ซอกแซกหามาเล่า ตอนที่ 229

ซอกแซกหามาเล่า (229)

กีรติ บุญเจือ

รู้ปรัชญาฝรั่งเศสเพื่อเข้าใจบาดีอู

ระหว่างค.ศ.1939-1968 เป็นช่วงเวลาประวัติศาสตร์ทึ่ชาวฝรั่งเศสทั้งชาติได้เผชิญชะตาชีวิตร่วมกันอย่างถึงพริกถึงขิงขั้นชี้ชะตาชีวิตของชาติเลยทีเดียว มีทั้งวิกฤติและโอกาสสลับกันอย่างน่าใจหายใจคว่ำ

1930-39 ฮิตเลอร์ได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้นำประเทศเยอรมนีที่บอบช้ำจากการเป็นฝ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ต้องการขวัญ กำลังใจ และความมั่นใจว่าจะสามารถฟื้นตัวจนถึงขั้นแก้ตัว ล้างอาย และล้างแค้นได้ในที่สุด ซึ่งฮิตเลอร์ก็พยายามทำได้อย่างดีที่สุด และนั่นก็หมายถึงโอกาสของฮิตเลอร์ที่จะเป็นเจ้าโลกถ้าปักใจมุ่งมั่น และฮิตเลอร์ก็มุ่งมั่นพร้อมกับบรรดาเลือดนาซีทั้งหลายที่ยินดีสละชีพเพื่อความยิ่งใหญ่ของฮิตเลอร์และของตัวเองไปในตัว

1940 เยอรมนีภายใต้การนำของฮิตเลอร์เริ่มแผนการขว้างหินถามทางชิมลางโดยยกกองทัพลุยโปแลนด์กลุ่ม 3 พี่เบิ้มที่เป็นพันธมิตรชนะสงครามโลกครั้งครั้งที่ 1 ร่วมกันยื่นคำขาดให้เยอรมันถอนทัพออกจากโปแลนด์อย่างไม่มีเงื่อนไขทันที มิฉะนั้นจะต้องเจอดี ครั้นเยอรมันซึ่งรู้อยู่เต็มอกว่าอะไรจะต้องเกิดขึ้นและพร้อมรับสถานการณ์อย่างมั่นใจ เอาหูทวนลมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น พันธมิตรอันได้แก่ฝรั่งเศส อังกฤษ และรัสเซีย จึงต้องรักษาศักดิ์ศรีโดยประกาศสงครามกับเยอรมนีอย่างไม่เต็มใจและไม่รู้สึกว่าพร้อมรบนอกจากฝรั่งเศสที่คิดว่าตนเองมีกองทัพอันเกรียงไกรระดับเจ้าโลกและป้อมมาจีโน(Magiwnot)อันแข็งแรงทันสมัยของตนที่สร้างไว้ป้องกันการรุกรานตลอดชายแดนเยอรมนี แต่เอาจริงเข้าประลองฝีมือกันได้เพียงเดือนเดียวกองทัพนาซีก็ยึดกรุงปารีสได้โดยฝ่ายฝรั่งเศสสังเวยชีวิตทหารหาญไปราว 100,000 นาย เริ่มวิกฤติแห่งการเสียขวัญและความมั่นใจของคนทั้งประเทศตั้งแต่บัดนั้น สภาวการณ์แปรผันเหมือนราชินีแห่งมหาอาณาจักรทรอยแปรสภาพกลายเป็นนางทาสชั่วข้ามคืน ชาวฝรั่งเศสทั่วประเทศรู้สึกช็อค รับสภาพไม่ได้ แต่มันก็คือความเป็นจริงที่ทุกคนต้องยอมรับสภาพร่วมกันอย่างไม่มีทางเลี่ยง เพราะมองไปทางไหนก็เห็นแต่เครื่องแบบและเครื่องหมายนาซี ในระหว่างสับสนวุ่นวายหน้าสิ่วหน้าขวานนั้นเอง จอมพลเปแตง(Pétain)วีรบุรุษแห่งสมรภูมิแวร์เดิง(Verdun)แสดงความรับผิดชอบเสียสละโดยประกาศตัวเป็นผู้นำคณะปฏิวัติแห่งชาติ(RévolutionNationale) เพื่อ แก้วิกฤติของชาติด้วยการยุบสภาและตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลขึ้นที่เมืองวิชี(Vichy) ประกาศนโยบายเจรจากับฝ่ายเยอรมันโดยยอมตอบสนองความต้องการทุกอย่างของฝ่ายเยอรมันโดยให้เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสจัดการให้ แทนที่จะให้เยอรมันจัดการทุกอย่างตามความพอใจ

