ค้นหาความหมายในเรื่องปรัมปรา (157)

sirius

เมื่อโอรสเจ้าแม่เป็นดาวซีรีอุส

            ดาวซีรีอุส (Sirius) ภาษาไทยเรียกดาวจิ้งจอกหรือดาวหมา ตามคติตะวันตกดาวซีรีอุสเป็นดาวฤกษ์ดวงหนึ่งในกลุ่มดาวนายพรานอรายอัน (Orion) ซึ่งเป็นโอรสของสมุทรเทวราชเผอซายดัน(Poseidon) ชอบการล่าสัตว์เป็นชีวิตจิตใจ มีสุนัขคู่ใจชื่อซีรีอุส ทั้ง 2 ช่วยกันล่าสัตว์อย่างเมามันและล่าเพื่อความมันในอารมณ์เท่านั้น ทำให้สัตว์ล้มตายลงเป็นเบือโดยมิได้ใช้ให้เป็นประโยชน์แต่ประการใด ร้อนถึงเจ้าแม่ธรณีเกรงว่าสัตว์จะสูญพันธุ์เพราะเกิดมาทดแทนไม่ทัน จึงส่งพญาแมงป่องจากใต้บาดาลขึ้นมาต่อยทั้งนายพรานและสุนัขล่าเนื้อคู่ใจตายทั้งคู่ เทวีอาร์เถอเมิส (Artemis) และเทวีลีโทว์ (Leto) เป็นห่วงว่าสมุทรเทวราชรู้เข้าเรื่องจะบานปลายใหญ่โตโดยใช่เหตุ จึงนำความไปปรารภเทวราชซูสบนสวรรค์อลีมเผิส (Olympus) ซึ่งหาทางออกโดยเสกทั้งนายพรานและสุนัขล่าเนื้อให้เป็นอมตะและให้ไปล่าเนื้อบนท้องฟ้าโดยที่สัตว์ทั้งหลายณที่นั้นล้วนแต่เป็นอมตะ เจ้าแม่ธรณีรู้เรื่องเข้าก็ส่งพญาแมงป่องซึ่งเป็นอมตะอยู่แล้วให้ไปขัดขวางการล่าสัตว์ของอรายอันและซีรีอุส ซึ่งวิ่งไล่กันอยู่บนท้องฟ้ามาจนทุกวันนี้ คือเมื่อมีดาวนายพรานและดาวสุนัขสุกสกาวบนท้องฟ้า ก็หมายความว่าไม่มีแมงป่องขัดขวาง ครั้นปรากฏดาวแมงป่องบนขอบฟ้าฟากตรงข้ามเมื่อใด ดาวนายพรานและดาวสุนัขก็รีบหนีตกขอบฟ้าไปอย่างรวดเร็วและจะไม่ปรากฏโฉมจนกว่าดาวแแมงป่องจะหลบฉากไปเสียจากท้องฟ้า สังเกตได้ว่าไม่มีบทบาทของโอรสเจ้าแม่หรือเทพดายเออนายเสิส (Dionysus) อยู่เลย

แต่ปรากฏว่าก่อนที่ชาวกรีกจะได้สร้างปรัมปราดังกล่าว อารยธรรมโบราณก่อนหน้านั้นได้เห็นความสำคัญของดาวซีรีอัสต่อการสุกของผลไม้ทั้งหลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งผลองุ่นสำหรับผลิตเหล้าองุ่น อย่างเช่นชาวอียิปต์โบราณกำหนดให้การเห็นดาวซีรีอุสปรากฏบนขอบฟ้าทิศเหนือครั้งแรกในรอบปีเป็นวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งก็เป็นเครื่องหมายเตือนให้เตรียมตัวรับความร้อนอบอ้าวรุนแรงอย่างไม่ปราณีระหว่างปลายเดือนกรกฎาคมถึงกลางเดือนกันยายน แต่ก็เป็นความร้อนที่ชาวอียิปต์ทุกคนต้องยินดีต้อนรับ เพราะยิ่งร้อนผลไม้ยิ่งดกและอร่อยเป็นการชดเชย จนมีผู้หวังดีสร้างเรื่องปรัมปราไว้ปลอบใจว่า ในรัชสมัยของฟาโรห์เซนเยส (Senyes) มีนักบุญท่านหนึ่งนามว่ายาเคมหรือยาคิม(Jakem, Jakim) เขาบำเพ็ญพรตจนมีฤทธิ์ ขณะใดร้อนอบอ้าวมากๆเขาจะรวบรวมพลังส่งออกไปสกัดกั้นบรรเทาความร้อนจากดวงอาทิตย์ลง และขณะที่เกิดโรคระบาด เขาก็ใช้พลังต่อต้านการระบาดให้หยุดได้ ในอีกด้านหนึ่งของเหรียญพบว่า ความร้อนช่วยให้พวกเขาได้ผลองุ่นและเหล้าองุ่นมากและทรงคุณค่าเหลือคุ้ม ผู้ได้ผลประโยชน์ก็พร้อมใจกันยกย่องดาวซีรีอุสในฐานะเทพผู้อุปถัมภ์ เมื่อเขาถึงแก่กรรมลงชาวบ้านถือว่าเขาเป็นเทพ จึงได้สร้างสักการสถานบนหลุมฝังศพของเขา มีการนิยมถวายเครื่องเซ่นและชิ้นส่วนของเครื่องเซ่นก็กลายเป็นของขลังป้องกันภยันตรายต่างๆตามศรัทธา เชื่อกันว่าเรื่องนี้ชาวอียิปต์คงมิได้คิดขึ้นมาเอง แต่คงได้มาจากเกาะครีท เพราะชาวเกาะครีท เรียกดาวซีรีอุสว่า i-wa-ko  พบหลักฐานที่นครรัฐพายสัส (Pylos) เพี้ยนเป็น i-wa-ka ซึ่งคงเป็นที่มาของชื่อ Jakem ของชาวอียิปต์ดังกล่าวข้างต้น

