ปรัชญาภิรมย์ ตอนที่ 28

saussure

ปรัชญาภิรมย์ (28)

กีรติ บุญเจือ

โซสซืร์คิดได้ยังไง

ผม: ถ้าจำไม่ผิด ปรัชญาภิรมย์ได้เสนอตัวกล่อมอารมยณ์ชาวต่วย-ตูนมาเป็นเวลาปีครึ่งแล้ว นับเรื่องได้ 27เรื่อง ตอนแรกๆอ่านงงไปก็งงมา โงนไปก็โงนมา เงกไปก็เงกมา จับต้นชนปลายไม่ค่อยได้ มาถึงเวลานี้คิดว่าพอจะจับเค้าได้พอสมควรแล้วละครับ เค้าความก็เห็นจะไม่พ้นว่ารู้ความเป็นคนในตัวคนและในสังคมดีขึ้นทีละน้อยๆ แก่นแท้(authentic core)ของมนุษย์ก็คือปัญญา ปัญญาเป็นเรื่องของตัวใครตัวมัน ของใครของมัน นานาจิตตัง ไม่มี 2 ปัญญาที่เหมือนกันราวกับแกะ ไม่มีใครที่คิดเหมือนกันในทุกเรื่องและทุกแง่

สังคมเล่าไม่มีตัวตนของตนเอง ตัวตนของสังคมอยู่ที่การรวมและความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกทุกหน่วยรวมกันและร่วมกัน การรวมตัวของมนุษย์มิได้เป็นไปตามยถากรรม ปัจจัยแห่งความสัมพันธ์ที่นับได้ว่าสำคัญที่สุดก็คือกระบวนทรรศน์ กระบวนทรรศน์มีเพียง5 ไม่มากมายรุ่มร่ามอย่างที่กลัวกันไปเอง การเข้าใจคนและสังคมของคนจึงไม่ยากเกินอย่างที่เคยกลัวกัน การรู้ใจคนจึงไม่ยากเกินจำเป็น หากสนใจจะเรียนก็จะรู้

แฟนคลับ:เอาละค่ะ ทำใจได้แล้ว ทีนี้จะขอหันมาถามปัญหาโลกแตกเสียที ค้างคาใจอยู่ก็หลายเพลาแล้ว ใครนะเป็นตัวการก่อหวอดให้แก่ปรัชญาหลังนวยุค(postmodern)อย่างแท้จริงชนิดที่นำหน้า ตั้งเค้า ตั้งท่า อะไรๆอย่างนีทเฉออย่างนี้ไม่เอานะคะ เอาที่เริ่มออกวิ่งก้าวแรกเลยแหละค่าาา

ผม:ประเด็นนี้ ตั้งแต่คุ้ยหามายังไม่เคยเห็นใครฟันธงลงไปเสียทีเลยแหละ   เห็นมีแต่บอกว่าใครใช้คำ postmodern ก่อนเพื่อนและก็ไม่ลงรอยกันเพราะมีหลายความเห็น ก็ฟังรับไว้เป็นข้อมูลก็แล้วกันครับ ผมขอฟันธงลงไปเสียวันนี้เลยก็แล้วกันครับ อาจจะจริงหรือไม่จริงก็ไม่เป็นไร ถือเสียว่าเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อจะมีขั้นตอนตามติดมาก็แล้วกัน เรื่องของความคิดต้องยอมให้มีการลองผิดลองถูกได้ครับ

ผมขอฟันธงลงไปว่า ผู้ย่างเท้าก้าวแรกของขบวนการคิดแบบหลังนวยุคคนแรกได้แก่ แฟร์ดินองต์ เดอ โซสซืร์ (Ferdinand de Saussure 1857-1913) ชาวสวิสฝั่งภาษาฝรั่งเศส เป็นผู้จุดประกายแรกครับ

