ซอกแซกหามาเล่า (236)

ซอกแซกหามาเล่า (236)

กีรติ บุญเจือ

คัมภีร์ก่อนคัมภีร์ในคริสตจักร

            เป็นที่รับรู้กันเชิงประวัติศาสตร์คริสตศาสนาว่า คัมภีร์จริงๆของศาสนาคริสต์โดยเฉพาะที่เรียกว่าคัมภีร์พันธสัญญาเดิมนั้น เริ่มเป็นตัวเป็นตนขึ้นเมื่อสิ้นศตวรรษที่ 1 โดยไม่มีการรับรองอย่างเป็นทางการ ผู้มีศรัทธาในพระเยซูต่างกระหายอยากรู้ว่าพระเยซูได้สอนและได้ทำอะไรไว้บ้าง มีข้อเขียนใดกล่าวถึงเรื่องนี้ก็รับไว้ก่อน พอใจก็เชื่อว่าใช่ ไม่พอใจก็ว่าไม่ใช่ ฟังผู้รู้ก็ต้องใช้วิจารณญาณประเมินดูว่าใช่หรือไม่ใช่ เพราะผู้รู้เองประเมินไม่ตรงกัน ผู้รู้น้อยย่อมต้องเชื่อผู้รู้มากกว่า แต่ก็ต้องมีมาตรการของตัวเองคอยวิพากษ์ขั้นสุดท้ายว่าผู้รู้นั้นๆประพฤติตรงกับที่สอนหรือไม่ ถ้าไม่ตรงก็ไม่น่าเชื่อถือ ถ้าตรงก็น่าเชื่อถือและยกย่องเป็นนักบุญ   ครั้นเลือกได้ผู้นำจิตวิญญาณที่ตรงสเป๊กแล้ว บ่อเกิดคิวก็ตั้งใจรวบรวมหลักการควรปฏิบัติที่เชื่อได้ว่าพระเยซูได้ตรัสประทานไว้ให้ 24 ข้อคือข้อ16-39 ต่อไปนี้เป็นส่วนที่ 3 เป็นข้อความเกี่ยวกับพระเมสสิยาห์ในการตั้งอาณาจักรของพระเจ้าที่พระเยซูจะต้องประกาศและดำเนินการก่อตั้งและหาผู้ดำเนินการต่อไป ซึ่งเป็นเนื้อหาของข้อ 40-69สุดท้าย ดังต่อไปนี้

40.จงระวังเชื้อแป้งของบรรดาชาวฟาริสี คือความหน้าซื่อใจคดของพวกเขา ไม่มีสิ่งใดที่ปิดบังไว้จะไม่ถูกเปิดเผย ไม่มีสิ่งใดที่ซ่อนเร้นจะไม่มีใครรู้  เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านกล่าวในที่มืดจะมีผู้ได้ยินในที่แจ้ง สิ่งที่ท่านกระซิบที่หูภายในห้องจะถูกประกาศบนดาดฟ้าของบ้าน เรากล่าวแก่ท่านที่เป็นมิตรของเราว่าอย่าเกรงกลัวผู้ที่ฆ่าได้แต่กายและหลังจากนั้นก็ไม่อาจทำอะไรได้อีก เราจะชี้ให้ท่านทั้งหลายเห็นว่าท่านต้องเกรงกลัวผู้ใดบ้าง จงเกรงกลัวผู้ที่ฆ่าแล้วยังมีอำนาจโยนท่านลงไปในนรกด้วย ใช่แล้ว เราบอกท่านทั้งหลายว่าจงเกรงกลัวผู้นี้เถิด นกกระจอก5 ตัวราคาขาย 2 ไพมิใช่หรือ แม้กระนั้นก็ไม่มีนกกระจอกสักตัวเดียวที่พระเจ้าทรงลืม ผมทุกเส้นบนศีรษะของท่านถูกนับไว้หมดแล้ว อย่าเกรงกลัวเลย ท่านมีค่ามากกว่านกกระจอกเป็นอันมาก เราบอกท่านทั้งหลายว่าทุกคนที่ยอมรับเราต่อหน้ามนุษย์  บุตรแห่งมนุษย์จะยอมรับผู้นั้นต่อหน้าทูตสวรรค์ของพระเจ้า แต่ผู้ที่ปฏิเสธไม่ยอมรับเราต่อหน้ามนุษย์จะถูกปฏิเสธไม่ยอมรับต่อหน้าทูตสวรรค์ของพระเจ้าเช่นเดียวกัน

