ค้นหาความหมายในเรื่องปรัมปรา (159)

เทววิทยาของโฮเมอร์

        เทววิทยา คือ การพิสูจน์ทั้งด้วยเหตุผลและประกาศิตของศาสนาของตน          แม้เราไม่อาจจะรู้ได้ว่าโฮเมอร์เป็นใคร แต่เราก็รู้ว่าผู้ที่เป็นตัวการให้งานสร้างสรรค์ของโฮเมอร์เป็นจริงขึ้นมานั้นต้องมีตัวตน มิฉะนั้นงานวรรณกรรมเอกของโลกอย่าง Iliad และ Odyssey ก็ไม่อาจจะเป็นตัวเป็นตนขึ้นมาได้ ชีวประวัติของโฮเมอร์ที่เล่าขานกันอย่างสนุกสนานอาจจะเป็นเรื่องเล่าถึงบุคคลที่ไม่มีตัวตนจริงๆเลยก็ได้ อาจจะเป็นเรื่องจริงของหลายๆคนที่ผู้เล่าเอามาปะติดปะต่อให้เป็นประวัติของคนคนเดียวก็เป็นได้ หรืออาจจะเป็นประวัติจริงของบุคคลคนหนี่งเพียงส่วนหนึ่ง นอกนั้นเป็นส่วนแต่งเติมของใครบางคนที่ทำได้แนบเนียนมากก็เป็นได้เช่นกัน ส่วนงานเขียนสำคัญ2เล่มนั้น อาจจะมี 2 คนแต่งกันคนละเล่มหรือคนเดียวแต่งทั้ง2เล่ม หรือหลายคนโดยคนแรกเริ่มอะไรไว้ แล้วมีผู้อื่นเสริมเติมแต่งเข้ามาเรื่อยๆจนถึงจุดอิ่มตัวที่นักวิชาการรับว่างานของโฮเมอร์จบลงแค่นั้น ที่เราเรียกว่าโฮเมอร์ในการศึกษาปรัชญามักจะหมายถึงประมวลผลงานดังกล่าว และบางทีก็หมายถึงผู้สร้างสรรค์ผลงานดังกล่าว

ทอมสัน (F.A.K. Thomson) กล่าวไว้ในคำนำบทความ “Homer” ว่าศาสนาของชาวกรีกที่ปรากฏในมหากาพย์ 2 เรื่องของโฮเมอร์ต่างกันมากกับศาสนาที่ชาวบ้านกรีกนับถือกันในสมัยนั้น  (ดูJames Hastings, Encyclopedia of Religion and Ethics, vol.VI, p.762) เพราะชาวบ้านนับถือกันอย่างกระบวนทรรศน์ที่ 1 คือชาวบ้านคิด เข้าใจและสนใจปฏิบัติตามที่เชื่อว่าเทพจะพอพระทัยเฉพาะหน้า โดยไม่สนใจเลยว่าจะสมเหตุสมผลหรือสอดคล้องกับความเชื่ออื่นๆหรือไม่ หรือจะสมนัยคงเส้นคงวาหรือไม่ จะมีอะไรขัดแย้งทั้งตื้นและลึกหรือไม่ ส่วนมหากาพย์ของโฮเมอร์นั้นแสดงว่าเข้าถึงกระบวนทรรศน์ที่ 2 แล้ว ไม่เชื่อกระบวนทรรศน์ที่ 1 แต่ก็ไม่อยากจะขัดแย้งตรงๆกับกระบวนทรรศน์ที่ 1 ของชาวบ้านซึ่งเป็นลูกค้าสำคัญฟังขับร้องลำนำมหากาพย์ โฮเมอร์ไม่ใช่นักวิชาการ แต่เป็นชาวบ้านที่มีพรสวรรค์พิเศษและใช้พรสวรรค์หากินกับชาวบ้าน แต่ก็ไม่อยาาทรยศต่อความเชื่อตามกระบวนทรรศน์ที่ 2 ของตน เรื่องมหากาพย์จึงมีเนื้อหาของกระบวนทรรศน์ที่1แทรกอยู่มาก แต่ก็ตีความด้วยกระบวนทรรศน์ที่ 2

