ซอกแซกหามาเล่า (238)

ผู้รอคอยพระเมสสิยาห์

        ตอนเริ่มก่อตั้งคริสตศาสนานั้น ผู้รอคอยพระเมสสิยาห์แบ่งออกได้เป็น 3 จำพวกคือ 1. คนเชื้อสายยิวและนับถือศาสนายูดาห์ 2.คนเชื้อสายอื่นที่นับถือศาสนายูดาห์แบบสมาชิกสมทบ 3.ผู้ไม่นับถือศาสนายูดาห์แต่ก็อยากให้มีผู้สามารถยกคุณภาพชีวิตของมนุษยชาติ เรามาเริ่มศึกษากันตั้งแต่กลุ่มที่ 1 ที่เป็นหลักของกลุ่มอื่นๆ

 

ชาวยิวที่นับถือศาสนายูดาห์

            คนเชื้อสายยิวทุกคนได้รับการอบรมมาอย่างดีว่า การมีเชื้อสายยิวนั้นสำคัญมาก เพราะการมีเชื้อสายยิวหมายความว่าเป็นสมาชิกคนหนึ่งโดยสิทธิจากการเกิดที่จะได้รับการดูแลจากพระยาห์เวห์โดยที่ได้ทรงสัญญาแก่บรรพบุรุษเรื่อยมา พระยาห์เวห์แม้จะสถิตอยู่ทั่วไปและทรงมีอำนาจควบคุมทั้งเอกภพและจักรวาล แต่ก็ทรงประทับอยู่ในพระวิหารที่กรุงเยรูซาเลมเป็นพิเศษเพื่อติดต่อกับชาวยิวและผู้นับถือพระองค์โดยการอนุมัติของชาวยิวเท่านั้น เพราะได้ตรัสไว้ว่าจะอวยพรชาวยิวและอวยพรผู้อื่นผ่านทางชาวยิวเท่านั้น เรื่องนี้ชาวยิวรับรู้ด้วยความภูมิใจ และหวังว่าตัวเองจะได้รับพระพรพิเศษนั้นในชั่วชีวิตนี้ ชีวิตหน้าค่อยว่ากันอีกต่อหนึ่ง

 

ชาวยิวขณะนั้นอยู่ที่ไหนกันบ้าง

            ชาวยิวในแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์อยู่ในแคว้นยูดาห์และกาลิลี นอกนั้นเป็นยิวโพ้นทะเลแห่งปาร์เธีย มีเดีย เอลาม เมโสโปเตเมีย คัปปาโดเชีย ปอนทัส เอเชียไมเนอร์ ฟรีเยีย ปัมฟีเลีย อียิปต์ ลิเบีย ไซรีน โรม ครีท อาระเบีย ฯลฯ บางคนออกไปด้วยเหตุผลเพียงไปเสี่ยงโชคทำมาหากิน ส่วนมากออกนอกประเทศไปด้วยเหตุผลเฉพาะกาล          เช่น ก.ค.ศ 722 ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยศึกที่นีนีเวห์ ก.ค.ศ 587 ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยศึกที่บาบิโลน ก.ค.ศ.350 จำนวนหนึ่งหนีการถูกกวาดต้อนไปตั้งหลักแหล่งบริเวณปากแม่น้ำไนล์ เป็นจุดดึงดูดที่สำคัญให้ชาวยิวอื่นๆอพยพมาสมทบอย่างต่อเนื่อง จักรพรรดิ อาร์เถิกเซอร์กสิสที่ 3 (Artaxerxes III) แห่งเปอร์เซียย้ายเชลยศึกยิวจำนวนหนึ่งไปตั้งค่ายที่เหอร์แคนเนีย(Hercania) ชายฝั่งทะเลสาบแคสเปียน ฟาโรห์ซามเตกที่ 2 (Psamtek II ก.ค.ศ.594-588) รับสมัครชาวยิวจากแหล่งนี้เป็นกองทหารรับจ้างรักษาดินแดนเอธิโอเปียและภาคใต้ ส่วนหนึ่งตั้งค่ายบนเกาะเอลเลอแฟนทีน (Elephantine) และตั้งหลักแหล่งถาวรกลายเป็นชุมชนยิวขนาดใหญ่บริเวณน้ำตกแรกหรือเขื่อนอัสวันในปัจจุบัน เมื่อแอลเลิกแซนเดอร์ตั้งเมืองแอลเลิกแซนเดรียบนปากแม่น้ำไนล์ ก็เปิดโอกาสให้ชาวยิวจำนวนมากเข้าไปตั้งหลักแหล่งทำกินทั้งที่แอลเลิกแซนเดรียและที่เสอรีนิ (Cyrene) กษัตริย์โตเลมิที่ 1 (Ptolemy I ก.ค.ศ.323-285)   ดำเนินนโยบายเอาใจยิว เพราะฉลาด ทำธุรกิจเก่ง ช่วยเศรษฐกิจของชาติ ทั้งยังเป็นการเอาใจยิวในปาเลสไตน์ซึ่งเป็นชายแดนอาณาจักรอียิปต์ต่อกับอาณาจักรซีเรียแห่งอันทิโอก        ครั้นกษัตริย์เอินทายเออเขิสที่3 (Antiochus III)แห่งซีเรียยึดปาเลสไตน์เป็นของตนได้ ก็ใช้วิธีเอาใจยิวแบบเดียวกัน คือ ให้ปกครองกันเองภายในและอ้าแขนรับชาวยิวอพยพไปทำมาหากินในนครอันทิโอกและตามหัวเมืองต่างๆของอาณาจักรซีเรียโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชียไมเนอร์และข้ามไปในดินแดนยุโรป เช่น ฟรีเจีย ส่วนในกรุงโรมนั้น เมื่อยูดาสมัคคาบี(Judas Maccabee) ประกาศเอกราชของปาเลสไตน์จากซีเรียแล้วก็หวังการรับรองจากมหาอาณาจักรโรมันโดยส่งทูตไปเจรจาทำสัญญามิตรภาพ

