ค้นหาความหมายในเรื่องปรัมปรา (155)

ค้นหาความหมายในเรื่องปรัมปรา (155)

กีรติ บุญเจือ

ศาสนาของชาวทะเลอีเจียน

ศาสนาของชาวอีเจียน(Aegean)หมายถึงการนับถือศาสนาของผู้อาศัยอยู่ตามเกาะแก่งต่างๆและตามบริเวณชายฝั่งทะเลรอบๆทะเลอีเจียนก่อนที่ศาสนาของชาวกรีกโบราณจะเข้ามาครอบงำเข้าเป็นส่วนหนึ่งของศาสนากรีกโบราณ แหล่งสำคัญได้แก่เกาะครีทและเมืองเมอซีนิ(Mycene)บนชายฝั่งกรีซ

ความเป็นมา

ระหว่างก.ค.ศ.3000-2000 ยุคสัมฤทธิ์ตอนต้น มีหลักฐานการนับถือเจ้าแม่ธรณีและทำรูปสตรีแห่งความอุดมสมบูรณ์เอาเคล็ดเช่นเดียวกับมนุษย์ยุคหินใหม่ทั่วๆไป แต่ไม่มีหลักฐานการสร้างอนุสาวรีย์หินใหญ่(Megalithic monument) แต่พบรูปสลักสตรีเล็กๆชูมือขึ้นเหนือศีรษะกระจายอยู่ทั่วไป การนับถือเจ้าแม่เป็นฐานสำคัญของการนับถือศาสนาของชาวทะเลอีเจียน

ระหว่างก.ค.ศ.2000-1500 ยุคสัมฤทธิ์ตอนปลาย เกาะครีท(Crete Island) ก้าวหน้าโดดเด่นเป็นศูนย์กลางเผยแผ่อารยธรรมและศาสนาสู่ดินแดนอีเจียนโดยรอบ การนับถือโอรสเจ้าแม่เป็นฐานสำคัญของการนับถือศาสนาของพวกเขา

            ระหว่างก.ค.ศ.1500-1000 ยุคเหล็กตอนต้น เป็นช่วงแห่งการผสมผสานระหว่างอารยธรรมอีเจียนกับอารยธรรมอารยัน การนับถือศาสนาเน้นที่ความพยายามพัฒนาการนับถือโอรสเจ้าแม่เป็นการนับถือเทพดายเออนายเสิส(Dionysus) ในฐานะเทพบุตรองค์โปรดของเทวราชซูส ศูนย์กลางดำเนินการอยู่ที่นครรัฐเมอซีนิ(Mycene)

ศาสนาของเกาะครีท

ชาวเกาะครีทได้ทิ้งบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรไว้มาก แต่ยังอ่านไม่ออก จึงต้องอาศัยศึกษาจากบันทึกภาษาอื่นๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษากรีกประกอบกับวัตถุโบราณที่เกี่ยวข้อง เท่าที่พอจะสันนิษฐานได้สรุปได้ดังต่อไปนี้

สถานที่ศักดิ์สิทธิ์เจ้าแม่ไม่มีแดนสวรรค์ เพราะผืนแผ่นดินทั้งหมดเป็นที่อยู่ของเจ้าแม่ซึ่งเจ้าแม่มีพันธะต้องดูแล มนุษย์ทุกคนเป็นลูกของเจ้าแม่ เกิดจากครรภ์เจ้าแม่และตายกลับคืนสู่อุระของเจ้าแม่(จะเรียกว่าเป็นความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดของชาวเกาะครีทก็น่าจะได้) ชีวิตของมนุษย์จึงคลุกคลีอยู่กับเจ้าแม่ตลอดเวลาและมีเจ้าแม่ร่วมกิจกรรมอยู่ด้วยเสมอ แต่ก็เชื่อกันว่าเจ้าแม่มักจะแสดงปาฏิหาริย์บนพื้นที่สูง(ยอดเขาหรือยอดเนิน)และในถ้ำเป็นพิเศษซึ่งประชาชนชอบจัดกิจกรรมระลึกถึงและจัดให้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มหาราชและราชะทั้งหลายก็ชอบที่จะจัดส่วนหนึ่งของวังเป็นที่ประทับพักผ่อนของเจ้าแม่โดยเฉพาะซึ่งจะมีกำหนดให้เจ้าของวังเข้าคารวะและถวายเครื่องเซ่นเป็นประจำและทุกโอกาสที่ต้องการความช่วยเหลือ โอรสเจ้าแม่มีแต่พระคุณหวังดีและช่วยเหลือมนุษย์ สอนให้ทำการเกษตรให้มีอาหารและยารักษาโรค สอนให้รู้จักปลูกองุ่นให้ได้ผลดกเหลือจากบริโภคทำเครื่องดื่มที่ทำให้จิตใจรื่นเริงสนุกสนานไม่เครียด ประชาชนจึงรักและจัดงานบันเทิงถวาย

เครื่องหมายศักดิ์สิทธิ์ จากวัตถุโบราณที่หลงเหลือให้ศึกษาได้ของชาวเกาะครีท มีหลายอย่างที่แสดงว่ามีความหมายทางศาสนา เช่น

