ปรัชญาภิรมย์ ตอนที่ 30

ปรัชญาภิรมย์ (30)

 กีรติ บุญเจือ

ลองจับเพลโทว์กับแอร์เริสทาทเถิลมาคุยกันดู

            แฟนคลับ: ไหนท่านอาจารย์ว่าจะจับเพลโทว์(Plato)กับแอร์เริสทาทเถิล(Aristotle)มานั่งจับเข่าคุยกันให้พวกเราฟังเล่นเพลินๆ ไหนลองทำให้ดูซิคะ

ผม:ครับ วันนี้แหละครับ ได้ฟังคารมของ 2 ปราชญ์ที่อ้างนามมานี้แน่ๆ หลับตาตั้งสติดีๆนะครับ หลับตา เพี้ยง! มาแล้วครับ

เพลโทว์: ผมว่าพวกเราชาวกรีกนี่โชคดีจริงๆที่ใช้ภาษากรีกมาตั้งแต่ปู่ย่าตาทวดและตั้งแต่ไหนๆมาช้านานไม่รู้นานเท่าใดแล้ว มันเป็นภาษาเทวดารู้ไหม เราจึงพูดกับเทวดารู้เรื่อง เป็นภาษาอุดมการณ์สมบูรณ์แบบ พวกเราชาวกรีกล้วนแต่เป็นเทวดามาเกิดจึงพูดภาษาเทวดาและรู้เรื่องเหมือนเทวดา เทวดาในสวรรค์ใช้ปัญญาสื่อสารกันรู้เรื่องเฉพาะที่เป็นความรู้สากลและมีความสุขโดยไม่ต้องกินไม่ต้องนอนพักผ่อน ความรู้สากลคืออาหารเลี้ยงปัญญา แค่คิดเข้าใจสิ่งสากลก็อิ่มและมีความสุขแล้ว จุติมาเกิดในโลกนี้สิวุ่นวาย มองไปทางไหนมีแต่ปัจเจกเฉพาะหน่วย กินไม่หายหิว ไม่มีความสุข ปัญญาโหยหาสิ่งสากล หาไม่พบในสายตา แต่แล้วก็นึกได้ว่า ปัจเจกเหล่านี้คือเงาของสิ่งสากลในสวรรค์ ระลึกได้อย่างนี้ค่อยมีความสุข ว่างๆฉันจึงแอบไปหาที่สงบๆเงียบๆเพื่อระลึก(reminiscence)ถึงมโนคติสากลอย่างมีความสุข รอเวลาเมื่อไรปัญญาของฉันจะได้หลุดจากร่างกายและหลุดพ้นจากโลกมายาที่มีแต่เงาแห่งความจริง ซึ่งร่างกายของฉันชอบ แต่ปัญญาของฉันไม่ชอบ ร่างกายเป็นคุกที่คุมขังวิญญาณฉันไว้ แต่ฉันก็ต้องอดทนยอมรับสภาพ เพราะปัญญาของฉันได้ทำผิดกฎสวรรค์ จึงต้องยอมติดคุกชั่วชีวิต ใช้โทษใช้กรรมให้เสร็จสิ้นไป ปัญญาของฉันก็จะได้หมดเวรหมดกรรมกลับไปสู่สวรรค์มีความสุขกับความรู้และเข้าใจสิ่งสากลตามเดิม โลกนี้เป็นโลกมายา มีแต่ปัจเจกที่ลอกเลียนแบบสิ่งสากลในสวรรค์เพื่อหลอกล่อให้ปัญญาหลงทาง ติดใจ มั่วหาความสุขกับความจริงที่กลวงๆลวงๆ วิญญูชนที่รู้เท่าถึงการณ์พึงดำรงชีวิตอย่างมีสติ ปัญญาเป็นเทวดาตกจากสวรรค์มาใช้โทษใช้กรรมในร่างกายชั่วคราว อย่าลืมและอย่าหลวมตัว ภาษากรีกเป็นภาษาสวรรค์ พิจารณาภาษากรีกของเราให้ดีๆและจงใช้อย่างถูกต้องตามโครงสร้างของภาษาอารยัน สัจธรรมแฝงตัวอยู่เบื้องหลังภาษาของเรา จงจำไว้และตระหนักรู้ไว้ จะเข้าถึงสัจธรรมอันนำไปสู่การหลุดพ้นได้อย่างถูกทำนองคลองธรรม ไม่หลงทาง เพราะภาษากรีกสะท้อนสัจธรรม จงเดินตามโครงสร้างแห่งภาษาอารยันเถิด เพราะแสดงสัจธรรมชัดเจนอยู่ในตัวแล้ว