จากอิทธิพลของอียิปต์  ชาวพื้นเมืองเดิมบริเวณอโทว์เลีย(Aetolia)ที่ราบเหนืออ่าวแพททริ (Patrae) ได้สร้างเรื่องปรัมปราขึ้นมาว่า

ปฐมกษัตริย์ผู้ก่อตั้งนครรัฐอโทว์เลียคือเจ้าชายอเรสเธียส (Orestheus)โอรสองค์หนึ่งของกษัตริย์เดอแคลเลียน (Deucalion) แห่งโลว์เขริส (Locris) อเรสเธียสแปลว่านักท่องภูเขาหรือพรานป่า เจ้าชายอเรสเธียสไม่ใช่เจ้าฟ้าองค์ใหญ่ ไม่มีสิทธิ์ขึ้นครองราชย์โลว์เขริส จึงออกล่าสัตว์กับสุนัขตัวเมียตัวโปรดไปเรื่อยๆเผื่อจะพบชัยภูมิดีก็จะสร้างเมืองใหม่ สุนัขคู่ชีพทุคคืนก่อนจะล้มตัวลงหลับชอบหันหน้าไปทางทิศเหนือจ้องดูดาวซีรีอุสแล้วก็เห่าหอนอยู่พักหนึ่งจึงล้มตัวลงม่อยหลับผล็อยไป ครั้นเดินทางมาถึงที่ราบกว้างเหนืออ่าวเพททริก็แท้งลูกเป็นท่อนเถาไม้เลื้อย เจ้าชายจึงขุดหลุมฝังไว้ตรงนั้น รุ่งเช้าก็เห็นยอดเถาองุ่นโผล่ขึ้นจากพื้นดิน มันเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาหาไม้มาทำค้างให้มันเลื้อยซึ่งมันก็เลื้อยไปอย่างรวดเร็วและออกดอกออกผลเป็นพวงองุ่น เทพสุนัขแห่งดาวซีรีอุสมาเข้าฝัน แนะนำให้เขาเอาผลองุ่นหมักทำเหล้าองุ่นรสดี เขาตื่นขึ้นตัดเถาองุ่นเพาะชำในบริเวณนั้นเป็นไร่องุ่นใหญ่และเก็บผลมาหมักสทำเหล้าองุ่น มีคนมาดูและลองชิมเหล้าองุ่นแล้วก็ชวนกันร้องรำทำเพลงอย่างสนุกสนาน เขาชวนให้ช่วยกันทำสวนองุ่นและขายทั้งผลและเหล้าองุ่นจนมีฐานะมั่งคั่ง เขาอยากจะเดินทางต่อไป แต่เจ้าของไร่องุ่นทั้งหลายพร้อมใจกันขอร้องให้เขารับตำแหน่งกษัตริย์ของนครรัฐใหม่อโทว์เลีย ยกย่องเขาเป็นคุรุแห่งการปลูกองุ่นและทำเหล้าองุ่น แต่เขากลับสร้างวิหารเทพสุนัขแห่งดาวซีเรียสผู้ประทานเถาองุ่นและผู้สอนวิธีทำเหล้าองุ่น ต่อมาก็เชื่อเพิ่มเติมกันว่า บิดาบังเกิดเกล้าที่แท้จริงของเขาคือเทพดายเออนายเสิสผู้ประทับณดาวซีรีอุส อเรสเธียสมีโอรสนามว่าฟายตีเอิส (Phytius แปลว่าผู้ปลูก) สืบบัลลังก์ต่อมา มีโอรสนามว่าอนีเอิส (Oeneus แปลว่าเถาองุ่น) สืบบัลลังก์ต่อมา