41.ทุกคนที่กล่าวร้ายต่อบุตรแห่งมนุษย์จะได้รับการอภัย แต่ผู้ที่กล่าวร้ายต่อพระจิตเจ้าจะไม่ได้รับการอภัยเลย

42.เมื่อเขาจะนำท่านไปยังศาลาธรรมต่อหน้าผู้ปกครองและผู้ทรงอำนาจ ท่านทั้งหลายอย่าวิตกกังวลว่าจะหาเหตุผลป้องกันตัวอย่างไรหรือจะพูดอะไร เพราะพระจิตเจ้าจะทรงสอนท่านในเวลานั้นว่าจะต้องพูดอะไร

43. อย่ากังวลถึงชีวิตของท่านว่าจะกินอะไร อย่ากังวลถึงร่างกายของท่านว่าจะนุ่งห่มอะไร ชีวิตย่อมสำคัญกว่าอาหาร และร่างกายย่อมสำคัญกว่าเครื่องนุ่งห่ม จงสังเกตดูนกกาเถิด นกกามิได้หว่าน มิได้เก็บเกี่ยว ไม่มีโรงนา ไม่มียุ้งฉาง แต่พระเจ้าทรงเลี้ยงมัน ท่านทั้งหลายมีค่ามากกว่านกมากนัก ท่านใดบ้างที่กังวลแล้วต่ออายุของตนให้ยาวออกไปอีกสักวันได้ ดังนั้นถ้าสิ่งเล็กน้อยเช่นนี้ยังอยู่เหนืออำนาจของท่านแล้ว ท่านจะกังวลถึงเรื่องอื่นๆทำไมเล่า จงสังเกตดูดอกไม้ในทุ่งนาเถิด ดอกไม้ไม่ปั่นด้ายหรือทอผ้า แต่เราบอกท่านทั้งหลายว่ากษัตริย์ซาโลมอนเมื่อทรงเครื่องอย่างหรูหราก็ยังไม่งดงามเท่าดอกไม้นี้เพียงดอกเดียว แม้แต่หญ้าในทุ่งนาซึ่งมีชีวิตอยู่วันนี้รุ่งขึ้นจะถูกโยนทิ้งในเตาไฟ พระองค์ยังทรงตกแต่งเช่นนี้ พระองค์จะไม่สนพระทัยท่านมากกว่านี้กระนั้นหรือ ท่านช่างมีความเชื่อน้อยจริงๆ ท่านอย่ากังวลใจแสวงหาว่าจะกินอะไรหรือจะดื่มอะไร สิ่งเหล่านี้ชนชาติอื่นๆในโลกเท่านั้นที่แสวงหา พระบิดาของท่านทรงทราบดีว่าท่านต้องการสิ่งเหล่านี้ ฉะนั้นจงแสวงหาพระอาณาจักรของพระองค์เถิด แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมทุกสิ่งให้

44.ฝูงแกะน้อยๆเอ๋ย อย่ากลัวเลย เพราะพระบิดาของท่านพอพระทัยจะประทานพระอาณาจักรให้แก่ท่าน

45.พึงรู้ไว้เถิด ถ้าเจ้าของบ้านรู้ว่าขโมยจะมาเวลาใด เขาคงไม่ปล่อยให้ขโมยงัดแงะบ้านของตน ท่านทั้งหลายจงเตรียมพร้อมไว้ เพราะบุตรแห่งมนุษย์จะเสด็จมาในเวลาที่ท่านมิได้คาดหมาย ใครเป็นผู้จัดการที่ซื่อสัตย์และรอบคอบ นายจะแต่งตั้งให้ดูแลผู้รับใช้อื่นๆ เพื่อปันส่วนอาหารให้ตามเวลาที่กำหนด ผู้รับใช้คนนั้นเป็นสุข ถ้านายกลับมาพบเขากำลังทำดังนี้ เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า นายจะแต่งตั้งเขาให้ดูแลทรัพย์สินทั้งหมดของตน แต่ถ้าผู้รับใช้คนนั้นคิดว่า นายจะมาช้าและเริ่มตบตีผู้รับใช้ทั้งชายและหญิง กินดื่มจนเมามาย นายของผู้รับใช้คนนั้นจะกลับมาในวันที่เขามิได้คาดหมาย ในเวลาที่เขาไม่รู้ นายจะแยกเขาออกให้ไปอยู่กับพวกคนที่ไม่ซื่อสัตย์