แอร์เริสทาทเถิล: แสดงอย่างไรครับท่านอาจารย์ ผมเองก็เลือดเนื้อเชื้อสายกรีก ใช้ภาษากรีกมาแต่เกิด แต่ก็ยังไม่เห็นสัจธรรมที่ว่า

เพลโทว์: เจ้ามานพน้อยเอย เจ้ามาจากภูธรแมสเสอโดว์เนีย(Macedonia) ชายขอบสังคมกรีก อายุอานามเพิ่ง 18 ปี ลูกศิษย์คนใหม่ล่าสุดของข้า เจ้ายังอ่อนหัดนัก จงฝึกคิดเป็นขั้นเป็นตอนให้ปัญญากล้าแข็งนะเจ้า สำนักนี้จะปั้นเจ้าให้เป็นปราชญ์ยิ่งใหญ่ให้ได้ จงหมั่นฝึกปัญญาให้มีสมาธิ ปัญญาจะได้เกิด  สักวันหนึ่งเถิดเจ้าจะเพ่งพินิจ(contemplate) ถึงสัจธรรมแห่งสวรรค์และเจ้าจะมีความสุขในภวังค์ วันนี้ขอเริ่มต้นให้เจ้ารู้จักจับสัจธรรมจากภาษาอารยันเป็นเบื้องต้น จงสังเกตเป็นปฐมว่าภาษาอารยันของเรามีโครงสร้างแสดงสัจธรรมได้อย่างชัดเจน เมื่อจะพูดอะไรให้เป็นที่เข้าใจได้ทุกครั้งต้องพูดให้ครบถ้วนว่าใครทำอะไร มีประธาน(ใคร) กริยา(ทำ) กรรม(อะไร) ใครและอะไรนั้นภาษาของเรากำหนดไว้แล้วชัดเจนว่าเป็นปัจเจกหรือสากล ถ้าเป็นปัจเจกก็กำหนดให้หมายชัดเจนว่าเป็นสิ่งที่อยู่ในโลกนี้เท่านั้น ไม่เที่ยง เกิดขึ้น เปลี่ยนแปลง แตกสลาย แต่ถ้าเป็นคำสากลก็หมายถึงสิ่งในสวรรค์เพราะหาไม่ได้ในโลกนี้ สิ่งสากลเป็นสิ่งที่ตามองไม่เห็นเพราะไม่มีในโลกนี้ ต้องใช้ปัญญาเพ่งพินิจก็จะระลึกได้ว่าเคยรู้มาก่อนแล้วอย่างมีความสุขก่อนจุติมาเกิดในโลกนี้ ดูโน่น! เห็นม้าตัวนั้นไหม มันชื่อลมกรด มันเป็นสิ่งปัจเจก มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ชั่วเวลาหนึ่ง มันเป็นม้าตัวหนึ่งในม้าอีกหลายๆตัวที่เห็นๆกันอยู่ในโลกนี้ มีตัวตายก็มีตัวแทน แต่ละตัวจึงต้องมีชื่อเรียก มิฉะนั้นก็จะไม่รู้ว่าตัวไหน มันไม่ใช่ความเป็นจริงแท้ จึงมีอยู่ให้เห็นชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้วก็ตายไป ความเป็นจริงแท้ในสวรรค์ไม่มีชื่อเรียก เพราะมีอยู่หน่วยเดียวคงตัวเป็นนิจนิรันดร์ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่รู้จักเสื่อมสลาย เช่นมีม้าสากล1หน่วย เป็นม้าเฉยๆ ไม่มีลักษณะพิเศษแต่ประการใดทั้งสิ้น ไม่มีแม้แต่ชื่อให้เรียก ชาวสวรรค์ได้แต่รู้เข้าใจและมีความสุขกับการรู้เข้าใจสิ่งสากลดังกล่าว เพียงแต่contemplateสิ่งสากลก็มีความสุขแล้ว ม้าเฉยๆหรือม้าสากลนั้นแหละคือต้นแบบของม้าทุกตัวที่เกิดมาเป็นม้าปัจเจกในโลกนี้ ม้าทุกตัวที่เกิดมาในโลกนี้เกิดเป็นม้าได้ก็เพราะอาศัยม้าสากลในสวรรค์ค้ำประกันให้เป็นม้า มิฉะนั้นก็ไม่มีทางจะมีม้าตัวใดเกิดมาเป็นม้าได้

