ค้นหาความหมายในเรื่องปรัมปรา (160)

orpheus-and-eurydice

ปรัชญาศาสนาของออร์เฝิส

ออร์เฝิส (Orpheus) มีชีวิตอยู่ก่อนโฮเมอร์หลายศตวรรษและก่อนสงครามกรุงทรอยเล็กน้อย ในขณะที่ชาวกรีกเผ่าอเคียนเป็นใหญ่ในดินแดนกรีซและกำลังผสมผสานอารยธรรมอารยันกับอารยธรรมเผอแลสเจียนของชาวพื้นเมืองเดิมอยู่ ออร์เฝิสจึงน่าจะเป็นชนอเคียนคนหนึ่งที่ย้ายถิ่นไปอยู่ในแคว้นเธรส (Thrace) ตอนเหนือซึ่งชาวพื้นเมืองกำลังนับถือศาสนาของเจ้าแม่ธรณีและโอรสดายเออเนเฉิสของชาวเกาะครีทอย่างเข้มข้น ออร์เฝิสเป็นคนฉลาด เอาระบบศาสนาอารยันไปสอนตามความเข้าใจของตนอันเป็นปรัชญาลึกซึ้งที่ถูกใจลูกศิษย์เอาไปสอนและปฏิบัติต่อๆกันโดยอ้างว่าเป็นคำสอนของออร์เฝิสซึ่งต่อๆมาได้รับการยกย่องว่าเป็นโอรสเทพและเทวีบ้าง เป็นมนุษย์กึ่งเทพคือ มีบิดาเป็นเทพและมารดาเป็นมนุษย์บ้าง เป็นประกาศกผู้ได้รับคำสอนจากเทพโดยตรงมาเผยแผ่แก่มนุษย์บ้าง เป็นนักปรัชญ์ผู้หยั่งรู้ถึงความลึกลับของอดีตและความเป็นจริงของเอกภพและมวลมนุษย์บ้าง ผู้มีศรัทธาเหล่านี้ยกย่องท่านด้วยปาฏิหาริย์คำสรรเสริญเยินยอ จนเลยเถิดปะปนเข้าไปในเรื่องจริงจนยากที่จะแยกออกได้ว่าอะไรบ้างจริงนอกจากจะพยายามสันนิษฐานเอาจากความเป็นไปได้และความน่าจะเป็นในบรรยากาศของออร์เฝิสเอง

 ความสำคัญ

          ในศตวรรษแรกๆของศาสนาคริสต์ มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันมากระหว่างนักปราชญ์คริสต์ที่พยายามอ้างปรัชญาศาสนาของออร์เฝิสสนับสนุนคัมภีร์ไบเบิล กับลูกศิษย์ของเพลโทว์ที่พยายามอ้างปรัชญาศาสนาของออร์เฝิสเพื่อสนับสนุนปรัชญาของเพลโทว์ ปรากฏว่าสามารถรวบรวมงานเขียนที่อ้างว่าเป็นของออร์เฝิสได้มากมาย ส่วนมากจากการรวบรวมของอานเนอมาคเขรอเถิส (Onomacritus) ตั้งแต่ศตวรรษที่6ก.ค.ศ.และมีผู้สนใจรวบรวมไว้เพื่อการศึกษาต่อมาเรื่อยๆอีกมากจนถึงประมาณคริสตศตวรรษที่ 4 ซึ่งก็แน่นอนว่าเมื่อเปรียบเทียบกันแล้วก็เหมือนกันบ้าง เพี้ยนกันบ้างตามอัธยาศัย แต่ก็มีผู้สนใจศึกษาเรื่องนี้โดยตรงด้วยหลักวิเคราะห์วิจักษ์และวิธานมาพอสมควรจนสรุปเป็นเนื้อหาวิชาการน่าเชื่อถือได้สมควรแก่อัตภาพ ดังต่อไปนี้

คำสอนเรื่องกำเนิดเทพ

            แรกเริ่มเดิมทีมีเวลา (Time) คู่กับชะตา (Fate) ครั้นเวลารวมตัวกับชะตาเกิดอากาศ(Aether), ความมืด (Erebus, Darkness), สารสับสน (Chaos)

ครั้นอากาศรวมตัวกับสารสับสนเกิดแสงสว่างรูปไข่

ครั้นแสงสว่างรวมตัวกับความมืดเกิดกลางคืน เกิดธรณี (Gaea) และท้องฟ้า (Uranus)

