การค้างฟ้าของปรัชญาแอร์เริสทาทเถิล

aris-1

ปรัชญาภิรมย์ (32)

ศาสตราจารย์กีรติ บุญเจือ

 

ผลจากการค้างฟ้าของปรัชญาแอร์เริสทาทเถิล

แฟนคลับ: อยากรู้ค่ะว่าการเป็นดาวปรัชญาค้างฟ้าของแอร์เริสทาทเถิล มีผลดีหรือผลเสียอะไรบ้างคะ

ผม: ผลดีมีมากครับ ผลเสียอาจจะมีมาจากคนนิสัยขี้บ่นจู้จี้มากกว่ากระมังครับ

แฟนคลับ: งั้นผลดีว่าไปเลยค่ะ

ผม:ขอทบทวนนะครับว่าปรัชญาของแอร์เริสทาทเถิลเป็นปรัชญาที่เดินตามโครงสร้างของภาษาอารยันอันเป็นภาษาที่เคร่งไวยากรณ์  จะพูดว่าอะไรต้องเป็นประโยคที่บอกให้รู้ว่าใครทำอะไร ใครกับอะไรจึงเป็นตัวตั้ง(noun,pronoun)ของความเป็นจริงทั้งหลายของเอกภพ  ความเป็นจริงของเอกภพมีพลังทำการ(action)หรือถูกทำการ(passion) ดังนั้นการทำและการถูกทำจึงเป็นส่วนขยายที่เป็นจล(dynamic) 2 ด้านเรียกว่ากริยา(verb) ตัวตั้งหรือคำนามยังมีส่วนขยายที่เป็นสถิต(static)อีก 7 ชนิดเรียกว่าคุณศัพท์และวิเศษณ์ได้แก่ quantity, quality, relation, place,time, position, status ซึ่งพอจะแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า ปริมาณ มากน้อยแค่ไหน, คุณภาพ ดีเลวแค่ไหน, ความสัมพันธ์ เล็ก ใหญ่ ใกล้ หรือไกล, เทศะ อยู่ที่ไหน, กาล เวลาใด, ท่าไหน ยืน นอน เอน หรือตะแคง, สถานภาพของท่า มั่นคงแข็งแรง หรืออ่อนปวกเปียก

แฟนคลับ: ความรู้ที่ได้ตามการใช้ภาษาอารยันเช่นนี้ จะกลายเป็นความรู้เชิงวิชาการได้ยังไงคะ