46.ท่านคิดว่าเรามาเพื่อนำสันติภาพมาสู่โลกหรือ มิได้ เราบอกท่านทั้งหลายว่า เรานำความแตกแยกมาให้ต่างหาก ตั้งแต่นี้ไป คน5คนในบ้านหนึ่งจะแตกแยกกัน คน3คนจะแตกแยกกับคน2คน และคน2คนจะแตกแยกกับคน3คน บิดาจะแตกแยกกับบุตรชาย และบุตรชายจะแตกแยกกับบิดา มารดาจะแตกแยกกับบุตรหญิง และบุตรหญิงจะแตกแยกกับมารดา มารดาของสามีจะแตกแยกกับบุตรสะใภ้ และบุตรสะใภ้จะแตกแยกกับมารดาของสามี

47.ขณะที่ท่านกำลังไปศาลกับคู่ความของท่าน จงพยายามตกลงกันเสียระหว่างทาง เพื่อมิให้คู่ความของท่านลากท่านไปต่อหน้าผู้พิพากษาและผู้พิพากษาจะมอบท่านให้แก่ผู้คุมและผู้คุมจะขังท่านไว้ในคุก เราบอกท่านว่า ท่านจะออกจากคุกไม่ได้จนกว่าท่านจะชำระหนี้จนถึงเศษสตางค์สุดท้าย

48.อาณาจักรของพระเจ้าเหมือนกับสิ่งใด เราจะเปรียบพระอาณาจักรกับสิ่งใด พระอาณาจักรก็เหมือนกับเมล็ดมัสตาร์ด ซึ่งชายคนหนึ่งหยอดไว้ในสวนของตน มันเติบโตขึ้นและกลายเป็นต้นไม้ ถึงขนาดบรรดานกในอากาศมาทำรังอาศัยบนกิ่งได้ พระอาณาจักรยังเหมือนกับเชื้อแป้งที่หญิงคนหนึ่งนำเอามาเคล้าผสมกับแป้ง3ถัง จนแป้งฟูขึ้นทั้งหมด

49.คนคนหนึ่งทูลถามพระองค์ว่า พระเจ้าข้า มีคนน้อยคนใช่ไหมที่รอดพ้นได้ พระองค์ตรัสตอบพวกเขาว่า จงพยายามเข้าทางประตูแคบ เพราะเราบอกท่านทั้งหลายว่า หลายคนพยายามจะเข้าไป แต่จะเข้าไม่ได้

50.เมื่อเจ้าของบ้านจะลุกขึ้นเพื่อเปิดประตู ท่านจะยืนอยู่ข้างนอก เคาะประตูพูดว่า พระเจ้าข้า เปิดประตูให้พวกเราด้วย แต่เขาจะตอบว่า เราไม่รู้ว่าพวกเจ้ามาจากที่ใด แล้วท่านก็จะพูดว่า พวกเราได้กินได้ดื่มอยู่กับท่าน ท่านได้สอนในลานสาธารณะของเรา แต่เจ้าของบ้านจะตอบว่า เราไม่รู้ว่าพวกท่านมาจากที่ใด ไปให้พ้นจากเราเถิด เจ้าทั้งหลายที่กระทำการชั่วช้า

51.เวลานั้นท่านทั้งหลายจะร่ำไห้คร่ำครวญและขบฟันด้วยความขุ่นเคืองเมื่อแลเห็นอับราฮัมอิสอัคและยาโคบกับบรรดาประกาศกในพระอาณาจักรของพระเจ้า แต่ท่านทั้งหลายกลับถูกไล่ออกไปข้างนอก จะมีคนจากทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ทิศเหนือและทิศใต้ มานั่งร่วมโต๊ะในพระอาณาจักรของพระเจ้า

