ซอกแซกหามาเล่า (243)

พรรคคัมภีราจารย์สมัยพระเยซู

            คัมภีราจารย์ แปลจากภาษาอังกฤษว่า Scribe ซึ่งมาจากภาษาละตินว่า Scriba ภาษากรีกว่า grammateus  ภาษาฮีบรูว่า Sepher มีความหมายว่า นักเขียน ผู้เชี่ยวชาญทางเขียน ลอก แต่ง สร้างเนื้อหา เรียบเรียง ผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณกรรม และนักปราชญ์ผู้รอบรู้ทุกด้าน อาลักษณ์ในวัง

ในภาษาฮีบรูเดิมก็มีความหมายดังกล่าวข้างต้น แต่ครั้นชาวยิวจำนวนหนึ่งถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยศึกที่กรุงบาบิโลนเป็นเวลา 70 ปี มีการเตือนสติกันหนาหูว่า ที่ต้องเสียบ้านเสียเมืองเสียพระวิหาร ก็เพราะไม่ทำตามพันธสัญญาที่ทำไว้ ณ ภูเขาซีไนว่าจะซื่อสัตย์ต่อพระยาห์เวห์ด้วยการรักษาบทบัญญัติทุกข้อของโมเสส และเพื่อให้พระยาห์เวห์โปรดปรานดังเดิมมีอยู่ทางเดียวคือทุกคนต้องหันมาเอาใจใส่ศึกษาพระบัญญัติให้รู้ดีจะได้ปฏิบัติได้ถูกต้องครบถ้วน ศาสนบุคคลอันได้แก่ชนตระกูลเลวี (Levite) โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นปุโรหิตคือผู้สืบเชื้อสายจากอาโรนหรืออาโรไนท์ (Aronite) และยิ่งกว่านั้นผู้มีสิทธิ์ได้รับแต่งตั้งเป็นมหาปุโรหิตเพราะสืบเชื้อสาายจากซาโดกหรือซาโดกีม (Sadokim) จะต้องพยายามทำตัวให้รอบรู้ มิใช่เพียงแต่สอนได้ แต่จะต้องเป็นที่พึ่งให้คนทั้งหลายที่มีปัญหาอะไรข้องใจสงสัยก็จะสามารถสอบถามหาความกระจ่างได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเฉพาะกรณีปฏิบัติต่างๆที่กำกวมไม่ชัดเจนว่าควรปฏิบัติอย่างไรจึงจะถูกต้องตามเจตนาของพระยาห์เวห์อย่างแท้จริง เมื่อค้นพบอะไรใหม่ก็ชอบที่จะเขียนลงเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อเวียนให้ผู้รู้อื่นๆอ่านและรับรองความถูกต้องแล้วให้คัดลอกเอาไปศึกษากัน เป็นการเพิ่มความมั่นใจมากขึ้นแก่คนทั้งชาติว่าเดินไปข้างหน้าถูกทางแล้ว ผู้รู้ที่ทำหน้าที่อย่างนี้อย่างเป็นที่รับรองกันในสังคตมย่อมได้ชื่อว่าคัมภีราจารย์จนถึงสมัยของพระเยซู และพระเยซูอ้างถึงอยู่บ่อยๆด้วย ตามความหมายที่พัฒนาในสมัยของพระองค์ จึงควรรู้ไว้ว่ามีความเป็นมาอย่างไรในประวัติศาสตร์

 