  1. เจ้าแม่ แสดงโดยภาพนกเขา งูและสัตว์ลอกคราบหลายชนิด ขวานสองหน้า(Labyrinth ภาษาลิเดียนแปลว่าตำหนักของขวานสองหน้าคือเจ้าแม่) เสาเอกในวัง ไม่ว่าจะเป็นเสากลม(clolumn)หรือเสาเหลี่ยม(pillar) ต้นไม้ใหญ่ เขาสัตว์ กะโปรงมีขอบ หมวกเหล็ก โล่รูปเลข8
  2. โอรสเจ้าแม่แสดงโดยภาพ วัวถึก เถาองุ่น จอกเหล้าองุ่น

พิธีกรรม  มีภาพมากมายแสดงผู้แต่งตัวพิเศษเบื้องหน้าแท่นบูชา จึงสันนิษฐานได้ว่ากำลังประกอบพิธีศาสนา แท่นบูชามักจะเป็นแท่นศิลาที่พื้นด้านบนเป็นแอ่งสำหรับรองรับเครื่องเซ่นซึ่งได้แก่อาหารจากพืชไร่โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลเก็บรุ่นแรก(first fruit) และเหล้าองุ่นที่เทราดลงในแอ่งนั้น ภาชนะที่บรรจุเหล้าองุ่นสำหรับถวายชอบทำเป็นรูปเศียรสัตว์ที่สมมุติว่าเหล้าองุ่นที่ถวายคือโลหิตของสัตว์ชนิดนั้น เวลาถวายไม่ต้องเท เพราะที่ก้นภาชนะทำรูไว้ให้ไหลลงบนแท่นบูชา ในเทศกาลพิเศษมีพิธีกรรมใหญ่ฆ่าวัวถวาย จะนำเอาวัวที่ถวายมาขังในบริเวณจำกัด ให้อาสาสมัครจำนวนหนึ่งมาเต้นยั่วให้วัวโกรธ โดยวิ่งล่อให้วัววิ่งไล่แล้ววิ่งหนีให้วัวไล่ตาม บางคนอาจแสดงความสามารถกระโดดตีลังกาขึ้นไปยืนโชว์บนหลังวัวให้ผู้ชมรอบสนามตื่นเต้น เมื่อเล่นเป็นที่พอใจแล้วก็ให้คนหนึ่งจามเศียรวัวด้วยขวานเชือดเอาเลือดไปเทถวายเป็นเครื่องบูชาบนพระแท่นเป็นการเอาเคล็ดขอความอุดมสมบูรณ์ เนื้อแล่แบ่งกันนำไปทำอาหารรับประทานโดยถือว่าเป็นการร่วมโต๊ะเสวยกับเทพ หนังและกระดูกนำเอาไปฝังไว้ใกล้พระแท่นบูชา

การเกิดและการตายถือว่าเป็นวัฏจักรของชีวิตซึ่งถือกันว่าเป็นเรื่องของธรรมชาติ เกิดมาก็ต้อนรับเหมือนได้ผลิตผลใหม่ทางเกษตร การตายคือการจากไปชั่วคราวในไม่ช้าก็จะเกิดใหม่ พวกเขาไม่แสดงความเศร้าโศกมากเท่ากับห่วงใยโดยการนำของต้องใช้ในการเดินทางไปหาที่เกิดใหม่ พิธีกรรมจึงเน้นการต้อนรับผู้มาใหม่และห่วงใยผู้ต้องเดินทางในปรโลก

ศาสนาของเมอซีนิ

            ในบรรดาหัวเมืองต่างๆที่ได้รับอิทธิพลจากอารยธรรมครีทเมอซีนิซึ่งตั้งอยู่ชายฝั่งตะวันตกของทะเลอีเจียน ได้สร้างความเจริญขึ้นโดดเด่นกว่าเมืองอื่นๆ ตั้งแต่ประมาณก.ค.ศ.1500 ถูกแทรกแซงโดยชาวเผ่าอารยันมากขึ้นตามลำดับจนยึดอำนาจได้และสร้างอารยธรรมผสมผสานระหว่างอารยธรรมอีเจียนกับอารยธรรมอารยันกลายเป็นอารยธรรมกรีกเรียบร้อยในราวก.ค.ศ.1000 ระหว่าง 500 ปีดังกล่าวจึงเป็นช่วงเวลาผสมผสานซึ่งเมอซีนิมีบทบาทโดดเด่นที่สุด ศาสนาของเมอซีนิช่วงนี้จึงเป็นเอกลักษณ์และตัวอย่างของการผสมผสานดังกล่าว