แฟนคลับ:โซสซืร์เป็นใคร ไม่เห็นเคยได้ยินชื่อในสารบบ นักปรัชญาเลย

ผม:โซสซืร์ได้ชื่อว่าเป็นบิดาผู้ก่อตั้งวิชาภาษาศาสตร์โครงสร้าง(Structural Linguistics) และผมเชื่อว่าเป็นผู้ก่อตั้งทั้งปรัชญาโครงสร้างนิยมและปรัชญาหลังโครงสร้างนิยม ด้วยเหตุผลที่จะชี้แจงต่อไป

แฟนคลับ: ขอเป็นอย่างๆไปก่อนค่ะ เอาภาษาศาสตร์โครงสร้างก่อนแล้วกันค่ะ

ผม: แฟร์ดินองด์เดอโซสซืร์เป็นชาวสวิสเชื้อสายฝรั่งเศส เกิดในครอบครัวที่เป็นนักวิชาการและอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยเจเนวามาหลายชั่วคน เริ่มจาก Nicolas(1709-90)สอนเกษตรศาสตร์  มีบุตรชายชื่อ Horace-Benedict (1740-1799) สอนปรัชญาและฟิสิกส์ ค้นคว้าธรณีวิทยาจนได้สมญาว่าบิดาของวิชานี้ มีบุตรชายนามว่า Nicolas Theodore (1767-1845) สอนเคมีและค้นพบหลายเรื่องทางเคมี มีหลานชายชื่อHenri (1829-1909) สอนนิเวศวิทยา และแฟร์ดินองด์เป็นบุตรชาย สนใจด้านภาษาศาสตร์ ตั้งใจเรียนภาษากรีกและละตินในฐานะที่เป็นต้นตอของภาษาต่างๆของยุโรป ขณะเป็นนักศึกษาก็ได้เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางที่ภาษากรีก-ละตินแปรสภาพมาเป็นภาษาต่างๆของยุโรปในปัจจุบัน พิมพ์เผยแพร่หนังสือว่าด้วยการแปรสภาพสระจากภาษากรีก-ละตินมาเป็นสระของภาษาต่างๆในยุโรป โดยแสดงหลักการว่าภาษาเขียนเป็นสัญญะของภาษาพูด ภาษาพูดจึงเป็นหลักของภาษาเขียน เพื่อให้เขียนได้ตามการเพี้ยนไปของเสียง ก็จำเป็นต้องปรับสระโดยสร้างสระใหม่หรือโดยปรับการออกเสียงสระเดิม ภาษาเขียนจึงต้องปรับไปเรื่อยๆตามเสียงที่เพี้ยนไปเรื่อยๆ ภาษาศาสตร์จึงเป็นเรื่องวิวัฒนาการของภาษาตามสิ่งแวดล้อมในประวัติศาสตร์นั่นเอง เรียนจบแล้วได้รับเชิญเป็นอาจารย์สอนวิชานิรุกติศาสตร์(etymology) คือวิชาว่าด้วยรากศัพท์ และวิธีใช้รากศัพท์สร้างศัพท์ใหม่ๆซึ่งชอบมาก ค้นคว้าไปสอนไป ค้นคว้าไปมากๆเข้าก็ค่อยๆเปลี่ยนทรรศนะเป็นว่าภาษาไม่มีประวัติศาสตร์ (synchronic) ไม่มีการปรับเปลี่ยนตามประวัติศาสตร์(anachronic) ทั้งนี้ก็เพราะโซสซืร์พบไวยากรณ์ระดับลึก (deep grammar) ดีใจจนลืมด้านประวัติศาสตร์เสียสิ้น ไม่ทันได้ข้อสรุปก็ถึงแก่มรณกรรมไปเสียก่อน โชคยังดีที่มีนักศึกษาสนใจบันทึกเก็บใจความไว้และช่วยกันรวบรวมปรับปรุงพิมพ์เป็นหนังสือ Cours delinguistiquegenerale (1804)

แฟนคลับ: มีไวยากรณ์ระดับลึกแล้วมีไวยากรณ์ระดับตื้น(surface grammar)ด้วยใช่ไหมคะ มันต่างกันยังไงคะ

