังสักเล็กน้อยเสียก่อนว่า ขณะนั้นเป็นช่วงรัชสมัยของจักรพรรดิเถอเบร์เรียสก็จริงอยู่ แต่ผู้ใช้อำนาจกลับเป็นเสอแจนเนิส (Sejanus) แม่ทัพกองกำลังอารักขาพระนคร ประเด็นมีเรื่องราวดังนี้

ปฐมจักรพรรดิอเกอสเถิสมีแต่ธิดาไม่มีโอรสจะสืบสันตติวงศ์ เห็นว่าเถอเบร์เรียสเป็นคนดีมีคุณสมบัติจะรับถ่ายทอดภารกิจจักรพรรดิองค์ต่อไปได้ จึงอุปถัมภ์เป็นโอรสบุญธรรมและยกพระธิดาให้ แต่เทอร์เบร์เรียสอยากเป็นนักปรัชญาสโทอิกมากกว่าจึงจำใจรับตำแหน่งเพื่อไม่ให้ผู้มีพระคุณผิดหวัง ตอนแรกก็ปกครองได้ดีตั้งแต่ค.ศ.14 แต่แล้วก็เกิดอาการเปล่าเปลี่ยวพระทัยเพราะผิดหวังที่ไว้ใจใครก็ผิดหวังทั้งสิ้น ในปีค.ศ.23 ขณะประกอบพิธีศาสนาในถ้ำหลังคาถ้ำถล่มลงมามีผู้ตายและบาดเจ็บ เสอแจนเนิสแม่ทัพกองกำลังอารักขาพระนครพุ่งตัวมาคล่อมร่างจักรพรรดิเอาไว้และทั้งคู่ปลอดภัย แต่จักรพรรดิรู้สึกว่าเสอแจนเนิสจงรักภักดีด้วยใจจริง ตั้งแต่นั้นมามีอะไรข้องใจก็ปรึกษาเสอแจนเนิสแต่เพียงผู้เดียวจนกลายเป็นว่าชี้นกเป็นนกชี้กาเป็นกาได้ เสอแจนเนิสเห็นช่องทางถีบตัวขึ้นเป็นจักรพรรดิ จึงวางแผนทำตัวเป็นนักสอดแนมคอยรายงานว่าใครบ้างเป็นภัยต่อความปลอดภัยของชีวิตและยบัลลังก์ของเทอเบร์เรียสซึ่งจักรพรรดิก็มอบหมายให้เสอแจนเนิสจัดการตามแต่จะเห็นควรไปเสียทุกครั้ง ถึงปีค.ศ.26 เมื่อได้อนุมัติแต่งตั้งพายเลิสเป็นข้าหลวงแห่งยูเดียแล้ว เสอแจนเนิสก็รายงงานว่าชีวิตในกรุงโรมไม่ปลอดภัยอย่างยิ่งสุดความสามารถของตนจะสอดส่องดูแลได้ทั่วถึง จึงแนะนำให้ย้ายที่ประทับอย่างถาวรไปอยู่ณสถานพักตากอากาศบนเกาะแพะ (Capreae) รับรองว่าจะจัดการให้เรียบร้อยทุกอย่าง หากเรื่องใดต้องการลงพระปรมาภิไธยก็จะนำมาให้ลงถึงที่ประทับ ไม่ต้องห่วงและก็หายห่วงจริงๆ เพราะเสอแจนเนิสจัดการปราบเสี้ยนหนามแม้แต่ที่สงสัยเพียงนิดเดียวว่าจะกีดกันการขึ้นตำแหน่งจักรพรรดิของตนอย่างเฉียบขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาเชื้อพระวงศ์และสมาชิกสภา บรรยากาศในกรุงโรมเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและหวาดกลัว ในที่สุดในปีค.ศ.31 มีผู้กล้าเสี่ยงหัวขาดโดยลักลอบเข้าเฝ้ารายงานการปฏิบัติงานทั้งปวงของเสอแจนเนิสให้ทรงทราบ จึงได้ทรงตื่นจากภวังค์และแสดงความรับผิดชอบต่อสถานการณ์โดยทรงฝากบันทึกส่วนพระองค์ไปยังประธานสภาให้จับตัวเสอแจนเนิสประหารชีวิตโดยละม่อม