52.เยรูซาเลมเอ๋ย เยรูซาเลม เจ้าฆ่าประกาศก เอาหินทุ่มผู้ที่พระเจ้าทรงส่งมาหาเจ้า กี่ครั้งกี่หนแล้วที่เราต้องการรวบรวมบุตรของเจ้าเหมือนดังแม่ไก่รวบรวมลูกไว้ใต้ปีกแต่เจ้าไม่ต้องการ บัดนี้บ้านของท่านทั้งหลายจะต้องถูกทิ้งร้าง เราบอกท่านทั้งหลายว่า ท่านจะไม่เห็นเราอีกจนถึงเวลาที่ท่านจะกล่าวว่า ขอถวายพระพรแด่ผู้ที่มาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า

53.ชายผู้หนึ่งจัดงานเลี้ยงใหญ่และเชิญคนเป็นจำนวนมาก เมื่อถึงเวลางานเขาส่งคนรับใช้ไปบอกผู้รับเชิญทั้งหลายว่า เชิญมาเถิด ทุกอย่างพร้อมแล้ว แต่ทุกคนต่างขอตัว คนแรกให้เหตุผลว่า ข้าพเจ้าได้ซื้อที่นาไว้แปลงหนึ่ง จำเป็นต้องไปดูวันนี้ จึงขออภัยที่ไปงานเลี้ยงไม่ได้ อีกคนหนึ่งให้เหตุผลว่า  ข้าพเจ้าเพิ่งซื้อโคไว้5คู่ กำลังจะไปทดลองการใช้งาน จึงขออภัยที่ไม่อาจไปงานเลี้ยงครั้งนี้ได้ อีกคนหนึ่งให้เหตุผลว่า ข้าพเจ้าเพิ่งแต่งงาน จึงขอตัวจริงๆ คนรับใช้กลับมารายงานทุกอย่างแก่นายของตน นายโกรธมากพูดกับคนรับใช้ว่า จงรีบออกไปตามลานสาธารณะและตามถนนในเมือง จงพาคนยากจน คนพิการ คนตาบอดและคนง่อยเข้ามากินเลี้ยงกันเถิด คนใช้กลับมาบอกนายว่า นายขอรับ กระผมได้กระทำตามคำสั่งของนายแล้ว แต่ที่ยังไม่เต็มขอรับ นายจึงบอกคนรับใช้ว่า จงออกไปตามทางเดินและตามรั้วต้นไม้ เร่งเร้าให้ผู้คนเข้ามาให้เต็มบ้านของเราให้จงได้ เราบอกท่านทั้งหลายว่า ไม่มีผู้ได้รับเชิญคนใดจะได้ลิ้มรสอาหารของเรา

54.ถ้าผู้ใดติดตามเราโดยไม่รักเรามากกว่าบิดามารดา ภรรยา บุตร พี่น้องชายหญิง และแม้กระทั่งชีวิตของตนเอง ผู้นั้นเป็นศิษย์ของเราไม่ได้ ผู้ใดไม่แบกกางเขนของตนและติดตามเรา ผู้นั้นเป็นศิษย์ของเราไม่ได้เช่นเดียวกัน

55. เกลือเป็นสิ่งดี แต่ถ้าเกลือจืดไปเสียแล้ว จะเอาสิ่งใดมาทำให้เป็นของเค็มได้เล่า เกลือนั้นย่อมไม่มีประโยชน์ทั้งสำหรับดินและสำหรับเป็นปุ๋ย มีแต่จะเอาไปเททิ้งเท่านั้น ใครมีหูใช้ฟังได้ก็จงฟังเถิด

56. ท่านใดที่มีแกะ100ตัว หากตัวหนึ่งพลัดหลง จะไม่ละแกะ99ตัวไว้ในถิ่นทุรกันดาร ออกไปตามหาแกะที่พลัดหลงจนพบหรือ เมื่อพบแล้ว เขาก็จะยกมันใส่บ่าด้วยความยินดี กลับบ้านเรียกมิตรสหายและเพื่อนบ้านมาพูดว่า จงร่วมยินดีกับฉันเถิด ฉันได้พบแกะตัวที่พลัดหลงนั้นแล้ว เราบอกท่านทั้งหลายว่าในสวรรค์จะมีความยินดีเช่นนี้ที่คนบาปคนหนึ่งกลับใจมากกว่าความยินดีที่คนชอบธรรม99คนไม่ต้องกลับใจ