ผม: ไวยากรณ์ระดับลึกได้แก่โครงสร้างของภาษาที่เหมือนกันในทุกภาษาของมนุษย์ที่ต้องการบอกว่า “อะไร ทำอะไร” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประสบการณ์ของมนุษย์ทั่วโลกแบ่งออกได้เป็น 2ส่วนเท่านั้น คือ มีสิ่งที่ทำการ โดยบางครั้งก็มีสิ่งรับการกระทำ สิ่งที่ทำการ(ประธาน) และสิ่งที่รับการกระทำ(กรรม) ปรากฏเป็นประเภทเดียวกันที่ทำหน้าที่ได้2อย่าง เรียกรวมได้ว่าสิ่งซึ่งในตัวเองไม่มีพลังแต่เป็นหุ่นเชิดให้พลังทำการได้และรับการกระทำของพลังได้ จึงแยกออกชัดเจนจากการกระทำ (action) ที่ในตัวเองเป็นพลังไม่ใช่สิ่งแต่เป็นพลังให้สิ่งต่างๆ ทำการได้

แฟนคลับ: มีแค่นั้นหรือคะไวยากรณ์ระดับลึก

ผม: ใช่แล้วครับ มีแค่ 2 หน่วยงาน คือสิ่งซึ่งทำหน้าที่ประธานและกรรมในไวยากรณ์ระดับลึก และพลังซึ่งทำหน้าที่กริยาในไวยากรณ์ระดับลึก แต่ทว่าทั้ง2หน่วยงานนี้ขยายผลได้ ส่วนขยายเป็นหน่วยงานที่3ของไวยากรณ์ระดับลึก จากไวยากรณ์ระดับลึกเดียวกันนี้ มนุษย์สามารถใช้ความสามารถสร้างสรรค์ของตนประยุกต์ไวยากรณ์ระดับลึกให้ใช้ได้อย่างเหมาะสมและดูดีในสังคมของตน ส่วนที่เสริมแต่งขึ้นมาในแต่ละสังคมโซสซืร์เรียกว่าไวยากรณ์ระดับผิวพื้นซึ่งแต่ละภาษาแสดงเอกลักษณ์ของแต่ละสังคมที่ใช้ภาษาร่วมกันไว้ในนั้น

แฟนคลับ:โซสซืร์คิดอย่างนั้นออกมาได้ยังไงกันคะ

ผม: ผมก็ไม่รู้เหมือนกันแหละครับ แต่ก็อยากจะเดาอย่างมีเหตุผล ผมคิดว่าโซสซืร์อยู่ในบรรยากาศที่เอื้อให้คิดได้อย่างนั้นครับ โอกาสสร้างอัจฉริยะครับ โซสซืร์เกิดและเติบโตในครอบครัวที่เป็นนักวิชาการชอบคิดแสวงหาความรู้ใหม่และเข้าใจความรู้เก่าให้ดีขึ้นมาหลายชั่วคน ตำราก็มีพร้อมให้อ่านหาความรู้ตามที่อยากจะรู้ พูดให้เป็นรูปธรรมในกรณีของโซสซืร์ก็คืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่พร้อมเอื้อให้เรียนรู้และคิดต่อเช่นนั้น โซสซืร์ชอบเรียนภาษา ก็ได้มีโอกาสเรียนรู้ภาษายุโรปปัจจุบันอย่างดีหลายภาษา รวมทั้งภาษาละตินและภาษากรีกอย่างสนใจมากๆจนได้เป็นอาจารย์สอนภาษาทั้ง 2ซึ่งสนใจค้นคว้าจนตีบทแตกฉานว่าภาษาละตินและภาษากรีกเดินตามกฎอย่างค่อนข้างเคร่งครัด แสดงไวยากรณ์ระดับลึกค่อนข้างสมบูรณ์ จะมีส่วนที่ละไว้ในความเข้าใจ(left as understood)น้อยมาก ภาษาต่างๆของยุโรปเป็นอันมากเลียนแบบภาษากรีกโรมัน เพิ่มส่วนที่ละไว้ในความเข้าใจมากขึ้น แต่ก็ยังพอจะเห็นโครงสร้างของไวยากรณ์ระดับลึกได้ดีพอสมควร ภาษาอื่นๆนอกนั้นอาจจะละส่วนให้เข้าใจเองมากขึ้น แต่ไม่ว่าจะละไว้ในฐานที่เข้าใจเองมากสักปานใดก็ตาม หากจับเอาส่วนที่ละไว้มาเติมเข้าไปจนเต็มได้ ก็จะเห็นไวยากรณ์ระดับลึกเหมือนกันเพราะเป็นฐานค้ำประกันความเข้าใจของทุกภาษา