ต่อจากนั้นชาวยิวก็ถือโอกาสอพยพไปทำมาหากินในกรุงโรมและเมืองต่างๆของมหาอาณาจักรโรมันกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน และยิ่งเมื่อพามเพย์ผนวกปาเลสไตน์เข้าในมหาอาณาจักรโรมันตั้งแต่ก.ค.ศ.63 เป็นต้นมาด้วยแล้ว ชาวยิวก็ยิ่งทะลักเข้าปักหลักหากินสร้างความร่ำรวยกันหนาตาเป็นทวีคูณ จำนวนมากใช้สิทธิซื้อบัตรพลเมืองโรมันเพื่อมีสิทธิพิเศษที่พลเมืองโรมันพึงมี อย่างเซนต์พอลหรือเปาโลก็มีสิทธิบัตรนี้กันทั้งครอบครัว มีผู้ให้ตัวเลขว่าเมื่อเริ่มคริสตศักราชมีชาวยิวปักหลักเสี่ยงโชคเฉพาะในกรุงโรมประมาณ 50,000คน มีสุสานฝังศพคนยิวโดยเฉพาะถึง 6 แห่ง บนถนน Portuensis บนถนน Appia บนถนน Nomentana

 

การคอยพระเมสสิยาห์ของชาวยิวทั่วไป

ธรรมาภิบาลคือการบริหารรัฐที่ดี (Good Governance) โมเสสเป็นผู้กำหนดธรรมาภิบาลแก่ชาติยิวมาแต่ต้น บนฐานของความเชื่อและศรัทธาของชาวยิวทุกคนในขณะประกาศตั้งชาติอิสราเอลณเชิงเขาซีไนว่า ชาติอิสราเอลเป็นชาติเลือกสรรของพระยาห์เวห์ตามพันธะสัญญาที่ได้ทรงกระทำไว้แก่บรรพบุรุษอับราฮัม อิสอัค และยาโคบตลอดกาล เงื่อนไขก็คือพวกเขาทั้งชาติจะต้อง     จงรักภักดีต่อพระยาห์เวห์แต่เพียงผู้เดียว นั่นคือไม่ยอมให้มีผู้อื่นใดมามีประกาศิตเหนือจิตใจของพวกเขา เพื่อให้เป็นรูปธรรมโมเสสจึงขึ้นไปอยู่บนภูเขาซีไนเป็นเวลา40วัน40คืนเพื่อศึกษารูปแบบการบริหารชาติในระบอบเทวาธิปไตยอันมีพระยาห์เวห์เป็นประมุข(good government in the theocratic regime) เมื่อโมเสสกลับลงมาที่เชิงเขาเพื่อรายงานพระประสงค์ของพระยาเวห์ต่อประชากรของพระองค์ก็ได้แบกเอาแผ่นศิลาลงมา2แผ่นด้วยซึ่งบันทึกเฉพาะนโยบายซึ่งเรียกตามสำนวนปัจจุบันได้ว่า”ธรรมนูญการปกครอง” มีอยู่10ข้อสั้นๆ ได้แก่

