ซอกแซกหามาเล่า (239)

ทุกภาคส่วนเรียกหาพระเมสสิยาห์

ทุกภาคส่วนที่มีความเดือดร้อนและที่รู้สึกว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรมในมหาอาณาจักรโรมันและรู้เรื่องพระเมสสิยาห์อยู่บ้าง ต่างก็โหยหาร้องหาอยากได้เห็นพระเมสสิยาห์มากู้สถานการณ์เร็วๆ ยิ่งเร็วยิ่งดี ยิ่งวันนี้พรุ่งนี้ยิ่งดี และทุกคนก็เต็มใจจะทำอะไรสักอย่างที่เชื่อว่าจะค้ำประกันการมาของพระเมสสิยาห์ให้แน่นอนขึ้นหรือเร็วขึ้น

 

พระวิหารเร่งเร้าการมาของพระเมสสิยาห์

แม้ผู้รอคอยพระเมสสิยาห์จะกระจายตัวกันอยู่ทำกินทั่วมหาอาณาจักรโรมัน และทุกคนต่างรู้หน้าที่จะต้องทำเพื่อค้ำประกันให้ตนเอง บรรพบุรุษของตน และลูกหลานของตนได้รับอานิสงค์จากอาณาจักรของพระเมสสิยาห์ อย่างไรก็ตามเชื่อกันว่าศูนย์กลางแห่งการเตรียมรับเสด็จคือกรุงเยรูซาเล็ม พระเมสสิยาห์จะมาแสดงองค์และประกาศแถลงการณ์แรกที่กรุงเยรูซาเลม ณ พระวิหารของพระยาห์เวห์ จะทรงตั้งศูนย์บัญชาการที่กรุเยรูซาเลม  ผู้รับผิดชอบรับเสด็จพระเมสสิยาห์อันดับแรกคือมหาปุโรหิตและคณะปุโรหิตซึ่งมีหน้าที่แบ่งเวรยามกันปฏิบัติหน้าที่เป็นชุดๆตลอด24ชั่วโมงและมีหน้าที่ปฏิบัติในบริเวณพระวิหารตลอดเวลาตามบทบัญญัติของโมเสสและที่ผู้มีอำนาจประกาศเป็นระเบียบเพิ่มเติมต่อมาตามลำดับ เพื่อให้พระวิหารมีผู้ปรนนิบัติดูแลพระยาห์เวห์ตลอด24ชั่วโมงและตลอดปีตลอดชาติ ทั้งนี้เพื่อให้การปกครองของประเทศอิสสราเอลในความคิดของโมเสสและชาวยิวต่อมา เป็นเทวาธิปไตย คือ มีพระยาห์เวห์เป็นกษัตริย์ปกครองเอง แต่ทรงใช้อำนาจผ่านทางตัวแทนของพระองค์ซึ่งอาจจะอยู่ในตำแหน่งใดก็ได้ การสร้างวิหารจึงสร้างด้วยเจตนาให้เป็นราชวังที่ประทับของผู้ปกครองประเทศระดับสูงสุด แต่พระยาห์เวห์ไม่ต้องนอนหลับพักผ่อนและไม่มีชายา จึงไม่ต้องมีห้องบรรทม แต่มีห้องประทับส่วนพระองค์ที่เป็นส่วนพระองค์อย่างที่สุด เรียกตามสำนวนฮีบรูว่า