แฟนคลับ:แล้วภาษาไทยของเราจัดอยู่ในประเภทไหนคะ

ผม:ภาษาไทยเดิมก่อนรับอิทธิพลของภาษาบาลี-สันสกฤตนั้นเป็นภาษาคำโดดเหมือนภาษาจีนเดิม ภาษาเวียดนามเดิม ภาษาเหล่านี้สนใจสื่อความรู้สึกและมีความละเมียดละไมละเอียดอ่อนกับความรู้สึก ความเข้าใจเป็นอันดับสองตามมาโดยปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้รับความรู้สึกสร้างความเข้าใจเอาเอง เช่น “ไปไหน” เป็นวลีที่ไร้ความหมาย ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ทำการไป ไม่มีไวยากรณ์ระดับลึก ละไว้มากเกินไปจนไม่อาจเติมเต็มให้เกิดความหมายและความเข้าใจได้ ครั้นพูดว่า “ไปไหนวะ” ก็เข้าใจได้ว่าถามคนรู้จักเสริมความรู้สึกสนิทสนม ถ้าพูดว่า”ไปไหนดีล่ะ” ก็แสดงว่าถามตัวเอง ถ้าพูดว่า “ไปไหนท่าน” ก็แสดงความเคารพและความจงรักภักดีโดยปฏิญาณตนว่าพร้อมให้ความช่วยเหลือและป้องกันอันตรายขณะท่านอยู่นอกบ้าน มีอะไรให้ช่วยขอให้บอกจะไปช่วยทันที โดยไม่มีนัยยะแม้แต่น้อยว่าอยากละลาบละล้วงหรือสอดรู้สอดเห็นเป้าหมายแห่งการเดินทางของผู้ถูกถามแต่ประการใด ทั้งนี้ผู้ถูกถามไม่จำเป็นต้องตอบคำถาม เพียงแต่บอกว่า “เออ ขอบใจ” หรือ ” ไปโน่นหน่อย” หรือ “ไปเรื่อยๆ” ไม่ถือว่าตอบไม่ตรงคำถาม ขอให้พูดอะไรออกมาก็ได้ มิฉะนั้นถือว่าไม่สนใจความหวังดีของผู้ถาม อย่างไรก็ตามผู้นิยมทฤษฎีไวยากรณ์ระดับลึกก็ยังยืนยันว่า เบื้องหลังความรู้สึก หากมีความหมายประการใดอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่บนฐานของไวยากรณ์ระดับลึกอยู่ดี ผู้ถามต้องการเสนอว่า “ผมขอมอบความภักดี”  ส่วนผู้ตอบต้องการบอกว่า “ฉันยินดีรับความจงรักภักดี”  ก็แสดงว่าภาษาคำโดดแต่ละคำแสดงความรู้สึกได้อย่างกว้างขวางมาก ซึ่งต่างกับภาษาศึกษิตคือภาษากรีก ละติน บาลี สันสกฤต ซึ่งเน้นแสดงไวยากรณ์ระดับลึกเสียจนมีช่องทางแสดงความรู้สึกได้อย่างจำกัดมาก แต่ก็ได้เปรียบในด้านแสดงความคิดได้กระชับและลึกซึ้ง เรื่องนี้ต้องขยายครับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s