ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอปท. (17)

กฎหมายที่ไม่เข้าข่ายธรรมาภิบาล

กฎหมายตามกระบวนทรรศน์ที่ 1 ไม่เข้าข่ายธรรมาภิบาล กระบวนทรรศน์ที่ 1 เป็นกระบวนทรรศน์ของมนุษย์ดึกดำบรรพ์ที่ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งนอกจากเบื้องบน ดังนั้นเมื่อเชื่อว่าอะไรเป็นพระประสงค์ของเบื้องบนแล้วต้องยอมรับโดยไม่มีเงื่อนไข จึงมักเสี่ยงถูกผู้ฉลาดเหนือเมฆแอบอ้างว่าเป็นกระบอกเสียงของเบื้องบนโดยที่จริงๆแล้วไม่ใช่ ดังนั้นในปัจจุบันจึงใช้หลักทดสอบว่าถ้าเป็นน้ำพระทัยของเบื้องบนจริงต้องเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตสำหรับโลกหน้าเท่านั้น หลังยุคดึกดำบรรพ์มาแล้วเราเชื่อว่าเบื้องบนต้องการให้มนุษย์คิดช่วยตนเองสุดความสามารถ โดยใช้หลักปรัชญาสอนกันและกันให้พัฒนาตัวเอง และรู้จักออกกฎหมายควบคุมกันเองอย่างมีเหตุผล ศาสนาควรเป็นส่วนเสริมด้วยศรัทธาต่อโลกหน้าและเพื่อโลกหน้าเท่านั้น

กฎหมายตามกระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์นั้นคืออย่างไร คือกฎหมายที่อ้างว่าตัวบทกฎหมายปกครองประเทศทุกข้อได้รับมาจากเบื้องบน เช่น กฎหมายพระมนูของอินเดีย กฎหมายฮัมมูราบีที่อ้างว่ากษัตริย์ฮัมมูราบีของเมโสโปเตเมียได้ขึ้นไปบนภูเขาเพียงพระองค์เดียวเพื่อรับกฎหมายมาปกครองชาวเมโสโปเตเมียจากเทวราชทามัช (Tamash) กษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชจึงอ้างอำนาจและหน้าที่ปกครองด้วยอำนาจเด็ดขาดเพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามทุกตัวบทที่ได้รับมา กฎหมายโมเสส (Mosaic Law) ก็เช่นเดียวกันเชื่อว่าโมเสสขึ้นไปบนภูเขาซีไนคนเดียวเพื่อรับกฎหมายหลักมาจากพระยาห์เวห์ซึ่งเป็นพระเจ้าสูงสุดแต่องค์เดียวในความสำนึกของชาวยิวขณะนั้น การรับเพียงกฎหมายหลักมาเช่นนี้ย่อมสะดวกสำหรับโมเสสที่จะอ้างว่ามีสิทธิ์ออกกฎหมายเพิ่มเติมอย่างไรก็ได้เพื่อช่วยให้บังคับบัญชาได้ผลตามเป้าหมาย การปกครองที่ใช้กฎหมายอย่างนี้เป็นประมวลกฎหมายแห่งชาติเรียกว่าการปกครองในระบอบเทวาธิปไตย (Theocracy) และถ้าตัวบทกฎหมายนั้นไม่ได้มาจากพระเจ้าเบื้องบน แต่เป็นธรรมะที่นักปราชญ์ได้ค้นพบและถ่ายทอดไว้ ก็อาจเรียกได้ในเชิงเทียบเคียงกันว่าปกครองระบอบธรรมาธิปไตย (Dharmocracy) จุดดีของ 2 ระบอบนี้ก็คือศาสนาได้รับการดูและเทิดทูนสูงส่งตลอดเวลา แต่จุดอ่อนก็มีได้มาก เป็นต้นว่า หากออกกฎหมายใช้บังคับเฉพาะเท่าที่ระบุไว้ในข้อธรรมสำหรับโลกหน้าจริงๆ ก็จะมีกฎหมายไม่พอสำหรับการบริหารสังคมอย่างดี เช่น การเสียภาษีช่วยชาติหากระบุไว้ว่าให้เสียภาษีปีละ 2 เปอร์เซนต์ครึ่งของทรัพย์สินที่ไม่ใช้ประโยชน์ ก็คงจะน้อยไป รัฐบาลได้ไม่พอใช้จ่าย หากระบุ 10 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทุกเดือน (ผู้ฝ่าฝืนถูกลงโทษอย่างหนักโดยไม่มีข้อยกเว้น) ก็รู้สึกว่าจะหนักไปสำหรับบางคนที่อยากจะให้แต่ไม่สามารถให้ได้ หากแยกส่วนให้ชัดเจนว่าเรื่องใดเป็นธรรมะย่อมยืดหยุ่นได้ตามความเหมาะสมและสภาพแวดล้อมของแต่ละคน แต่หากเป็นกฎหมายแล้ว จะปล่อยให้ยืดหยุ่นไม่ได้ หากจะยกเว้นก็ต้องออกเป็นกฎหมายยกเว้นให้คนทั้งชาติ แม้ไม่ต้องการก็พลอยได้รับการยกเว้นตามกฎหมายไปด้วย

อนึ่งธรรมะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตามสถานการณ์ไม่ได้ จะเสื่อมเสียความศักดิสิทธิ์ ผิดกับกฎหมายซึ่งแท้ที่จริงแล้วไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไว้เทิดทูน แต่เป็นเครื่องมือที่จำเป็นเพื่อการอยู่ร่วมกันเป็นสังคมอย่างสันติ ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายขึ้นอยู่กับขีดขั้นของความจำเป็น คนในสังคมเห็นความจำเป็นมากก็ศักดิ์สิทธิ์มาก หากไม่มีใครเห็นความจำเป็นเลยก็ไม่มีความศักดิ์สิทธิ์เลย พึงรีบแก้ไขหรือยกเลิกไปโดยเร็วที่สุด ส่วนธรรมะนั้นมีความสศักดิ์สิทธิ์อยู่ในตัว ไม่ขึ้นกับสถิติความรู้สึก หากไม่รู้สึกต้องรีบอบรมให้รู้สึก

ด้วยเหตุผลต่างๆอีกมากมายเช่นนี้ ธรรมาภิบาลที่ดีจึงไม่ควรปนเปกัน ซึ่งจะทำให้ธรรมะไม่เป็นธรรมะและกฎหมายไม่เป็นกฎหมาย จนทำให้สับสน ปกครองไม่ได้

กระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์เป็นกรอบความคิดของมนุษย์ดึกดำบรรพ์ ล้าสมัยไปนานแล้ว ควรรู้ไว้เพื่อประกอบวิจารณญาณ ไม่ใช่ดันทุรังใช้ต่อไป

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s