แอร์เริสทาทเถิล: ท่านอาจารย์ว่าม้าเฉยๆที่เป็นม้าสากลไม่มีคุณสมบัติใดๆ ม้าสากลจะค้ำประกันได้ก็เฉพาะความเป็นม้าใช่ไหมครับท่านอาจารย์ แต่ม้าปัจเจกแต่ละตัวก็เกิดมาพร้อมกับคุณสมบัติหลายอย่างต่างๆกัน  เช่น บางตัวสีขาว บางตัวสีหมอก บางตัวสีน้ำตาล มันเอาคุณสมบัติเหล่านี้มาจากไหนครับท่านอาจารย์

เพลโทว์: บ๊ะ! ไอ้ลูกศิษย์คนนี้ออกลายแต่หัวค่ำเชียวหรือวะ สอนคืบจะเอาศอก เอาก็เอาละวะ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ก็อย่างนี้ไงล่ะ ในสวรรค์นอกจากจะมีสิ่งสากลอันเป็นต้นแบบให้สิ่งปัจเจกที่เกิดมาในโลกนี้ขอยืมต้นแบบมาเป็นแบบของแต่ละปัจเจกแล้ว ก็ยังมีคุณสมบัติสากลต้นแบบที่อยู่แยกจากสิ่งสากลต้นแบบสำหรับให้สิ่งปัจเจกที่เกิดมาในโลกนี้ขอยืมคุณสมบัติต้นแบบมาเป็นคุณสมบัติของตนจนกว่าปัจเจกนั้นจะสลายตัว ยกตัวอย่างกรณีของม้าลมกรด มันมีตัวมีตนอยู่ได้เพราะมันขอยืมตัวตนม้าจากม้าสากล ขอยืมคุณสมบัติสีหมอกจากสีหมอกสากลในสวรรค์ทำให้มันมีสีหมอก ขอยืมคุณสมบัติเพศผู้จากเพศผู้สากลในสวรรค์ทำให้มันเป็นม้าตัวผู้ ขอยืมคุณสมบัติอ้วนจากความอ้วนสากลในสวรรค์ทำให้มันเป็นม้าสีหมอกอ้วน มันขอยืมคุณสมบัติทุกอย่างที่มันมีจากคุณสมบัติสากลแต่ละอย่างๆที่ต้องมีในสวรรค์ มิฉะนั้นม้าลมกรดก็ไม่อาจจะมีคุณสมบัตินั้นๆได้ เข้าใจไหมวะไอ้ลูกศิษย์ภูธร

แอร์เริสทาทเถิล: เข้าใจแล้วครับท่านอาจารย์ ขอบพระคุณครับ

เพลโทว์: เออดีแล้ว อย่าเอาแต่จำได้นะให้จำไว้ ต้องเอาไปคิดคำนึงและไตร่ตรองจนตกผลึก จงจำคติของสำนักของเราให้แม่นนะ “ศิษย์ที่ดีคือศิษย์สู้ครูแต่ไม่ล้างครู” จำใส่ใจไว้จงดี ชาติของเราจะได้เจริญเจริญ