ในปีค.ศ.26 จักรพรรดิเถอเบเรียสเป็นผู้ลงพระนามแต่งตั้งพายเลทเป็นข้าหลวงแห่งยูเดียก็จริง แต่ผู้ให้ตำแหน่งจริงๆคือเสอแจนเนิส ดังนั้นผู้ที่พายเลทคิดว่าจะต้องตอบแทนบุญคุณและจะต้องเอาใจเพื่อความก้าวหน้าในอาชีพทหารก็คือเสอแจนเนิสไม่ใช่เทอร์เบร์เริส รู้ว่าเสอแจนเนิสเกลียดขี้หน้ายิวก็ต้องข่มเหงยิวให้สะใจ

พายเลทคิดว่าตนอ่านเกมออกชัดเจนจึงตั้งใจเริ่มงานทันทีเพื่อไม่ยอมให้โอกาสหลุดมือ เขาขว้างหินถามทางด้วยการทดลองงานชิ้นโบว์แดง เขาสังเกตว่าในวังของกษัตริย์เฮโรดมหาราชที่เขาใช้เป็นเรือนรับรองอยู่นั้นมีโล่หุ้มทองรูปจักรพรรดิกาไหล่ทองคำวาววับสวยงามมาก เขาคิดว่าที่ที่เหมาะสมคือพระวิหาร เขาคิดว่าหากเอาไปตั้งไว้ให้ประชาชนบูชาคู่กับพระยาห์เวห์ก็จะดูดีที่สุด เขารู้ว่าชาวยิวหัวรุนแรงจะไม่ยอมแน่ๆ เขาจึงไม่คิดจะอัญเชิญเข้าไปในตอนกลางวันอันจะเปิดโอกาสล่อแหลมให้พวกหัวรุนแรงรวมตัวกันต่อต้านขัดขวางได้ง่าย จึงวางแผนจะกระทำในเวลากลางดึกเมื่อประชาชนอยู่กับเหย้ากันหมดแล้ว ทหารจะทำอะไรก็ได้สะดวก จึงจัดขบวนทหารเชิญโล่จักรพรรดิจากวังของเฮโรดมาสู่พระวิหารอย่างสมเกียรติยิ่ง มหาปุโรหิตและบรรดาปุโรหิตที่อยู่เวรดูแลพระวิหารได้แต่ยืนทำตาปริบๆ ไม่กล้าพูดสักคำและไม่กล้าทำอะไรสักอย่าง ทั้งๆที่รู้ว่ารุ่งเช้าอะไรจะเกิดขึ้น ก็ต้องปล่อยไปตามบุญตามกรรม และก็เป็นอย่างที่คาด รุ่งเช้าพอสมาชิกพรรคซีโลทและบรรดาประชาชนสุดขั้วรู้ว่าข้าหลวงโรมันเล่นเกมสกปรกอย่างไรเมื่อข้ามคืน ก็เล่าลือโจษขานและปลุกระดมอารมณ์กันยิ่งกว่าไฟไหม้ลามทุ่ง สักครู่เดียวผู้ที่รู้สึกว่าทนนิ่งอยู่ไม่ได้รวมกับพวกมีอารมณ์ชอบมุง ก็มุ่งหน้าจากทุกทิศสู่พระวิหาร ในขณะเดียวกันเสียงปลุกระดมที่กระพือออกไปรอบด้านชักชวนผู้อาศัยอยู่ในรัศมีไกลออกไปให้รู้สึกว่านิ่งดูดายอยู่ไม่ได้แล้ว แต่ทว่าพระวิหารก็ถูกล้อมด้วยกองกำลังผสมของตำรวจพระวิหารเต็มอัตราและทหารโรมันอาวุธครบทั้งกองพัน ตัวข้าหลวงพายเลทเองอยู่บนหอคอยอันโทเนียเฝ้าสังเกตเหตุการณ์อย่างตาไม่กระพริบ สั่งกองกำลังทุกคนดูแลณจุดของแต่ละคนมิให้อ่อนข้อให้ผู้ใดล่วงล้ำแนวกั้นเข้าไปได้เป็นอันขาด มีหน่วยพลีชีพพยายามฝ่าวงล้อมและถูกสกัดกั้นอย่างรุนแรงถึงชีวิตคนแล้วคนเล่า แต่ฝ่ายล้อมกรอบกลับดูเหมือนว่าจะมีกำลังหนุนมากขึ้นทุกขณะ ในที่สุดพายเลทก็คิดได้ว่าถ้าเหตุการณ์ยืดเยื้อออกไปถึงกลางคืน อาจจะเกิดเหตุชุลมุนจนคุมสถานการณ์ไม่ได้ จะกลายเป็นจุดด่างพร้อยในชีวิตข้าหลวงของตนเองในที่สุด จึงรีบสั่งให้ทหารเชิญโล่ปัญหากลับไปประดิษฐานไว้ในวังของกษัตริย์เฮโรดมหาราชดังเดิม มีชาวยิวใจถึงเดินทางติดตามไปจนถึงวังเฮโรด ณ ซีเสอเรีย ยังความผิดหวัง ความเคียดแค้นและความไม่ชอบหน้าชาวยิวฝังในจิตใต้สำนึกของพายเลทอย่างลึกซึ้ง

