ซอกแซกหามาเล่า (232)

ซอกแซกหามาเล่า (232)

กีรติ บุญเจือ

บอร์นคามรื้อฟื้นปรัชญาของเปาโลอย่างไร

            บอร์นคามจับประเด็นได้ว่า ความคิดเรื่องความชอบธรรม(righteousness)เป็นพื้นฐานที่สุด และเป็นศูนย์กลางของความคิด เป็นปฐมบท(assumption)ของปรัชญาของตนก็ว่าได้ ยิ่งกว่านั้นบอร์นคามยังเชื่อต่อไปอีกว่าความเข้าใจเรื่องนี้นับเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดของการเติบโตอย่างมีคุณภาพของคริสตจักรในส่วนที่เข้าใจและปฏิบัติตามความเข้าใจดังกล่าว (by which the church stood or fell, p. 135) เกณฑ์นี้บอร์นคามตั้งใจให้ใช้วัดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา สำหรับสภาพปัจจุบัน บอร์นคามไม่กล้ารับรองว่าจะใช้ได้กับสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะคิดว่ากรอบความคิดแบบนวยุคเป็นอุปสรรคสำคัญขวางกั้น(difficulties this doctrine makes for the modern mind, p.135) ทั้งนี้ย่อมเป็นไปตามกรอบความคิดหรือกระบวนทรรศน์(paradigm)ของแต่ละยุคสมัยนั่นเอง(language and thought form) นั่นคือบอร์นคามคิดว่าผู้ที่ไม่เข้าใจปรัชญาหลังนวยุคเหมือนตนก็ยากที่จะจับประเด็นของตนถูก แต่เราก็จะพยายามลองเข้าใจดูนะครับ มันเป็นความคิดที่น่าท้าทายดีมิใช่หรือค่อยๆคิดตามดูนะครับ ท่านอาจจะมีประสบการณ์กับความคิดแหวกแนวใหม่ที่แม้ว่าจะมาจากคัมภีร์ศาสนาคริสต์ก็จริง แต่ชาวคริสต์ส่วนใหญ่ก็อาจจะคิดไม่ถึงเพราะมันเป็นผลจากความคิดล่าสุดของปรัชญาหลังนวยุคมุมหนึ่งโดยเฉพาะที่เพิ่งจะเปิดเผยล่าสุดโดยไตรภาคีครับ

ความชอบธรรมตามเกณฑ์ของกระบวนทรรศน์หลังวนวยุคนั้น บอร์นคามคิดว่าเป็นความเข้าใจของเปาโลโดยเฉพาะซึ่งเปาโลเชื่อว่าได้รับโดยการเปิดเผยจากพระเจ้าโดยตรงเพื่อเป็นทางผ่านสู่มนุษย์ โดยเปาโลมิได้สนใจว่าเป็นความคิดของกระบวนทรรศน์ใด คิดแต่เพียงว่าเป็นมนุษย์ควรรู้ แต่บอร์นคามให้ข้อสังเกตว่า เปาโลได้ความเข้าใจในสถานการณ์หรือเหตุการณ์(event)ในชีวิตของตน ผู้รับคำสอนของท่านก็เข้าใจในเหตุการณ์ของมหาอาณาจักรโรมัน ความเข้าใจจึงจูนได้ตรงกัน ทำให้เกิดคุณภาพชีวิตอย่างเห็นได้ชัดเป็นผลให้ศาสนาคริสต์กลายเป็นศาสนายอดฮิตทั่วมหาอาณาจักรโรมันอย่างรวดเร็วและกลายเป็นศาสนาของคนส่วนใหญ่ของมหาอาณาจักรโรมันโดยกฤษฎีกาของจักรพรรดิคานสเถินทีน(Constantine)ในปีค.ศ.313 และกลายเป็นศาสนาเดียวของมหาอาณาจักรโรมันตามกฤษฎีกาของจักรพรรดิเจิสทีเนียนที่2(Justinian II)ในปีค.ศ.529นั่นคือเหตุการณ์(event)ในปรัชญาของบอร์นคามหมายเหตุการณ์ประทับใจเฉพาะตัวอันนำไปสู่การตัดสินใจขึ้นขั้นตอนใหม่แห่งการพัฒนาคุณภาพชีวิต และประเด็นนี้เองที่สะดุดใจเบรอตง และบาดีอูซึ่งกำลังค้นคว้าเรื่องตัวประธาน(subject)อยู่ ทำให้เกิดการรวมตัวกลุ่มไตรภาคีเพื่อพัฒนาสายปรัชญาหลังนวยุคโดยดูเปาโลเป็นนักปรัชญาต้นแบบของกลุ่มและแต่ละคนก็เขียนปรัชญาเปาโลขึ้นคนละเล่ม เราจึงได้เริ่มจากบอร์นคามเป็นปฐมด้วยประการฉะนี้