แฟนคลับ: แล้วแอร์เริสทาทเถิลเป็นศิษย์ที่ดีหรือเลวครับ

ผม: เพลโทว์อายุไม่ยาวพอได้เห็นความสำเร็จของลูกศิษย์คนนี้หากเพลโทว์สามารถรู้ได้ด้วยญาณใดก็ย่อมจะต้องยอมรับว่าแอร์เริสทาทเถิลเป็นลูกศิษย์ที่ดีของตนคนหนึ่ง เพราะเมื่อได้ศึกษาในสำนักของเพลโทว์ตั้งแต่อายุ17จนถึง37ปี นับเป็นเวลาถึง20ปี ก็ได้รับเชิญให้ไปถวายอักษรแก่พระยุพราชแอลเลิกแซนเดอร์แห่งแมสเสอโดว์เนียโอรสของพระเจ้าฟีลิปเมื่ออายุได้43ปี ถวายความรู้อยู่6ปีแอลเลิกแซนเดอร์ก็ได้ขึ้นครองราชย์ ทรงสนพระทัยแต่เรื่องการฝึกทหารและวางแผนให้ทหารออกศึกเพื่อช่ำชองเป็นขั้นๆ แอร์เริสทาทเถิลอายุได้49ปีแล้ว รู้สึกเหงาที่ไม่มีบทบาท จึงขอลาราชการกลับมากรุงเอเธนส์เพื่อตั้งสำนักสอนปรัชญาของตนเองที่พัฒนาตกผลึกจากทฤษฎีสิ่งสากลกับสิ่งปัจเจกของเพลโทว์ ในขณะที่ผู้อำนวยการสำนักของเพลโทว์เน้นศึกษาบทสนทนาของเพลโทว์ผสมผสานกับการปฏิบัติเพื่อการหลุดพ้นของสำนักเผอแทกเกอเริส(Pythagoras)จนค่อยๆกลายเป็นลัทธิวิมัตินิยมในเวลาต่อมา

เราไม่อาจรู้ได้ว่าแอร์เริสทาทเถิลถวายความรู้อะไรแก่เจ้าชายแอลเลิกแซนเดอร์บ้างในระหว่าง6ปีนั้น แต่ก็น่าสังเกตว่านโยบายการปกครองเมืองขึ้นของแอลเลิกแซนเดอร์นั้นทันสมัยอย่างไม่เคยมีตัวอย่างมาก่อน แผนการรบของพระองค์นั้นเฉียบขาดชนิดทำสถิติยอดเยี่ยมตลอดกาลด้วยการรบไม่เคยแพ้แม้แต่ศึกเดียว ครั้นกดดันจนฝ่ายข้าศึกยอมแพ้แล้วก็ปลดอาวุธ รับอาสาสมัครเข้าฝึกเป็นทหารกรีก ไม่ถือว่าผ่ายแพ้เป็นเมืองขึ้นและเป็นทาส แต่เป็นมหาอาณาจักรที่ขยายตัวออกมา ให้ทหารจัดการปราบปรามโจรผู้ร้ายอย่างราบคาบ สร้างถนนหนทางเชื่อมโยงไยกันอย่างทั่วถึงเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางค้าขายหาความรู้และท่องเที่ยว จัดการแต่งตั้งตำแหน่งต่างๆให้บริหารปกครองค้ำประกันความปลอดภัยและความเจริญทางการศึกษาและบริการสังคม ดูแลจนทุกอย่างเชื่อใจได้ว่าเรียบร้อยแล้วจึงเดินทัพต่อไป ยุทธวิธีการรบอาจเชื่อได้ว่าเป็นพรสวรรค์ของแอลเลิกแซนเดอร์เอง แต่นโยบายการปกครองน่าจะได้มาจากการถวายความรู้โดยอาจารย์แอร์เริสทาทเถิลเป็นสำคัญ จนสังเกตได้ว่าแอลเลิกแซนเดอร์เดินทัพต่อไปได้เรื่อยๆโดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง เพราะพลเมืองทุกแห่งพอใจการปกครองของแอลเลิกแซนเดอร์ ไม่มีวี่แววปรากฏเลยตลอดรัชกาลว่ามีการก่อกบฏแข็งข้อ เลยได้เป็นแบบอย่างให้มหาอาณาจักรโรมันก๊อปปี้ไปใช้ได้อย่างทุลักทุเล

นอกจากนั้นระบบปรัชญาของแอร์เริสทาทเถิลได้รับการยกย่องจากนักปรัชญายุคกลางของยุโรปจนพร้อมใจกันให้ฉายาแก่แอร์เริสทาทเถิลว่า “The Philosopher”

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s