The Holy of  Holies แปลว่าสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดและส่วนตัวที่สุดของพระยาห์เวห์ ในนั้นมีแต่หีบบรรจุแผ่นศิลาจารึกพระบัญญัติ10ประการอันเป็นสัญลักษณ์แห่งความผูกพันที่พระองค์ทรงมีต่อประชากรของพระองค์ เป็นห้องในสุดที่มีม่านกั้นที่สวยงามที่สุดที่คณะปุโรหิตจะคิดทำขึ้นมาได้ ม่านนี้เปลี่ยนใหม่ปีละครั้งโดยมีปุโรหิตชุดหนึ่งดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ ส่วนเครื่องบูชาถวายบนหีบพันธสัญญานั้น กำหนดให้เฉพาะมหาปุโรหิตเท่านั้นที่จะเข้าไปเปลี่ยนปีละครั้ง  หน้าผ้าม่านมีอีกห้องหนึ่ง มีพระแท่นวางเครื่องบูชาที่เป็นของหอมและสวยงาม มีม่านกั้นมิดชิดเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ (The Holy) มีปุโรหิตตั้งเวรกันเข้าไปถวายกำยานและเปลี่ยนเครื่องหอมวันละ2ครั้งเช้าเย็น นอกม่านชั้นที่ 2 เป็นระเบียงยาวให้เดินออกนอกพระวิหารได้ทั้ง 2 ข้าง ถัดระเบียงออกไปทางหน้าพระวิหารเป็นห้องโถงใหญ่สำหรับชาวยิวเฉพาะเพศชายเข้าไปปฏิบัติศาสนกิจของมวลชน มีแท่นบูชาสำหรับถวายบูชาแด่พระยาห์เวห์ตามศรัทธาของสัตบุรุษ เช่นฆ่าสัตว์ตั้งแต่เล็กถึงใหญ่ เอาของเหลวมาเทถวายบูชา เอาพืชผลมาถวายเพื่อการใช้สอยของพระวิหาร เอาเงินมาตั้งถวายให้ปุโรหิตฝ่ายการเงินเก็บเอาไปเป็นสมบัติของศาสนา เงินที่ถวายจะต้องแลกให้เป็นเงินสกุลศักดิ์สิทธิ์เสียก่อนจึงจะถวายได้ มิฉะนั้นทางพระวิหารจะเอาไปเก็บเข้าคลังไม่ได้ สุดห้องโถงเป็นบริเวณรอบพระวิหารเป็นเขตที่สตรียิวมีสิทธิเข้าไปนมัสการพระยาห์เวห์ได้ โดยรอบมีรั้วเตี้ยๆกั้น นอกบริเวณโดยรอบจนถึงกำแพงกั้นเขตพระวิหารเป็นแดนที่ผู้ไม่มีเชื้อสายยิวหรือสมาชิกสมทบจะพึงเข้ามาร่วมนมัสการเพื่อพึ่งใบบุญของผู้มีเชื้อสายยิว และความตั้งใจจริงของคนเหล่านี้ก็คือหากพระเมสสิยาห์มาโปรดเมื่อใด พวกเขาก็ขอมีส่วนร่วมบุญด้วยตามแต่จะเมตตา