ครั้นธรณีรวมตัวกับท้องฟ้าเกิดอสูรและอสุรีจำนวนหนึ่ง

จากอสูรกับอสุรีเกิดเทพเทวีต่างๆ

ดายเออนายเสิส (Dionysus) เกิดจากเทวราชซูสกับเทวีเพอร์เซฟเฝอนิ (Persephone)

 

คำสอนเรื่องมนุษย์

ตัวตนของมนุษย์จริงๆอยู่ที่วิญญาณ (soul) ร่างกายเป็นสิ่งที่อสูรปั้นขึ้นมาสำหรับกักขังวิญญาณ เปรียบได้กับบ้าน หรือคุก หรือหลุมฝังศพ หรืออาภรณ์ หรือร่างแห หรือป้อมปราการ แล้วแต่จะเทียบ ส่วนวิญญาณนั้นเทพสร้างขึ้นมาให้เป็นบริวารและมีชีวิตอมตะอย่างเทพ แต่ได้ทำผิดบางประการจึงถูกโทษให้มาอยู่ในร่างกายชั่วคราว บางแห่งก็ว่าเพื่อให้มีโอกาสสร้างบารมี วิญญาณมีหน้าที่รักษากายให้สะอาดสะอ้านเรียบร้อยที่สุดอยู่เสมอเท่าที่จะทำได้ เพราะนั่นชี้บ่งถึงคุณภาพของวิญญาณ และไม่มีสิทธิทำลายร่างกายโดยฆ่าตัวตาย เพราะวิญญาณยังใช้กรรมไม่จบหรือสร้างบารมียังไม่พอ วิญญาณมีหน้าที่ควบคุมร่างกายให้อยู่ในโอวาทด้วยการฝึกกรรมฐาน ไม่กินเนื้อสัตว์ ไม่ฆ่าสัตว์ แม้ฆ่าเพื่อบูชายัญก็ไม่พึงกระทำ หากสิ้นชีวิตลงโดยใช้กรรมยังไม่จบก็จะต้องเวียนว่ายตายเกิดจนกว่าจะหมดกรรมหรือสร้างบารมีให้เพียงพอ เรื่องเวียนว่ายตายเกิดเป็นคำสอนของออร์เฝิสที่ไม่พบคำยืนยันจากออร์เฝิสโดยตรง มีแต่คำยืนยันของเพลโทว์, พินดาร์, เอิมเพดเดอขลิส, และเฮร์เรอโดว์เถิส มีการเกริ่นถึงการเข้าจารีตทำวิญญาณให้บริสุทธิ์ (purification of the soul) แต่ไม่มีเอกสารหลงเหลือมาให้ศึกษาได้ว่ามีขั้นตอนปฏิบัติตนอย่างไรบ้าง มีระบุเพียงแต่ว่าผู้ทำให้วิญญาณบริสุทธิ์ก่อนตาย วิญญาณจะไปเกิดใหม่บนเกาะนักบุญ(Isles of the Blest) คนละแห่งกับสวรรค์ของเทพ จะมีความสุขทั้งกายและวิญญาณ

ผู้เข้าจารีตจะได้รับคำสอนให้รู้ขั้นตอนการเดินทางไปสู่เกาะนักบุญเพื่อกันมิให้หลงทาง มีการสลักขั้นตอนเดินทางดังกล่าวในหลุมฝังศพ บางทีก็สลักบนแผ่นโลหะคล้องคอศพ สันนิษฐานว่าเพื่อให้วิญญาณท่องจำให้แม่นยำก่อนจะจากร่างกายไป พบข้อความระบุว่า หน้าประตูเข้าห้องของเทวราช (Hall of Zeus) มีน้ำพุทางด้านซ้ายมือ ให้น้ำแห่งการลืม วิญญาณใดที่จิตใจยังไม่บริสุทธ์จะรู้สึกกระหายจนอดใจไม่อยู่ ครั้นดื่มน้ำจากบ่อน้ำพุนี้ผ่านลำคอก็จะลืมทุกสิ่งทุกอย่าง วิญญาณจะกลับสู่โลกเพื่อหาที่เกิดใหม่ตามกรรมที่ยังมีอยู่ ทางขวามือเป็นบ่อน้ำพุแห่งความทรงจำ จะต้องจำสูตรผ่านด่านให้ได้ว่า “ข้าเป็นบุตร (ธิดา) ของเจ้าแม่ธรณี (Gaea) และเจ้าพ่อเวหา (Ouranos) ข้ามีเชื้อสายเทพ ข้าขอดื่มน้ำจากบ่อแห่งความจำ” ยามเฝ้าด่านจะตักน้ำแห่งความจำให้ดื่มจึงควรดื่ม ยามจะพาเข้าผ่านประตูสู่เกาะแห่งนักบุญ พอผ่านประตูด่านเท่านั้นวิญญาณจะรู้สึกกระชุ่มกระชวยเหมือนหนุ่มสาว จะรู้สึกจำได้ว่าได้กลับคืนถิ่นเดิมทึ่ต้องจากไปเพื่อชดใช้ความผิด ให้ตั้งปณิธานว่าจะไม่ทำผิดอีก

