ราชบัณฑิตเสวนา (92)

tao

ตามไปสังเกตการณ์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแบบเล่าจื๊อ

           เมื่อวันที่ 1-5 ธันวาคม ที่ผ่านมาพรรคพวกชวนไปทัศนศึกษาดูงานเศรษฐกิจพอเพียงในประเทศคอมมูนิสต์โดยรับรองว่าไม่ใช่บังคับตามระบอบคอมมูนิสต์ แต่ใช้วิถีชีวิตแบบเล่าจื๊อเป็นต้นแบบและเป็นทุนนิยมเต็มตัว

ผมไม่อยากเชื่อจึงขอตามไปดูให้เห็นกับตา ดีไม่ดีเขาอาจจะก๊อปปี้ของเราไปก็ได้ ใครจะไปรู้ เอาเถอะจะวิจารณ์อะไรก็ควรจะมีข้อมูลเสียก่อน เห็นกับตาได้ยินกับหูแหละดีที่สุด ในที่สุด “ข้าก็ได้มา ข้าก็ได้เห็น และข้าก็ได้เข้าใจ (ในระดับหนึ่ง) น่าประทับใจมาก คุ้มค่าเหนื่อย ไม่เสียเที่ยว ขอขอบคุณคุณจินดารัตน์ ถวิลเติมทรัพย์ ที่ชวนไปเพราะเคยไปแล้วและติดใจอยากไปอีก เพราะติดใจในการต้อนรับที่เปี่ยมด้วยคุณธรรมซึ่งพบได้ไม่ง่ายในหมู่ชาวจีนผืนแผ่นดินใหญ่ รู้แล้วก็อดไม่ได้ที่จะนำมาเล่าสู่กันฟัง เพราะมีอะไรที่คล้ายหรือเหมือนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อฟ้าหลวงของเราอยู่ไม่น้อย จะว่าเหมือนก็คงไม่เหมือนเสียทีเดียว ถึงอย่างไรก็น่าจะเรียนรู้จากประสบการณ์ของกันและกันได้อยู่ อย่างน้อยในขณะนี้ผมคิดว่าอย่างนั้น

ผมได้รับการแนะนำให้รู้จักชีวิตของชาวจีนคนหนึ่งของจังหวัดซูโจว (Soochow) ในมณฑลเซี่ยงไฮ้ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเซี่ยงไฮ้เข้าไปในผืนทวีปประมาณ 100 กิโลเมตร ชาวจีนคนนี้เคยผ่านชีวิตวัยเด็กและวัยรุ่นในระบอบคอมมิวนิสต์ที่ทุกคนพยายามทำอะไรให้เอาตัวรอดไปวันต่อวัน อย่างไรก็ตาม หน้าที่ที่เขาต้องทำวันต่อวันนั้นเขาพยายามทำให้ดีที่สุด มีคุณภาพสูงสุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ใช่เพื่อเอาใจใครหรือเพื่อได้ความดีความชอบจากใคร แต่เพื่อความภูมิใจและความสุขของตนเองที่ไม่ละโอกาสทำดีที่สุดในแต่ละวัน

เขาคิดว่าเมธีเล่าจื๊อสอนไว้อย่างนั้นและเขาก็มีความสุขที่จะปฏิบัติอย่างนั้นและมีความสุขกับมันไปวันละวันโดยไม่หวังอะไรไปมากกว่านั้น เขามีพรสวรรค์ในการช่างไม้และแกะสลักไม้ให้เป็นงานศิลปะ เขามีความสุขมากที่สุดเมื่อได้ทำงานอย่างนี้ เขามีความสุขที่จะทำให้ดีกว่าเดิมอยู่เสมอ และผู้คนก็พอใจในผลงานของเขา อยู่อย่างนี้มาจนอายุ 30 ปี รัฐบาลจีนจึงอนุญาตให้เอกชนเป็นเจ้าของธุรกิจได้ ฝีมือช่างไม้ของเขาทำให้เขามีรายได้เหลือกินเหลือใช้ แต่เขาก็ไม่ฟุ้งเฟ้อ เขาดำเนินชีวิตพอเพียงตามจิตตารมณ์ของลัทธิเต๋า คือพอเพียงตามที่ธรรมชาติต้องการ ที่เหลือกว่านี้เขาถือว่าเป็นส่วนที่ต้องใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตมนุษย์ให้สูงขึ้น เขาใช้เวลาและทรัพย์สินที่เหลือเพื่อชักชวนเพื่อนบ้านให้ร่วมมือกันทำธุรกิจแบบสหกรณ์เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์ ตกลงกันตั้งมหาวิทยาลัยเพื่อวิจัยเรื่องดังกล่าว ประเด็นแรกคือรักษาสุขภาพให้อยู่ดีมีสุขตามธรรมชาติให้มากที่สุด ผลจากการวิจัยเชิงลึกพบว่าในอดีตขั้นแรกเราใช้วิธี Bio-biology คือใช้สมุนไพรเพื่อรักษาสุขภาพ ผลก็คือแก้ปัญหาผลข้างเคียงไม่ตก ต่อมาใช้วิธี Bio-chemistry คือสกัดเอาสารเคมีออกจากทุกสิ่งที่ขวางหน้า ผลก็คือแก้ปัญหาสารตกค้างไม่ตก นักวิจัยจึงเสนอวิธีที่ 3 ที่ยังไม่พัฒนากันมาก คือ Bio-physics คือใช้พลังแฝงในธรรมชาติเพื่อพัฒนาชีวิตตามธรรมชาติ มหาวิทยาลัยซูโจวจึงเน้นการวิจัยด้านนี้เพื่อนำออกใช้อย่างระมัดระวัง อย่างนี้จะเรียกว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแบบจีนปัจจุบันจะได้ไหม และจัดให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์กับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแบบไทย เพื่อเดินหน้าไปด้วยกันอย่างมีคุณภาพจะดีไหม แง่มุมใดที่ไม่เหมาะกับสังคมไทยเราก็ไม่เอามาทั้งดุ้น แต่ปรับให้ถูกโฉลกของสังคมไทยแล้วก็ใช้แบบไทยๆ ไม่ให้เสียเอกลักษณ์ไทย ว่างั้นเถอะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s