 

เจตนาของโมเสส

            โมเสส(มีชีวิตในราว ก.ค.ศ. 1300) ตั้งใจสร้างตัวอย่างการปกครองรัฐด้วยระบอบเทวาธิปไตยโดยมียาห์เวห์พระเจ้าองค์เดียวแบบเอกเทวนิยมเป็นผู้ปกครองสูงสุดโดยมีมนุษย์ใช้อำนาจแทนพระองค์ในโลกนี้ จึงเป็นการปกครองที่กษัตริย์ฮัมมูราบี (Hammurabi) ของชาวบาบิโลว์เนียนใช้ ผิดกันที่ว่าเทวาธิปไตยของชาวเมโสโพเทเมียเป็นแบบพหุเทวนิยมโดยมีชามัช(Shamash)เป็นเทพสูงสุดและมีอารมณ์เหมือนมนุษย์

เอกเทวนิยมถูกริเริ่มและเผยแพร่อย่างสำคัญโดยฟาโรห์อาเคนาโตน (Akhenaton1360-1344) แห่งราชวงศ์ที่ 18 พระองค์น่าจะได้เรียนรู้จากชาวฮีบรูที่เข้ามารับราชการระหว่างราชวงศ์ที่15-16ชาวฮิกสัส (Hyksos) และเมื่อราชวงศ์ที่ 17 ชาวอียิปต์ยึดอำนาจคืนจากราชวงศ์ต่างด้าวได้ จึงหันมาลงโทษชาวฮีบรูที่ให้ความร่วมมือแก่ราชวงศ์ต่างด้าวกดขี่ข่มเหงชาวอียิปต์ สถานภาพของชาวฮีบรูจึงเปลี่ยนสภาพจากข้าราชการและเจ้านายกลายเป็นทาสกันทั่วหน้า แต่ศาสนาเอกเทวนิยมของพวกเขาได้ถูกสังเกตโดยฟาโรห์อาเคนาโตนแห่งราชวงศ์ที่18 ได้มีการเขียนคัมภีร์ขึ้นใหม่และตั้งคณะนักบวชขึ้นมาใหม่ให้สอนศาสนาเอกเทวนิยมโดยเฉพาะ ครั้นสิ้นรัชกาลคณะปุโรหิตฝ่ายพหุเทวนิยมชิงอำนาจคืนมาได้ แต่เอกเทวนิยมมิได้สิ้นซาก แต่ยังคงมีผู้นับถือคู่เคียงแข่งขันกับศาสนาพหุเทวนิยมที่ฟื้นฟูขึ้นมาอย่างเป็นทางการ โมเสสเติบโตในวังของฟาโรห์เซธิ (Sethi) แห่งราชวงศ์ที่ 19 ซึ่งเปิดโอกาสให้คณะปุโรหิต 2 นิกายแข่งขันกันเผยแผ่ได้ โมเสสถือหางข้างเอกเทวนิยม ครั้นมีโอกาสเป็นผู้นำชนชาติอิสราเอลก็เป็นโอกาสได้สร้างศาสนจักรให้แก่เอกเทวนิยม นักประวัติศาสตร์ศาสนาจึงรับรู้ให้โมเสสเป็นศาสดาผู้ก่อตั้งศาสนาเอกเทวนิยมของชาวฮีบรูซึ่งต่อมาจะได้ชื่อว่าชาวอิสรเอลและชาวยิว ส่วนศาสนาได้ชื่อว่าศาสนายูดาห์ (Judaism) โมเสสได้พยายามสร้างความจงรักภักดีต่อพระยาห์เวห์ของบรรพบุรุษเป็นบนฐานมั่นคงให้แก่ศาสนาดังกล่าว

วิธีทำก็คือ สร้างศรัทธาต่อศาสนาให้เป็นบรรยากาศทั้งในชีวิตส่วนตัวและในชีวิตสังคม ศรัทธาในชีวิตส่วนตัวบ่มเพาะได้ด้วยการกำหนดทุกแง่มุมของชีวิตให้ปฏิบัติทุกกระเบียดนี้วและทุกลมหายใจถวายเป็นเครื่องบูชาแด่พระยาห์เวห์ ศรัทธาในชีวิตสังคมบ่มเพาะด้วยการกำหนดพิธีกรรมที่ทุกคนต้องมีส่วนร่วมไม่มากก็น้อย ทั้ง 2 ด้านได้ผลตอบแทนเป็นชีวิตสงบสุขตลอดกาลในอาณาจักรของพระเมสสิยาห์ที่จะมาถึงสักวันหนึ่งอย่างแน่นอน ทุกอย่างที่โมเสสกำหนดจึงได้รับการรับรองว่ามีผลในบั้นปลายดังกล่าว

 