ในตอนแรกๆชาวฝรั่งเศสส่วนมากพอจะเห็นความสำคัญของเปแตงว่ามาช้อนสถานการณ์มิให้เลวร้ายจนเกินทน แต่อยู่ๆไปก็เริ่มมีผู้รู้สึกว่ายอมอ่อนข้อต่อชาวเยอรมันเกินจำเป็น จนดูเหมือนเป็นผู้กดขี่แทนชาวเยอรมันมากกว่าเป็นผู้คานอำนาจ ทางฝ่ายรัฐบาลเปแตงก็ได้แต่แก้ว่าทำดีกว่านี้ไม่ได้แล้ว โปรดเห็นใจเถอะ สถานการณ์เลวร้ายมากขึ้นเมื่อนายพลเดอโกล(De Gaulle) ประกาศตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในประเทศอังกฤษและชักชวนให้ชาวฝรั่งเศสเสียสละเพื่อชาติด้วยการเข้ากองทัพใต้ดินของขบวนการฝรั่งเศสเสรี ทำให้เดอโกลกลายเป็นวีรบุรุษขึ้นมาแทนเปแตง ขบวนการฝรั่งเศสเสรีขยายตัวอย่าสงรวดเร็วทั่วประเทศฝรั่งเศส ทำการใต้ดินต่อต้านการปกครองของชาวเยอรมันและรัฐบาลหุ่นขายชาติของจอมพลเปแตง ด้วยการก่อการร้าย หาข่าวกรองและโฆษณาชวนเชื่อให้เกลียดชังชาวเยอรมันและรัฐบาลเปแตงหนักข้อขึ้นทุกวัน ในช่วงนี้แหละที่ซาตร์ซึ่งสมัครเป็นทหารต่อต้านกองทัพนาซีและถูกจับเป็นเชลยศึก ใช้เวลาในค่ายเชลยทหารเขียนปลุกใจชาวฝรั่งเศสให้ลุกฮือขึ้นปฏิบัติ 3 กล้า เพื่อพ้นจากโรคเบื่อ เซ็ง เหงา เฉาในอารมณ์ อย่างได้ผล เพราะชาวเยอรมันตีบทไม่แตก ช่วยให้ซาตร์รอดพ้นจากการถูกลงโทษในฐานยุยงให้ต่อต้านการปกครอง ขบวนการนี้มีส่วนช่วยอย่างสำคัญในการช่วยกองทัพพันธมิตรขับไล่บดขยี้กองทัพนาซีจนถึงขั้นเผด็จศึกสงครามโลกครั้งที่ 2  ไม่ว่าที่ใดที่ขจัดอำนาจของนาซีลงได้ ก็จะเกิดกระบวนการแค้นนี้ต้องชำระขึ้นมาทันทีด้วยวิธีการศาลเตี้ย