57.ไม่มีผู้ใดเป็นข้าสองเจ้าบ่าวสองนายได้ เขาจะชังนายคนหนึ่งและรักนายอีกคนหนึ่ง เขาจะจงรักภักดีต่อนายคนหนึ่งและจะดูหมิ่นนายอีกคนหนึ่ง ท่านทั้งหลายจะปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าและเงินทองพร้อมกันไม่ได้

58.ธรรมบัญญัติและคำสอนของบรรดาประกาศกมีผลบังคับจนถึงสมัยของยอห์น หลังจากนั้นมีการประกาศข่าวดีเรื่องพระอาณาจักรของพระเจ้า และทุกคนกำลังพยายามเข้าสู่พระอาณาจักรนี้

59.ฟ้าและดินจะสิ้นสูญไปได้ แต่ธรรมบัญญัติที่เขียนไว้จะไม่ขาดหายไปแม้เพียงจุดเดียว

6. ทุกคนที่หย่าร้างภรรยาและแต่งงานใหม่ก็ทำผิดประเวณี และผู้ที่แต่งงานกับหญิงที่หย่าร้างแล้วก็ทำผิดประเวณีด้วย

61. เหตุที่ชักนำให้ทำบาปจะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่วิบัติจงเกิดแก่ผู้ที่เป็นเหตุให้บาปเกิดขึ้น

62. ถ้าพี่น้องของท่านทำผิดจงตักเตือนเขา ถ้าเขากลับใจจงให้อภัยแก่เขา ถ้าเขาทำผิดต่อท่านวันละ7ครั้งและกลับมาหาท่านทั้ง7ครั้งพูดว่าฉันเสียใจ ก็จงให้อภัยเขาเถิด

63.ถ้าท่านมีความเชื่อเท่าเมล็ดมัสตาร์ดและพูดกับต้นหม่อนต้นนี้ว่า จงถอนรากแล้วไปขึ้นอยู่ในทะเลเถิด ต้นหม่อนต้นนั้นก็จะเชื่อท่าน

64.จะมีหลายคนกล่าวกับท่านว่าบุตรแห่งมนุษย์อยู่ที่นั่น หรือบุตรแห่งมนุษย์อยู่ที่นี่ ท่านอย่าได้ออกไปหา อย่าตามไป เพราะเมื่อสายฟ้าแลบ ย่อมเกิดแสงสว่างจากขอบฟ้าหนึ่งแลบไปถึงอีกขอบฟ้าหนึ่งฉันใด  บุตรแห่งมนุษย์ก็จะเสด็จมาในวันของพระองค์ฉันนั้น

บรรดาศิษย์จึงทูลถามว่า เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นณที่ใดพระเจ้าข้า พระองค์ทรงตอบว่า ที่ใดมีซากศพ ที่นั่นบรรดาแร้งจะมาชุมนุมกัน

65.เหตุการณ์ได้เกิดขึ้นในสมัยของโนอาห์ฉันใด ก็จะเกิดขึ้นในสมัยของบุตรแห่งมนุษย์ฉันนั้น ผู้คนกิน ดื่ม แต่งงานเป็นสามีภรรยากัน จนถึงวันที่โนอาห์เข้าไปในเรือ น้ำวินาศก็ได้ท่วมเขาเหล่านั้นจนตายสิ้น ในวันที่บุตรแห่งมนุษย์จะทรงแสดงองค์ ก็จะเป็นเช่นเดียวกันด้วย

66.ผู้ใดที่พยายามรักษาชีวิตของตนไว้ ก็จะสูญเสียชีวิตนั้น และผู้ใดที่สูญเสียชีวิตของตน ก็จะรักษาชีวิตนั้นไว้