ขณะเป็นเชลย ณ กรุงบาบิโลน

            ชาวยิวที่ถูกวาดต้อนไปเป็นเชลยณกรุงบาบิโลนเป็นสมบัติของรัฐบาล รัฐบาลให้การอุปการะเลี้ยงดูและให้งานทำตามความต้องการซึ่งไม่มากนัก พวกเขามีเวลาส่วนตัวค่อนข้างมากซึ่งแต่ละคนจะใช้ทำอะไรได้ตามใจชอบ พวกเขาขอหยุดทำงานทุกวันสับบาโตเพื่อศึกษาศาสนาก็ได้รับการอนุมัติ พวกเขาเน้นการศึกษาธรรมบัญญัติโดยหวังว่าพระยาห์เวห์จะพอพระทัยและจะช่วยให้พวกเขาได้กลับคืนถิ่นซึ่งทั้งนี้พวกเขาจะต้องระวังมิให้ถูกสงสัยว่าคิดแข็งข้อต่อจักรพรรดิที่เป็นเจ้านาย ในสถานการณ์เช่นนี้ใครที่สังคมยอมรับว่าเป็นชายเกิดในตระกูลเลวีและแสดงตัวว่ารู้คัมภีร์จนสอนได้อย่างน่าเชื่อถือย่อมได้รับการยกย่องในตำแหน่งปราชญ์ชาวบ้าน (ฮะคามีม=hakhamim) ผู้กำลังชักชวนให้คนเป็นฮาซีดีม ไม่ว่าพวกเขาจะมีกำเนิดมาจากวรรณะปุโรหิต หรือชนเลวี หรือสามัญชน ก็ไม่มีใครรังเกียจเดียดฉันท์ และพวกเขาก็ได้แสดงความรู้และความคิดสร้างสรรค์โดยสร้างผลงานเป็นที่ยอมรับของหมู่คณะและคนรุ่นหลังจนกลายเป็นคัมภีร์ไบเบิลคือ Proverbs, Ecclesiasticus, Daniel พวกเขาจับกลุ่มกันโดยอัตโนมัติเป็นชนชั้นพิเศษของสังคมยิว คล้ายกับวรรณะพราหมณ์ในสังคมอินเดีย และพวกเขาก็วางตัวให้น่ายกย่องจริงๆ ดังที่มีบันทึกไว้ว่า

ธรรมาจารย์ต้องการเวลาว่างเพื่อจะมีปรีชาญาณ

ผู้มีงานในอาชีพน้อยย่อมมีโอกาสเป็นผู้มีปรีชาญาณ…..

ต่างก็เชี่ยวชาญในอาชีพ

ถ้าไม่มีผู้มีฝีมือเหล่านี้ จะสร้างเมืองขึ้นไม่ได้

ผู้คนจะไม่มีที่อยู่อาศัย จะไม่มีผู้สนใจไปมา

แต่เขาไม่ได้รับเชิญให้เป็นที่ปรึกษาของประชากร

เขาไม่มีตำแหน่งสูงในที่ประชุม

เขาไม่นั่งบนบัลลัก์ผู้พิพากษา

และไม่รู้ข้อกำหนดของกฎหมาย

เขาไม่เด่นในเรื่องการอบรมสั่งสอน

เขาแต่งสุภาษิตไม่เป็น

แต่งานของเขาค้ำจุนโลกไว้

และคำอธิษฐานภาวนาของเขาเกี่ยวกับงานอาชีพของตน

ต่างกับผู้ใช้แรงงาน

เขาแสวงหาปรีชาญาณจากบรรดาผู้มีปรีชาญาณในอดีต

เขาใช้เวลาศึกษาคำสอนของบรรดาประกาศก

เขารวบรวมถ้อยคำของบรรดาผู้เรืองนามไว้

พยายามเข้าใจความคิดลึกซึ้งของคำอุปมา

เขาแสวงหาความหมายที่แฝงอยู่ในสุภาษิต

ครุ่นคิดตริตรองถึงปริศนาของเรื่องอุปมา

เขารับใช้บุคคลสำคัญ

ปรากฏตัวในหมู่ผู้ปกครอง

เขาเดินทางไปต่างแดน

เพื่อรู้จักความดีความชั่วของมนุษย์จากประสบการณ์…

เขาจะกล่าวถ้อยคำมากมายที่มีปรีชาญาณ

และจะอธิษฐานภาวนาสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้า

เขาจะปรับปรุงคำแนะนำและความรู้ของตน

จะไตร่ตรองถึงความลึกลับของพระเจ้า

เขาจะเปิดเผยคำสั่งสอนที่เขาได้เรียนรู้มาแก่ผู้อื่น

และจะภูมิใจในพระบัญญัติแห่งพันธสัญญา

คนจำนวนมากจะสรรเสริญสติปัญญาของเขา

(บุตรสิรา 39:1-9)