ในสายตาของบอร์นคาม คริสตจักรระหว่างชีวิตของเปาโลจนถึงชีวิตของคานสเถินทีน(ค.ศ50-313) ชาวคริสต์อยู่ในบรรยากาศของเหตุการณ์ระทึกใจ(event) ในบรรยากาศเช่นนี้พวกเขาเข้าใจปรัชญาความชอบธรรมของเปาโลได้ง่ายและนำไป ปฏิบัติได้อย่างขมีขมัน พัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการสร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือ และแสวงหาอย่างมีความสุข พวกเขาเป็นตัวอย่างนักปฏิบัติหลังนวยุคกลุ่มแรกของยุโรป ใครพบเห็นเข้าก็เลื่อมใสอยากเข้าพวก ผิดกับสมัยต่อมาจนถึงปัจจุบันที่ขาดเหตุการณ์ระทึกใจ จนทำให้เข้าใจความขอบธรรมผิดเพี้ยนไปจากความหมายเดิมของเปาโล

ค.ศ.313 เป็นปีหักเหของคริสตจักร จักรพรรดิคานสเถินทีน เริ่มอุปการะศาสนาคริสต์ เริ่มเหตุการณ์เฉื่อยแฉะแทนเหตุการณ์ระทึกใจ ชีวิตสะดวกสบายชะลอการสร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือ และแสวงหา เริ่มแปลเอกสารศาสนาคริสต์จากภาษากรีกเป็นภาษาละตินเพื่อสะดวกในการเข้าใจ แต่แล้วก็เผลอ เอาง่ายเข้าว่า แปลความชอบธรรมเป็นความยุติธรรมและค่อยๆเข้าใจอย่างไม่สร้างสรรค์และไม่ต้องแสวงหา คือแปลด้วยศัพท์ justiceซึ่งเป็นศัพท์กฎหมายแล้วก็เลยเข้าใจในความหมายเชิงกฎหมายจนชิน ทำให้ปรัชญาของเปาโลถูกตีความผิดไปจากเดิมจนเคยชินมาจนถึงปัจจุบัน ทำให้ปรัชญาของเปาโลขาดมนต์ขลังและพลังที่เคยมีมาแต่เดิม (It is no longer what it once was.) บอร์นคามจึงตั้งเจตนาที่จะฟื้นฟูพลังดั้งเดิมขึ้นมาใหม่ เพื่อให้มีบทบาทพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษยชาติร่วมกับปรัชญาหลังนวยุคอื่นๆ บอร์นคามหวังว่าจะมีผู้เข้าใจประเด็นฟื้นฟูของท่านซึ่งในไม่ช้าเราจะได้เห็นสวนหย่อมสวยงามผุดขึ้นเป็นหย่อมๆทั่วๆไปในโลก บอร์นคามออกตัวว่าท่านมิได้คิดอะไรขึ้นมาใหม่ ท่านเพียงแต่คุ้ยเพชรเม็ดงามที่ฝังอยู่ใต้ดินเสียนานขึ้นมาชูให้ชาวโลกเห็นคุณค่าและใช้ให้มีคุณค่าอย่างที่เคยรู้และใช้มาแล้ว ก็เท่านั้นเอง บอร์นคามคาดว่าปรัชญาแท้ของเปาโลนั้น มิใช่จะให้คุณค่าแก่เฉพาะชาวคริสต์ทึ่ถืองานเขียนของเปาโลเป็นคัมภีร์ศาสนาเท่านั้นก็หาไม่ ผู้ที่ถืองานเขียนของเปาโลเป็นวรรณคดีโลกและเป็นคู่มือปรัชญาก็สามารถใช้ได้อย่างมีคุณค่ามหาศาลแก่ชีวิต เคียงบ่าเคียงไหล่กับงานเขียนปรัชญาดีๆทั่วไป ซึ่งบาดีอูก็เห็นด้วยและสนับสนุนอย่างเต็มที่ว่าเป็นสาสน์จากเปาโลถึงพลโลกปัจจุบัน