67. สองคนที่นอนเตียงเดียวกัน คนหนึ่งจะถูกรับไป อีกคนหนึ่งจะถูกทิ้งไว้

68.บุรุษตระกูลสูงผู้หนึ่งออกเดินทางไปแดนไกลเพื่อรับตำแหน่งกษัตริย์แล้วจะกลับมา เขาเรียกผู้รับใช้ 10 คนเข้ามาแล้วมอบเงินจำนวนหนึ่งให้แต่ละคนสั่งว่า จงเอาเงินนี้ไปลงทุนทำธุรกิจตามความถนัด แต่ชาวเมืองเกลียดชังเขา จึงส่งทูตคณะหนึ่งไปแจ้งว่าพวกเราไม่ต้องการให้บุรุษผู้นี้เป็นกษัตริย์ แต่เขาก็ยังได้รับตำแหน่งกษัตริย์แล้วกลับมา(เพื่อหาคนเหมาะสมบรรจุเข้ารับราชการในตำแหน่งสำคัญๆ) จึงสั่งให้ไปเรียกผู้รับใช้ที่เขามอบเงินให้ไว้มาพบเพื่อจะรู้ว่าแต่ละคนได้ทำธุรกิจอย่างไรบ้างคนแรกเข้ามารายงานว่า นายขอรับ เงินที่ท่านให้ไว้ทำกำไรได้ 10 เท่า นายจึงบอกเขาว่า ดีแล้วเจ้าเป็นผู้รับใช้ที่ดี เพราะเจ้าซื่อสัตย์ในเรื่องเล็กน้อย เจ้าจงมีอำนาจปกครองเมือง10เมืองเถิด คนที่สองเข้ามารายงานว่า นายขอรับเงินที่ให้ไว้ทำกำไรได้5เท่า นายบอกเขาว่า เจ้าจงไปปกครองเมือง5เมืองเถิด อีกคนหนึ่งเข้ามารายงานว่า เงินที่ท่านให้ไว้อยู่ที่นี่ครบถ้วน ข้าพเจ้าเอาผ้าห่อเก็บไว้อย่างดี ข้าพเจ้ากลัวท่าน เพราะท่านเป็นคนเข้มงวด ท่านเอาสิ่งที่ท่านไม่ได้ฝาก ท่านเก็บเกี่ยวสิ่งที่ท่านไม่ได้หว่าน นายจึงพูดกับเขาว่า เจ้าขี้ข้าชั่วช้า ข้าจะตัดสินเจ้าจากคำพูดของเจ้า เจ้ารู้แล้วว่า ข้าเป็นคนเข้มงวด เอาสิ่งที่ข้าไม่ได้ฝากไว้ เก็บเกี่ยวที่ข้าไม่ได้หว่าน ทำไมเจ้าจึงไม่เอาเงินของข้าไปฝากธนาคารไว้เล่า เมื่อข้ากลับมาข้าจะได้เงินคืนพร้อมกับดอกเบี้ยด้วย นายยังกล่าวกับคนที่อยู่ที่นั่นว่า จงเอาเงินจากเขาไปให้กับผู้ที่ทำกำไร10เท่าเถิด  คนเหล่านั้นพูดว่า นายขอรับเขามีเงินมากอยู่แล้ว นายจึงตอบว่า ข้าบอกเจ้าทั้งหลายให้รู้ไว้ว่า ผู้ที่มีมากจะได้รับมากขึ้น ส่วนผู้ที่มีน้อยสิ่งเล็กน้อยที่เขามีอยู่ก็จะถูกริบไปด้วย ส่วนพวกศัตรูของข้าที่ไม่ต้องการให้ข้าเป็นกษัตริย์ จงพามาที่นี่และประหารเสียต่อหน้าข้า

69.ท่านทั้งหลายเป็นผู้ยืนหยัดอยู่กับเราในการทดลองที่เราได้รับ เราจัดอาณาจักรให้ท่านทั้งหลายดังที่พระบิดาทรงจัดไว้ให้เรา ท่านจะได้กินและดื่มร่วมโต๊ะกับเราในพระอาณาจักร และจะนั่งบนบัลลังก์พิพากษาอิสราเอลทั้ง12ตระกูล

เท่าที่รู้ขณะนี้มีเพียงแค่นี้แล…..

 