            ค.ศ.30 ปีสุดท้ายของพระเยซู จักรพรรดิเถอเบร์เรียสกำลังอยู่ภายใต้อาณัติของเสอแจนเนิสอย่างเต็มอัตรา และเสอแจนเนิสก็กำลังเดินเครื่องเต็มสูบเป็นปีสุดท้ายสู่ตำแหน่งจักรพรรดิ เกิดเหตุการณ์สำคัญที่สุดในวาระการเป็นข้าหลวงของพายเลท คือ วันอาทิตย์ก่อนเทศกาลอพยพ พระเยซูขี่ลาเข้ากรุงเยรูซาเลมมีชาวยิวจำนวนมากแห่ห้อมล้อมแสดงควาวมจงรักภักดีในฐานะผู้กู้ชาติที่พระยาห์เวห์ทรงสัญญาไว้ พระเยซูทรงปล่อยให้พวกเขาไชโยโห่ร้องแสดงความกระตือรือร้นกันอย่างเต็มที่โดยไม่เกรงกลัวทหารโรมันที่จับตาดูและสังเกตการณ์อยู่บนหอคอยอย่างสนใจ พอถึงประตูพระวิหารก็ลงจากหลังลาเดินเข้าไปสวดมนตร์ในพระวิหารอย่างไม่มีอะไรเกิดขึ้น พาให้ประชาชนที่หวังว่าพระองค์จะประกาศแผนการกู้เอกราชและทำปาฏิหาริ์ยืนยัน พระองค์กลับประกาศเพียงข้อห้ามธรรมดาๆว่าอย่าทำให้พระวิหารเป็นซ่องโจร ไม่มีอะไรสะใจ อย่างไรก็ตามกองสอดแนมของมหาปุโรหิตไม่วายรายงานว่าสถานการณ์น่าเป็นห่วงว่าจะกระทบถึงตำแหน่งมหาปุโรหิต เพราะไม่กี่วันมานี้ก็มีกรณีจับกุมหัวหน้ากบฎต่อจักรพรรดิชื่อบารับบาส(Barabbas) โดยทหารโรมัน ขณะนั้นก็ยังถูกคุมตัวเพื่อขยายผลอยู่ซึ่งอาจจะสาวมาถึงการทำงานของมหาปุโรหิตด้วยก็ได้ กรณีของพระเยซูไม่มีอะไรพาดพิงถึงมหาปุโรหิตก็จริง แต่ข้าหลวงมีสิทธิจะสงสัยอะไรก็เป็นเรื่องทั้งสิ้น มหาปุโรหิตประเมินสถานการณ์แล้วไม่อาจนิ่งดูดายให้สถานการณ์สุกงอมเอง ในฐานะเป็นประธานสภาปกครองสั่งให้มีการประชุมสภาเป็นกรณีพิเศษทันที ทางฝ่ายทหารโรมันก็มีการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ประชุมสภาซันเฮดริน ข้าหลวงรีบเดินทางมาพำนักในหอคอยอันโทเนียเพื่อคุมสถานการณ์ใกล้ชิด สภาซันเฮดรินลงมติว่าควรให้พลเมืองคนหนึ่งตายไปดีกว่าเปิดโอกาสให้ทหารโรมันสังหารหมู่ ตำรวจพระวิหารได้รับคำสั่งให้จับกุมพระเยซูในที่ลับตาฝูงชนเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกับฝูงชนที่สนับสนุนพระเยซู