เทววิทยาของโฮเมอร์  ส่วนหนึ่งหมายถึง ความรู้ของโฮเมอร์เกี่ยวกับความเชื่อเทวะ ส่วนหนึ่งมาจากความเชื่อของชาวกรีกเผ่าอเคียนตามกระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์ขณะรุกรานเข้าไปตั้งหลักแหล่งในภาคใต้ของกรีซจนถึงการสิ้นบทบาทลงภายหลังชัยชนะสงครามกรุงทรอยอันทำให้พวกเขาอ่อนแอลงจนเสียความเป็นใหญ่แก่เผ่าดอร์เรียนที่เอาความเชื่อดังกล่าวของชาวอเคียนไปเผยแผ่และสร้างศาสนากรีกโบราณตามกระบวนทรรศน์โบราณต่อมา อีกส่วนหนึ่งมาจากความเชื่อของโฮเมอร์เองเกี่ยวกับเทวะตามกระบวนทรรศน์โบราณอันเป็นจุดเริ่มต้นของปรัชญากรีกโบราณต่อมาตามลำดับ เทววิทยากระแสดึกดำสบรรพ์กับเทวววิทยากระแสโบราณจึงสับสนปนเปและบางครั้งก็ตีกันยุ่งเหยิงในงานสร้างสรรค์ของโฮเมอร์ ทั้งนี้ก็เพราะว่าโฮเมอร์มีชีวิตในช่างหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างกระบวนทรรศน์ที่ 1 กับที่ 2 ความคิดของโฮเมอร์เองสงสัยกระบวนทรรศน์ที่ 1 คือเริ่มสงสัยว่าเทพทั้งหลายมีฤทธิ์ทำอะไรทุกอย่างได้ตามน้ำพระทัยจริงหรือไม่ และเริ่มจะเห็นกระบวนทรรศ์ที่ 2 อยู่รำไรจึงเชื่อว่าในเอกภพมีกฎตายตัวอยู่ส่วนหนึ่งที่เรียกว่าชตากรรม (Fate) มีช่องทางสำหรับความบังเอิญอยู่ส่วนหนึ่ง เทพเก่งกว่ามนุษย์เพราะรู้กฎที่มนุษย์ไม่รู้และรู้ความบังเอิญอันเป็นช่องทางเอาเปรียบผู้ใม่รู้ ทั้ง 2 เรื่องนี้เทพก็รู้ไม่เท่ากัน เทพที่รู้น้อยจึงต้องเกรงกลัวเทพที่รู้มากกว่าและยอมสยบต่อกันตามฐานันดรแห่งความรู้

 

ความเชื่อเรื่องเทวะของชาวอเคียน

            ชาวอเคียนเชื่อเทวะแบบมนุษยสัณฐาานนิยม (anthropomorphism) คือมีรูปร่างหน้าตาอย่างมนุษย์ แต่มีขนาดใหญ่กว่า งามกว่า แข็งแรงกว่า ฉลาดกว่า มีพลังมากกว่า มีฤทธิ์อำนาจเหนือธรรมชาติ ไม่แก่และไม่ตาย (James Hastings, เล่ม 6 หน้า 762) แบ่งออกเป็นเพศชายและเพศหญิง มีความต้องการทางเพศและมีโอรสธิดาทายาทได้อย่างสัตว์โลก อาจจะร่วมเพศกับสัตว์โลกและมีทายาทที่มีความสามารถพิเศษ แต่ไม่ใช่เทพนอกจากได้รับการโปรดปรานพิเศษจากเทวราชซูส(Zeus) ซึ่งมีตำหนักประทับและท้องพระโรงบนยอดเขาอลีมเผิส (Olympus) พวกเขาเชื่อว่าเทพแต่ละองค์ทรงสรรพญาณและสรรพฤทธิ์ซึ่งโฮเมอร์ไม่เชื่อ กีลเบิร์ท เมอร์เรย์ (Gilbert Murray) แสดงความเห็นใจโฮเมอร์ไว้ในหนังสือ Rise of the Greek Epic (1911หน้า 280) ว่า โฮเมอร์ก็ต้องเล่าเรื่งปรัมปราไปตามที่รู้มา ทั้งๆที่ต้องแสดงระดับคุณธรรมต่ำกว่าวีรบุรุษวีรสตรีที่เขาตั้งใจเทิดทูนคุณธรรม แต่เขาก็จำเป็นต้องเล่าไปตามเพลงโดยพยายามทำอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