1.อย่ามีพระเจ้าอื่นใดนอกจากเรายาห์เวห์

2.อย่ากล่าวนามพระยาห์เวห์อย่างไม่สมควร

3.จงรักษาวันสับบาโต

4.จงนับถือบิดามาดาอายุจะได้ยืน

5.อย่าฆ่าคน

6.อย่าล่วงประเวณี

7.อย่าลักขโมย

8.อย่าเป็นพยานเท็จใส่ร้ายเพื่อนบ้าน

9.อย่าโลภมักได้ภรรยาของเพื่อนบ้าน

10.อย่าโลภมักได้ทรัพย์สินใดของเพื่อนบ้าน

 

รายละเอียดนอกจากนั้นเป็นหน้าที่ของโมเสสจะต้องหาวิธีแจ้งให้ประชาชนอิสราเอลได้รับรู้ด้วยเครือข่ายประชาสัมพันธ์ที่หวังผล (effective informative network) ทั้งจะต้องจัดเตรียมและแต่งตั้งผู้รับผิดชอบอบรม (educative personnel) อย่างต่อเนื่อง และมีผู้รับผิดชอบบริหารสังคมอย่างดี (good governance bureau)

1.สร้างระบบเครือข่ายประชาสัมพันธ์ โมเสสจัดแบ่งประชากรทั้งหมดออกเป็นครอบครัวโดยกำหนดหัวหน้าครอบครัวทางการจะต้องเป็นเพศชาย 10 หัวหน้าครอบครัวเลือกคนหนึ่งเป็นหัวหน้าสกุล 10หัวหน้าสกุลเลือกคนหนึ่งเป็นหัวหน้าเหล่า 10 หัวหน้าเหล่าเลือกคนหนึ่งเป็นหัวหน้าเผ่า หัวหน้าเผ่าในตระกูลเดียวกันไม่ว่าจะมีกี่คนก็ตามให้เลือกคนหนึ่งเป็นหัวหน้าตระกูลซึ่งมีทั้งหมด13 ตระกูล คือ 1) Levi  2) Simeon  3) Juda  4) Ruben 5) Dan 6) Ephraim  7) Manasse  8) Issachar  9) Zabulon  10) Ser  11) Nephtali  12) Gad  และ 13) Benjamin หัวหน้าตระกูลเหล่านี้คือสภาซึ่งมีโมเสสเป็นประธาน ทำหน้าที่เป็นสภาสูงสุดปกครอง มีหน้าที่นำข้อตกลงและคำสั่งทั้งหลายจากโมเสสไปแจ้งให้คนในตระกูลของตนได้รับรู้

2.สร้างวิทยากรอบรม โมเสสกำหนดให้ตระกูลเลวี (Levi) ซึ่งเป็นตระกูลของตนเองเป็นเหมือนวรรณะพราหม์ของอินเดียให้มีหน้าที่ศึกษาให้รู้ทุกอย่างที่ต้องการใช้สอนประชาชน พวกเขาจะต้องกระจายตัว (พร้อมครอบครัว เพราะจะต้องมีบุตรชายสืบถ่ายทอดหน้าที่ต่อไป) ไปแทรกตัวอยู่ดูแลให้การศึกษาอบรมทั่วหน้าโดยประชากรที่รับบริการมีหน้าที่ถวายปัจจัยเลี้ยงดูด้วยการบริจาคอย่างน้อย10%ของรายได้สุทธิ (หักค่าใช้จ่ายแล้ว) ลูกชายของโมเสสก็ทำหน้าที่เลวี ส่วนพี่ชายของโมเสสชื่ออาโรนเป็นคนตระกูลเลวีเช่นกัน ให้รับหน้าที่เป็นมหาปุโรหิตและบุตรชายทุกคนเป็นปุโหิตคือมีหน้าที่ศึกษาพิธีกรรมที่จะต้องทำในนามของคนทั้งชาติ และเมื่อตำแหน่งมหาปุโรหิตว่างลงก็ให้ผู้มีตำแหน่งสูงสุดฝ่ายปกครองเลือกและแต่งตั้งจากปุโรหิตที่มีอยู่ ค่าครองชีพให้รับจากเครื่องบูชาที่ทำการถวายและจากงบประมาณของพระวิหารที่เก็บ10%ของรายได้สุทธิจากทุกครอบครัวที่อยู่ในกรุงเยรูซาเลม

