ซอกแซกหามาเล่า (228)

ซอกแซกหามาเล่า ตอนที่ 228

กีรติ บุญเจือ

บาดีอูมาแปลก

บาดีอูสารภาพตรงๆในคำนำหนังสือ Saint Paul ของตนว่า ตนเป็นนักปรัชญาอเทวะ ไม่ได้สนใจอะไรในด้านศาสนาของเปาโลเลย ในแง่ข่าวดีนั้นสนใจข่าวดีของคาร์ล มากซ์มากกว่าของเปาโล แต่ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะรังเกียจศาสนาคริสต์เหมือนบรรพบุรุษทั้ง4สายคือปู่ย่าตายายที่ร่ายยาวว่าร้ายศาสนาคริสต์กรอกหูให้ฟังทุกวันจนเอียน ตัวเองวางเฉยในเรื่องศาสนา ใครจะศรัทธาอย่างไรหรือไม่เป็นเรื่องสิทธิเสรีภาพตามใจแต่ละคน ไม่ควรก้าวก่ายกัน ตนจึงคบทั้งคาทอลิกและโปรเตสแตนต์ได้อย่างไม่มีอะไรตะขิดตะขวงใจ ตนชอบความคิดปรัชญาของเปาโลและชอบความจริงใจที่เปาโลแสดงปรัชญาของตนออกอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่คิดอย่างทำอย่าง ในแง่นี้เปาโลแสดงออกเป็นตัวอย่างอย่างดีที่สุด

บาดีอูอ่านจดหมายของเปาโลในฐานะที่เป็นวรรณกรรมปรัชญาดีเยี่ยมโดยคนทั่วไปไม่สู้จะตระหนักถึง ส่วนเนื้อหานั้นบาดีอูคิดว่าตนพบประเด็นปรัชญาดีเยี่ยมโดยคนทั่วไปไม่สู้จะมีใครพูดถึงเช่นกัน คือประเด็นว่าเปาโลเป็นผู้วางพื้นฐานลัทธิสากลนิยม(foundation of universalism) ให้แก่ปรัชญาตะวันตก และคิดว่าชาวฝรั่งเศสพากันรับประเด็นนี้มารับผิดชอบดำเนินงานต่อในประวัติศาสตร์โดยไม่รู้ตัว ตนเองเป็นนักคิดฝรั่งเศสที่สำนึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้ จึงอดไม่ได้ที่จะต้องแถลงให้ชาวโลกทั้งหลายได้รับรู้และหาผู้ร่วมใจมาช่วยกันต่อยอด ทั้งนี้โดยไม่เกี่ยวกับคริสตศาสนา เพราะตนเองไม่นับถือศาสนา เพราะไม่เชื่อว่ามีวิญญาณอมตะ แต่ใครจะเอาไปโยงกับศาสนาใดก็ตามใจใคร ไม่ว่ากัน

บาดีอูในฐานะนักปรัชญาหลังนวยุค วิเคราะห์ความคิดปรัชญาของเปาโลออกเป็น 2 มิติ คือ มิติอภิปรัชญาว่าด้วยความเป็นจริง กับมิติปรัชญาศาสนาว่าด้วยเทวะหรือเทววิทยา ชาวฝรั่งเศสอาจจะเชื่อปรัชญาเทวะของเปาโลหรือไม่ก็ได้ ไม่ว่ากัน เช่น สหายเบรอตง(Stanislas Breton) เป็นคาทอลิกและสหายกืนเธอร์บอร์นคามม์(GüntherBornkamm) เชื่อแต่ตัวท่านไม่เชื่อก็เป็นเพื่อนสนิทกันได้และเป็นชาวฝรั่งเศสด้วยกันได้เป็นอย่างดีไม่มีปัญหา แต่ชาวฝรั่งเศสโดยทั่วไปเชื่ออภิปรัชญาความเป็นมนุษย์ของเปาโลในสันดาน ไม่เชื่อก็ลองย้อนอ่านแนวคิดของชาวฝรั่งเศสในประวัติศาสตร์ความคิดดูก็ได้ ไม่ว่ากัน