ความเชื่อเรื่องเทวะของโฮเมอร์

            แอนดรูว์ ยัง (Andrew Lang) ได้ให้ข้อสสังเกตนี้ไว้ตั้งแต่ ค.ศ. 1910 เมื่อเขียนหนังสือ The World of Homer ว่าในส่วนความคิดของโฮเมอร์เองนั้น เทพโดยเฉพาะอย่างยิ่งเทวราชซูส ทรงความยิ่งใหญ่น่าเคารพยำเกรง เพราะทรงความยุติธรรมและชอบธรรมเป็นที่พึ่งได้ ทรงมีพระทัยเมตตาและพระทัยอ่อนไหวได้โดยคำสวดอ้อนวอนหรือการถวายเครื่องบูชา ทรงรักษาวาจาสัตย์หากได้สาบานโดยอ้างแม่น้ำสทิกส์อันศักดิ์สิทธิ์ ชะตากรรม (Fate) คือกฎศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเทพก็ไม่ทรงยอมละเมิดเพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎทั้งระบบไว้ พลังและฤทธิ์อำนาจไม่เท่ากันทำให้เทพก็ต้องเกรงกลัวกันและกันโดยตระหนักในความมีขอบเขตของตน  แม้ซูสจะมีฤทธิ์มากกว่าเทพองค์ใดอันทำให้เทพทุกองค์ยำเกรง แต่ก็ยังต้องอยู่ใต้อำนาจของชะตาอันเป็นกฎสูงสุดของเอกภพ จะอย่างไรก็ตามมนุษย์จำต้องยำเกรงและพึ่งเทพอยู่วันยังค่ำ เพราะเทพรู้กฎมากกว่ามนุษย์และใช้กฎได้มากกว่ามนุษย์ และเทพก็เต็มใจช่วยมนุษย์หากมนุษย์มีความภักดีด้วยจริงใจ

 

ตัวอย่างเทพที่โฮเมอร์บรรยาย

            ซูส (Zeus) เดิมเป็นเทพแห่งท้องฟ้าของชาวพื้นเมืองเดิมหลายแห่งของดินแดนกรีซ เช่น เทพซูสแห่งโดโดนา (Zeus of Dodona) ทางตอนเหนือของเธสเสอลี (Thessaly) และเมื่อชาวอเคียนยกย่องขึ้นเป็นเทวราชแห่งภูเขาโอลีมเผิสแล้ว ก็ปรากฏว่ามีภูเขาชื่ออลีมเผิสหรืออลีมเพีย (Olympia) เกิดขึ้นมากมายและยกให้เป็นที่ประทับของซูส รวมถึงภูเขาอีเดอ (Ida) แห่งทรอยด้วย สงครามทรอยทำให้ซูสแห่งอีเดอกับซูสแห่งอลีมเผิสต้องเป็นศัตรูกันและโฮเมอร์ก็ต้องจัดฉากให้ซูสวางตัวเป็นกลางอย่างลำบากยากเย็น ทางออกที่สวยที่าสุดก็คือซูสจับดูตราชูของชะตาลิขิต แม้ซูสจะพยายามเป็นนักประนีประนอมอยู่แล้ว แต่ก็อดมีผู้ไม่พอใจอยู่ จึงปรากฏว่าต้องปราบกบฎหลายครั้ง แม้มเหสีคู่บัลลังก์ก็ยังเคยเป็นหัวหน้ากบฎ