3.การบริหารสังคมที่ดี (good governance) ผู้ใช้อำนาจสูงสุดในด้านนี้โมเสสสงวนไว้กับตนจนทำไม่ไหวแล้วจีงได้มอบให้โยชูวาทำแทนซี่งก็ทำได้สำเร็จโดยให้ทุกตระกูลได้มีที่อยู่และที่ทำกิน โยชูวาสิ้นชีวิตลงโดยมิได้แต่งตั้งให้ใครทำหน้าที่แทน ตำแหน่งนี้จึงกลับคืนสู่พระยาห์เวห์เป็นเวลาประมาณ400ปี พระยาห์เวห์จึงทรงแต่งตั้งซาอุลเป็นกษัตริย์องค์แรกเพื่อปกป้องหีบบรรจุแผ่นศิลาธรรมนูญการปกครอง ต่อมาทรงแต่งตั้งดาวิดให้ตั้งราชวงศ์ปกครองราชอาณาจักรอิสราเอลอย่างเป็นล่ำเป็นสันตั้งแต่ค.ศ.1000 เป็นต้นมา

 

กฎและธรรมาภิบาลของโมเสส

กฎของโมเสส(Mosaic Laws) เป็นประมวลอยู่ในคัมภีร์ปัญจบรรพ 4 เล่มหลัง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญคัมภีร์หรือคัมภีราจารย์ต่อมาคิดกันว่ารวบรวมไว้ยังไม่ครบถ้วน ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ได้บันทึกไว้ในคัมภีร์ดังกล่าว แต่สอนกันต่อๆมาและมีการปฏิบัติเป็นประเพณี ซึ่งภายหลังมีผู้รวบรวมไว้เป็นหมวดหมู่และยอมรับกันว่าเป็นคำสอนหรือเป็นเจตนาของโมเสสที่จะสอน เรียกว่าคัมภีร์ตาลมุด(Talmud) และมิชนะห์ (Mishnah) เพื่อให้แน่ใจว่าภักดีต่อพระยาห์เวห์จริง ๆ อย่าางไม่ปล่อยปละละเลย จึงควรรับมาปฏิบัติให้ครบถ้วนทั้งหมด ให้เกินไว้ดีกว่าขาด ดังนั้นหลักธรรมาภิบาลหรือการบริหารประเทศที่ดีนั้นอยู่ที่ดูแลกันและกันให้ปฏิบัติตามพระบัญญัติอย่างดีทุกข้อ เพื่อให้พระองค์อวยพรให้อยู่เย็นเป็นสุข หากพลั้งพลาดเผอเรอผิดพลาดไปก็ให้สำนึกผิด กระทำพิธีขอขมาลาโทษอย่างจริงใจด้วยการทำตามพิธีกำหนด พระองค์ก็จะอภัยโทษให้ หากถูกโทษหนักจนเกินที่จะแก้สถานการณ์ได้ด้วยวิธีปรกติ พระองค์จะส่งพระเมสสิยาห์ผู้กอบกู้มาแก้ปัญหาอย่างปาฏิหาริย์ อย่างเช่นส่งโมเสสมาช่วยให้พ้นจากความเป็นทาสของอียิปต์อย่างปาฏิหาริย์ ชาวยิวในสมัยของพระเยซูทั่วทุกหนทุกแห่งเชื่อว่าบรรพบุรุษของตนได้ทำผิดไว้มาก พระยาห์เวห์จึงลงโทษหนักให้เป็นเมืองขึ้นของโรมัน พวกเขา(ส่วนมาก)พยายามปฏิบัติตามบทบัญญัติทุกข้ออย่างเคร่งครัดให้เกินไว้ดีกว่าขาดอยู่แล้ว พวกเขาแน่ใจว่าพระยาห์เวห์จะต้องส่งพระเมสสิยาห์มากอบกู้ภายในชั่วชีวิตนั้นแหละ พวกเขา (ส่วนมาก) รอคอยอย่างจริงจัง แต่ก็รอคอยกันหลายรูปแบบ จึงต้องแยกพิจารณาเป็นประเภทๆไป จึงจะเข้าถึงสถานการณ์ได้ลึกซึ้ง