6 มิถุนายน 1944 ดีเดย์ กองทัพพันธมิตรยึดหัวหาดนอร์มองดี(Normandy) เพื่อขับไล่อำนาจนาซีจากกรุงปารีส กองทัพฝรั่งเศสเสรีใต้ดินลุกฮือขึ้นทั่วประเทศเพื่อขับไล่พลพรรคนาซีและไล่ล่าชาวฝรั่งเศสที่รับใช้พลพรรคนาซี จับใครได้ก็ตั้งศาลเตี้ยขึ้นตัดสินความผิดและลงโทษกันตามอัธยาศัยอย่างสนุกสนาน มีผู้หญิงฝรั่งเศสไม่น้อยกว่า 20,000 คนถูกกล้อนหัวประจารต่อหน้าธารกำนัล ชายหญิงไม่ต่ำกว่า 9,000 คนถูกประหารชีวิต ในขณะที่ในกรุงปารีสเดอโกลได้รับฉันทานุมัติให้จัดการเลือกตั้ง สมาชิกขบวนการฝรั่งเศสเสรีแข่งกันหาคะแนนนิยมเพื่อมีตำแหน่ง ในชนบทศาลเตี้ยยังคงล่าไล่ล้างแค้นต่อไป ในที่สุดเดอโกลก็สามารถจัดการเลือกตั้งประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 4 ใด้สำเร็จซึ่งไม่ให้ประธานาธิบดีมีอำนาจอะไรเหนือรัฐสภาเลย เดอโกลจึงลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี ต่อจากนั้นการเมืองฝรั่งเศสก็วุ่นวายจนทุกคนเบื่อหน่าย จึงเรียกร้องให้เดอโกลเข้ามาจัดการร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่5 ให้ประชาชนลงมติรับรอง ให้ประชาชนเลือกประธานาธิบดีโดยตรง และให้ประธานาธิบดีควบคุมรัฐสภาได้เดอโกลจึงยอมรับหน้าที่ปฏิรูปการเมืองการปกครองประเทศฝรั่งเศสอยู่ 10 ปี

1959-69 การปฏิรูปโดยเดอโกล ให้เลิกศาลเตี้ยทั่วประเทศ การลงโทษทุกอย่างให้ผ่านกระบวนการยุติธรรม ส่งเสริมการศึกษาปรัชญาทุกระบบเพื่อหาแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับชาวฝรั่งเศส ลงเอยด้วยวิกฤติการเดินขบวนของฝายซ้ายทั่วประเทศในปี 1968 ซึ่งเดอโกลแก้ปัญหาได้อย่างยอดเยี่ยมเป็นแนวทางให้ปฏิบัติการต่อไป หมดวาระแล้วก็เกษียณตัวเองเพื่อเป็นรัฐบุรุษต้นแบบให้คนรุ่นหลังเดินหน้าต่อไป ซึ่งบาดิอูเป็นคนหนึ่งที่ตั้งใจหาทางดีที่สุดให้แก่มนุษยชาติ

ปรัชญาของซาตร์

ฌองปอลซาตร์(Jean-Paul Sartre 1905-80) เสนอปรัชญาอัตถิภาวนิยม(existentialism) ถูกใจชาวฝรั่งเศสขณะถูกนาซีเยอรมันยึดครองด้วยคติต้นแบบว่า existence precedes essence ความมีอยู่มีมาก่อนสารัตถะ หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆได้ว่า แม้มนุษยชาติหรือความเป็นมนุษย์ส่วนรวมจะมีความสำคัญกว่าปัจเจกเพียงใดก็ตาม แม้สังคมส่วนรวมและประโยชน์ส่วนรวมมีคุณค่าสำคัญกว่าประโยชน์ส่วนตนเพียงไรก็ตาม แต่ในระดับความเป็นจริงนั้น คนแต่ละคนต้องมาก่อน เมื่อมีปัญญาแล้วจึงค่อยๆรู้จักถอดสิ่งสากลออกมาศึกษากันได้ในภายหลัง มนุษยชาติทำอะไรให้ตัวเองไม่ได้ นอกจากคนที่มีอยู่จริงแต่ละคนจะตัดสินใจทำให้ เพราะฉะนั้นให้แต่ละคนมุ่งพัฒนาตัวเองเป็นคนๆให้มีคุณภาพจริงๆ เสียก่อน มนุษยชาติโดยรวมจะดีขึ้นเองโดยอัตโนมัติ

ภาวะความเป็นอยู่(being) จึงแบ่งออกได้เป็น 2 ระดับ คือ ภาวะสำหรับตัวเอง(being-for-itself)  เพราะทำอะไรสำหรับตัวเองได้ ไม่ว่าจะพัฒนาหรือเสื่อม กับภาวะในตัวเอง(being-in-itself) อันได้แก่สิ่งอื่นทุกสิ่งนอกจากมนุษย์ซึ่งไม่สามารถทำอะไรให้พัฒนาตัวเองได้ เป็นไปอย่างไรก็ต้องยอมอย่างนั้น ช่วยอะไรไม่ได้