 

สมัยหลังการเป็นเชลย

            บทบาทและความสำคัญของพวกเขาในสังคมเป็นที่ยกย่องเด่นชัดในสังคม ได้รับเกียรติเป็นคัมภีราจารย์อย่างชัดเจน เนหะมีย์เป็นคนหนึ่งในพวกเขาซึ่งได้รับเลือกให้เป็นมหาปุโรหิตคนแรกของพระวิหารที่สร้างกันขึ้นมาใหม่ ทั้งยังได้รับความไว้วางใจจากจักรพรรดิแห่งเปอร์เซียแต่งตั้งให้เป็นกษัตริย์ประเทศราชยูเดียขึ้นต่อจักรวรรดิเปอร์เซีย ก็ได้รับการต้อนรับด้วยความชื่นชมยินดีกันทั่วหน้า พวกเขาแสดงความรับผิดชอบด้วยการสั่งสอนประชาชนอย่างทั่วหน้าด้วยใจรัก เจียดเวลาค้นหาคัมภีร์ปากที่ยังไม่ได้บันทึก เพื่อรวบรวมและจัดให้เป็นหมวดหมู่ สะสางข้อความให้สละสลวยสอดคล้องกับความเข้าใจตรงกัน ตรงไหนที่ต้องการการตีความเพราะกำกวมไม่ชัดเจนก็จัดการตีความร่วมกันเสีย พวกเขาถือว่าเนหะมีห์เป็นหัวหน้า หากมีประเด็นใดหาข้อยุติมิได้ก็ให้นะหะมีห์เป็นเสียงสวรรค์ชี้ขาดเพราะ “เขาเป็นธรรมาจารย์เชี่ยวชาญเรื่องธรรมบัญญัติของโมเสสซึ่งพระยาห์เวห์พระเจ้าแห่งอิสราเอลประทานให้” (เอสรา 7:6) และ”เอสราเคยตั้งใจศึกษาธรรมบัญญัติของพระยาห์เวห์ ปฏิบัติตามและสอนข้อกำหนดและพระวินิจฉัยของพระองค์ในหมู่ชาวอิสราเอล” (เอสรา 7:10) และที่สุดก็ตกลงกันประกาศเป็นสารบบคัมภีร์ศาสนาซึ่งได้ชื่อว่าศาสนายูดาห์ (Judaism) ตั้งแต่บัดนั้น ซึ่งก่อนหน้านั้นเป็นศาสนาของชาวฮีบรู(Religion of the Hebrews) เอกสารพี (P-Document) ของคัมภีร์ไบเบิลเกิดขึ้นในช่วงนี้ และที่สุดก็รวมเข้ากับของเดิม กลายเป็นเอกสารเจอีดีพี (JEDP-Document)

 