 

สรุป

ในสมัยของเธลิสและนักปรัชญากรีกรุ่นแรกๆนั้น น่าจะรู้จักออร์เฝิสกันอย่างชัดเจนค่อนข้างมากและนักคิดแรกๆเหล่านี้น่าจะรู้คำสอนของออร์เฝิสอย่างดีก่อนจะมีความคิดของตนเองแต่ละคนมากน้อยตามอัธยาศัย

 

เปรียบความเชื่อเรื่องวิญญาณกับโฮเมอร์

โฮเมอร์ปรับความเชื่อของชาวบ้านตามกระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์ให้เป็นกระบวนทรรศน์โบราณเท่าที่จะไม่ทำให้เสียลูกค้าว่าจ้างขับร้องมหากาพย์ ชาวบ้านเชื่อว่าวิญญาณมนุษย์คือลมหายใจ(breath-soul) การตายคือการที่ลมหายใจเฮือกสุดท้ายออกจากร่างแล้วไม่กลับเข้าร่างอีก ใครมีตาดีอาจจะเห็นเป็นเงารางๆเหมือนหมอก ควัน หรือไอน้ำ มีความจำเหลืออยู่เพียงนิดๆ จำได้ว่าร่างที่นอนนิ่งอยู่นั้นคือร่างที่ตนเคยอยู่มาอย่างมีความสุขดีกว่าไม่มีร่างให้อาศัย จึงอยากและพยายามจะเข้าไปอยู่ในร่างเดิมนั้นอีก แต่พยายามสักเท่าใดก็ทำไม่สำเร็จ เกิดความหงุดหงิด ทุรนทุราย เครียด และไม่มีปัญญาหลงเหลือพอจะเข้าใจได้ว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ทำได้แต่เพียงพยายามทำต่อไปอย่างนั้นเรื่อยๆ ยิ่งไม่สำเร็จก็ยิ่งเครียดหนัก ทั้งนี้จนกว่าร่างกายนั้นจะสลายไปจนจำตัวเองไม่ได้แล้ว วิญญาณนั้นจึงยอมจากไปตามชะตากรรม ซึ่งก็คือเตร็ดเตร่เร่ร่อนไปตามยถากรรมอย่างไร้จุดหมายจนกว่าจะค่อยๆจางหายไปเหมือนหมอกควัน ซึ่งอาจจะกินเวลาเป็นปี ด้วยความเชื่อเช่นนี้ ชาวบ้านกรีกจึงถือเป็นหน้าที่แห่งความกตัญญูและเมตตาจิตอย่างแรงที่จะต้องรีบจัดการกับศพโดยเร็วที่สุดด้วยการฝังซึ่งใช้ทุนน้อย มีแรงขุดหลุมให้ลึกหน่อยอย่าให้สัตว์มาคุ้ยโผล่ขึ้นมาได้ อย่างดีที่สุดก็คือเผาไม่ให้เหลือซากซึ่งจะทำให้วิญญาณหมดหวังหาเจอแน่ๆ ลูกหลานที่ไม่คิดจัดการเรื่องนี้จึงถือว่าอกตัญญูร้ายแรงที่สุด คนอื่นแม้ไม่รู้จักกันเลยพบศพแล้วไม่คิดจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งก็นับว่าใจร้ายที่สุด และการแก้แค้นที่ถือว่าร้ายกาจที่สุดก็คือห้ามมิให้ใครจัดการกับศพ ปล่อยให้สลายไปเองอย่างนั้นแหละเพื่อทรมานความรู้สึกของวิญญาณนานๆ โฮเมอร์จัดการปรับให้เป็นกระบวนทรรศน์โบราณคือให้มีกฎเกณฑ์อ้างได้ในหลายๆแง่มุมว่า เมื่อคนคนหนึ่งตาย วิญญาณที่เป็นลมหายใจออกจากร่างและสาลวนกับการเข้าร่างเดิม จนกว่าร่างจะถูกทำลายหรือสลายตัว ครั้นหมดหวังจะเข้าร่างเดิมได้แล้ว ก็จะล่องลอยไปสู่ยมโลกใต้บาดาลโดยอัตโนมัติหรือสัญชาตญาณ พอไปถึงก็จะเผชิญหน้ากับผู้พิพากษาซึ่งจะชี้ให้เห็นว่าได้ทำบาปอะไรมาบ้างและทำบุญอะไรไว้บ้าง ซึ่งผู้ตายจะสำนึกและตระหนักได้ชัดเจนว่ายุติธรรมที่สุดไม่มีอะไรจะทักท้วงได้ ต่อจากนั้นผู้พิพากษาก็จะกำหนดให้ไปใช้โทษในนรกขุมต่างๆตามชนิดของบาปจนหมดสิ้น ต่อจากนั้นก็จะออกจากขุมนรกสู่ดินแดนอิสรภาพภายในดินแดนใต้บาดาลนั้นแหละ เป็นดินแดนที่ไร้ความทุกข์ใดๆ มีความงามและมีความสุขพอสมควรตามความต้องการของวิญญาณซึ่งแต่ละดวงก็จะเสวยสุขอย่างนี้ไปนานจนกว่าจะหมดบุญที่ได้ทำไว้ แล้วก็จะค่อยๆจางหายเป็นเปล่าไป แหละนี่คือความหมายของคำความรู้ตายของมนุษย์ ต่างกับความไม่รู้ตายของเทพซึ่งสถิตบนสวรรค์เหนือเมฆขึ้นไป โฮเมอร์รู้จักออร์เฝิสเพียงแค่เป็นนักดนตรีดีดพิณมีเสน่ห์พาให้หลงใหลอยากติดตามฟัง โอรสของเทวีและเมื่อภรรยาตายวันแต่งงานก็ได้สิทธิพิเศษเดินทางไปพบภรรยาณใต้บาดาล ได้เป่าปี่กล่อมอารมณ์จนยมบาลยอมให้พาภรรยาออกจากแดนบาดาลได้โดยมีข้อแม้ว่าห้ามเหลียวหลังมาดูภรรยาที่เดินตามมาข้างหลังจนกว่าจะพ้นแดนบาดาล แต่ออร์เฝิสทนไม่ไหวหันขวับมาดูให้แน่ใจว่าภรรยาตามมาข้างหลังจริง ได้เห็นหน้าภรรยาแว่บเดียวพลันเธอก็หายวับไปในพริบตาอย่างไม่มีโอกาสได้กลับคืนมาตลอดกาลนิรันดร เชื่อได้ว่าโฮเมอร์คงมิได้รู้คำสอนเรื่องวิญญาณและสวรรค์ของออร์เฝิส