หน้าที่ของปุโรหิต

โมเสสได้แต่งตั้งให้พี่ชายอาโรน (Aaron) ของตนเป็นมหาปุโรหิตและลูกหลานเพศชายของอาโรนทุกคนเป็นปุโรหิตเพื่อค้ำประกันว่าตลอดวันตลอดคืนมีผู้เฝ้าดูแลปรนนิบัติรับใช้พระยาห์เวห์ที่ประทับอยู่กับแท่งศิลาศักดิ์สิทธิ์ 2 แท่ง ทำอะไรบ้างบางอย่างที่แสดงความภักดี และคอยรับของถวายจากผู้มีจิตศรัทธานำมาและอาจจะซุ่มซ่ามไม่รู้ที่ต่ำที่สูง ไม่รู้พิธีรีตองที่พึงปฏิบัติอย่างเหมาะสม เป็นหน้าที่ของปุโรหิตที่จะเป็นตัวกลางรับเอาไปถวายอย่างสมเกียรติถูกกาละเทศะและได้รับค่าตอบแทนหรือส่วนแบ่งจากการปฏิบัติงาน จึงมีการจัดเวลาเป็นเวรยามเพื่อจะรู้ว่าใครต้องรับผิดชอบในช่วงเวลาใด จะได้ไม่ต้องเกี่ยงกันหรือแย่งผลประโยชน์กัน ในสมัยพระเยซูมีผู้ดำรงตำแหน่งปุโรหิตจำนวนมาก เพื่อความเป็นระเบียบเรียบเรียบร้อยจึงมีการแบ่งกลุ่มกันเป็น 24 ชุด แต่ละชุดเข้าเวร 1 สัปดาห์ในครึ่งปี คือตั้งแต่วันอาทิตย์ถึงวันเสาร์อันเป็นวันศักดิ์สิทธิ์ในรอบสัปดาห์ ถึงเวรของกลุ่มใดกลุ่มนั้นทั้งกลุ่มจะต้องเตรียมเครื่องใช้ส่วนตัวมาอยู่พักแรม ใครที่มีเหตุขัดข้องต้องแจ้งให้หัวหน้ากลุ่มทราบเพื่อจัดสรรกำลังคนได้ถูกต้อง หัวหน้ากลุ่มจะดูแลจัดสรรหน้าที่ให้แต่ละคนปฏิบัติอย่างถ้วนหน้า หน้าที่ประจำวันก็คือทุกเช้าเวลารุ่งสางและเวลาบ่าย3โมงจะต้องมีปุโรหิตจำนวนหนึ่งประกอบพิธีตามีด (tamid) ซึ่งจะต้องเผาลูกแกะตัวหนึ่งบนแท่นบูชาเฉพาะของปุโรหิตซี่งอยู่ติดกับห้องศักดิ์สิทธิ์ที่สุดทางด้านขวามือ ขณะเดียวกันก็ขับร้องเพลงสดุดีคลอด้วยเสียงดนตรีเป็นเวลา 1 ชั่วโมง นอกพิธีตามีดก็ยังมีปุโรหิตอย่างน้อย 1 คนที่ขับร้องสรรเสริญพระยาห์เวห์และโหยหาพระเมสสิยาห์ตลอดเวลาในห้องปุโรหิต หากเป็นวันเสาร์สับบาโตก็เผาลูกแกะครั้งละ 2 ตัว ทั้งนี้เป็นการเรียกร้องพระเมสสิยาห์จากส่วนของคณะปุโรหิต ในส่วนของมวลชน หากใครต้องการแสดงความภักดีอย่างไรต่อพระยาห์เวห์เพื่อเร่งเร้าขอพระเมสสิยาห์อย่างไร ก็จะมีปุโรหิตคอยให้ความสะดวกตลอดเวลาในห้องโถง

หากเป็นเทศกาลประจำปี ปุโรหิตที่มีสุขภาพดีพอจะต้องเข้าประจำการกันทุกคน เพราะมีผู้คนหลั่งไหลกันมาทำบุญมาก    ทั้งยังเป็นโอกาสที่จะสอบถามกันว่ามีวี่แววพระเมสสิยาห์ปรากฏณที่ใดแล้วหรือยัง เทศกาลประจำปีได้แก่

  1. เทศกาลปาสกา 7 วัน (Passover) นับตั้งแต่วันกินขนมปังไม่ใส่เชื้อฟูเพื่อะลึกถึงการเร่งรีบจัดการกับเรื่องอาหารในวันอพยพออกจากการเป็นทาสในแผ่นดินอียิปต์ ระหว่างเดือนมีนาคมถึงเมษายน
  2. เทศกาลห้าสิบ (Pentecoste) คือ 50 วันหลังเทศกาลอพยพ เป็นเวลาเริ่มเก็บเกี่ยว ระลึกถึงวันรับและสัญญาจะถือพระบัญญัติทุกข้อณเชิงเขาซีไน เปิดโอกาสให้เกษตรกรนำผลผลิตแรกมาถวายแด่พระยาห์เวห์และแสดงตัวพร้อมให้ความร่วมมือแก่พระเมสสิยาห์ ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน

3.เทศกาลอยู่กระโจม (Feast of  Tabernacles) ระหว่างกันยายนถึงตุลาคม  กางกระโจมอยู่กันกลางดินกลางทรายเป็นเวลา 1 สัปดาห์เพื่อระลึกถึงการที่บรรพบุรุษทรหดเรร่อนอยู่ในทะเลทรายกันถึง 40 ปี