ช่วงรับอารยธรรมกรีกใหม่

เมื่ออารยธรรมกรีกใหม่ไหลบ่าเข้ามาในหมู่ชาวยิวทำให้ชาวยิวแบ่งเป็นฝ่ายต่อต้านโดยชาวฮาซีดีมกับฝ่ายต้อนรับโดยชาวยิวนิยมอารยธรรมกรีกนั้น บรรดาปุโรหิตและชนเลวีที่มีฐานะดีส่วนมากเข้าฝ่ายต้อนรับและใช้เวลาในการแสวงหารายได้และใช้เงินเสวยสุขตามที่อารยธรรมกรีกใหม่เสนอให้ ทำให้ฝ่ายต่อต้านหรือฮาซีดีนมีคัมภีราจารย์ไม่พอกับความต้องการ จึงต้อนรับสามัญชนที่มีความรู้และสามารถสอนเข้ามาเสริมและให้ชื่อว่าคัมภีราจารย์เสมอกับชนเลวี สามัญชนจึงได้รับแรงบันดาลใจให้สนใจศึกษาพระคัมภีร์และคำสอนของศาสนาเพื่อทำหน้าที่คัมภีราจารย์ คัมภีราจารย์เดิมที่มีเชื้อสายเลวีและอยู่ฝ่ายนิยมอารยธรรมกรีกพยายามกีดกันโดยประณามว่าไม่มีสิทธิ์สอนศาสนา บรรดาคัมภีราจารย์ใหม่จึงรวมกลุ่มกันเพื่อป้องกันสถาานภาพของตน ถูกประณามว่าเป็นฟาริสี (ผู้แตกแยกหรือผู้เป็นตัวการให้แตกแยก) คัมภีราจารย์เดิมที่ต่อต้านอารยธรรมกรีกจึงสนับสนุนคัมภีราจารย์ใหม่และบางคนก็เข้ากลุ่มโดยยอมรับแต่โดยดีว่าเป็นพวกแบ่งแยกหรือฟาริสี ส่วนคัมภีราจารย์ฝ่ายต้อนรับอายธรรมกรีกใหม่ก็จับกลุ่มกันต่อต้านพรรคฟาริสีและได้ชื่อว่าพรรคสะดูสี ความขัดแย้งระหว่าง 2 พรรคนี้เขม็งเกรียวขึ้นเรื่อยๆ ดังปรากฏชัดเจนในสมัยพระเยซู แต่นักประวัติศาสตร์ก็อดประหลาดใจไม่ได้ที่เห็นว่า 2 พรรคที่เป็นขมิ้นกับปูนต่อกันนี้กลับรวมเสียงกันเป็นปี่เป็นขลุ่ยในประเด็นกำจัดพระเยซูและอิทธิพลของพระองค์

 

สมัยพระเยซู

            ประเทศยูเดียขึ้นกับมหาอาณาจักรโรมัน แต่ก็ได้รับอนุญาตให้มีสภาวันเฮดริน(Sanhedrin) เพื่อกำหมดและตัดสินนโยบายเกี่ยวกับการปกครองภายในได้โดยเลือกสมาชิกจากพรรคหรือกลุ่มอิทธิพลต่างๆ เพื่อให้เข้ามาขัดกันเอง ทหารโรมันจะได้เหนื่อยน้อยลง ปรากฏว่ามีพรรคคัมภีร์จารย์อยู่ในสภาด้วย นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าน่าจะเป็นตัวแทนของฝ่ายฮาซีดีน และเลือกมาจากผู้มีความรู้ ก็คือคัมภีราจารย์ของฝ่ายที่เคยต่อต้านการยัดเยียดวัฒนธรรมกรีกใหม่ของจักรพรรดิแห่งซีเรีย และแม้บัดนี้มหาอาณาจักรโรมันไม่สนใจนโยบายนั้นแล้ว พวกนี้ก็ยังจับกลุ่มกันเหนียวแน่นเพื่อประณามพรรคสะดูสีที่โอนอ่อนต่อการแพร่ระบาดของวัฒนธรรมกรีกโรมันของชาวโรมัน รัฐบาลโรมันไม่แคร์เรื่องนี้ แต่กลับเห็นว่าการปล่อยให้มีตัวแทนของพรรคคัมภีราจารย์ฮาซีดีมเข้าไปต่อสู้กับตัวแทนของพรรคสะดูสี ย่อมจะช่วยให้ปกครองง่ายขึ้นตามกฎ Divide and Rule จงแบ่งและปกครอง