ย้อนอ่านความชอบธรรมของเปาโล

บอร์นคามเชื่อว่าเปาโลได้เรียนและได้รู้ปรัชญากรีกมาจากบ้านเกิดทาร์เสิส(Tarsus) พอสมควร ได้รู้เรื่องเทพของศาสนากรีกว่าแม้เทพสูงสุดอย่างเทวราชซูสก็อยู่ในกรอบของการรู้จบและอยู่ใต้อาณัติของชะตากรรมที่ไม่เข้าใครออกใครเช่นเดียวกับกฎแห่งกรรมในพระพุทธศาสนา นักปรัชญากรีกสอนสอดคล้องกันว่าสิ่งไม่รู้จบมีจริงไม่ได้ มีได้เพียงในศักยภาพซึ่งไม่อาจจะกลายเป็นจริงได้ แม้อแนกเสอแมนเดอร์(Anaximander)จะได้กล่าวไว้ว่าปฐมธาตุคืออากาศที่เจือจางมีปริมาณเป็นอนันต์ แต่ก็ไม่ใช่สิ่งอนันต์จริงเพราะอธิบายว่านับไม่ถ้วนหรือวัดได้ไม่หมด(apeiron)ยิ่งกว่าจะตั้งใจให้เป็นองค์อนันต์นิรันดร เพราะมีการเปลี่ยนแปลงได้ ลดได้ เพิ่มได้ สูญหายได้ ทำให้ลูกศิษย์แอนเนิกซีเมอนิส(Anaximenes) วิจารณ์ว่า ก็บอกว่าเป็นธาตุลมเสียก็หมดเรื่อง เข้าใจง่ายดี  ลงท้ายแอร์เริสทาทเถิลฟันธงว่า สิ่งเป็นอยู่ (to einai = the is)ต้องมีขนาดหรือความแผ่กว้าง(extension) นั่นเป็นมูลบท(postulate)หรือความเชื่อพื้นฐานของแอร์เริสทาทเถิลซึ่งเป็นที่ยอมรับของนักคิดทั้งหลายโดยไม่ยอมเปลี่ยนแปลงจนถึงกระบวนทรรศน์หลังนวยุคในสมัยของเรา กระบวนทรรศน์หลังนวยุคเริ่มอย่างเป็นทางการประมาณค.ศ.1970 โดยส่วนมากใช้เวลากับการวิจารณ์เพื่อหักล้างความคิดแบบเก่าที่ยึดมั่นถือมั่นซึ่งพระพุทธเจ้าก็ทรงหักล้างอย่างหนักแน่นเช่นกันในทิฏฐิสูตรโดยไม่สู้จะมีผู้ให้ความสนใจ กลุ่มไตรภาคีของเรานี่แหละที่เสนอเนื้อหาเชิงบวกที่สร้างสรรค์อย่างเป็นเรื่องเป็นราวโดยเริ่มจากปรัชญาของเปาโลเป็นจุดเริ่มต้นระบบคิด ประเดิมด้วยหนังสือ Paulus, 1969 ของบอร์นคามชาวโปรเตสแตนต์เยอรมัน ตามด้วยหนังสือ Saint Paul, 1988 ของเบรอตงชาวคาทอลิกฝรั่งเศส และปิดท้ายด้วยหนังสือSaint Paul, 1997 ของบาดีอูชาวฝรั่งเศสผู้ไม่สังกัดศาสนาใด ระหว่างนั้นและหลังจากนั้นทั้ง 3 ท่านก็ออกหนังสือและบทความเสริมความคิดของกันและกันเรื่อยมาเพื่อสร้างปรัชญาหลังนวยุคเชิงบวกและสร้างสรรค์ พระเจ้าของบอร์นคามและเบรอตงก็คืออนันตภาวะหรือThe Infinite ที่ไม่ Absolute ตามความหมายของบาดีอู คือถ้า Absolute จริงๆก็ไม่อาจจะมี finite ได้แม้แต่นิดเดียว แต่อย่างน้อยก็มีตัวเราที่เป็นfinite ไม่มีแม้แต่ Absolute  Nothingness ซึ่งกล่าวได้อีกอย่างว่าที่ไม่มีก็เพราะเป็นอีกด้านของ The Absolute Infinity นั่นเอง คือถ้าเป็น Absolute Infinite จริงๆก็ไม่อาจจะมีแม้แต่Nothingnessซึ่งก็ยังต้องแฝงตัวอยู่ในAbsolute Infinite นั่นแหละมิฉะนั้น Absolute ก็จะไม่อาจรับสภาพ Relative Absolute ได้ กลายเป็นการจำกัดเสรีภาพของ The Absolute ซึ่งไม่น่าจะจริง แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องลึกลับ จะอธิบายให้แจ่มแจ้งชัดเจนเหมือนเรื่องที่รู้จบทั้งหลายคงไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องคนละมิติ เรื่องจำนวน 0 กับเรื่อง infinity เป็นเรื่องที่คิดได้แต่จินตนาการไม่ได้ ต้องคิดและเข้าใจโดยไม่ต้องพึ่งจินตนาการ เช่น 1ยกกำลัง0, 0 ยกกำลัง1, 0 ยกกำลัง 0, 0 ยกกำลัง -0, 0 ยกกำลัง-1 เหล่านี้ต่างกันอย่างไร คราวนี้ลองเอา infinity เข้ามาแทน 0 ดูบ้าง ก็จะเกิดความซับซ้อนในทำนองเดียวกัน และยังเพิ่มมิติ 0ยกกำลังinfinity และ infinityยกกำลัง0เข้ามาอีก ในเมื่อจินตนาการไม่ได้ก็อย่าพยายามจินตนาการเลย แต่บาดีดูก็ยังพยายามแยกความแตกต่างได้ระหว่าง 0 ที่เป็นอยู่ (the IS) กับ 0 ที่ไม่เป็นอยู่(the ISNOT) ในทำนองเดียวกันก็อาจจะแยกในความเข้าใจได้ระหว่าง Infinityที่เป็นอยู่และInfinityที่ไม่เป็นอยู่นี่คือตัวอย่างของความพยายามของปัญญาที่มีขอบเขตพยายามเข้าใจความลึกลับลับที่ไม่มีขอบเขต และอาจพบว่า 0 กับ Infinity ก็น่าจะพบกันในแดนไม่มีขอบเขตนั้นเอง อย่างไรก็ตามความพยายามที่กล่าวมาข้างต้นนี้อย่างไรเสียก็อยู่ในกรอบของความเป็นไปได้เท่านั้น ไม่อาจเอื้อมไปถึงการยืนยันให้เชื่อได้หรือเชื่อไม่ได้ชนิดฟันธง