เทพเจ้าที่สำคัญ เจ้าแม่กลายเป็นพระมารดาของเจ้าพ่อซูส(Zeus)ซึ่งมีชายานามว่าเฮียร์เรอ(Hera)มีบริวารนามว่า Athena Potnia (Potniaเป็นนามของเจ้าแม่ธรณีของเมอซีนิมาก่อน แปรสภาพเป็นบริวาร ต่อมาเปลี่ยนนามเป็น Athene ธิดาที่เกิดในกะโหลกศีรษะของซูส), Enyaliosเทพสงคราม  (ต่อมาจะเปลี่ยนนามเป็นภาษากรีกว่า Ares ละตินว่า Martiusและอังกฤษว่า Mars), เทพแห่งดวงอาทิตย์ Paiawon (ต่อมาเปลี่ยนนามเป็นภาษากรีกว่า Apollo เทพแห่งความสว่างทางปัญญา), เทพ Poseidaonประจำเมือง Pylos (ภายหลังเปลี่ยนนามเป็นภาษากรีกว่า Poseidon เทวราชแห่งท้องทะเลมหาสมุทร), Diktinnaเจ้าแม่แห่งภูเขา Dikte (ต่อมาเปลี่ยนนามเป็น  Zeus Diktaios), โอรสเจ้าแม่จะเปลี่ยนเป็นโอรสองค์โปรดของเจ้าพ่อซูสและได้นามภาษากรีกว่า  Dionysosมีบทบาทมากมายในศาสนากรีก ชาวโรมันถือว่าเป็นองค์เดียวกับเทพแห่งเหล้าองุ่น Bacchus ของตน

พิธีกรรมศาสนาของเมอซีนิค่อยๆรับเอาพิธีกรรมศาสนาของชาวเผ่าอารยันเข้ามาผสมผ

สานจนแยกไม่สู้ได้ว่าแค่ไหนเป็นผลจากการสร้างสรรค์ของอารยธรรมเมอซีนิและแค่ไหนรับจากอารยธรรมอารยัน เช่นการแห่แหนที่ชาวเมอซีนิชอบปฏิบัติโดยนำสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขึ้นบุษบกประดับดอกไม้งดงาม ติดตามด้วยสิ่งของที่จะทำพิธีถวายเมื่อขบวนแห่เคลื่อนไปถึงจุดหมาย มีผู้ร่วมขบวนแห่และต้อนรับขบวนแห่ตามศรัทธา น่าจะเป็นประเพณีที่ชาวเผ่าอารยันนำเข้ามาปฏิบัติเป็นตัวอย่าง เพราะพบว่าชาวฮินดูก็นิยมปฏิบัติต่อเนื่องมาจนทุกวันนี้ แต่ก็เป็นไปได้ด้วยเหมือนกันว่าชาวเมอซีนิเองก็ชอบด้วย จึงรับมาปฏิบัติอย่างเต็มใจ

โอรสเจ้าแม่ก่อนจะกลายเป็นเทพดายเออนายเสิส

            แม้ยังไม่อาจจะรู้ได้ว่าทั้งเจ้าแม่และโอรสเจ้าแม่มีนามว่ากระไร แต่ก็มีหลักฐานเพียงพอให้ยืนยันได้ว่าเจ้าแม่นั้นเป็นเจ้าแม่ธรณี เป็นใหญ่เหนือธรรมชาติทั้งหมดเพราะเป็นผู้ให้กำเนิดแก่ชีวิตทั้งหมด ช่วยมนุษย์เท่าที่จะช่วยได้แต่ไม่มีสิทธิ์ห้ามมิให้เหตุร้ายขึ้นกับมนุษย์ ส่วนโอรสเจ้าแม่มีหลักฐานชัดเจนว่าได้รับการยกย่องเทิดทูนในลักษณะของวัวกระทิง งู เถาไอวี และเหล้าองุ่น วัวกระทิงเป็นสัญลักษณ์ถึงพลัง แข็งแรง บึกบึน งูในความรู้สึกของมนุษย์ยุคหินทั่วๆไปเป็นสัญลักษณ์ถึงความฉลาด ไหวพริบ แม้คัมภีร์ไบเบิลหน้าแรกๆก็ยังยอมรับว่างูฉลาดที่สุดในบรรดาสัตว์ทั้งหลาย เถาไอวีทอดเถาไปถึงไหนก็ทำให้สำคัญผิดว่าเป็นงูได้ง่ายมาก จึงเป็นสัญลักษณ์ถึงงู และงูเป็นสัญลักษณ์ถึงความฉลาดอีกต่อหนึ่ง ส่วนเหล้าองุ่นนั้นเล่านอกจากเป็นเครื่องดื่มที่มีรสดีแล้ว ยังถือกันว่าเป็นโอสถรักษาโรคได้หลายอย่าง บำรุงกำลัง ทำให้อารมณ์แจ่มใส แก้หนาวได้ในฤดูหนาว ฯลฯ บทบาทของพระองค์คือเป็นเทพที่ขยันดูแลเอาใจใส่มนุษย์ ไม่ใช้พระเดช มีแต่พระคุณ เห็นความสุขของมนุษย์เป็นความสุขของตน เป็นผู้ริเริ่มสอนการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกองุ่นและทำเหล้าองุ่นซึ่งยุ่งยากมากๆ มนุษย์ไม่มีทางจะรู้วิธีทำได้เอง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s