พระเยซูเองกล่าวถึงคัมภีราจารย์หลายครั้งโดยพ่วงกับชาวฟารีสี ทรงตำหนิความหน้าไหว้หลังหลอก มือถือสากปากถือศีลของบางคน เช่น ทรงตะเพิดซึ่งๆหน้าว่า “เจ้าสัญชาติงูร้ายเอ๋ย เจ้าจะพูดดีได้อย่างไรในเมื่อเจ้าเป็นคนเลว ปากย่อมพูดล้นออกมาจากใจ คนดีย่อมนำสิ่งดีออกจากขุมทรัพย์ที่ดีของตน ส่วนคนเลวย่อมนำสิ่งเลวออกจากขุมทรัพย์ที่เลวของตน เราบอกท่านทั้งหลายว่าในวันพิพากษา มนุษย์จะต้องรายงานถึงคำพูดไร้สาระทุกคำที่เขาเคยพูด เพราะท่านจะพ้นโทษหรือถูกลงโทษก็จากคำพูดของท่านเอง” (มัทธิว12:34-37) มีอยู่ตอนหนึ่งที่ทรงวิจารณ์ความประพฤติของธรรมาจารย์อย่างรุนแรงว่า “จงระวังธรรมาจารย์ที่ชอบสวมเสื้อยาว (เครื่องแบบธรรมาจารย์) เดินไปมา อยากให้คนทั้งหลายคำนับตามที่สาธารณะ ชอบนั่งแถวหน้าในธรรมสถาน ชอบนั่งหัวโต๊ะในงานเลี้ยง คนเหล่านี้โกงกินทรัพย์สินของหญิงม่ายและอธิษฐานภาวนายืดยาวเพื่อให้คนมอง คนเหล่านี้จะรับโทษหนักกว่าผู้อื่น” (ลูกา10:45-47) ดูตามบริบทของเรื่องทำให้สันนิษฐานได้ว่าคำวิจารณ์นี้น่าจะวิจารณ์คลุมถึงชาวฟาริสีที่ทำหน้าที่ธรรมาจารย์ด้วย ดังนั้นสำนวนที่บันทึกว่าเป็นของพระเยซูนั้น คำว่าธรรมาจารย์และฟาริสี ฟาริสีและธรรมาจารย์ ธรรมาจารย์ หรือฟาริสี มักจะมีความหมายเท่ากัน ทำให้เห็นได้ว่าในสมัยของพระเยซูนั้น สังคมยิวแย่มากๆ ทั้งผู้สังกัดพรรค ไม่ว่าพรรคสะดูสีหรือพรรคฟาริสี ก็เต็มด้วยโกรธ โลภ หลงด้วยกัน ที่แยกกลุ่มกันก็เพื่อช่วยกันรักษาผลประโยชน์เนื่องจากไม่สามารถแบ่งเค้กได้ลงตัว และที่สำคัญก็คือเพื่อเล่นละครตบตาประชาชนได้แนบเนียนดีเท่านั้น อย่างไรก็ดี คนดี ซื่อตรง ใจเที่ยงธรรมก็มีจากทั้ง 2 ฝ่ายที่พระเยซูระบุและยกย่อง เช่น ที่มัทธิวและลูกาเล่าไว้ตรงกันว่า “ธรรมาจารย์คนหนึ่งเข้ามาทูลว่า พระอาจารย์ (รับบี) ข้าพเจ้าอยากติดตามพระองค์ไปทุกแห่งที่พระองค์จะเสด็จ” และพระเยซูตอบเขาอย่างเอ็นดู

 

พรรคสะดูสี

เป็นพรรคที่หวงแหนตำแหน่งและแย่งชิงตำแหน่งมหาปุโรหิต  ขณะเดียวกันก็อนุรักษ์พระวิหาร ณ กรุงเยรูซาเลมเพราะเป็นฐานตำแหน่งและสายธารแห่งรายได้และอำนาจ แนวคิดนี้เรียกได้ว่า ลัทธิสะดูสี (Sadducism) และผู้สนับสนุนได้ชื่อว่าซาโดกีมหรือชนสะดูสี

สะดูสี (Sadducee) เชื่อกันว่ามาจากคำว่า Zadok=ซาโดก ซึ่งเป็นนามของผู้ช่วยมหาปุโรหิตที่แต่งตั้งโดยกษัตริย์ดาวิด กษัตริย์ซาโลมอนแต่งตั้งเป็นมหาปุโรหิตและยังออกกฤษฎีกากำกับด้วยว่าสืบแต่นั้นไปมหาปุโรหิตต้องแต่งตั้งจากเชื้อสายของซาโดกเท่านั้น