ภาวะแท้(authentic being) ได้แก่มนุษย์ที่รู้จักตัดสินใจปฏิบัติหลัก 3 กล้า คือ กล้าเผชิญปัญหา กล้าประเมินวิธีปฏิบัติ และกล้าลงมือทำการตามที่ประเมินว่าดีที่สุด

บาดิอูชอบคำสอนเรื่องภาวะแท้และการกล้าตัดสินใจของซาตร์ และรับเอาไปทำเป็นทฤษฎีตัวปรธาน(subject)ของตน ตัวประธานคืออัตถิภาวะแท้(authentic existence)หรือบุคลิกภาพที่มีอุดมการณ์เฉพาะตัวและมุ่งมั่นทำจริงตามอุดมการณ์ที่เลือกไว้ ตัวประธานทื่มีอัตถิภาวะแท้จึงเป็นตัวประธานแท้ มีชีวิตสดชื่นเบิกบาน มีความสุข  ไม่เบื่อ เซ็ง เหงา

ทำอย่างไรจึงจะเป็นตัวประธานแท้

ซารตร์บอกว่าแต่ละคนต้องแสวงหาเอง ช่วยกันไม่ได้ วิธีการของซาตร์ก็คือฝึกเป็นตัวของตัวเองด้วยการตัดสินใจเลือกทำอะไรสักอย่างในสภาวการณ์เฉาะหน้าจนครบ3กล้าแล้วให้ภูมิใจมีความสุขกับการเป็นตัวของตัวเองตามคติว่ามนุษย์ถูกสาบให้มีเสรีภาพ(Man is condemned to be free) ทำตัวให้เป็นอิสระเสรีมากเท่าไรก็ยิ่งมีความสุขมากเท่านั้น      บาดีอูเกิดก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 อยู่ 4 ปีและหลังซาตร์32ปี ได้เรียนรู้ปรัชญาของซาตร์และบทบาทปรัชญาของซาตร์ต่อการกอบกู้เอกราชของชนชาติฝรั่งเศสและรู้ว่าเมื่อชาวฝรั่งเศสได้เอกราชแล้วปรัชญาของซาตร์ก็หมดมนต์ขลัง แต่ชาวฝรั่งเศสก็ยังอ่านกันอยู่เพื่อเข้าใจอดีตของตนเอง อาบีดูในขณะสอนและแสวงหาปรัชญาที่เหมะสมกับสถานการณ์ร่วมสมัยอยู่นั้น ก็เห็นด้วยกับอาจารย์อัลตุสเซร์ของตนว่าต้องเอาเป้าหมายปรัชญาตามความคิดของมากซ์มาเสริมซาตร์ในเรื่องเรียกร้องความเสมอภาคทางจริยธรรมที่เรียกได้ว่าควาชอบธรรมระดับสากล(universal equity) อัลตุสเซร์ไม่ได้สนใจซาตร์และอัตถิภาวนิยม เพราะคิดอยู่แค่ว่าชาวฝรั่งเศสเป็นต้นแบบเรียกร้องความเสมอภาคตามกฎหมาย แต่ก็ออกล่าอาณานิคมด้วยเหตุผลว่าดินแดนในโลกที่3 ไม่มีความเสมอภาคเพราะไร้การศึกษา ชาวฝรั่งเศสจึงมีหน้าที่เข้าไปจัดระเบียบใหม่ให้ แต่ดินแดนเหล่านั้นมิได้ต้องการความเสมอภาคของฝรั่งเศสซึ่งเป็นเพียงข้ออ้างเข้าไปหาผลประโยชน์ ผู้เห็นประเด็นนี้คือคาร์ล มากซ์ ซึ่งได้เสนอปรัชญาใหม่ขึ้นมาแก้จุดอ่อนของชาวฝรั่งเศสอย่างตรงไปตรงมา คือ บอกว่าความเสมอภาคทางกฎหมาย(equality)นั้นไม่พอ ต้องจัดการให้เกิดความชอบธรรม(equity)ขึ้นอย่างเป็นสากลอย่างจริงจังไม่ว่าด้วยวิธีใด ถือว่าใช้ได้ทั้งสิ้น อัตุสเซร์ชี้ให้เห็นว่าลัทธิคอมมิวนิสต์นำเอาไปใช้โดยเน้นเงื่อนไขว่า “ด้วยวิธีใดถือว่าใช้ได้ทั้งสิ้น” จนทำให้เกิดความไม่ชอบธรรมอย่างรุนแรงขึ้นในทุกแห่งที่อ้างว่าจะช่วยผู้ด้อยโอกาสให้ได้รับความชอบธรรม อัลตุสเซร์จึงคิดว่าตนจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้โดยจะชักชวนให้ชาวฝรั่งเศสช่วยกันสร้างพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายขึ้นที่เดินตามคำสอนและเจตนาของมากซ์อย่างเคร่งครัดที่สุดเป็นแบบอย่างให้ชาติอื่นๆทั่วโลกเดินตามเยี่ยงอย่างต่อไป ก็จะช่วยให้ความชอบธรรมสากลแก่ผู้ด้อยโอกาสทั้งโลกได้ในที่สุด ขณะนั้นสงครามเย็นดำเนินไปอย่างเข้มข้น แผนการของอัลตุสเซร์ถูกต่อต้านอย่างหนักจากฝ่ายขวาที่สหรัฐฯสนับสนุน ฝ่ายซ้ายจัดก็ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่เช่นกัน การเมืองฝรั่งเศสล้มลุกคลุกคลานอยู่พักหนึ่งจนชาวบ้านเบื่อหน่ายความขัดแย้ง ประชาชนแก้ปัญหาโดยการเทคะแนนให้เดอโกลวีรบุรุษแห่งขบวนการฝรั่งเศสเสรีกู้ชาติจากเผด็จการนาซีมากู้ชาติอีกครั้งหนึ่งจากความขัดแย้ง เดอโกลใช้วิธีส่งเสริมให้ศึกษาค้นคว้าทางปรัชญากันอย่างเต็มที่และเผยแพร่ผลงานกันอย่างเต็มที่เช่นกันจนชาวฝรั่งเศสกลายเป็นนักคิดปรัชญาชั้นนำของโลกมาถึงขณะนี้ ความคิดใหม่ๆของนักปรัชญาฝรั่งเศสถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษและภาษาอื่นๆทั่วโลก อาจารย์สอนปรัชญาชาวฝรั่งเศสจำนวนมากถูกซื้อตัวไปสอนในสหรัฐฯและหลายคนแปลงสัญชาติเป็นอเมริกัน วิชาปรัชญาฝรั่งเศสเป็นวิชาฮิตในหลักสูตรปรัชญาของสหรัฐฯ  ขณะนั้นผมกำลังศึกษาปรัชญาอยู่ที่กรุงโรมและชอบอ่านตำราภาษาฝรั่งเศสเสริมความรู้อยู่เป็นประจำ อาจารย์คนหนึ่งที่ผมชอบเป็นชาวฝรั่งเศษซึ่งต่อมาจะเป็นเพื่อนของบาดิอู ท่านคืออาจารย์ Stanislas Bretonซึ่งภายหลังย้ายไปสอนที่มหาวิทยาลัยปารีส8