หากคิดในกระแสหลังนวยุคอย่างนี้ ก็ต้องแยกมิติรู้จบ(finity)จากมิติไม่รู้จบ(infinity) และมิติรู้จบอยู่เคียงคู่กับมิติไม่รู้จบชนิดสัมพัทธ์(relative infinity)ได้ แต่จะอยู่เคียงคู่กับความไม่รู้จบอสัมพัทธ์(absolute infinity)ไม่ได้ เพราะความไม่รู้จบอสัมพัทธ์ไม่ยอมให้มีสิ่งอื่นใดเลยนอกจากตัวเอง หากมีสิ่งอื่นใดแม้แต่นิดเดียวความไม่รู้จบอสัมพัทธ์จะสูญเสียเอกลักษณ์ของ

ตนทันทีซึ่งเป็นไปไม่ได้ระดับอภิปรัชญาทีเดียว สิ่งไม่รู้จบอสัมพัทธ์ยอมให้มีร่วมกับตนสิ่งเดียวเท่านั้นก็คือความเปล่าอสัมพัทธ์(absolute nothingness)ในฐานะที่เป็นอสัมพัทธ์ด้วยกันและเป็น2ด้านของสิ่งเดียวกัน หากมีสิ่งอสัมพัทธ์ดังกล่าวแล้วก็ไม่อาจจะมีสิ่งอื่นได้อีกที่เป็นสิ่งสัมพัทธ์และรู้จบได้ ทั้งนี้ก็เพราะสัมพัทธ์กับอสัมพัทธ์เป็นปฏิบท(contradictory)ต่อกันและลบล้างกันอย่างสิ้นเชิง หากจะยอมให้มีสิ่งรู้จบได้ สิ่งไม่รู้จบต้องสละความเป็นอสัมพัทธ์ลดฐานะลงเป็นสิ่งไม่รู้จบสัมพัทธ์(relative infinity)จึงจะชอบธรรม มันเป็นความชอบธรรมที่สิ่งไม่รู้จบพึงกระทำได้ซึ่งเปาโลใช้ศัพท์เรียกเป็นภาษากรีกว่า kenosis(making emptiness of oneself) และเป็นความชอบธรรมที่ไม่มีอะไรบังคับได้ เป็นความชอบธรรมในสิ่งไม่รู้จบเต็มใจให้มีสิ่งรู้จบ ในขณะเดียวกันก็ทำให้สิ่งรู้จบมีความชอบธรรมที่จะมีความเป็นอยู่ขึ้นมาได้ แหละนี่คือประเด็นที่บาดีอูเห็นว่าเป็นปรัชญาสำคัญของเปาโลแต่ก็ไม่ยอมสรุปอย่างเปาโลว่าสิ่งไม่รู้จบนั้นคือพระบิดาของพระเยซู เป็นพระเจ้าที่ศาสนาต่างๆนิยามต่างๆกัน แต่พอใจที่จะสรุปเป็นความคิดเชิงปรัชญาและขยายผลเชิงปรัชญาต่อไป แต่ใครจะขยายผลไปสู่ศาสนาของตนอย่างไร บาดีอูแถลงว่ายินดีสนับสนุนให้ทำได้ตามอัธยาศัย และบอร์นคามก็ทำเป็นตัวอย่างโดยประยุกต์ปรับความคิดของโปรเตสแตนต์ ส่วยเบรอตงก็ประยุกต์ปรับความคิดของคาทอลิก ทั้ง2ท่านปรับคำสอนศาสนาของท่านเข้าสู่กระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลาง เพื่อการพัฒนาชีวิตศาสนาให้มีคุณภาพชีวิตตามความต้องการชนิด need ของยุคโลกาภิวัตน์ ทั้ง3ท่านช่วยกันท้าทายแม้ผู้ไม่นับถือศาสนาให้ใช้ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางเพื่อหาความสุขแท้ตามธรรมชาติของมนุษย์ที่มีสัญชาตญาณหรือต่อมคุณธรรมในการทำดีได้อย่างมีความสุขตามสัญชาตญาณปัญญา