 

ความเป็นมา

การตั้งฐานความคิดอยู่บนตำแหน่งมหาปุโรหิตและพระวิหารซึ่งเก็บรักษาหีบพระบัญญัติบรรจุแท่งศิลาจารึกแก่นพระบัญญัติ 10 ประการอันเป็นบัลลังก์แห่งอำนาจสูงสุดของเทวธิปไตยของชนชาติยิวที่ก่อตั้งโดยโมเสสในฐานะได้รับบัญชาจากพระยาห์เวห์และสั่งทุกอย่างในนามของพระยาห์เวห์ โมเสสได้ขึ้นไปบนภูเขาซีไนเพื่อรับพระประสงค์ของพระยาห์เวห์เป็นกระบอกเสียงนำมาประกาศแก่ชาวฮีบรู ณ เชิงเขาในราวก.ค.ศ.1400 โมเสสได้จัดการให้สร้างพลับพลาเคลื่อนที่ในฐานะพระวิหารจำลององค์วิหารแท้ที่จะต้องมีขึ้นในอนาคต กำหนดให้ชายผู้สืบเชื้อสายทั้งหมดจากตระกูลเลวี เป็นคุรุ มีหน้าที่ศึกษาพระบัญญัติและและสอนชาวอิสราเอลทั้งชาติให้รอบรู้ทั้งทางโลกและทางธรรม โมเสสเองก็เป็นคนตระกูลเลวีจึงมีหน้าที่เป็นคุรุด้วยซึ่งโมเสสก็ปฏิบัติ แต่ก็ไม่ได้กำหนดว่าผู้นำการบริหารรัฐ (Good Govenance) จะต้องเป็นคนตระกูลเลวี ก็หมายความว่าจะเป็นคนตระกูลใดก็ได้ รวมทั้งคนในตระกูลเลวีก็ยังได้ด้วย โมเสสแต่งตั้งพี่ชายอาโรน (Aaron) ซึ่งอยู่ในตระกูลเลวีให้มีตำแหน่งและหน้าที่พิเศษคือมีตำแหน่งเป็นมหาปุโรหิตคือประธานของคุรุเลวีทั้งหมด มีอำนาจดูแลการสอนทั้งหมด ดูแลการปฏิบัติตามบทบัญญัติทั้งหมด ดูแลการปฏิบัติพิธีกรรมต่างๆ และปฏิบัติพิธีกรรมที่สงวนไว้เฉพาะมหาปุโรหิต คือพิธีเจิมราชาภิเษกแต่งตั้งเป็นกษัตริย์และพิธีอภัยบาปสากลปีละครั้งซึ่งจะต้องกระทำเบื้องหน้าหีบพระบัญญัติ ยังออกกฤษฎีกากำกับไว้ด้วยว่าผู้สืบเชื้อสายชายจากอาโรนทุกคนให้มีตำแหน่งเป็นปุโรหิตมีหน้าที่ช่วยมหาปุโรหิตอารักษ์พระวิหารโดยอาจจะแต่งตั้งชนเลวีให้มีตำแหน่งช่วยปุโรหิตอีกต่อหนึ่งได้ นอกจากนั้นยังมีกฤษฎีกากำกับไว้ด้วยว่ามหาปุโรหิตต่อๆไปภายภาคหน้าจะแต่งตั้งได้จากผู้สืบเชื้อสายจากอาโรนเท่านั้น ดังนั้นหากวิเคราะห์เจตนาของโมเสสในบทบัญญัติหลักและบัญญัติกำกับอย่างถี่ถ้วนแล้ว ก็ลงบทสรุปได้ว่าโมเสสเองนั่นแหละเป็นผู้ริเริ่มลัทธิสะดูสีแม้จะยังไม่มีการใช้คำคำนี้ อย่างไรก็ตามในประวัติศาสตร์สังเกตได้ว่ามีการปรับปรุงไปตามสถานการณ์จนถึงสมัยพระเยซู จึงควรติดตามดูเพื่อความเข้าใจเชิงลึกซึ่งคำสอนของพระเยซู