            ในอารยธรรมอารยัน ดาวซีรีอุสกลายเป็นแสงสว่างของซูส สัญลักษณ์ถึงเทพดายเออนายเสิสซึ่งเป็นโอรสองค์โปรดของเทวราชซูส ผู้มีศรัทธาต่อเทพดายเออนายเสิสชอบจัดหรือเข้าขบวนแห่รูปสมมุติหรือสัญลักษณ์ขององค์เทพพลางก็ร้องเพลงหรือร้องตะโกนเทิดทูนความดีของเทพองค์นี้ทั่วดินแดนที่มีชาวกรีกโบราณอาศัยอยู่

 

เมื่อโอรสเจ้าแม่เป็นเทพบุตรขวัญใจของชาวกรีกโบราณ

             โอรสเจ้าแม่เป็นที่เคารพบูชาของชาวครีทอย่างไม่มีคู่แข่ง ก็น่าจะมีหลายนามและการนับถือก็น่าจะผิดเพี้ยนกันไปในสถานที่และเวลาต่างๆกัน บันทึกภาษาครีทไม่อาจช่วยให้ความกระจ่างแต่ประการใด เพราะสยังหาผู้อ่านให้ได้ความไม่ได้ ต้องใช้สันนิษฐานจากหลักฐานวัตถุที่ยังหลงเหลือให้ศึกษาได้และหลักฐานภาษากรีกเท่าที่ยังมีเก็บรักษาไว้ซึ่งบางส่วนก็ตั้งใจรายงานอย่างตรงไปตรงมา แต่ก็มีส่วนที่พัฒนาไปตามความพอใจของผู้นับถือแบบกรีกซึ่งก็มีอยู่หลายรูปแบบต่างๆกัน หากจะเดินตามทฤษฎีวัฒนธรรมกรีก (Theory of the Greek Culture) ของฟรีดรีช นีทเฉอ (Friedrich Nietzsche) ที่ชี้ให้เห็นว่าวัฒนธรรมกรีกมี 2 ธาตุที่แสดงออกคู่คี่กันมาในประวัติศาสตร์ คือ ธาตุดายเออนีชเฉิน (Dionysian element) ซึ่งชาวพื้นเมืองเดิมได้ทิ้งไว้เป็นมรดกสืบทอดมาติดกับธรณี  และธาตุอพาลเลอเนียน(Apollonian element)ซึ่งชาวเผ่าอารยันนำเป็นมรดกจากบรรพบุรุษติดตัวเข้ามายึดครองพื้นที่ สำหรับการรับนับถือโอรสเจ้าแม่ของชาวครีทซึ่งแผ่ขยายเป็นอารยธรรมพื้นเมืองทั่วดินแดนกรีซก่อนการเข้ายึดครองของชาวเผ่าอารยันนั้น ก็แยกออกให้เห็นได้ในทั้งลักษณะที่เป็นธาตุดายเออนีเฉินและที่เป็นธาตุแอพเผิลโลเนียน ดังจะวิเคราะห์ให้ดูดังต่อไปนี้

 

โอรสเจ้าแม่ในคราบของธาาตุดายเออนีเฉิน

            เรายังไม่รู้จริงๆในว่าชาวเกาะครีทและชาวพื้นเมืองเดิมของแผ่นดินกรีซที่รับอารยธรรมมาจากเกาครีทนั้นเป็นอย่างไรบ้างในรายละเอียด นอกจากชื่อ Diwonusojo ที่บันทึกไว้บนแผ่นศิลาที่เมืองพายลัสด้วยอักษรกรีก แต่ที่บันทึกไว้ในคัมภีร์ของศาสนาอรฟิสม์ (Orphism) ซึ่งอ้างว่าศาสดาออร์เฟียส (Orpheus) ได้ไปศึกษาจากแหล่งกำเนิดโดยตรงและบันทึกไว้ว่าเป็นเรื่องราวของเทพดายเออนายเสิส เสอกรีเอิส(Zagreus) จึงสันนิษฐานว่าดายเออนายเสิสเป็นนามภาษากรีก ส่วนเสอกรีเอิสคงจะเป็นนามดั้งเดิม และเรื่องราวที่เล่านั้นแม้จะพยายามดึงเข้าเป็นส่วนหนึ่งของปรัมปรากรีก แต่ก็ยังแสดงลักษณะดายเออนายเฉินชัดเจน ดังต่อไปนี้