  1. เทศการเสกพระวิหาร ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม ระลึกถึงการเสกพระวิหารหลังที่ 2 ครั้งที่ 2 เมื่อคราวที่จักรพรรดิแห่งซีเรียยึดเอาไปทำเป็นวิหารของเทพเจ้ากรีกและคนตระกูลมัคคาบียึดคืนมาได้และประกาศเอกราช ได้ทำพิธีเสกเพื่อเปิดใช้เป็นพระวิหารของพระยาห์เวห์ต่อมาดังเดิม
  2. ปุริม (Purim) เป็นวันระลึกถึงการกอบกู้ชีวิตของชาวยิวทุกคนในมหาอาณาจักรเปอร์เซียระหว่างรัชสมัยของกษัตริย์เซิร์กสิส (Xerxes) ซึ่งไม่แน่ว่าเกิดขึ้นในรัชกาลเซิร์กสิสองค์ใดกันแน่ แต่ชาวยิวเชื่อว่าเป็นเหตุการณ์จริงและเป็นตัวอย่างพันธกิจเมสสิยาห์ตรงๆ และจักต้องพิสูจน์ทฤษฎีเมสสิยาห์ (Messianism) ชัดเจนอย่างที่พระยาห์เวห์ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ พวกเขาถือว่าเป็นตัวอย่างที่อ้างเพื่อทวงสิทธิตามพันธสัญญาจากพระยาห์เวห์ได้อย่างมั่นใจ เรื่องมีอยู่ว่าครั้งหนึ่งในรัชสมัยของจักรพรรดิ์อาหสุเอรัส (เซอร์กสิส) แห่งเปอร์เซีย มีเสนาบดีท่านหนึ่งนามว่าฮามาน (Haman) เป็นคนเจ้ายศ ไม่ชอบหน้าโมรเดคัย (Mordekai) ชาวยิวที่เป็นญาติกับพระราชินี จึงอาฆาตแลพาลเกลียดชาวยิวทุกคน จึงสร้างตะแลงแกงแขวนคอไว้ในบริเวณบ้านของตน โดยเล็งจะหาเรื่องแขวนคอโมรเดคัยเป็นคนแรก พระราชินีเอสเธอร์ (Esther) ทรงทราบเหตุจึงเสี่ยงรายงานพระจักรพรรดิให้ทรงทราบและสืบสวนจนได้ความจริง จึงทรงตัดสินให้แขวนคอฮามานด้วยเครื่องตะแลงแกงที่เขาเองได้ตั้งขึ้นเพื่อแขวนคอชาวยิว ทั้งทรงปูนบำเหน็จให้โมรเดคัยอย่างสาสม ชาวยิวเชื่อว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริงและเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ยืนยันว่าทฤษฎีเมสสิยาห์มีจริงและพระยาห์เวห์ทรงรักษาสัจจะพันธสัญญาแห่งทฤษฎีเมสสิสยาห์จริงตลอดกาล

6.วันอภัยบาป (Day of Atonement) 5 วันก่อนการอยู่กระโจม เป็นวันที่ถือว่าสำคัญที่สุดในรอบปี และเป็นวันเดียวที่มหาปุโรหิตจะปฏิบัติบทบาทของตนในพระวิหาร โดยจะเข้าไปถึงห้องศักดิ์สิทธิ์ที่สุดเพื่อถวายเครื่องบูชาขออภัยบาปแทนมวลชน สุดท้ายจะทำพิธีปล่อยแพะเข้าป่าให้แบกบาปของทุกคนไปด้วย เป็นต้นแบบของสำนวน “แพะรับบาป (scapegoat)” ในหลายภาษารวมทั้งภาษาไทยของเราด้วย

 

บทบาทของซีนาโกก (Synagogue)

ซีนาโกกเดิมหมายถึงการประชุมของชาวยิวเพื่อเป้าหมายอะไรก็ได้ หลังจากแยกย้ายกันตั้งหลักแหล่งในปาเลสไตาน์แล้วจึงค่อยๆหมายถึงการชุมนุมกันในวันสับบาโตวันเสาร์เพื่อปฏิบัติศาสนกิจแห่งวันของพระเจ้า ส่วนสถานที่นั้นจะใช้สถานที่ใดก็ได้ตามความสะดวกของแต่ละชุมนุม ส่วนมากน่าจะเป็นบ้านของหัวหน้าชุมชนและบ้านของเลวีผู้นัดการชุมนุม และแต่ละการชุมนุมคงมีคนไม่มาก เพราะแต่ละเลวีคงทำการนัดหมายเฉเพาะตัว ไม่ปรากฏว่ามีการสร้างอาคารเฉพาะงานนี้จนกว่าพระวิหารแห่งกรุงเยรูซาเลมจะถูกทำลายในปีค.ศ.70 เป็นต้นมา