 

สมัยกษัตริย์ซาโลมอน

            กษัตริย์ซาโลมอนได้สร้างวิหารหลังแรกขึ้นและทำพิธีย้ายหีบพระบัญญัติจากพลับพลาชั่วคราวมาสู่พระวิหารถาวรและประกาศให้เป็นบัลลังก์ตำแหน่งของมหาปุโรหิต ได้ถอดอาบียาธาร์ (Abiathar) ออกจากตำแหน่งมหาปุโรหิตเพราะฝักใฝ่ฝ่ายกบฎ และแต่งตั้งซาโดกขึ้นแทนซึ่งก็ไม่มีอะไรผิดข้อกำหนดของโมเสส เพราะซาโดกก็ยังสืบเชื้อสายจากอาโรนอยู่ แต่ออกกฤษฎีกาเพิ่มเติมขึ้นกำกับว่า ต่อไปภายหน้ามหาปุโรหิตจะต้องสืบเชื้อสายจากซาโดกเท่านั้น บางคนจึงตั้งข้อกังขาว่า มีสิทธิ์แค่ไหนที่จะลบล้างกฎของโมเสสว่าผู้สืบเชื้อสายจากอาโรนทุกคนมีสิทธิ์ไม่ว่าจะสืบเชื้อสายจากซาโดกหรือไม่ ระหว่างซาโลมอนกับโมเสสใครใหญ่กว่ากัน ก็หมายความว่าใครสังกัดพรรคซาโดกีมหรือสะดูสีในอนาคต ก็ต้องส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงของซาโลมอนยิ่งกว่าบทบัญญัติเดิมของโมเสส ใครไม่เห็นด้วยก็ได้แต่เก็บความขมขื่นไว้ในจิตใจจนกว่าจะสามารถตั้งพรรคฟาริสีได้อย่างเสรี

 

สมัยขึ้นกับบาบิโลเนีย

ชาวบาบิโลเนียทำลายเมือง ทำลายพระวิหาร ทำลายราชวงศ์ และทำลายระบอบปกครอง ทำลายศาสนา และกวาดต้อนผู้คนจำนวนหนึ่งไปเป็นเชลยที่กรุงบาบิโลน เชลยทุกคนมีฐานะเสมอกัน ปุโรหิตและชนเลวีอื่นๆบางคนแสดงความรับผิดชอบด้วยการพยายามหนีบเอาคัมภีร์ศาสนาติดตัวไปเท่าที่จะทำได้ เมื่อไปอยู่ที่กรุงบาบิโลนและมีโอกาสพบปะสังสรรค์กัน ก็มีมติร่วมกันว่าสักวันหนึ่งพระยาห์เวห์จะต้องช่วยปลดปล่อยให้เป็นไทตามเดิม ระหว่างที่ระบอบซาโดกปฏิบัติอะไรไม่ได้จนกว่าจะมีการรื้อฟื้น ก็ขอให้ทุกคนให้ความร่วมมือโดยเน้นการปฏิบัติบทบัญญัติเป็นการส่วนตัวอย่างเคร่งครัด ขอให้ชนเลวีทุกคนพยายามศึกษากฎและบัญญัติทั้งหลายให้แตกฉานและสอนๆๆ ความสำคัญของคัมภีราจารย์เริ่มปรากฏเด่นชัดและจะพัฒนาเป็นพรรคฟาริสีในกาลต่อมา

 