พระเยซูทรงรู้ตัวล่วงหน้าจึงได้จัดการเลี้ยงอาหารปาสการะลึกถึงการอพยพจากอียิปต์ ซึ่งควรจะเป็นค่ำวันเสาร์ แต่พระองค์ขอให้มารีย์แม่ม่ายมารดาของมาระโกจัดงานให้ก่อนเพื่อได้ทันอำลาสาวก เสร็จแล้วก็พาสาวกไปพักผ่อนในสวนมะกอกรับลมเย็นแห่งฤดูร้อนเตรียมตัวให้ถูกจับโดยตำรวจอารักขาพระวิหารตามมติของสภา รอรุ่งเช้าเพื่อนำไปฝากขังที่จวนข้าหลวงรอวันประหารชีวิตเช่นเดียวกับบารับบาสในข้อหาเดียวกันคือส้องสุมผู้คนเพื่อกอบกู้เอกราช ข้าหลวงพายเลทอยู่ที่หอคอยอันโทเนียมุมตะวันตกเฉียงเหนือของกำแพงพระวิหารคอยรับสถานการณ์ทุกเทศกาลอยู่แล้ว พอตะวันขึ้นก็รีบนำตัวพระเยซูไปเสนอให้ข้าหลวงอนุมัติโทษประหารชีวิต แต่ไม่ง่ายเพราะพายเลทออกอาการไม่เข้าสะเป๊กที่จะตามใจมหาปุโรหิตและชาวยิวที่ตนเกลียดชังตามนโยบายของเสอแจนเนิส คงมีข่าวมาเข้าหูอยู่บ่อยๆขณะพำนักอยู่ในจวนแห่งซีเสอเรียว่าพระเยซูแฉความเลวร้ายของนักบริหารฝ่ายยิวที่ตนเกลียดชังอยู่ ก็คงได้จงใจเชียร์การเทศน์สอนของพระเยซูอยู่ในใจ จึงรู้สึกทันทีว่าพระเยซูไม่มีพิษมีภัยอย่างที่ถูกปรักปรำ จึงรู้สึกหมั่นไส้ฝ่ายโจทย์มากกว่าจะอยากเออออห่อหมก ใจจริงจึงอยากจะปล่อยตัวไปให้ทำบทบาทเป็นก้างขวางคอพรรคซัดดูสีของมหาปุโรหิตต่อไปมากกว่าจะตีงูให้กากินและปิ้งปลาประชดแม้ว แต่โดนไดแลมมาของฝ่ายซัดดูสีเข้าว่า :”จะฟ้องถึงจักรพรรดิ (ซึ่งโดยพฤตินัยขณะนั้นก็คือเสอแจนเนิส) ว่าละเลยหน้าที่โดยปล่อยให้ผู้อ้างตัวว่าเป็นกษัตริย์ของชาวยิวโดยไม่มีการแต่งตั้งจากจักรพรรดิลอยนวล” โดนไม้นี้เข้าพายเลทต้องคิดหนัก กลัวจะเสียคะแนนจากเสอแจนเนิสเป็นสำคัญ จึงกลายเป็นเทียนไขลนไฟอ่อนปวกเปียกเห็นได้ชัด ใครจะเป็นจะตายอย่างไรช่าง ฉันต้องได้เป็นแม่ทัพเสียก่อนแล้วค่อยว่ากัน รีบมอบพระเยซูให้เอาไปทำอะไรไม่ว่าขออย่าไปตอแยกับเสอแจนเนิสเท่านั้นเป็นพอ สภาซันเฮดรินพอใจที่มติสภาสำเร็จลงได้เร็วและง่ายเกินคาด