ผม:ครับ!แอร์เริสทาทเถิลท่านใช้วิสัยทรรศน์เชิงปรัชญาครับ คือ วิเคราะห์ วิจักษ์ แล้วก็วิธานด้วยครบองค์3พอดีครับ ท่านวิเคราะห์จากจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ของมนุษย์โดยสังเกตจากประสบการณ์ของตัวเอง เบื้องต้นที่สุดท่านสังเกตว่าปัญญาของตัวท่านเองติดต่อกับโลกภายนอกได้โดยอาศัยประสาททั้ง5(5 senses) คือ ตา หู จมูก ลิ้น ผิวกาย ผลจากการรับรู้ของประสาทเรียกว่าผัสสะ(sensation) ผัสสะทั้ง 5 ทำการอย่างเป็นอิสระต่อกัน และปัญญาก็สำนึกรู้ว่าได้ข้อมูลจากโลกภายนอกเป็นแท่งๆอย่างเป็นอิสระต่อกันซึ่งก็ต้องนับว่ามีค่ายิ่ง เพราะลำพังปัญญาไม่อาจเข้าถึงโลกภายนอกด้วยปัญญาเองได้ จึงต้องรับรู้ไว้ตามนั้น แล้วก็หาทางใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อไป มิฉะนั้นก็จะได้ข้อมูลเป็นแท่งๆอย่างนั้นแหละเก็บไว้ในความจำสะสมไว้ เหมือนเก็บข้าวเปลือกไว้ในยุ้งฉางเยอะแยะโดยไม่มีโครงการจะนำเอาไปใช้ทำอะไรให้เกิดประโยชน์ ในไม่ช้าก็จะบูดเน่าเสียของ ปัญญามนุษย์จึงสร้างเครื่องมือ(หรือใครสอดใส่ไว้ให้แต่เกิดก็ไม่รู้) สร้างเครื่องมือขึ้นมาจัดการกับข้อมูลดิบที่ได้มาเป็นแท่งๆเหล่านี้ เราเรียกเครื่องมือนั้นว่า perception(สมมุติว่าเป็นสัญชานก็แล้วกัน มค. สํ+ชานะ=การหรือความรู้ร่วม) สัญชานจึงเป็นกลไกของปัญญาในการปรุงแต่งความรู้ขั้นต้นจากข้อมูลดิบที่ผ่านเข้ามาทางผัสสะทั้ง5 เช่นประสาทตามองเห็นรูปร่างม้าตัวหนึ่งที่มีสีน้ำตาลแบบหนึ่งส่งเข้าไปเก็บไว้ในความจำเป็นแห่งผัสสะจากตา หูได้ยินเสียงฮี้ๆๆๆส่งเข้าไปเก็บไว้ในความจำเป็นแท่งผัสสะจากหู จมูกได้กลิ่นสาบกลิ่นหนึ่งส่งเข้าไปเก็บไว้ในความจำเป็นแท่งผัสสะจากจมูก ลิ้นไม่มีผัสสะใหม่ส่งเข้าไปเก็บเพิ่ม แต่ความจำรายงานว่าเคยมีผัสสะจากลิ้นเก็บไว้ครั้งหนึ่งที่รับประทานอาหารป่าจานเด็ดที่เมนูระบุว่าเป็นเนื้อม้า ส่วนผิวกายอยากมีผัสสะส่งเข้าไปให้ความทรงจำจึงจัดการขอเช่าม้าไปขี่อย่างตื่นเต้นเป็นเวลา 1ชั่วโมง ครั้นเมื่อปัญญาต้องการรู้เรื่องม้าก็จะสั่งให้กลไกสัญชานทำงาน โดยค้นหาข้อมูลที่ความจำเก็บไว้เป็นแท่งๆนั้นด้วยการเลือกเอาข้อมูลเอามายำให้ได้ตัวม้าในจินตนาการ 1 ตัว นับได้ว่าเป็นการทำงานสำเร็จอย่างดีของเครื่องมือหรือกลไกคิดที่ได้ชื่อว่าสัญชาน 1 ครั้ง ความรู้ที่เกิดขึ้นด้วยวิธีนี้เรียกว่า 1 จินตภาพของม้า คือ ภาพม้าตัวหนึ่งในคลังจำ และความจำก็จะเก็บไว้เป็นข้อมูลในช่องจินตภาพจากจินตนาการซึ่งเป็นคนละช่องกับจินตภาพจากประสบการณ์ทางประสาททั้ง5

แฟนคลับ:โอ้โฮ! ยุ่งยากสลับซับซ้อนน่าดูนะคะ แต่ก็น่าทึ่งและน่าสนใจนะคะ ไม่รู้ว่าแอร์เริสทาทเถิลคิดขึ้นมาได้อย่างไรเนี่ย

ผม: ก็นั่นแหละครับ เราต้องพยายามเข้าใจวิธีคิดของนักปราชญ์ไปก่อนจนแตกฉานเป็นตัวอย่างแล้วก็จะคิดเองเป็น “คิดเป็นกับคิดได้”ต่างกันนะครับ คิดได้คือเข้าใจความคิดที่ผู้คิดคิดเป็นแล้วเสนอให้เราคิดจนเข้าใจ อย่างที่เรากำลังพยายามเข้าใจวิธีคิดของแอร์เริทาทเถิลลอยู่นี่แหละครับ เมื่อคิดได้แล้วเราก็จะสามารถคิดอะไรขึ้นมาใหม่ของเราเอง ถึงขั้นนี้จึงจะเรียกว่าคิดเป็นครับ

แฟนคลับ: โอ้โฮอยากคิดเป็นจังเลยค่ะ จะพยายามค่ะ จบหรือยังคะกระบวนการคิดในปัญญาของแอร์เริสทาทเถิล