สมัยขึ้นกับเปอร์เซีย

จักรพรรดิเปอร์เซียแต่งตั้งผู้นำเชลยยิวกลับไปสร้างกรุงเยรูซาเลมใหม่ สร้างวิหารหลังที่ 2 ณที่เดิม ฟื้นฟูการปครองโดยแต่งตั้งเจ้าประเทศราชไปให้ซึ่งมีอำนาจแต่งตั้งมหาปุโรหิตจากตระกูลซาโดกให้ฟื้นฟูการศาสนาขึ้นมาอย่างเดิม แต่พวกที่ชินกับการเน้นการปฏิบัติพระบัญญัติโดยไม่จำเป็นต้องมีพระวิหารก็ยังคงพยายามอนุรักษ์ความเคยชินของตนต่อไป ซึ่งจะขัดแย้งกับผู้ถือว่าพิธีกรรมในพระวิหารสำคัญกว่าการปฏิบัติส่วนตัว ฝ่ายแรกจะค่อยๆพัฒนาเป็นพรรคฟาริสี และฝ่ายหลังจะพัฒนาเป็นพรรคสะดูสี

 

สมัยขึ้นกับมหาอาณาจักรซีเรีย

            จักรพรรดิแห่งซีเรียใช้นโยบายตั้งใครก็ได้ที่ถูกพระทัยให้เป็นมหาปุโรหิตและพลอยเป็นเจ้าประเทศราชไปด้วย ใครมีอำนาจก็พยายามสร้างฐานอำนาจเพื่อให้อยู่ในอำนาจอย่างถาวรด้วยทุกวิถีทาง ลัทธิซาโดกจึงกลายเป็นลัทธิสะดูสีอย่างเต็มตัว ทำให้ฝ่ายคัดค้านประกาศตัวเป็นฝ่ายฮาซีดีมอย่างโจ่งแจ้งและต่อต้านอย่างจริงจังจนกลายเป็นพรรคฟาริสีชัดเจนในสมัยพระเยซู

 

ช่วงฟื้นฟูหลังการเป็นเชลย

            บทบาทและความสำคัญของพวกเขาในสังคมเป็นที่ยกย่องเด่นชัดในสังคม ได้รับเกียรติเป็นคัมภีราจารย์อย่างชัดเจน เนหะมีย์เป็นคนหนึ่งในพวกเขาซึ่งได้รับเลือกให้เป็นมหาปุโรหิตคนแรกของพระวิหารที่สร้างกันขึ้นมาใหม่ ทั้งยังได้รับความไว้วางใจจากจักรพรรดิแห่งเปอร์เซียแต่งตั้งให้เป็นกษัตริย์ประเทศราชยูเดียขึ้นต่อจักรวรรดิเปอร์เซีย ก็ได้รับการต้อนรับด้วยความชื่นชมยินดีกันทั่วหน้า พวกเขาแสดงความรับผิดชอบด้วยการสั่งสอนประชาชนอย่างทั่วหน้าด้วยใจรัก เจียดเวลาคัมภีร์ที่ยังตกหล่น รวบรวมและจัดให้เป็นหมวดหมู่ สะสางข้อความให้สละสลวยสอดคล้องกับความเข้าใจทึตรงกัน ตรงไหนที่ต้องการการตีความเพราะกำกวมไม่ชัดเจนก็จัดการตีความร่วมกันเสีย พวกเขาถือว่าเนหะมีห์เป็นหัวหน้า หากมีประเด็นใดหาข้อยุติมิได้ก็ให้นะหะมีห์เป็นเสียงสวรรค์ชี้ขาดเพราะ “เขาเป็นธรรมาจารย์เชี่ยวชาญเรื่องธรรมบัญญัติของโมเสสซึ่งพระยาห์เวห์พระเจ้าแห่งอิสราเอลประทานให้” (เอสรา 7:6) และ”เอสราเคยตั้งใจศึกษาธรรมบัญญัติของพระยาห์เวห์ ปฏิบัติตามและสอนข้อกำหนดและพระวินิจฉัยของพระองค์ในหมู่ชาวอิสราเอล” (เอสรา 7:10)ฃ และที่สุดก็ตกลงกันประกาศเป็นสารบบคัมภีร์ศาสนาซึ่งได้ชื่อว่าศาสนาสยูดาห์ (Judaism) ตั้งแต่บัดนั้น ซึ่งก่อนหน้านั้นเป็นศาสนาของชาวฮีบรู (Religion of the the Hebrews)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s