ก่อนจะมีพระวรสาร

พระวรสารเป็นคัมภีร์เบื้องต้นของศาสนาคริสต์ เพราะประมวลชีวิตและคำสอนของพระเยซูทั้งหมดเท่าที่รู้วรสารแปลว่าข่าวดี พระวรสารจึงแปลว่าคัมภีร์ว่าด้วยข่าวดีโดยเฉพาะ ข่าวดีในที่นี้หมายถึงข่าวว่าอาณาจักรของพระเจ้าได้ตั้งขึ้นเป็นตัวเป็นตนแล้วตามที่มีพยากรณ์ไว้หลายแห่งหลายวาระและคนจำนวนมากรอคอยด้วยลักษณะต่างๆกัน พระเมสสิยาห์ที่จะมาตั้งอาณาจักรนั้นมาแล้ว คือพระเยซู พระองค์มิได้ตั้งอาณาจักรเอาชนะผู้ต่อต้านด้วยอาวุธและกลายเป็นผู้ใช้อาวุธปราบปรามเสียเองแต่ตั้งอาณาจักรแห่งการทำดีอย่างเสียสละอดทนแม้ต้องอุทิศถึงชีวิตก็ยอม และพระองค์ก็ได้ทำตัวอย่างอย่างสุดๆโดยยอมตายอย่างอุทิศตนและฟื้นคืนชีพให้เห็นเป็นตัวอย่างว่าทุกคนที่พร้อมเสียสละตามโอกาสที่เสนอตัวมา จะได้ฟื้นคืนชีพอย่างมีคุณภาพเช่นเดียวกัน ใครเชื่อโดยสมัครใจรับศีลล้างบาปก็นับว่าเป็นสมาชิกของอาณาจักรแห่งสวรรค์นิรันดร เพราะพระบิดาทรงสร้างมนุษย์มาเพื่อเป้าหมายนี้  ใครไม่เชื่อก็ตัวใครตัวมันก็แล้วกัน เรื่องนี้ไม่มีบันทึกในบ่อเกิดคิว เพราะต้องเทศน์ ต้องสอน ต้องฟังอยู่ทุกวัน เรียกว่าบทเทศน์ ((kerigma) อยู่บนริมฝีปากของคริสตชนทุกคนสมัยนั้น เป็นสิ่งแรกที่เปาโลได้เรียนรู้จากอานาเนียก่อนรับศีลล้างบาป แต่เปาโลก็มีพื้นฐานอารยธรรมยิวและอารยธรรมกรีก-โรมันอยู่ในตัวแล้ว มาได้บทเทศน์เคริกมาเติมเต็มเข้าไปอีก ก็ตกผลึกออกมาเป็นปรัชญาของเปาโลโดยเฉพาะที่แสดงออกอย่างอัตโนมัติในจดหมายของเปาโล หากจะเรียกเคริกมาดั้งเดิมว่า เคริกมาของกลุ่มเปโตร  ที่เปาโลต่อยอดออกมาเป็นคำสอนความชอบธรรมก็เรียกได้ว่าเคริกมาของกลุ่มเปาโล ยังของยอห์นซึ่งเติมเติมเป็นความรักเหนือธรรมชาติอันเริ่มจากความรักภายในพระตรีเอกภาพแสดงออกเป็นความรักของพระเจ้าต่อมนุษย์ทำให้มนุษย์ต้องรักเสียสละต่อกันและกลับคืนดีกับพระเจ้า ก็จะเรียกได้ว่าเคริกมาของกลุ่มยอห์นเคริกมา3สายมารวมกันในคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ที่มีพระวรสารเป็นฐานเสริมด้วยเล่มอื่นๆอีก 23 เล่มรวมเป็น27เล่มของพันธสัญญาใหม่