อพาลโลว์ เดิมเป็นสุริยเทพของชาวพื้นเมืองเดิมหรือเผอแลสเจียน คู่กับเทพแห่งท้องฟ้าซูส มีหลักฐานสักการสถานเก่าแก่ทึ่สุดที่เมืองโทรแอด (Troad) ใกล้กรุงทรอยและเป็นพันธมิตรกับทรอย แต่โฮเมอร์กำหนดให้เป็นเทพสงความมีธนูเป็นอาวุธ เข้าข้างทรอยในสงความกับชาวกรีกเผ่าอเคียนเพราะเป็นน้องชายของเทวีวีนัสหรือแอฟเฟรอดายทิซึ่งได้ทำพันธสัญญาผูกพันไว้กับเจ้าชาายแพเริส (Paris) แห่งกรุงทรอย โฮเมอร์ยกย่องให้มีตำแหน่ง 1 ใน 12 องคมนตรีแห่งสภาเทพบนยอดเขาอลีมเผิส แต่ก็ให้บทบาทไว้ไม่มาก ชาวบ้านกรีกให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษในฐานะเป็นเทพโหรแห่งภูเขาเดลฟายที่ทำนายไม่เคยผิดพลาด

            เผอซายดัน (Poseidon) ชาวพื้นเมืองเดิมหรือเผอแลสเจียนนับถือโอรสเจ้าแม่ (ดายเออนายเสิส) เป็นเทพอุปถัมภ์การเดินเรือตามชาวเกาะครีทอยู่แล้ว จึงไม่ริอ่านเชิญเทพอื่นมาแข่งบารมี การนับถือเทพเผอซายดันจึงน่าจะมีการริเริ่มจากชาวกรีกเผ่าอโอว์เนียน (Ionian) ในฐานะเทพสมุทร ส่วนชาวกรีกเผ่าอเคียนนับถืออเซียเนิส (Oceanus, กรีก Okeanos) เป็นเจ้าสมุทร ภายหลังโฮเมอร์จึงจัดระเบียบใหม่ให้เผอซายดันเป็นเชษฐาของเทวราชซูสและได้รับตำแหน่งสมุทรเทวราช มีหน้าที่ดูแลทะเลและเกาะแก่งทั้งหลายในท้องทะเล ส่วนอเซียเนิสให้เป็นอสูรทีเถิน (Titan) ดูแลท้องมหาสมุทรนอกเขตท้องทะเลของเผอซายดัน เผอซายดันพยายามวางตัวเป็นกลางในสงครามทรอย ครั้นทรอยถูกเผา เผอซายดันก็ได้ช่วยเจ้าชายอีเนียส (Aeneas) รอดตายไปตั้งหลักที่ปากแม่น้ำทายเบอร์ (Tiber) ซึ่งผู้สืบเชื้อสายจะเป็นปฐมกษัตริย์ผู้ก่อตั้งกรุงโรมต่อมา ชาวโรมันจึงนับถือเป็นพิเศษในนามของเทพเน็ปจูน (Neptune, ละติน Neptunus)

แอฟเฝรอะดายถิ แอฟเฝรอะดายถิ (Aphrodite) เป็นเทวีแห่งความงามของชาวเธรส (Thrace) มาก่อน แต่เดิมน่าจะเป็นเทพธิดาของชาวพื้นเมืองเดิมโดยเป็นธิดาของเทพสมุทรอเซียเนิส เกิดจากเชื้อชีวิตของเทพสมุทรลอยจับตัวกันเป็นฟองน้ำเข้มข้นขึ้นๆจนกลายเป็นเทพธิดา เพราะความงามเป็นพิเศษของเธอจึงตกเป็นชายาของเทพหลายองค์ ท้ายที่สุดช่วยเจ้าชายแพเริสแห่งกรุงทรอยไปเป็นชู้กับพระนางเฮลเลินแห่งสพาร์เถอ (Sparta) จนเป็นชนวนแห่งสงครามกรุงทรอย

เฮอร์มิส เฮอร์มิส (Hermes) หรือเทพสื่อสาร เดิมเป็นยมทูตของชาวพื้นเมืองเดิมมีหน้าที่นำทางวิญญาณผู้ตายไปสู่ยมโลก โฮเมอร์กำหนดให้เป็นเทพสื่อสารของซูส

เหอเฟสเถิส เหอเฟสเถิส (Hephaestus) เป็นเทพช่างเหล็กและใช้ไฟแห่งภูเขาไฟ จึงมีนิวาสถานอยู่ใต้ภูเขาไฟ