หากจะถือว่าออร์เฝิสเป็นศาสดาของศาสนาอารยันบนดินแดนกรีซ ก็เป็นศาสนาอารยันที่เอาความเชื่อของชาวพื้นเมืองเข้ามาเสริม เช่นเดียวกับศาสนาอารยันที่เกิดขึ้นในชมพูทวีป ส่วนศาสนาชาวบ้านกรีกที่โฮเมอร์บันทึกไว้นั้น เป็นศาสนาชาวบ้านเสริมด้วยความเชื่อของชาวอารยันที่พยายามแทรกเข้ามา วิญญาณในความเชื่อของออร์เฝิยสจึงไม่ใช่วิญญาณลมหายใจ แต่เป็นวิญญาณจิตสำนึก (consciousness-soul) หรือตามความหมายดั้งเดิมของภาษาบาลีว่าวิญญาณะ (consciousness) วิญญาณจึงไม่ใช่องค์ประกอบของชีวิตมนุษย์ที่เริ่มมีขึ้นมาพร้อมกับมนุษย์แต่ละคนในฐานะเป็นชีวิตที่เห็นได้เป็นลมหายใจ ออร์เฝิสจึงเป็นคนแรกเท่าที่มีหลักฐานที่สอนว่าวิญญาณมนุษย์มีมาก่อนตัวมนุษย์ที่เกิดมา วิญญาณมีลักษณะเป็นเทพ คือเทพเป็นผู้สร้างจากส่วนที่เป็นปัญญา ไม่ใช่จากส่วนที่เป็นอารมณ์หรือเป็นสสาร ด้วยเหตุผลกลใดไม่มีหลักฐานให้สืบสาวได้ชัด วิญญาณต้องมาเกิดในร่างกายราวกับเป็นนักโทษในที่คุมขัง หากได้รับความรู้มาผิดๆทำให้รังเกียจร่างกายด้วยประการใด ปล่อยปละละเลยไม่เอาใจใส่หรือถึงกับทำร้ายทำลายร่างกาย ก็เป็นการทำลายหรือตัดโอกาสได้ใช้โทษใช้กรรม ต้องมาเกิดใหม่และมีโทษมากกว่าเดิม จึงต้องศึกษาและเข้าใจให้ถูกต้องว่าร่างกายเป็นมหามิตรที่เปิดโอกาสให้ได้ใช้โทษใช้กรรม จึงควรปฏิบัติต่อร่างกายอย่างรู้บุญคุณไม่ใช่รังเกียจ ในเรื่องนี้รู้สึกว่าเพลโทว์จะขยายผลความคิดของออร์เฝิสได้ดีกว่าแอร์เริสทาทเถิลยกเว้นช่วงที่แอร์เริสทาทเถิลยังเป็นศิษย์ซื่อสัตย์ของเพลโทว์อยู่