นโยบายเปิดโอกาสให้คิดอย่างเสรีและเผยแพร่ความคิดอย่างเสรีก็ใช่ว่าจะราบรื่น เดอโกลสามารถวางแผนอบรมคนในชาติได้ แต่ไม่สามารถห้ามการแทรกแซงจากภายนอกได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำยุแหย่จาก2 ค่ายสงครามเย็นซึ่งโหมยุแหย่หนักหน่วงตลอดเวลา ในที่สุดก็ถึงวันแตกหัก ฝ่ายซ้ายกำหนดดีเดย์เดือนพฤษภาคม 1968 ให้ทุกภาคส่วนแบ่งหน้าที่กันทำอย่างละเมียดละไม ลุกฮือขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศเข้ายึดสำนักงานบริหารราชการทุกอย่าง เพื่อเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์แบบฝรั่งเศส เดอโกลดำเนินการเกลี้ยกล่อมได้ยอดเยี่ยมจนวิกฤติคลี่คลายลงได้อย่างไม่เสียเลือดเนื้อ ทุกฝ่ายยอมความด้วยหลักการแบบฝรั่งเศสว่า คิดต่างได้ แต่รุนแรงไม่ได้ กฎหมายคือกฎหมาย ใครผิดต้องยอมรับโทษตามกฎหมายที่ยุติธรรมเสมอภาค แต่ทุกคนต้องได้รับการดูแลอย่างชอบธรรมสากล ครั้นแก้วิกฤติได้เรียบร้อยแล้ว เดอโกลก็ลาชีวิตการเมือง ปล่อยให้นักการเมืองรุ่นใหม่รับผิดชอบประเทศชาติและประชาชนต่อไปตามกติกาที่วางไว้ แม้ไม่มีเสถียรภาพไม่เป็นไร ขอให้มีผู้รับผิดชอบและไม่ใช้ความรุนแรงเป็นใช้ใด้ ในสถานการณ์ใหม่นี้ บาดิอูคิดได้ว่าไม่มีวิธีคิดใดดีไปกว่าคิดแบบพหุนิยม คือ ตั้งเป้าหมายไว้ที่การบริการเพื่อนมนุษย์ทั้งโลกให้มีความสุขตามมโนธรรมของแต่ละคน โดยพยายามแก้จุดอ่อนเสริมจุดแก่ตามสภาพที่เป็นจริงเฉพาะหน้า นั่นคือพยายามหาวิธีให้มนุษย์ทุกคนเป็นตัวประธานในความจริงแห่งชีวิตของแต่ละคนให้ได้ ถึงขั้นนั้นแล้วให้ทุกคนช่วยดูแลกันให้มีความชอบธรรมสากล ตั้งแต่นั้นมาบาดิอูพยายามหาความเข้าใจเกี่ยวกับความชอบธรรมสากล ก็พบว่าเปาโลหรือเซนต์ปอลได้สอนเรื่องนี้ไว้ดีมาก  นักปรัชญาคริสต์ในอดีตได้ศึกษาไว้อย่างดีแล้วในมิติหนึ่งคือมิติศาสนาคริสต์เพื่อเข้าใจบทบาทของพระเยซูในการดำเนินชีวิตแบบคริสต์เพื่อบรรลุถึงชีวิตนิรันดรในโลกหน้าซึ่งก็นับว่าถูกต้องในระดับหนึ่งตามเจตนาของการรับนับถือศาสนาคริสต์ แต่บาดิอูมองอีกมิติหนึ่ง คือมิติของชีวิตในโลกนี้ซึ่งปรัชญาความชอบธรรมของเปาโลมีส่วนให้ความกระจ่างได้เป็นอย่างดีว่าในความเป็นมนุษย์นั้นมนุษย์ทุกคนต้องการ(need)ความสุขแท้ตามความเป็นจริง อย่างที่ซาตร์บอกว่าต้องทำ3กล้าเพื่อมีอัตถิภาวะแท้ แต่บาดิอูคิดว่าซาตร์อ้างไว้กว้างเกินไป คือเน้นการตัดสินใจเสรีอย่างบริสุทธ์ ซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่ว่าตัดสินใจทำอะไรก็ได้แล้วจะมีความสุขแท้ด้วยอัตถิภาวะแท้ แต่ทว่าต้องตัดสินใจให้พัฒนาคุณภาพชีวิตตามความเป็นจริงของปัญญา บาดิดูพบว่าปรัชญาความชอบธรรมของเปาโลแหละที่เสริมจุดอ่อนของซาตร์ในเรื่องนี้ได้ แต่ก็พบว่ามโนภาพความชอบธรรมของเปาโลเหวี่ยงแหคลุมทั้งมิติโลกนี้และโลกหน้า บาดิอูเลือกเอาเฉพาะมิติในโลกนี้เท่านั้นเพราะไม่เชื่อว่ามีโลกหน้า แต่ก็ไม่ขัดข้องหากใครจะสนใจทั้ง2มิติหากเชื่อว่ามีโลกหน้า และเมื่อใช้หลักการความชอบธรรมเป็นกรอบของการตัดสินใจแล้ว การพัฒนาคุณภาพชีวิตจะตามมาโดยอัตโนมัติ บุคคลนั้นจะมีความสุขกับการสร้างสรรค์ ปรับตัว  ร่วมมือ และแสวงหา ตามความคาดหวังของนักหลังนวยุค บาดิอูจึงผสมผสานมากซ์ซาตร์  เบามัน (Zigmunt Bauman) และเปาโลเข้าด้วยกันอย่างแนบเนียน เป้าหมายก็คือเพื่อความสุขแท้ตามความเห็นจริงของอัตถิภาวะแท้ของความเป็นมนุษย์ เราจะค่อยๆขยายความไปตามขั้นตอนเพื่อความเข้าใจอย่างละเอียดสุขุม