สากลนิยมในความคิดของชาวฝรั่งเศส

บรรพบุรุษของชาวฝรั่งเศษคือชาวเผ่าฟรังก์(Franc) อันเป็นที่มาของคำ Françaisและ Frenchอันเป็นสาขาหนึ่งของเผ่าเยอร์แมนนิค(Germanic)ซึ่งบุกเข้ามารุกรานมหาอาณาจักรโรมันช่วงหลังขณะที่ไม่มีอะไรจะปล้นแล้ว จึงเลือกทำเลตั้งหลักแหล่งบริเวณที่เป็นกรุงปารีสขณะนี้โดยแบ่งเนื้อที่กันเป็นหลายรัฐและสามัคคีกันแบบบ้านพี่เมืองน้อง ประวัติศาสตร์บันทึกว่า เมื่อค.ศ.496 หลังจากการล่มสลายของมหาอาณาจักรโรมันตะวันตก 20 ปี กษัตริย์โกลวี(Clovis)หัวหน้าของชาวฟรังก์ส่วนใหญ่ นำครอบครัวและประชากรฟรังก์ของตนเข้ารับนับถือศาสนาคริสต์และปฏิญาณตนรับสันตะปาปาณกรุงโรมเป็นผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณ ทำให้บรรพบุรุษของชาวฝรั่งเศสได้เริ่มรู้จักเปาโลและสัมผัสปรัชญาของเปาโลตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจนถึงบัดนี้และทุกคนได้สัมผัสปรัชญาของท่านมากน้อยตามโอกาสและเข้าใจตามอัธยาศัย ที่แน่ๆก็คือได้ซึมซับลัทธิสากลนิยมของท่านและพัฒนาให้ก้าวหน้ามาตามลำดับตามครรลองของประวัติศาสตร์