ผม: ยังครับ เพิ่งผ่านเพียงกลไกสัญชานหน้าด่านเท่านั้นเองแหละครับ การปฏิบัติงานของสัญชานทำให้ปัญญาได้ความรู้เป็นหน่วยๆ คือได้จินตภาพม้าเป็นตัวๆ(image of a horse) ครั้นได้จินตภาพม้าหลายจินตภาพทั้งจากม้าตัวเดียวกันหรือหลายๆตัวในอิริยาบทต่างๆ ปัญญาอยากได้ความรู้สูงขึ้นอีกขั้นหนึ่ง จึงใช้กลไกขั้นที่ 2 เรียกว่า abstraction(สมมุติว่าเป็นการถอดสิ่งสากลก็แล้วกัน) เมื่อปัญญาสั่งกลไกถอดสิ่งสากลก็จะเข้าสำรวจดูในคลังของความจำว่ามีข้อมูลจินตภาพม้าทั้งหมดเท่าที่มีสะสมอยู่ เอามาเทียบกันทั้งหมดแล้วจัดการคัดเอาส่วนต่างที่ไม่เหมือนกันออกทิ้งให้เหลือแต่ส่วนที่เหมือนกันในทุกจินตภาพเก็บไว้ในความจำในอีกคลังหนึ่งเรียกว่า concept (สมมุติว่าเป็นมโนภาพก็แล้วกัน แปลว่าภาวะในมโน(ไม่ใช่ภาพในมโน) บางคนใช้มโนทัศน์ซึ่งมีความหมายไม่ตรงกับความต้องการของแอร์เริสทาทเถิล จึงขอใช้คำมโนภาพดีกว่า) มโนภาพเป็นความรู้สากล (universal knowledge) ในกรณีนี้คือความเป็นม้า(horseness)หรือม้าสากล(universal horse) เป็นมโนภาพสาร(substantial concept) เพราะถอดออกมาจากส่วนที่เป็นแก่นสารของม้าและช่วยให้รู้ว่าม้าวิสามานยนาม(proper noun)คือม้าตัวนี้สมมุติว่าชื่อสายลม มีลักษณะอะไรบ้าง แต่ถ้าถอดมาจากส่วนเสริมของม้าหรือจรสมบัติ(accidental)ก็เรียกว่ามโนภาพจรสมบัติ(accidental concept) ซึ่งก็เป็นความรู้สากลด้วยเช่นอ้วน สีหมอก ขาเขยก กินจุซึ่งแอร์เริสทาทเถิลจำแนกไว้ 9ชนิด คือ Quantity, Quality, Relation, Action, Passion,Place, Time, Position, Status (ปริมาณ, คุณภาพ, สัมพันธภาพ, การทำ, การถูกทำ, เทศะ, กาละ, ท่าตั้ง, และ สถานภาพของท่าตั้ง รวมเป็น 10 ประเภทของความรู้สากล (10 predicaments or categories) ครั้นปัญญาได้ความรู้สากลมาใช้ก็ดีใจมาก เพราะประตูแห่งความคิดสร้างสรรค์ก็เปิดอ้าให้คิดต่อยอดต่อไปได้ถึงอนันต์ไม่รู้จบ

            แฟนคลับ: เอาละค่ะ ความรู้เฉพาะหน่วยเป็นหน่วยๆก็ได้แล้ว ความรู้สากลก็มีแล้ว แล้วอะไรต่อไปยังไงคะ

ผม: ยังไม่ครบวงจรของภาษาอารยันครับ ถ้าคิดตามมาตรฐานของภาษาอารยันแล้ว มาถึงตอนนี้แอร์เริสทาทเถิลเพิ่งได้แค่คำเท่านั้นเองครับ ต้องหาต่อไปให้ถึงประโยคทุกชนิดจึงจะจบเกมครับ  เฉพาะแค่นี้เราได้ความจำเฉพาะหน่วยที่แสดงออกเป็นวิสามานยนาม สามานยนามและสรรพนาม ได้ความรู้สากลที่แสดงออกเป็นสามานยนาม ได้พลังทำการที่แสดงออกเป็นกริยา ได้ส่วนขยาย9อย่างที่แสดงออกเป็นคุณศัพท์และวิเศษณ์ ปัญญาของมนุษย์ไม่ยอมจำนนอยู่แค่นี้ครับ ยังทำการต่อ