กระบวนการตกผลึกพระวรสาร

            แบ่งออกได้เป็น 3 ช่วง คือ

  1. ช่วงค.ศ.30-64 พระเยซูสิ้นพระชนม์ กลับคืนพระชนม์ชีพ เสด็จขึ้นสวรรค์ จนถึงเปโตรถูกประหารชีวิตในกรุงโรม เป็นช่วง34ปีที่ทำการเผยแผ่ข่าวดีได้สะดวก มีอุปสรรคนิดหน่อยจากชาวยิวที่พระเยซูและข่าวดีของพระองค์จะบั่นทอนอำนาจ ศักดิ์ศรี ตำแหน่งหน้าที่ และผลประโยชน์ ผู้ประกาศข่าวดีมีจำนวนน้อยแต่กระตือรือร้นเต็มร้อย ที่ใดมีกลุ่มคริสตชนก็แต่งตั้งผู้รับผิดชอบในตำแหน่งต่างๆอย่างเร่งด่วน ขาดการศึกษาและฝึกอบรม แต่ก็ไปได้ดีเพราะเลือกผู้มีศรัทธาต่ออุดมการณ์ของข่าวดีและมีความจงรักภักดีสูง ทุกอย่างดำเนินไปด้วยดีตราบใดที่เสาหลักยังอยู่ให้ปรึกษาและชี้ขาด คือตราบใดที่เปโตร เปาโล และอัครสาวกอยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร
  2. ช่วงค.ศ.64-313 ตั้งแต่เปโตรถูกประหารชีวิตจนถึงจักรพรรดิเขินสแทนทีนประกาศยกเลิกกฎหมายห้ามนับถือศาสนาคริสต์ทั่วมหาอาณาจักรโรมัน เป็นช่วง250ปีแห่งการทดลองความแข็งแกร่งของข่าวดีว่าจะไปรอดหรือไม่ จักรพรรดินีโรว์ออกกฎหมายห้ามนับถือศาสนาคริสต์ โดยทรงวางโทษถึงขั้นประหารชีวิตตั้งแต่ปีค.ศ.64 เปโตรถูกประหารชีวิตเป็นเยี่ยงอย่าง ทั้งๆที่หนีได้แต่ไม่ยอมหนี ยอมรับความตายเพราะเหตุแห่งข่าวดีอย่างเต็มใจโดยถือว่าเป็นการเร่งเวลาให้ได้ไปสวรรค์ของพระเยซูทีแรกศิษยานุศิษย์รู้สึกสะอึกเสียขวัญ แต่เห็นเปโตรยิ้มรับความตายก็เลยใจชื้นแล้วก็ได้ใจ ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ คนยิ่งสนใจ อยากรู้อยากเข้าใจว่าข่าวดีนั้นดีอย่างไร รู้แล้วบางคนก็ชอบ ยอมร่วมเสี่ยงตายด้วย บางคนก็ร้องยี้ ไม่ขอร่วมวงไพบูลย์ด้วย ก็ตามอัธยาศัย แต่ฆ่าไม่หมด เจ้าเมืองบางคนก็ทำเป็นเอาตาไปไร่ ไม่สนใจจนกว่าจะมีคนมาฟ้องเป็นรายๆ ก็ลงโทษไปพอไม่ให้น่าเกลียด เพราะฆ่าคนดีมันน่าเกลียดมากกว่า จักรพรรดิบางองค์ไม่สนพระทัยใช้กฎหมายไร้เกียรติฉบับนี้ ไม่จับใครลงโทษสักคนเพราะเหตุที่เป็นคริสต์ ชาวคริสต์ได้โอกาสเพิ่มจำนวนแบบเงียบๆ ผิดกฎหมายไม่ผิดมโนธรรมก็เอาแล้ว ซุกๆซ่อนๆจนเคยตัว อยู่ได้ ขยายตัวได้ แต่ไร้ระเบียบ เพราะทำอะไรโจ่งแจ้งไม่ได้ ความสับสนเป็นปัญหาสะสมเหมือนวางระเบิดเวลา ตราบใดที่ยังรู้สึกว่ามีอันตรายจากกฎหมายไม่เป็นธรรมร่วมกันก็ยังพอรวมตัวกันอยู่ได้อย่างหลวมๆ ลืมความขัดแย้งเก็บกดร่วมกันไว้ก่อนอย่างเงียบๆ รอวันที่รู้สึกปลอดจากภัยร่วมกันเมื่อใด มันก็จะระเบิดทันทีเป็นระลอกๆ คอยดู
  3. ช่วงค.ศ.313-393 ตั้งแต่จักรพรรดิเขินสแทนทีนประกาศเสรีภาพในการบับถือศาสนาจนถึงสังคายนาแห่งฮิปโปว์ ในช่วง80ปีนี้เป็นช่วงที่ระเบิดเวลาถือโอกาสระเบิดความแตกแยกทางความคิดเข้าใจเรื่องข่าวดีอันเป็นจุดขายดีของศาสนาคริสต์นั้นเอง ในที่สุดเซนต์ออเกิสทีนแก้ด้วยสังคายนาแห่งฮิปโปว์โดยประกาศพระคัมภีร์ในสารบบและนอกสารบบ ผู้ที่เบื่อความขัดแย้งจึงขานรับกันอย่างท่วมท้น ใครไม่เบื่อก็เล่นบทบาทแตกแยกต่อไป แต่ก็มีเส้นแบ่งชัดเจนระหว่างผู้อยู่ในคริสตจักรและนอกคริสตจักรสากล

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s