ราชสำนักฝรั่งเศสอุปัฏฐากสันตะสำนักอย่างดีเรื่อยมา จนสันตะสำนักกล่าวยกย่องราชสำนักฝรั่งเศสว่าเป็นเหมือนดาบปกป้องคริสตศาสนา คือเมื่อใดก็ตามที่มีผู้ใช้กำลังทหารหรืออิทธิพลการเมืองข่มขู่สันตะสำนัก ราชสำนักฝรั่งเศสก็จะรีบออกรับหน้าปกป้องให้ปลอดภัย และชนชาติฝรั่งเศสจึงได้รับการยกย่องเปรียบได้กับลูกสาวหัวปีของคริสตจักรคาทอลิก เพราะชนชาติฝรั่งเศสผลิตนักบวชนักพรตนักการศาสนาที่มีความรู้ความสามารถในทุกด้านที่สร้างความเป็นปึกแผ่นแก่ศาสนจักรเรื่อยมา ผลก็คือกษัตริย์ฝรั่งเศสทรงรับอุปถัมภ์ศาสนาอย่างเต็มที่และในขณะเดียวกันก็ทรงใช้บุคลากรของศาสนาในการบริหารบ้านเมืองอย่างเต็มที่เช่นกัน นักบวชนักพรตได้รับเงินเดือนและมีตำแหน่งในราชการ สภาแห่งชาติจึงมี 3 ฐานันดร คือ ขุนนาง  นักบวช และเศรษฐีที่ดิน  จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมในช่วงนั้นเยาวชนฝรั่งเศสจำนวนหนึ่งสมัครเข้าเป็นนักบวชนักพรตเพื่อมีโอกาสเรียนและมีความก้าวหน้าในทางการเมือง ส่วนในด้านการศาสนาก็จะมีสถิติของศาสนบุคคลที่สนใจประโยชน์ทางโลกจนออกหน้าออกตา ทำให้ผู้สนใจศาสนาจริงๆพากันแปลกใจว่าคำสอนของพระเยซูถูกบิดเบือนและปรัชญาสากลนิยมของเปาโลถูกมองข้ามโดยนักเทววิทยาคริสต์แต่ไม่ขาดหายไปจากจิตสำนึกของชาวฝรั่งเศสทั่วไป ดังปรากฏให้เห็นชัดเจนในการปฏิวัติฝรั่งเศสแห่งปีค.ศ.1789 ว่าประชาชนทั่วไปไม่ยอมให้ 3 ฐานันดรรวมหัวกันกินแรงประชาชนแทนที่จะรวมหัวกันทำตามคำสอนของพระเยซูบริการคนด้อยโอกาสและเอาปรัชญาสากลนิยมหรือความเท่าเทียมกันสากลของเปาโลมาตีความคำสอนของพระเยซูและปฏิบัติอย่างจริงจังตามตัวอย่างของท่าน จึงเห็นได้ชัดว่าประชาชนชูคำขวัญปฏิวัติว่า เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ อันเป็นอุดมการณ์ที่ประชาชนชาวฝรั่งเศสอยากได้เห็นว่าทั้ง 3ฐานันดรที่เป็นคริสต์ได้ปฏิบัติด้วยศรัทธาต่อคำสอนของพระเยซูผ่านการตีความด้วยปรัชญาของเปาโล ครั้นรอนานอย่างผิดหวังจึงคิดจะยึดอำนาจเอามาทำเสียเอง บาดีอูให้ข้อสังเกตว่าประชาชนชาวอเมริกันชูอุดมการณ์ 3 ข้อเดียวกันเพื่อปฏิวัติก่อนชาวฝรั่งเศส 13 ปีคือค.ศ.1776 โดยมีเจตนาให้มีผลต่อชาวอเมริกันด้วยกันเป็นสำคัญ ผิดกับชาวฝรั่งเศสที่ตั้งใจให้เป็นนโยบายสากลตามความหมายของลัทธิสากลนิยม คือต้องการให้มนุษย์ทุกคนไม่เลือกหน้าจริงๆมีเสรีภาพ อย่างทัดเทียมกัน(parity) ด้วยจิตารมณ์แห่งภราดรภาพ บาดีอูให้ข้อสังเกตว่า ชาวฝรั่งเศสโดยทั่วไปมีความสำนึกดีอย่างน่าพอใจดีกว่าทุกชาติ แต่การปฏิบัติบ่อยๆมิได้เป็นไปอย่างที่สำนึก เช่นการปฏิบัติต่อคนในอาณานิคมอย่างเลือดตกยางออก และไม่ยอมปล่อยให้เป็นเอกราชตามเวลาที่เหมาะสมเป็นต้น ความผิดคาดและผิดหวังในสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ช่วยปรับความเข้าใจและทัศนะคติของชาวฝรั่งเศสได้มาก ปัญญาชนชาวฝรั่งเศสจึงพึงช่วยกันวิเคราะห์และวิจัยให้ได้ความหมายที่มนุษยชาติต้องการจริงๆ บาดิอูเองคิดว่าเปาโลได้ริเริ่มแนวทางที่ถูกต้องไว้และมากซ์มาเสริมให้สมบูรณ์ แต่ทว่านักการเมืองรัสเซียนำเอาไปบิดเบือนจนเสียรูป จึงควรที่ชาวฝรั่งเศสจะช่วยกันสร้างระบอบปกครองคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศสที่สมบูรณ์แบบที่แก้จุดเสียทั้งของคอมมิวนิสต์โซเวียตและของคอมมิวนิสต์จีน เพื่อให้ใช้ได้กับทุกศาสนาและผู้ไม่นับถือศาสนาให้อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขด้วยการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักการหลังนวยุคสายกลาง

บทเรียนจากสงครามโลกสองครั้ง

ฝรั่งเศสเป็นพระเอกในสมรภูมิสงครามโลกครั้งที่1 โดยเป็นสนามรบโชกโชนที่สุด เสียหายมากที่สุด คือ ทหารเสียชีวิต 1,385,000 นาย บาดเจ็บพิการ 700,000 นาย  ถูกจับเป็นเชลย 446,000 นาย พลเรือนตายราวครึ่งประเทศ บาดเจ็บพิการ 2,344,000 คน บ้านเรือนพัง 300,000 หลัง  สถานที่ราชการพัง 6,000 หลัง  ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้นำของฝ่ายชนะ ได้รับค่าปรับปฏิกรรมสงครามจำนวนมากที่สุด ได้รับมอบหมายให้ดูแลอาณานิคมเพิ่มจำนวนมาก เป็นปัจจัยให้ฝรั่งเศสปรับตัวฟื้นฟูได้เร็วมาก จนกลายเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจ การเมือง การศึกษา และความสัมพันธ์นานาชาติอย่างรวดเร็ว ภาษาฝรั่งเศสกลายเป็นภาษาโลกโดยอัตโนมัติจนถึงสิ้นสงครามโลกครั้งที่2 เกิดอะไรขึ้นระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2ที่กินเวลา 5 ปีระหว่าง ค.ศ.1939-44 ที่ทำให้ฝรั่งเศสตกอันดับทั้งๆที่ยังรักษาตำแหน่งผู้ชนะสงครามไว้ได้ แต่ไม่งามสง่าอย่างตอนหลังสงครามโลกครั้งที่1 อย่างไรก็ตามในเชิงปรัชญานั้นฝรั่งเศสยังคงครองตำแหน่งผู้นำความคิดของโลกไว้ได้ ไม่ตกอันดับอย่างในด้านอื่นๆนั่นคือเป็นผู้นำปรัชญาอัตถิภาวนิยม และปรัชญาหลังนวนวยุคอยู่ในทุกวันนี้ เกิดอะไรขึ้นกับประเทศฝรั่งเศส เชิญสำรวจดู

วันที่ 10 พฤษภาคม 1940 กองทัพเยอรมันเริ่มบุกเนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม และลักแซมเบิร์กพร้อมกัน

วันที่ 12 พฤษภาคม 1940 เริ่มบุกชายแดนฝรั่งเศสด้านเซดอง(Sedan)

วันที่ 14 มิถุนายน 1940 เยอรมันยึดกรุงปารีส

วันที่ 22 มิถุนายน 1940 ฝรั่งเศสยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไข นายพลเดอโกลตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในกรุงลอนดอน

Patrick French ใน Encyclopedia of Modern French Thought ให้ข้อคิดเกี่ยวกับชาวฝรั่งเศสช่วงนี้ว่า น้อยครั้งในประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสที่จะได้เห็นความขัดแย้งสวนกันไปมาเหมือนช่วง ค.ศ.1939-1968 ชาวฝรั่งเศสต้องประสบวิกฤติทับซ้อนเป็นชุดๆ  เริ่มตั้งแต่ถูกข้าศึกยึดครองอย่างตั้งตัวไม่ติดตั้งแต่เริ่มสงครามโลกครั้งที่ 2 และถูกยึดครองอยู่จนปลายสงครามและกลายเป็นฝ่ายชนะสงครามโดยอานิสงค์ของหน่วยกู้ชาติใต้ดิน ตามติดด้วยการสูญเสียอาณานิคมจนหมดตัว สูญเสียฐานะผู้นำโลกให้แก่สหรัฐอเมริกา การเมืองง่อนแง่นจนถึงปี 1950 แต่ทว่าทั้งหมดนี้กลับเป็นปัจจัยให้ฝรั่งเศสเติบโตทางด้านเศรษฐกิจและก้าวนำหน้าชาติอื่นๆไปสู่ความทันสมัยต่างๆ การปรับเปลี่ยนรวดเร็วกลายเป็นเอกลักษณ์ของฝรั่งเศส ยังผลให้การไร้เสถียรภาพทางการเมืองเป็นเรื่องปรกติในการเมืองฝรั่งเศส ซึ่งให้ทั้งการได้เปรียบและโอกาสที่ท้าทาย การชุมนุมใหญ่แห่งเดือนพฤษภาคม 1968 ไม่ว่ากลุ่มนักศึกษาหรือกลุ่มชาวนา ต่างก็ได้ทิ้งบทเรียนทรงคุณค่าให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา

ปัญหาเรื่องการหาบุคคลต้นแบบ

บาดุอูคิดว่าชนเผ่าฟรังก์ของตนชอบหาบุคคลต้นแบบและได้ดีเรื่อยมา ในช่วงที่เป็นอนารยชนเร่ร่อนไร้ที่ตั้งหลักแหล่งถาวรและหากินด้วยวิธีปล้นดะระทางอยู่นั้น บุคคลต้นแบบก็คือนักรบผู้กล้าได้กล้าเสียกล้าตัดสินใจ ได้ผู้นำอย่างนี้ไปไหนไปด้วยจนม้วยมรณาไปด้วยกันก็ยอมอย่างว่าง่าย พวกเขาดั้นด้นตามผู้นำอย่างโกลวีมาจนถึงท้องทุ่งที่เป็นกรุงปารีสอยู่ณขณะนี้ ด้วยความเชื่อใจและวางใจผู้นำ โกลวี(Clovis)สั่งให้หยุดตั้งหลักแหล่ง พวกเขาก็หยุดตั้งหลักแหล่งเลือกจองทำเลทำกิน พวกเขาก็ปักหลักเลือกจองทำเลหาเลี้ยงชีพทันทีโดยไม่อิดออดรีรอ  พอโกลวีประกาศชักชวนว่า เรารับนับถือศาสนาคริสต์กันเถอะ จะได้ไม่มีปัญหากับคนท้องถิ่น จะแต่งงานกันก็จูงมือกันเข้าโบสถ์สะดวกโยธิน เท่านั้นแหละทุกคนก็กลายเป็นคริสต์อย่างว่าง่าย ไม่ใช่เพราะมีอำนาจเผด็จการ แต่เพราะเป็นไอดอลบุคคลต้นแบบ และชาวฟรังก์ก็กลายเป็นชาวฝรั่งเศสคาทอลิกอย่างง่ายดายพร้อมเพรียงกันโกลวีก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นกษัตริย์ของชาวฟรังก์คาทอลิกและผู้พิทักษ์ศาสนจักรของพระเจ้า ต่อมากษัตริย์ชาลส์ของชาวฟรังก์ก็ได้รับการสวมมงกุฎโดยพระสันตะปาปาเป็นปฐมจักรพรรดิของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์(the  Holy Roman Empire)ไม่ใช่เพราะสืบเชื้อสายจากโกลวี แต่เพราะเป็นบุคคลต้นแบบของคริสตจักรและของชาวฟรังก์ซึ่งขณะนั้นถือกันว่าเป็นคริสตชนต้นแบบ จนถึงจุดหนึ่งที่ชาวฝรั่งเศสส่วนใหญ่รู้สึกกันว่าผู้ที่สันตะปาปาส่งมาดูแลพวกเขาจำนวนมากให้ทำหน้าที่เป็นต้นแบบในนามของพระเจ้าตามที่อ้างเป็นทฤษฎี แต่กลายเป็นพวกถือโอกาสกอบโกยหาประโยชน์ส่วนตัวและอารักขายีนแทน จึงปฏิวัติใหญ่ที่เรียกว่าปฏิวัติฝรั่งเศสเมื่อค.ศ. 1789 และหาคนที่เป็นต้นแบบมามอบอำนาจให้เป็นประธานาธิบดีและคณะผู้บริหารประเทศในนามของประชาธิปไตย ผลปรากฏว่าล้มเหลวและเสียหายหนักในสงครามโลกครั้งที่ 2 ครั้นสงครามโลกสิ้นสุดลงในปีค.ศ.1944 ปัญญาชนฝรั่งเศสพร้อมใจกันยกย่องคาร์ล มากซ์ตัวจริงคำสอนจริงขึ้นเป็นบุคคลต้นแบบซึ่งบาดีอูก็เอากับเขาด้วยอย่างจริงจัง ช่วยกันปลุกระดมความคิดทุกภาคส่วนให้พร้อมใจกันสร้างวัฒนธรรมใหม่ให้แก่ชาวฝรั่งเศสรุ่นใหม่เหมือนกับที่โกลวีได้ทำไว้เป็นตัวอย่าง แต่คราวนี้เอามากซ์เป็นบุคคลต้นแบบ กำหนดดีเดย์เดือนพฤษภาคม 1968 นัดชุมนุมทุกภาคส่วนทั่วประเทศ ขอความร่วมมือจากนักการเมืองฝ่ายซ้ายทุกคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีตำแหน่งในรัฐบาลขณะนั้น ปรากฏว่าทุกภาคส่วนให้ความร่วมมืออย่างพร้อมเพรียงกันจริงๆ นอกจากนักการเมืองฝ่ายซ้ายที่กำลังมีอำนาจ เกิดเสียดายผลประโยชน์เฉพาะหน้าเป็นสำคัญ กลับไปร่วมมือกับฝ่ายขวาลงมติให้รัฐบาลปราบปรามอย่างเด็ดขาด เป็นผลให้ประเทศฝรั่งเศสไม่กลายเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ นักวิชาการสำนึกได้ว่ามากซ์ไม่ใช่ต้นแบบแท้เพราะได้แต่พูดแต่ไม่ได้ทำให้เห็นจริง หันมาสนับสนุนแนวคิดหลังนวยุคสายกลางโดยผสมผสานกับลัทธิอัตถิภาวนิยมและมากซิสม์บริสุทธิ์ แล้วก็หาบุคคลต้นแบบกันใหม่ ซึ่งบาดิอูคิดว่าแซงโปลหรือเปาโลน่าจะทำหน้าที่ได้ดีที่สุด เรื่องนี้น่าสนใจโดยไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยทุกประการ เพียงแต่น่าสนใจรู้และติดตามผลความคิดก็พอแล้ว