อไควเนิสมีส่วนสนับสนุนความชอบธรรมทางอ้อม

            ธัมเมิสอไควเนิส(Thomas Aquinas 1225 -1274) นักปรัชญาคริสต์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุคกลาง ใช้ปรัชญาของแอร์เริสทาทเถิลเป็นหลักในการตีคววามไบเบิล จึงเข้าใจความชอบธรรมว่าเป็นความยุติธรรมตามกฎหมาย สอนว่าพระเจ้าคือองค์สมบูรณ์ที่สุดไม่รู้จบในทุกด้าน พระองค์ทรงสร้างในมิติรู้จบ จึงไม่มีอะไรขัดแย้งกับมิติไม่รู้จบของพระองค์ พระองค์ทรงเมตตามนุษย์ในมิติไม่รู้จบแต่ทรงยุติธรรมอย่างที่สุดในมิติรู้จบ ฯลฯ ซึ่งบอร์นคามมองว่าอไควเนิสใช้ปรัชญากระบวนทรรศน์ที่2เป็นแว่นมองจึงมองไม่เห็นความขัดแย้งชนิดอยู่ร่วมกันไม่ได้ ต้องใช้กระบวนทรรศน์ที่5มองจึงจะเห็นชัดว่าขัดแย้งกันอย่างไร ทั้งๆที่อไควเนิสยืนยันรับหลักการตรรกะว่าแม้พระเจ้าจะทรงฤทธิ์สักปานใด พระองค์ก็ไม่อาจสร้างสิ่งที่ขัดแย้งกันได้ เช่นทำให้สิ่งหนึ่งเป็นอยู่และไม่เป็นอยู่ในเวลาเดียวกันไม่ได้อย่างเด็ดขาด แต่ก็มีอยู่หลายสิ่งที่อไควเนิสคิดว่าพระเจ้าทรงทำได้ เพราะมุมมองจากกระบวนทรรศน์ที่2ปิดทรรศนวิสัยของอไควเนิสมิให้มองเห็นความขัดแย้งในตัว หากใช้กระบวนทรรศน์ที่ 5 มองก็จะเห็นชัดว่าขัดแย้งกันอย่างเป็นไปไม่ได้ เช่นถ้าพระเจ้าไม่ทรงสละสภาวะไม่รู้จบอสัมพัทธ์หรือเด็ดขาดของพระองค์ พระองค์ก็ไม่ทรงมีความชอบธรรมที่จะสร้างอะไรได้ การที่พระองค์ไม่สามารถสร้างอะไรในสภาวะเช่นนั้น มิได้มีอะไรบั่นทอนพระสรรพเดชะของพระองค์แต่ประการใด เพราะมันเป็นพระธรรมชาติของพระองค์เช่นนั้น เหมือนอย่างพระบุตรไม่อาจจะรับความตายได้หากไม่สร้างความขอบธรรมด้วย kenosis มารับร่างกายเสียก่อน

เมื่อทำความเข้าใจเช่นนี้กันได้แล้ว ช่องทางก็เป็ดกว้างให้บอร์นคามเปิดปรัชญาของเปาโลเรื่องความชอบธรรมได้อย่างกว้างขวางต่อไป ซึ่งเราจะสนทนากันเฉพาะในประเด็นที่น่าสนใจในเชิงปรัชญาเท่านั้น

 