ขณะยังมีพระวิหารอยู่คณะปุโรหิตได้รับการเชื่อถือว่าเป็นผู้รับผิดชอบกิจการศาสนา ระหว่างเวลา 70 ปีแห่งการเป็นเชลยศึก ณ กรุงบาบิโลนนั้น ไม่มีพระวิหารให้ปุโรหิตทำหน้าที่ เพราะพระวิหารหลังแรกถูกทำลาย ผู้มีความรู้เรื่องศาสนาอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นปุโรหิตหรือชาวเลวีหรือไม่ก็ตาม แสดงความรับผิดชอบโดยรวบรวมชาวยิวที่รู้จักเป็นส่วนตัวมาร่วมชุมนุมเพื่อปฏิบัติพันธกิจแห่งวันสับบาโตเป็นประจำ ผู้ทำบทบาทเช่นนี้ต่อมาได้รับการยกย่องว่าเป็นคัมภีราจารย์ พวกเขาเป็นหัวหน้าชุมชนโดยปริยาย ครั้นได้รับการอนุมัติให้กลับไปสร้างพระวิหารแห่งกรุงเยรูซาเลมหลังที่ 2 คณะปุโรหิตก็กลับมามีบทบาทเป็นผู้นำศาสนาอีกครั้งหนึ่ง คัมภีราจารย์คงทำหน้าที่เป็นหัวหน้าชุมชนต่อไป การรอคอยพระเมสสิยาห์จะเข้มข้นแค่ไหนและอย่างไร ย่อมขึ้นกับคัมภีราจาย์เหล่านี้ ส่วนตำแหน่งมหาปุโรหิตและปุโรหิตนั้น ตั้งแต่เป็นอาณานิคมของมหาอาณาจักรโรมันเป็นต้นมาอำนาจโรมันใช้นโยบายแต่งตั้งผู้จงรักภักดีต่ออำนาจโรมันให้กินตำแหน่งต่างๆและปรนปรือให้หลงใหลในลาภยศสรรเสริญจนกลายเป็นผู้ไม่ต้องการพระเมสสิยาห์เป็นอย่างมาก ไม่อยากให้พระเมสสิยาห์มาจริงๆ จนถึงไม่เชื่อว่าจะมีพระเมสสิยาห์มาจริง พยายามปรามกระแสและขบวนการพระเมสสิยาห์แต่ต้นลม และพวกนี้แหละที่เสนอให้ประหารพระเยซูเพื่อตัดกระแส แต่กลับสนับสนุนให้ปล่อยตัวบาร์รับบาส (Barabbas) ที่ถูกจับในขณะอ้างตัวเป็นพระเมสสิยาห์เพื่อระดมพล เพราะรู้อยู่ว่าไม่มีน้ำยาระดับมาตรฐาน ยังไงก็ทำไม่สำเร็จ แต่กรณีของพระเยซูนี่ซีเขากลัวกันว่าจะเป็นจริงๆและพวกเขาก็จะพากันเสียอนาคตแบบถอนยวง น่ากลัวครับ!

 

มหาปุโรหิตที่ไม่สนใจพระเมสสิยาห์

เมื่อกองทัพบาบิโลว์เนียนยึดกรุงเยรูซาเลมเมืองหลวงของรัฐยูเดียได้ก็เข้าทำลายวังหลวงเพื่อทำลายอำนาจปกครองประเทศยูเดีย และทำลายพระวิหารโดยมิได้ล่วงรู้ว่านั่นเป็นการทำลายอำนาจของมหาปุโรหิตและปุโรหิตทั้งหลายทำให้ไม่มีเวทีให้แสดงบทบาทเป็นผู้นำศาสนาด้วยการถวายบูชาแทนศาสนิกทั้งมวล หากไม่ได้ทำตามที่โมเสสได้บัญญัติไว้ก็เกิดความรู้สึกว่าไม่ขลังจริง เพราะไม่แน่ใจว่าพระยาห์เวห์จะโอเคหรือไม่ เอาที่แน่ๆไว้ดีกว่า เกินไว้ดีกว่าขาด    บรรดาปุโรหิตที่รอดตายและถูกกวาดต้อนไปก็ยอมรับสภาพเป็นเชลยศึกเช่นเดียวกับชาวยิวอื่นๆ ในเมื่อไม่มีพระวิหารพวกเขาก็ทำหน้าที่ปุโรหิตไม่ได้ แต่ยังทำหน้าที่เลวีได้ พวกนี้ภายหลังจะรวมตัวกับบรรดาคัมภีราจารย์ได้ชื่อใหม่ว่าแรบบาย (Rabbi)