ชีวประวัติ

อแลงบาดิอู(Alain Badiou) เกิดเมื่อวันที่ 17 มกราคม ค.ศ.1937 ที่จังหวัด Rabat ประเทศโมรอคโคขณะเป็นประเทศในอารักขาของฝรั่งเศส เมื่อขึ้นชั้นมัธยมศึกษาครอบครัวย้ายไปอยู่ที่ Toulouse ประเทศฝรั่งเศส และในปีค.ศ.1956 อายุ 19 ปีก็เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ÉcoleNormaleSupérieureจนจบปริญญาเอกหลักสูตรการสอนปรัชญาก็ได้รับการบรรจุเข้าสอนวิชาปรัชญาในมหาวิทยาลัยแห่งแรง (Reims) ค.ศ.1968 อายุ 31 ปีได้ตำแหน่งสอนปรัชญาที่มหาวิทยาลัยปารีส 8  ร่วมกับ Deleuzeจนถึงค.ศ.1998 จึงได้ตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาปรัชญาของมหาวิทยาลัยที่ได้เรียนปรัชญา สอนอยู่จนถึงเกษียณอายุในปี ค.ศ.2002 มีชื่อเสียง 3 ด้านผสมผสานกันอย่างแนบแน่น คือ นักปรัชญา(ทั้งคิด เขียน และสอน) นักเขียนนวนิยายและบทละครโทรทัศน์ และนักการเมืองฝ่ายซ้าย