 บอร์นคามตีความความชอบธรรมของพระเจ้า

บอร์นคามชี้ให้เห็นว่าเรื่องความชอบธรรมนั้นเปาโลใช้คำภาษากรีกที่มีความหมายในเชิงเกณฑ์คุณธรรมที่ตายตัวก็จริงแต่ก็เป็นเกณฑ์ที่มนุษย์ต้องยอมรับเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและมีความสุข ส่วนสิ่งไม่รู้จบนั้นเปาโลถือว่าได้แก่พระยาห์เวห์ของศาสนายูดาห์ที่ตนนับถือมาแต่เกิดซึ่งเป็นผู้ทรงสรรพเดชะทรงเนรมิตสร้างทุกสิ่งมาจากความเปล่า พระองค์ทรงสร้างด้วยความชอบธรรมของพระองค์เอง ไม่ใช่เพราะได้รับอนุมัติหรือถูกบังคับโดยกฎเกณฑ์ใดที่บังคับพระองค์จากภายนอก ที่ต้องทำให้ชอบธรรมก็เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะทำอะไรขัดแย้งสภาวะไม่รู้จบของพระองค์เองซึ่งอไควเนิสแม้ยังไม่รู้จักกระบวนทรรศน์5ก็ยังยืนยันว่าต้องเป็นเช่นนั้น ไม่ใช่เพราะถูกบังคับแต่เป็นเพราะความชอบธรรม เปาโลเข้าใจเรื่องนี้ชัดเจนเพราะมีเหตุการณ์ระทึกใจสะกิดให้ปัญญาเห็นแจ้งทะลุถึงกระบวนทรรศน์5 ผู้ฟังคำสอนของเปาโลก็เข้าใจตามที่เปาโลเข้าใจเพราะเหตุการณ์วิปริตในมหาอาณาจักรโรมันขณะนั้นระทึกใจทำให้เข้าใจข้ามกระบวนทรรศน์ได้ง่าย คริสตชนในระหว่าง3ศตวรรษแรกก็รับถ่ายทอดความเข้าใจนั้นมาได้อย่างง่ายดายเพราะมีเหตุการณ์ระทึกใจสะกิดอยู่ตลอดเวลา ครั้นขึ้นศตวรรษที่ 4 เหตุการณ์เปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือ ศาสนาคริสต์ที่เคยเป็นศาสนาต้องห้ามกลับเป็นศาสนาที่จักรพรรดิสนับสนุน แปลความชอบธรรมเป็นความยุติธรรมตามกฎหมาย พระเจ้าผู้ชอบธรรมกลายเป็นพระเจ้าแห่งความยุติธรรม มีกฎหมายออกมาไม่ขาดสายที่บอกว่าทำอะไรจะถูกลงโทษและทำอะไรจะได้รางวัลอย่างยุติธรรม พระเจ้าที่ทรงเมตตากลายเป็นพระเจ้าที่หลบฉากอยู่เบื้องหลังพระเจ้าที่คอยจับผิดและติดตามเช็คบิลเอาเรื่องไม่แพ้เจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบ พวกเขายังคงพูดถึงพระเมตตาของพระเจ้าในเชิงทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัตินั้นกลัวพระยุติธรรมเป็นฐาน ยิ่งกว่านั้นยังมีการพูดถึง Charis ของเปาโลอยู่เหมือนกัน ซึ่งแปลเป็นภาษาละตินว่า gratia และแปลต่อเป็นภาษาอังกฤษว่า grace มีหลายความหมายเช่นความงาม ความโปรดปราน การให้เปล่า การยกย่องเทิดทูน การพิสมัย เป็นต้น ซึ่งแน่นอนว่าไปกันคนละทิศกับความยุติธรรม และจริงๆแล้วก็มักจะไปด้วยกันยาก เช่น ถ้ายุติธรรมแล้วยังมีความโปรดปรานเข้ามาเกี่ยวข้องก็อดไม่ได้ที่จะข้องใจว่ามีความลำเอียง ไม่ยุติธรรมจริง บ่อยครั้งที่ผู้จัดการไม่กล้าแต่งตั้งภรรยาของตนเองขึ้นเป็นรองผู้จัดการทั้งๆมี่มีความสามารถลันถ้วยเพราะกลัวจะถูกกล่าวหาว่าลำเอียง บอร์นคามคิดว่าหากเข้าใจตามหลักปรัชญาความชอบธรรมของเปาโลอย่างถ่องแท้แล้วไซร้ พระเจ้าย่อมทรงเลือกที่จะสร้างความชอบธรรมให้กับพระองค์เองโดยทรงเลือกที่จะลดสถานภาพไม่รู้จบให้เป็นผู้สร้างสิ่งรู้จบ พระองค์ทรงมีความชอบธรรมที่จะทรงกระทำการเช่นนั้น ในขณะเดียวกันก็ทรงมีความชอบธรรมที่จะโปรดปรานมนุษย์ที่รับรู้พระเมตตาของพระองค์ พระเมตตาของพระองค์ยังขยายไปมากกว่านั้น พระบุตรทรงลดองค์ลงมารับสภาพมนุษย์ที่ตายอย่างอัปยศบนไม้กางเขนเพื่อให้การฟื้นคืนชีพเป็นที่ประจักษ์ ทั้งนี้เพื่อให้มนุษย์ที่รับรู้เรื่องเหล่านี้ได้มีความชอบธรรมที่จะได้รับพระเมตตาอย่างชัดๆคือมีความชอบธรรมในการได้ฟื้นคืนชีพเช่นกัน บอร์นคามคิดว่าใครเข้าใจความหมายลึกซึ้งแห่งความชอบธรรมดังกล่าว ย่อมมีความชอบธรรมที่จะได้รับพระเมตตาที่มีคุณภาพพิเศษ มีความสุขใจ อิ่มใจ ภูมิใจ และซาบซึ้งในรสธรรมแห่งชีวิตพระเจ้า อย่างที่เปาโลได้แถลงประสบการณ์ดังกล่าวว่า

“ข้าพเจ้ารู้สึกว่าข้าพเจ้ามิได้มีชีวิตด้วยชีวิตของข้าพเจ้าอีกต่อไปแล้ว แต่ด้วยชีวิตของพระผู้ทรงเมตตาล้ำลึกต่อข้าพเจ้า”

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s