เธลิสได้ชื่อว่าเป็นบิดาของปรัชญาตะวันตก ซึ่งก็คือเคยเชื่อกันมาว่าเธลิสเป็นนักปรัชญาคนแรกของตะวันตกซึ่งไม่น่าจะจริงอีกต่อไปแล้ว อย่างน้อยก็ในขณะนี้น่าจะยกตำแหน่งบิดาของปรัชญาตะวันตกให้แก่ออร์เฝิสมากกว่า ออร์เฝิสเป็นนักคิดยิ่งใหญ่(หากไม่มีหลักฐานว่าออร์เฝิสรับความคิดจากคนอื่นมาถ่ายทอด) เป็นศาสดาผู้ก่อตั้งศาสนาแบบอารยันสำหรับนักวิชาการของชาวกรีก(หากไม่มีหลักฐานว่าเป็นเพียงสาวกของอีกคนหนึ่ง) ไม่มีอะไรบ่งว่าเธลิสรู้ความคิดของออร์เฝิส เมื่อเธลีสต้องการตอบคำถามว่าอะไรคือตัวการแรก(first principle)ของสรรพสิ่ง ก็เสนอคำตอบว่า “น้ำ”  น้ำจึงเป็นต้นตอ ต้นกำเนิด ตัวการแรก และปฐมธาตุของสรรพสิ่ง น้ำเปลี่ยนทุกสิ่ง และทุกสิ่งเปลี่ยนเป็นน้ำ หมุนเวียนกันไม่รู้จบ ครั้นถูกถามว่า อะไรผลักดันให้เปลี่ยนแปลง สมมุติว่าแต่เดิมมีแต่น้ำ น้ำก็อยู่เป็นน้ำไปอย่างนั้นเรื่อยๆไปไม่ได้หรือ ทำไมจะต้องดิ้นรนเปลี่ยนเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ อะไรเป็นพลังกระตุ้น ถ้าไม่ถูกกระตุ้นจะทำไปทำไมให้เหนื่อยยาก   เธลิสตอบอย่างกำปั้นทุบดินเชิงปรัชญาว่า ก็ Theion ซี “Theion”เป็นคำภาษากรีก มาจาก Theos เพศชายซึ่งแปลว่าเทพเป็นองค์ๆ Thea เพศหญิงแปลว่าเทวีเป็นองค์ๆ (แต่ Theion อเพศคือไม่มีเพศ แปลว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งอาจจะเป็นองค์ๆก็ได้หรือพลังฤทธิ์อำนาจเทพอย่างกว้างๆก็ได้ เธลิสจึงกล่าวได้ว่าทุกสิ่งมีเทพแทรก ทั้งโลกเต็มไปด้วยเทพ นักประวัติปรัชญาจึงถือว่าเธลิสเป็นนักสรรพเทวนิยมซึ่งหมายถึงความเชื่อว่าทุกสิ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทพ ซึ่งก็คือไม่ใช่คำสอนของออร์เฝิส
บรรณานุกรม

Freeman, Kathleeen. The Pre-Socratic Philosophers. Oxford: Basil Blackwell, 1966.

Jaeger, Werner. The Theology of the Early Greek Philosophers. Oxford: University Press, 1967.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s