การกลับใจของเปาโลเป็นเหตุการณ์พิเศษ

            เปาโลไม่ได้คิดจะปิดบังเหตุการณ์พิเศษของตน แต่พร้อมเปิดเผยแก่ทุกคนที่อยากรู้ ดังที่ได้บอกแก่ชาวกาลาเทีย(Galatians เชื้อสายโกลในฝรั่งเศส) ว่า”ท่านทั้งหลายต้องเคยได้ยินเรื่องชีวิตในอดีตของข้าพเจ้า เมื่อยังยึดถือประเพณีของชาวยิวว่า ข้าพเจ้าเคยเบียดเบียนพระศาสนจักรของพระเจ้าอย่างรุนแรง และพยายามทำลายด้วย”(กาลาเทีย1:12-13) ซึ่งแสดงว่าผู้อ่านจดหมายรู้รายละเอียดดีอยู่แล้ว ซึ่งลูกาลูกศิษย์จะบันทึกไว้ในภายหลังว่า ขณะที่เขาเดินทางใกล้ถึงเมืองดามัสกัส ทันใดนั้นมีแสงสว่างจากท้องฟ้าล้อมรอบตัวเขาไว้ เขาล้มลงที่พื้นดินและได้ยินเสียงกล่าวว่า ท่านเบียดเบียนเราทำไม เปาโลจึงย้อนถามกลับไปว่า ท่านเป็นใคร เสียงตอบว่า เราคือเยซู

เหตุการณ์พิเศษนี้ได้เปลี่ยนวิถีชีวิตของเปาโลเป็นคนละคน จากภาวะไม่แท้เป็นภาวะแท้ เขามุ่งมั่นดำเนินชีวิตามอัตถิภาวะของตน และมีความสุขแท้ตามความเป็นจริงของมนุษย์แท้โดยตัดสินใจทำสิ่งที่ตนเองคิดว่าให้ความสุขแก่ตนอย่างถูกต้องที่สุด บาดิอูคิดว่ามนุษย์แต่ละคนย่อมมีวาระที่จะเผชิญกับกับเหตุการณ์พิเศษเฉพาะตัว หากแต่ไม่ฉวยโอกาสตัดสินใจพัฒนาคุณภาพชีวิต ก็เลยพลาดโอกาสที่จะมีความสุขแท้ตามความเป็นจริงอย่างเปาโล เหตุการณ์พิเศษเป็นเรื่องเฉพาะตัว ของใครของมัน ไม่เหมือนกัน ตีความก็ไม่เหมือนกัน โอกาสปฏิบัติก็ไม่เหมือนกัน ทุกขั้นตอนเป็นเรื่องเฉพาะตัวอย่างที่นักอัตถิภาวนิยมว่า จึงไม่ต้องหวังว่าจะลอกเลียนวิถีพัฒนาชีวิตของกันและกันได้ เอาอย่างสูตร 3 กล้าได้ แต่เอาอย่างการปฏิบัติกันทุกกระเบียดนิ้วไม่ได้ เพราะโครงร่างไม่ซ้ำแบบกันได้เลย

เราจะวิเคราะห์ความคิดของเปาโลเชิงเปรียบเทียบต่อไปตามข้อเสนอของบาดิอูนักปรัชญาอเทวะ เบรอตงนักปรัชญาคาทอลิก และบอร์นคามม์นักปรัชญาโปรเตสแตนต์

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s