แฟนคลับ : ทำอะไรต่อคะ

            ผม:ขอนิยามศัพท์ที่จำเป็นต้องใช้เสียก่อนครับ ผลของสัญชานทำปฏิกริยากับผัสสะที่ผ่านมาทาง 5 อายตนะสู่ สมองเรียกว่าจินตภาพ(image)เก็บไว้ในคลังความจำเป็นหน่วยๆ เรียกว่าจินตภาพจากประสบการณ์ โปรดสังเกตว่าจินตภาพจากประสบการณ์ไม่ใช่จินตนาการนะครับ เพราะจินตนาการเป็นสิ่งที่สมองจินตนาสร้างขึ้นมาเองแล้วส่งไปเก็บไว้ในคลังความจำเป็นจินตภาพจากจินตนาการโดยไม่ปนกับจินตภาพจากประสบการณ์  หันมาดูมโนภาพอันเกิดจากการถอดสิ่งสากลเก็บไว้ในคลังจำในแผนกความรู้สากล เพื่อสะดวกในการใช้เราเรียกหน่วยต่างๆที่เก็บไว้ในคลังจำอย่างรวมๆว่าสังกัป(apprehension) ไม่ว่าจะอยู่ในคลังจำของจินตภาพจากประสบการณ์ จินตภาพจากจินตนาการ หรือมโนภาพสากล รวมเรียกว่าสังกัป ปัญญามีกลไกปรุงแต่งต่อยอดความรู้อย่างน่าทึ่งมาก คือสามารถจับเอา 2 สังกัป  มาเปรียบเทียบกันเพื่อดูว่าเข้ากันได้หรือไม่ได้ เรียกว่ามีการตัดสินเชิงตรรก(logical judgement) ซึ่งอาจจะจริงหรือเท็จก็ได้ ความจริง/เท็จเกิดขึ้นในตอนนี้ของกระบวนการคิด ก่อนหน้านี้ไม่สามารถรู้ได้ว่าจริงหรือเท็จ เพราะปัญญายังไม่ได้ทำการตัดสิน รู้แต่เพียงว่ามีเป็นจริงภายนอกหรือเป็นเพียงจินตนาการเมคอัปขึ้นมา

แฟนคลับ: จบกระบวนการหรือยังคะ

ผม: ยังครับ เมื่อปัญญามีการตัดสินเก็บไว้มากกว่า 1 ข้อตัดสิน(logical judgement)ปัญญาก็อาจจะเลือกเอามา2กรณีที่มีส่วนหนึ่งเหมือนกันเอามาเปรียบกันเพื่อดูว่าส่วนที่ไม่เหมือนกันนั้นเป็นส่วนของกันและกันหรือไม่ กลายเป็นการตัดสินใหม่ในปัญญาที่เรียกว่าข้อสรุป(logical conclusion) รวมกับข้อตัดสิน2ข้อเดิมเป็น3ข้อเรียกรวมกันว่าเป็นการอ้างเหตุผล 1 ครั้ง(1 argumentation) การใช้เหตุผลเกิดขึ้นก็ขั้นตอนนี้แหละ เช่น คนเป็นสัตว์โลก ชาวไทยเป็นคน เพราะฉะนั้นคนไทยเป็นสัตว์โลก ซึ่งตรงกับเหตวาเนกัตถประโยคของกลุ่มภาษาอารยัน

เมื่อคิดได้เช่นนี้แอร์เริสทาทเถิลก็สร้างเนื้อหาวิชาตรรกวิทยาว่าด้วยเทคนิคการใช้เหตุผลและเทคนิคจับผิดเหตุผลขึ้นเรียกว่าตำราว่าด้วยเหตุผลวิบัติ คือสอนผูกแล้วก็สอนแก้ควบไปด้วย จากการจัดระเบียบความคิดอย่างนี้ แอร์เริสทาทเถิลก็ค่อยๆสร้างองค์ความรู้ขึ้นตามลำดับ เริ่มจากสังเกตโครงสร้างภาษาอารยันของตนคือภาษากรีก ย้อนกลับไปดูกระบวนการคิดเพื่อจับเคล็ดการได้ความรู้ ต่อจากนั้นก็กำหนดระเบียบวิธีหาความรู้ ได้ความรู้มากพอก็เอามาแบ่งเป็นวิชาอย่างมีสัดส่วนเป็นตัวอย่างของสหวิทยาการบูรณาการสมบูรณ์ ตอนนี้ได้บ่อเกิดของสังกรประโยคเหตุผลเพียงอย่างเดียว แอเริสทาทเถิลคิดต่อไปถึงสังกรประโยคที่ทำหน้าที่คุณศัพท์อันมีสันธาน”ซึ่ง”นำหน้า และสังกรประโยคที่ทำหน้าที่วิเศษณ์อันมีสันธาน”เมื่อ แม้ เพราะ ฯลฯ” นำหน้า ท้ายสุดคิดถึงอเนกัตถประโยคคือหลายประโยคข้างต้นเชื่อมกันด้วยสันธาน”และ, แต่, ฯลฯ” ซึ่งอยู่ขั้นบอกความจริงที่ซับซ้อน แต่ไม่จำเป็นต้องถึงระดับเหตุผล ก็เป็นอันจบการวิเคราะห์ภาษาอารยันได้ครบถ้วนแล้วครับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s