            ค.ศ.31 แมคโคร (Macro) นายทหารคนหนึ่งในกองกำลังอารักขาพระนคร ยอมเสี่ยงตายเอาความเลวของเสอแจนเนิสมาแจ้งแก่จักรพรรดิจนหมดเปลือกและเกินเปลือก จักรพรรดิเชื่อสนิท มีสารลับถึงประธานสภาให้แต่งตั้งเสอแจนเนิสเป็นกงสุลบดีร่วม และแต่งตั้งให้แมคโครดำรงตำแหน่งแม่ทัพกองกำลังอารักขาพระนคร ต่อจากนั้นประหารชีวิตเสอแจนเนิสในข้อหาคิดร้ายต่อบัลลังก์จักรพรรดิ พายเลทหมดเส้นในกรุงโรม แต่ก็รู้เส้นของเถอเบร์เรียสว่าไม่ชอบเปลี่ยนข้าหลวงถ้าปราบการลุกฮือได้อย่างสมเกียรติทหารโรมันซึ่งเรื่องนี้พายเลทเชื่อว่าตนมีฝีมืออยู่แล้ว พายเลทจึงใช้นโยบายตัดไฟต้นลมอย่างเฉียบขาดและได้ผลเสมอ จนถึงปีค.ศ.37

            ค.ศ.36 เกิดกบฏทาเฮบ (Taheb เมสสิยาห์ภาษามาราเมก) บนภูเขาการีซิมในแคว้นซามาเรีย โดยอ้างอิงข้อความจากคัมภีร์เฉลยธรรมบัญญัติว่า “พระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้าจะปลุกประกาศกเหมือนเราโมเสสจากพี่น้องของพวกเจ้า จงให้ความร่วมมือเต็มที่” พายเลทส่งทั้งทหารราบและทหารม้าไปร่วมกันปราบอย่างเฉียบขาด ผู้คนล้มตายมาก สภาซันเฮดรินแห่งซามาเรียส่งผู้แทนไปร้องเรียนว่าทำเกินเหตุต่อแม่ทัพภาคแห่งซีเรียซึ่งสั่งให้พายเลทไปชี้แจงที่กรุงโรมด้วยตนเอง ระหว่างเดินทางจักรพรรดิเถอเบร์เรียสสิ้นพระชนม์

.ศ.37 สภาแต่งตั้งกายุส (Gaius) เป็นจักรพรรดิโดยการสนับสนุนของแม่ทัพกองกำลังอารักขาพระนคร มาร์รุลลุส (Marullus)ได้รับแต่งตั้งมาดำรงตำแหน่งข้าหลวงแห่งยูเดีย

.ศ.41 จักรพรรดิแต่งตั้งอกริปปาที่ 1 พระสหายในวัยเด็กเป็นกษัตริย์แห่งยูเดีย ซามาเรีย และกาลิลี อกริปปาเป็นหลานปู่ของกษัตริย์เฮโรดมหาราชอดีตกษัตริย์ของยูเดีย โดยเป็นโอรสของแอร์เริสทาบเบอเริสที่ถูกพระราชบิดาประหารชีวิต ทั้งยังเป็นหลานตาของกษัตริย์เหอแคนเนิสที่ 2 ทางพระนางมาเรียมที่ 1

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s