พิธีกรรมอย่างเดียวที่สงวนไว้ให้แก่มหาปุโรหิตที่จะต้องประกอบปีละครั้งก็คือพิธีขออภัยบาป (atonement) ซึ่งจะต้องประกอบคนเดียวโดยเข้าไปในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดนำลูกโคตัวเมียขนแดง (red heifer) ตัวหนึ่งเข้าไปด้วยและฆ่าเผาจนเป็นขี้เถ้าเก็บไว้ในที่ศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ผสมน้ำทำน้ำมนต์ประพรมในพิธีเสกต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพิธียกบาป นักประวัติศาสตร์บันทึกว่ามหาปุโรหิตผู้ประกอบพิธีนี้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนพระมหาวิหารจะถูกทำลายมีนามว่าอิสมาเอลเบนฟีอาบี (Ishmael ben Phiabi) ขี้เท่าของวัวตัวที่ถูกเผาบูชายัญครั้งนั้นถูกแบ่งส่วนทำน้ำมนต์เป็นเวลาต่อมาถึง 250 ปี

มหาปุโรหิตองค์สุดท้ายที่ได้รับการแต่งตั้งถูกต้องจากเชื้อสายของซาโดกคือโอนีอัสที่ 3 (Onias III) แต่งตั้งโดยกษัตริย์แอนเทอโอว์เขิสที่ 3 (Antiochus III) แห่งซีเรีย และถูกถอดโดยกษัตริย์แอนเทอโอว์เขิสที่ 4 ในปีค.ศ.174  ถูกลอบสังหาร 3 ปีต่อมา ทรงแต่งตั้งพี่ชายเจสัน (Jason) ดำรงตำแหน่ง แต่ก็ถอดในปีค.ศ.171 และแต่งตั้งเมนเนอเลเอิส (Menelaus) คนเลวีนอกตระกูลซาโดกขึ้นแทนและตั้งแต่นั้นมาก็ไม่มีคนเชื้อสายซาโดกขึ้นดำรงตำแหน่งมหาปุโรหิตอย่างถูกต้องอีก  ผู้ได้รับแต่งตั้งต่อมาคือเอิลซายเมิส (Alcimus) ชาวเลวีและต่อจากนั้นก็ไม่มีคนเลวีคนใดได้ขึ้นตำแหน่งนี้อีก บุตรชายคนหนี่งของโอนีอัสที่ 3 เห็นว่าโอกาสจะขึ้นตำแหน่งมหาปุโรหิตกรุงเยรูซาเลมไม่มีแน่นอนแล้ว จึงเดินทางไปอียิปต์ ได้รับอนุญาตจากกษัตริย์โตเลมิที่ 6 (Ptolemy VI) ให้สร้างวิหารเลียนแบบมหาวิหารแห่งเยรูซาเลมบนเกาะเลออนโตโปลิส (Leontopolis) และตั้งตัวเองเป็นมหาปุโรหิตนามว่าโอนีอัสที่ 4 แต่บรรดามหาปุโรหิตแห่งเยรูซาเลมประณามว่าเป็นมหาปุโรหิตเถื่อน ส่วนชาวยิวอพยพแห่งอียิปต์ถือว่าเป็นปุโรหิตแท้ อย่างไรก็ตาม วิหารแห่งนี้ถูกจักรพรรดิเวิสแพสเซียน (Vespasian) ทำลายลงในปีค.ศ.70 จึงสุดสิ้นปัญหาการแบ่งขั้วของศาสนายูดาห์ไปได้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s