เสอกรีเอิสเป็นโอรสของเทวราชซูสกับเจ้าแม่งูใหญ่ธิดาของเจ้าแม่ธรณี โดยเทวราชแปลงร่างเป็นงูมาร่วมรัก เสอกรีเอิสเกิดมามีรูปร่างเป็นงูน้อยมีเขา 2 ข้าง ซูสเกรงว่าหากเฮียร์เรอรู้ระแคะระคายจะทำร้าย จึงมอบให้อสูรเขอเรทถิส (Curetes) 2 ตนนำไปเลี้ยงด้วยนมแพะในถ้ำบนเกาะครีท

เมื่อไรที่ทารกส่งเสียงร้อง อสูร2ตนจะร้องรำทำเพลงส่งเสียงอึกทึกจนกลบเสียงทารกมิให้เฮียร์เรอร์รู้ระแคะระคายได้ อย่างไรก็ตามซูสเองสร้างพิรุธโดยแว่บมาสอดส่องดูความเรียบร้อยของถ้ำอายเดีย (Idaea) บ่อยจนเฮียร์เรอสงสัย จึงสั่งให้อสูรฝ่ายของตนกลุ่มหนึ่งสืบดูจนรู้ความจริงจึงวางแผนกำจัดอย่างหวังผล พวกเขาหาดินสอพองมาทาตัวกลมกลืนกับผนังถ้ำ แล้วก็ซ่อนกำบังตัวรอโอกาสจนถึงยามใกล้รุ่ง อสูรองครักษ์พากันง่วงม่อยหลับสนิท อสูรฝ่ายร้ายก็เอาของเล่นมาล่อจนเสอกรีเอิสสมยอมวิ่งตามออกไปจากถ้ำเข้าไปในป่าใกล้เคียง อสูรออกท่าจะทำร้าย เสอกรีเอิสรู้ตัวก็สู้ยิบตา แปลงกายเป็นเทพ เป็นอสูร เป็นสิงโต เป็นเสือ เป็นพญางู เป็นม้า เป็นวัว ตอนเป็นวัวนี่แหละเสียท่า อสูรตนหนึ่งจับเขา อีก 4 ตนจับขากันตนละข้าง ดึงอย่างแรงจนร่างฉีกออกจากกัน ช่วยกันกินเนื้อสดๆจนไม่เหลือหลอ บังเอิญเทวีอธีนิผ่านมาพบเข้าแย่งได้แต่หัวใจเอาไปถวายเทวราชซูส ต่อจากนั้นเรื่องราวของเสอกรีเอิสก็จะปรับตัวเข้าข่ายของธาตุแอพเผิลโลว์เนียน

มีหลักฐานว่าชาวเกาะครีทโบราณมีพิธีศาสนาในถ้ำอายเดียประจำปี โดยปุโรหิตแต่งตัวชุดขาว มีการฆ่าวัวและกินเนื้อสดๆ ถวายแด่เทพซูสเสอกรีเอิส ซึ่งแสดงว่ามีความพยายามยกย่องโอรสเจ้าแม่ของตนระดับเทวราช พิธีฆ่าวัวกินเนื้อสดเพื่อระลึกถึงความเสียสละของเทพและการมีชีวิตใหม่ของเทพ ได้แพร่หลายไปอย่างกว้างขวางทั่วดินแดนกรีซจนถึงดินแดนปาเลสไตน์ตั้งแต่ก่อนรับอารยธรรมอารยัน กฎของโมเสสที่ “ห้ามต้มเนื้อลูกวัวในน้ำนมแม่” ก็น่าจะหมายถึงพิธีกรรมอย่างหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเทพกุมารเสอกรีเอิสที่นิยมในปาเลสไตน์โบราณมากๆ

ในอารยธรรมครีท มีพิธีกรรมระลึกถึงการฟื้นคืนชีพของเสอกรีเอิสและสมรสกับเทพธิดาแอร์เรอแอดนิ (Ariadne) ซึ่งพวกเขายกย่องเสมอเทพธิดาเผอเซฟเฝอนิ (Persephone) ของชาวอารยัน แต่ชาวอารยันยกย่องเทพดายเออนายเสิสเป็นเพียงโอรสบุญธรรมของเผอเซฟเฝอนิในธาตุแอพเผอโลว์เนียน และเป็นโอรสลับของซูสกับเผอเซฟเฝอนิในธาตุดายเออนายเฉิน

 

บรรณานุกรม

Eliade, Mircea, ed. The Encyclopedia of Religion. New York: Macmillan, 1987.

Hastings, James, ed. Encyclopedia of Religion and Ethics. New York: Scribner, 1959.

Borchert, Donald. Encyclopedia of Philosophy. New York: Macmillan, 2006

Craig, Edward. Routledge Encyclopedia of Philosophy. London: Routledge, 1998.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s