            ฮีเลียส ฮีเลียส (Helios) เป็นเทพแห่งดวงอาทิตย์ของชาวพื้นเมืองเดิม ซึ่งโฮเมอร์ถอดออกจากตำแหน่งเพื่อยกอพาลโลว์ขึ้นแทน ฮีเลียสจึงเหลือตำแหน่งเพียงเทพท้องถิ่น

 

ชีวิตหลังความตาย

            ปรัชญาของโฮเมอร์ระบุเป็นนิยามชัดเจนว่าเทพเป็นอมตะไม่รู้ตาย ส่วนมนุษย์เป็นผู้ต้องตาย (God is immortal and Man is mortal) สำหรับแอร์เริสทาทเถิลประโยคนี้หมายความว่า เทพไม่รู้ตายทั้งกายทิพย์และวิญญาณ ส่วนมนุษย์รู้ตายฝ่ายร่างกายส่วนวิญญาณไม่รู้ตายเพราะเป็นส่วนหนึ่งของ Quintessence หรีอธาตุที่ 5 ส่วนโฮเมอร์นั้นคิดว่า เทพไม่รู้ตายทั้งกายทิพย์และวิญญาณ ส่วนมนุษย์รู้ตายทั้งกายและวิญญาณ กายตายก่อนวิญญาณตายตามภายหลัง ชาวกรีกนิยมและสำนึกเป็นหน้าที่จะต้องเผาศพผู้ตาย มิฉะนั้นวิญญาณจะวนเวียนป้วนเปี้ยนอยู่รอบๆศพนั้นอย่างลำบากยากเย็นยิ่ง เพราะบรรยากาศของโลกมนุษย์ไม่เหมาะเป็นที่อยู่อาศัยของวิญญาณที่ออกจากร่าง การเผาร่างให้เป็นจุลจนวิญญาณจำไม่ได้นั่นแหละเป็นวิธีช่วยวิญญาณได้อย่างดีที่สุด เพราะวิญญาณจะหมดห่วง มุ่งหน้าไปสู่ยมโลกได้อย่างสบายอารมณ์ ควันไฟที่พวยพุ่งจากเชิงตะกอนสู่ท้องฟ้านั่นแหละ เห็นได้ด้วยตาว่าวิญญาณจากไปสู่สุคติ การฝังศพถือว่าดีรองลงมา เพราะเป็นการพรางตาวิญญาณมิให้มองเห็นร่างกายของตนเองอีกต่อไป คอยอยู่พักหนึ่ง เมื่อหาศพไม่เจอแน่แล้วก็จะจากไปอย่างละล้าละลัง แต่ถ้าทิ้งไว้ให้ค่อยๆเน่าเปื่อยไปตามยถากรรามก็เป็นการทรมาณวิญญาณมากที่เห็นศพของตนค่อยๆเน่าเปื่อยไปต่อหน้าต่อตาจนจำตัวเองไม่ได้แล้วจริงๆ จึงค่อยจากไปอย่างเศร้าสร้อยหงอยเหงาอย่างไม่เต็มใจไปแต่ก็ต้องไป วิญญาณจะรู้ทิศทางไปสู่แดนยมโลกโดยอัตโนมัติราวกับมีแรงแม่เหล็กดูดไป ไปจนสุดแดนโลกมนุษย์จะพบแม่น้ำสทิกซ์ขวางกั้นอยู่ข้างหน้า มีเรือรับส่งข้ามฟากเข้าแดนผู้ตายคือร่างกายตายแต่วิญญาณยังไม่ตาย พอขึ้นฝั่งก็จะมีสุนัข3เศียรคอยต้อนรับ ใครยังไม่ตายไปเพ่นพ่านให้มันเห็นมันจะไล่งับ แต่วิญญาณผู้ตายมันจะปล่อยให้ผ่านไปอย่างสะดวก วิญญาณจะพบสุวรรณผู้พิพากษาซึ่งจะเปิดดูบัญชีประวัติชีวิตในโลก หากทำดีก็ปล่อยให้อยู่อย่างอิสสระในบริเวณนอกขุมนรกที่มีความเป็นอยู่สุขสบายตามบุญกุศลที่ได้สั่งสมมา ครั้นสิ้นบุญก็จะค่อยๆจางหายไปเหมือนหมอกฤดูหนาว และสูญหายไปตลอดกาล ส่วนผู้มีบันทึกเบียดเบียนทำความเดือดร้อนแก่เพื่อนมนุษย์ก็จะถูกตัดสินให้ไปรับโทษในขุมนรกขุมต่างๆจนครบถ้วนกระบวนการทำผิด จึงจะเถูกปล่อยตัวเป็นอิสสระนอกขุมนรกชั่วระยะเวลาหนึ่งจนหมดบุญ ก็จะค่อยๆจางหายไปตลอดกาล นี่คือความหมายของคำว่ามนุษย์คือผู้รู้ตายของโฮเมอร์