 

คำพยากรณ์ปริศนาที่ชาวยิวสมัยนั้นไม่อยากฟัง

อิสยาห์บทที่ 23 พยากรณ์ไว้ว่า:

ผู้รับใช้ของพระยาห์เวห์เติบโตเฉพาะพระพักตร์เหมือนต้นไม้อ่อน

เหมือนรากไม้ในดินแห้ง

เขาไม่มีความสง่าหรือความงามใดที่จะดึงดูดสายตาของเรา

เขาไม่มีหน้าตาที่ชวนมองเลย

ทุกคนดูถูกและเหยียดหยามเขา

เขาเป็นคนที่ต้องทนทุกข์และต้องเจ็บปวด

เป็นเหมือนคนที่ใครๆเบือนหน้าหนี

เขาถูกสบประมาท ไม่มีผู้ใดสนใจเลย

โดยแท้จริงแล้วเขาแบกความทุกข์ทรมานของพวกเรา

เขารับความเจ็บปวดของพวกเราไว้

แล้วเรากลับคิดว่าเขาถูกพระเจ้าลงโทษ

เขาถูกโบยตีและได้รับความอัปยศ

เขาถูกแทงเพราะการล่วงละเมิดของพวกเรา

ถูกขยี้เพราะความผิดของพวกเรา

การลงโทษที่นำสันติสุขมาให้เรากลับตกอยู่กับเขา

รอยแผลถูกโบยตีของเขารักษาเราให้หายเป็นปกติ

เราทุกคนหลงทางไปเหมือนฝูงแกะ

ต่างคนต่างไปตามทางของตน

แต่พระยาห์เวห์ทรงให้ความผิดของเราทุกคนตกอยู่กับเขา

เขายอมรับทุกข์ทรมานและความอัปยศ

เขามิได้ปริปากเหมือนลูกแกะที่ถูกนำไปฆ่า

เหมือนลูกแกะที่ไม่ร้องต่อหน้าคนตัดขน

เขาถูกจับกุม ถูกพิพากษา และถูกนำไปประหาร

ผู้ร่วมสมัยของเขาคนใดบ้างเป็นห่วงถึงชะตากรรมของเขา

เขาถูกพรากไปจากแผ่นดินของผู้มีชีวิต

ถูกประหารเพราะการล่วงละเมิดของประชากรของเขา

เขาถูกฝังไว้กับคนอธรรม

หลุมศพของเขาอยู่กับคนร่ำรวย

แต่เขาไม่เคยใช้ความรุนเแรงกับผู้ใด

ปากของเขาไม่เคยกล่าวมุสา

ถึงกระนั้นพระยาห์เวห์ทรงพอพระทัยให้เขาถูกขยี้ด้วยความทุกข์ทรมาณ

เมื่อเขามอบตนเพื่อชดเชยบาป

เขาจะได้เห็นลูกหลาน จะมีอายุยืน

พระประสงค์ของพระยาห์เวห์จะสำเร์จไปอาศัยเขา

พระยาห์เวห์ทรงประกาศว่า

หลังจากที่เขาประสบความทรมานแล้ว

เขาจะได้เห็นแสงสว่างและจะพอใจ

ความรู้ของผู้รับใช้ที่ชอบธรรมของเรา

จะนำความชอบธรรมมาให้แก่คนจำนวนมาก

เขาจะรับความผิดของคนทั้งหลายไว้เอง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s