บาดิอูนักการเมือง  

ที่มหาวิทยาลัยเอกอลนอร์มาลซืเปรีเออร์บาดิอูเรียนปรัชญาจากอัลตุสแซร์(Althusser)และตั้งใจช่วยอัลตุสแซร์ปรับความเข้าใจความคิดของมากซ์ให้ถูกต้องมากกว่าที่ลัทธิคอมมิวนิสต์ทั้งหลายยกขึ้นมาอ้างเพื่อแสวงหาอำนาจ โดยทุ่มเทสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศสให้เป็นแม่แบบ ภายหลังค่อยๆรู้สึกว่าอุดมการณ์ของอัลตุสแซร์เป็นไปได้ยาก จึงแยกตัวและคิดสร้างอุดมการณ์ของตนขึ้นเองตั้งแต่ค.ศ.1975 เป็นต้นมา โดยตั้งอุดมการณ์ของมากซ์เป็นเป้าหมาย ส่วนวิถีนั้นเริ่มจากวิธีอัตถิภาวะของซาตร์ลงท้ายด้วยการพัฒนาคุณภาพชีวิตของหลังนวยุคสายกลาง บาดิอูถือนโยบาายการเมืองเอียงซ้ายอย่างคงเส้นคงวา

บาดิอูนักเขียน

            บาดิอูมีพรสวรรค์ในการเขียนให้คนทั่วไปอ่าน มีลีลาให้ผู้อ่านติดใจ จึงใช้วิธีเสนออุดมการณ์ของตนด้วยวรรณกรรมรูปแบบต่าง ๆทั้งนวนิยาย บทละครโทรทัศน์ และเรียงความ สำนวนปรัชญาของท่านจึงมีภาษาชาวบ้านแทรกอยู่ทั่วไปซึ่งแปลเป็นภาษาอื่นเข้าใจยาก แปลแล้วต้องตีความหรือมิฉะนั้นก็ต้องตีความขณะแปลไปเสียเลย

บาดิอูนักคิดและนักปรัชญา

            ค.ศ.1956 ขณะที่บาดิอูกำลังศึกษาปรัชญาจากอัลตุสแซร์อยู่นั้น ก็พยายามขยายผลความคิดของอัลตูสแซร์ในเรื่อง Epistemology คือส่งเสริมปรัชญาบริสุทธิ์ของมากซ์ตามหลักการdialectic สนใจ anthropological structuralism ของLévi-Strausseและ sychoanalytivcal structuralism ของLacanในส่วนของบาดิอูเองสังเกตว่า ชาวฝรั่งเศสโดยทั่วไปยังนิยมอ่านหนังสือของซาตร์อยู่ บาดิอูจึงมักจะเข้าใจมากซ์ลอดแว่นตาของซาตร์เป็นสำคัญ จะสังเกตได้จากคำกุญแจของบาดิอู เช่น free subject, universal parity, event, plurality of being, eventual truth เหตุการณ์ชุมนุมใหญ่ของฝ่ายซ้ายทั่วประเทศในปี 1968 ทำให้บาดิอูเริ่มรู้สึกผิดหวังกับพรรคคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศส

ค.ศ.1975 เริ่มรู้สึกผิดหวังกับเจตนาของอาจารย์อัลตุสแซร์จึงเริ่มคิดหาแนวทางของตนเอง จึงหันไปศึกษาตรรกวิทยา คณิตศาสตร์ และเทคนิคการจูงใจมวลชนด้วยการใช้ภาษาอย่างมีเทคนิค

ค.ศ.1980 เริ่มเขียนความคิดของตนเอง เผยแพร่ Théorie du sujet(1982); L’être  et l’événement(1988); Conditions(1992) ระบุว่าความจริงคือการได้พัฒนาคุณภาพในด้านวิทยาศาสตร์, การเมือง, ศิลปะ, ความรักเสียสละจากจิตใต้สำนึกที่ปิ๊งขึ้นมาเหมือนทอดลูกเต๋า(coup de dés)และแทงถูกอันยังผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต; ต่อจากนั้นก็พยายามเขียนปลุกใจให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจศึกษาปรัชญาหลังนวยุคแบบสายกลางเพื่อความสุขแท้ตามความเป็นจริง เช่นManifeste pour la philosophie(1989); L’éthique(1993); Gilles Deleuze(1997); Saint Paul(1997) ซึ่งส่งเสริมพหุนิยมทางศาสนาครบวงจรโดยรวมอเทวนิยมและศาสนาดั้งเดิมด้วย; Court traitéd’ontologietransitoire(1998); Petit manueld’inesthétique(1998); Abrégé de métaphysique(1998);

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s