หมายเหตุ สวรรค์ในปรัชญาของโฮเมอร์นั้นเป็นที่อยู่ของเทพผู้ไม่รู้ตายเท่านั้น สิ่งรู้ตายไม่มีทางจะเดินทางไปถึงได้นอกสจากเทพองค์ใดองค์หนึ่งจะอนุมัติ มนุษย์บางคนได้รับฉันทานุมัติจากเทพให้เป็นอมตะ ก็มีสิทธิขึ้นสวรรค์ชั้นฟ้า ส่วนสวรรค์ฌอง เอลีเซ (Champs Elysees) ซึ่งเทวีเดอมีเทอร์ (Demeter) สร้างไว้สำหรับผู้ภักดีและได้เข้าจารีตอย่างถูกต้องจนได้ชีวิตอมตะนั้นก็อยู่ในส่วนหนึ่งของใต้บาดาล มิใช่อยู่บนท้องฟ้าของเทพ

 

ความสำพันธ์ระหว่างเทพกับมนุษย์

            เทพหากพอพระทัยก็อาจจะให้ประโยชน์แก่มนุษย์ในชั่วชีวิตนนี้เท่านั้น และหากกริ้วก็อาจให้โทษเฉพาะในชีวิตนี้ ไม่มีผลถึงการให้รางวัลหรือลงโทษในแดนบาดาล ยกเว้นการเข้าจารีตที่โฮเมอร์ไม่ได้กล่าวถึง การลงโทษ (ไม่มีรางวัล) ในโลกหน้าเป็นไปตามกรรมส่วนตัว  แต่ทว่าเทพชอบเครื่องเซ่นและการสรรเสริญเยินยอ ซึ่งเทพรู้ด้วยจักษุทิพย์และเนตรทิพย์ ซึ่งจะเสด็จมารับถึงที่ ซึ่งในสมัยของโฮเมอร์ชอบกระทำบนแท่นบูชาตั้งในที่โล่งแจ้ง มีการสร้างวิหารถวายเทพเพียงน้อยแห่งในสมัยของโฮเมอร์ ทั้งนี้ตามกฎ do ut des ฉันให้เพื่อให้ท่านตอบแทน คือมนุษย์ถเสียของถวายเพื่อให้เทพเอื้อประโยชน์ และเทพเอื้อประโยชน์ก็เพื่อให้มนุษย์สวามิภักดิ์และถวายเครื่องเซ่น

 

จริยศาสตร์

มีเค้าว่าโฮเมอร์เน้นองค์ประกอบคุณธรรม 4 คือ 1. ปรีชาญาณ (Sophia) 2. ความกล้า (Tharros) 3.ความพอเพียง ไม่เกิน (me aidôs) และไม่ขาด (mè nemesis) 4. ความชอบธรรม (Theodikè) และเสียดสีความททนงตน (Hybris)

 

บรรณานุกรม

Eliade, Mircea, ed. The Encyclopedia of Religion. New York: Macmillan, 1987.

Hastings, James, ed. Encyclopedia of Religion and Ethics. New York: Scribner, 1959.

Borchert, Donald. Encyclopedia of Philosophy. New York: Macmillan, 2006

Craig, Edward. Routledge Encyclopedia of Philosophy. London: Routledge, 1998.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s